<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>98176</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2021 10:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2021 10:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039; เตรียมหวด &#039;ผวจ.-นายกอบจ.ป้ายแดง&#039; เข็นนโยบายไปในทิศทางเดียวกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 เม.ย.64 - เมื่อเวลา 07.30 น. &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในรายการ PM PODCAST นายกรัฐมนตรีเล่าเรื่อง ผ่านเฟซบุ๊กไทยคู่ฟ้า ว่า วันที่ 5 เม.ย.จะเป็นประธานการประชุมมอบนโยบายสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย ให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่ได้รับการเลือกตั้งใหม่ ตนถือว่าเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชน ซึ่งประชาชนเป็นคนเลือกมา เราจะต้องมาหารือร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนพัฒนาประเทศให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ กล่าวว่า นอกจากนี้ตนจะเป็นประธานพิธีเปิดโครงการบ้านเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย โครงการ &amp;ldquo;บ้านเคหะสุขประชา&amp;rdquo; (ฉลองกรุงและร่มเกล้า) ซึ่งเป็นโครงการของรัฐบาลที่ได้สั่งการและเดินหน้าไปสู่การจัดหาบ้านเช่าสำหรับผู้ที่มีรายได้น้อย โดยจะเริ่มที่เขตหนองจอก ก็อยากให้ทุกคนติดตามต่อไป เพราะเป็นเรื่องการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย เรื่องเหล่านี้มีความก้าวหน้าหลายด้านด้วยกัน ตนไม่ได้ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลังและพยายามทำทุกส่วนให้ดีที่สุด ให้ถึงคนทุกกลุ่มทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีรายได้น้อย ซึ่งตนเป็นห่วงมากที่สุดในขณะนี้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98176</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด, นโยบาย, ผูู้ว่าราชการจังหวัด, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210323/image_big_6059ab9816e17.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40344</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2019 10:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/07/2019 10:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เสี่ยหนูยันดันแผนแก้หนี้ กยศ.ของพรรคเข้านโยบายรัฐบาลแน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;07 ก.ค.2562 - นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวว่า พรรคจะนำนโยบายที่ได้รณรงค์หาเสียงไปเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการยกร่างนโยบายของรัฐบาลที่จะนำเสนอต่อรัฐสภา ซึ่งหนึ่งในนั้นคือนโยบายแก้หนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้นโยบายแก้หนี้ กยศ.ของพรรค ภท.หาเสียงมี 6 เรื่อง คือ 1.ปลดภาระผู้ค้ำประกัน &amp;nbsp;ไม่ต้องมีผู้ค้ำประกันอีกต่อไป ทั้งหนี้เก่าและหนี้ใหม่ &amp;nbsp; 2.ไม่มีดอกเบี้ย 3.ไม่ต้องมีเบี้ยปรับ &amp;nbsp;4.ใช้ภาษีเงินได้ประจำปีมาหักลดยอดหนี้เงินกู้ได้ 5.ผ่อนคืนเงินต้น 10 ปี และ 6.พักหนี้ 5 ปี สำหรับ ลูกหลาน ที่ไม่มีเงินจะชำระจริงๆ เพื่อเป็นการหยุดการดำเนินคดี ไม่ต้องฟ้องร้องบังคับคดี หรือฟ้องยึดทรัพย์ ไว้ 5 ปีให้ผู้กู้ได้มีเวลาตั้งสติตั้งตัวกันอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ต้องดูว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะเห็นด้วยกับสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยได้นำเสนอนโยบาย แก้หนี้ กยศ.หรือไม่ และจะขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างไรต่อไป และในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการพรรคได้ที่นั่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 1 ตำแหน่ง จะแบ่งงานอย่างไรด้วย และได้ดู กยศ. หรือไม่ด้วย&amp;rdquo;นายอนุทินระบุ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40344</URL_LINK>
                <HASHTAG>กยศ., กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา, คณะกรรมการยกร่างนโยบายของรัฐบาล, นโยบาย, พรรคภูมิใจไทย, ภท., อนุทิน ชาญวีรกูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190707/image_big_5d216a0eec649.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31651</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/03/2019 19:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/03/2019 19:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สนธิรัตน์&#039;ลั่น!นโยบายพลังประชารัฐจับต้องได้  เพื่ออนาคตประเทศ-ประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 มี.ค.-นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ชี้แจงถึงนโยบายของพรรคพลังประชาชนในช่วงโค้งสุดท้ายที่เปิดออกมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ผู้ที่จบปริญญาตรีได้เงินเดือน 2 หมื่นบาท นักเรียนที่จบอาชีวะต้องได้เงินเดือน 1.8 หมื่นบาท พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ได้รับการยกเว้นภาษี 2 ปี ค่าแรงขั้นต่ำ 400-425 บาท เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นโยบายของพรรค ช่วงนี้เป็นช่วงโค้งสุดท้าย เน้นทั้งด้านความสงบสุข ความสุขของสังคม นโยบายปากท้อง เศรษฐกิจ โดยทั้ง 3 นโยบาย จะเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจฐานราก เราเน้นที่แรงงาน ซึ่งคนในพรรคก็ได้ให้รายละเอียดไปบ้างแล้ว แต่จากนโยบายที่เคยเปิดไปก่อนหน้านี้ ได้รับการตอบรับสูงมาก ไม่ว่าจะเป็น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พักหนี้กองทุน เรื่องที่ทำกิน เรื่องสวัสดิการมารดาประชารัฐ เป็นนโยบายที่พี่น้องต่างจังหวัดให้ความสนใจสูงมาก รวมไปถึงเรื่องของพี่น้องเกษตรกรด้วย เช่น เรื่องข้าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ระบุถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วยว่า มีคอนเซ็ปต์ชัดเจนคือ เพิ่มคนกับเพิ่มสิทธิ์ การเพิ่มคนหมายความว่า มิติที่ 1 การเพิ่มคน เมื่อเราเป็นรัฐบาล เราจะดูว่า มีผู้ที่มีคุณสมบัติตามที่ได้ระบุไว้ แต่ทำไม่เป็น กรอกเอกสารไม่เป็น เลยไม่ได้รับการพิจารณา หรือแม้แต่ไม่ได้ไปยื่นด้วยซ้ำไป คนกลุ่มนี้ เราไปดูว่า ตกหล่นเท่าไหร่ ถ้าใครเข้าคุณสมบัติแล้วตกหล่นมีเท่าไหร่ ก็จะเพิ่มเข้าไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่ มิติที่ 2 ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เราไม่ได้มองแค่สิ่งที่ดำเนินการไปแล้ว หรือเพียงให้คนเอาไปซื้อสินค้าแค่เท่านั้น แต่มองว่าจะต้องมองให้ครอบคลุมคนกลุ่มอื่น ให้เป็นบัตรสวัสดิการ ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ ผู้พิการ มารดาประชารัฐ ก็จะเข้ามาในกลุ่มนี้ ไปสอดรับกับการเพิ่มสิทธิ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ที่เราให้บัตรสวัสดิการ จริงๆ แล้วเพราะว่าเราต้องการให้เขาพ้นจากรากเหง้าแห่งความยากจน ไม่ได้เอาเงินมาให้เขาใช้ แล้วยังอยู่อย่างนี้ ซึ่งพิสูจน์แล้ว เมื่อเขาได้เข้าสู่ระบบบัตรสวัสดิการ คนเหล่านี้จากเดิมอาจจะไม่ค่อยมีโอกาสในชีวิต เมื่อเราให้โอกาสชีวิต ส่งเสริมให้ประกอบวิชาชีพ ไม่ว่าถ้าเขาอยากจะขายกาแฟ ขายลูกชิ้นปิ้ง ขายน้ำดื่ม เราก็ส่งเสริมให้เขามีทุน เมื่อมีทุนแล้วก็จะมีโอกาสทำมาหากิน&amp;quot; เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐระบุ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐอธิบายต่อถึงนโยบายดังกล่าวว่า 1 ปีที่ผ่านมา กลุ่มที่มีรายได้ที่เคยต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อเดือน เกิน 3 หมื่นบาทขึ้นมาเป็นล้านคน กลุ่มที่ต่ำกว่าแสน หลังจากเข้าสู่ระบบการไปพัฒนาอาชีพ แล้วมีโอกาสทางอาชีพ พ้นจากเส้นแสน มาหลายแสนคน เป็นสิ่งที่รัฐบาลจะทำ บัตรสวัสดิการ เราให้สวัสดิการเบื้องต้น แต่เรารู้ใครลำบาก ไม่มีโอกาส รอบแรกคนเข้าโครงการ 11.4 ล้านคน มีคนมาอบรมร่วม 5 ล้านคน เราก็จะยกระดับคนเหล่านี้ขึ้นไป คนที่ยกระดับขึ้นได้ ก็มีโอกาสที่จะได้รับโอกาส พ้นจากความยากจน ในอนาคตรัฐจะได้ไม่ต้องดูแลอีกต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันยังมีคนกลุ่มที่ยังลำบาก ไม่มีโอกาสในการพัฒนาอาชีพหรือไปหาเลี้ยงชีพเพิ่มขึ้น เช่น ผู้มีรายได้น้อยในกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มผู้พิการ เราก็ต้องมาดู หาวิธีในการดูแลเขา ก็จะเป็น 2 ส่วน ซึ่งก็จะมีทั้งสิทธิผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส เราจะทำอย่างไร จะต้องมาดูในเรื่องนี้ บัตรสวัสดิการเป็นนโยบายหลักของพรรคพลังประชารัฐ เพราะเป็นเครื่องมือในการดูแลสวัสดิการ และยกระดับโอกาสพี่น้องประชาชนที่ยังยากลำบากอยู่ ให้พ้นจากความยากจน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นโยบายของเราไม่ใช่นโยบายสายเปย์ อย่างที่มีการพูดๆ กัน นโยบายแต่ละอัน ล้วนมองมาจากภาพใหญ่ เรื่องค่าแรงที่เป็นกระแสอยู่ ที่เราเสนอ 400-425 บาท ไม่ได้อยู่ดีๆ จะเปย์ แต่ได้มองว่า การขึ้นค่าแรงในอดีตขึ้นมาเพิ่มครั้งละ 5 บาท 10 บาท อย่างนี้ การขึ้นอย่างนี้ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงระบบแรงงาน กับทิศทางอุตสาหกรรมอนาคต การจ้างงานในอนาคตได้&amp;quot; นายสนธิรัตน์ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนธิรัตน์ระบุด้วยต่อว่า นโยบายที่เราเสนอคือ การเอานโยบายมาเปลี่ยนโครงสร้างแรงงาน เปลี่ยนโครงสร้างเอสเอ็มอีและผู้ประกอบการ การที่บอกอย่างนี้ ไม่ได้ทำเหมือนในอดีตที่ทำกันมา ที่ทำอย่างนี้ ต้องไปทั้ง 2 ขา แรงงานที่ได้รับการยกระดับฝีมือแรงงาน หรือที่เราเรียกว่า Up skill หรือ re skill แรงงานกลุ่มนี้เมื่อยกระดับแล้ว จะเข้าข่ายการที่จะไปสู่การจ้างงานในระดับราคาที่เหมาะสมกับแรงงาน ตัวรัฐก็ต้องมีช่วย อัพสกิลกับรีสกิล โดยรัฐก็ต้องมีกองทุนในการอัพสกิล รีสกิล โดยรัฐจะต้องมาช่วยในการอัพสกิลและรีสกิล ตัวเอสเอ็มอี ถ้าเราไม่ทำอย่างนี้ เอสเอ็มอีก็ไม่พัฒนา เพราะเอสเอ็มอียังต้องการค่าแรงถูกๆ เมื่อต้องการค่าแรงถูกๆ ก็คือการดำเนินงานที่อนาคตจะไปไม่ได้ เพราะเราแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ ที่มีแรงงานถูกกว่าเรา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของเอสเอ็มอี เมื่อจะอัพสกิลตัวแรงงาน จะจับมือกับรัฐ เขาได้อะไร ใครที่มา ภายใต้ยกระดับฝีมือแรงงาน ถ้ารัฐจ่ายเท่าไหร่ เขาจ่ายเท่าไหร่ ส่วนที่เขาจ่ายไป เราจะหักภาษีให้ 2 เท่า ซึ่งเราเคยทำมาแล้ว เมื่อจ่าย 2 เท่า คนที่พัฒนาแล้ว แรงงานที่พัฒนาแล้ว ตรงความต้องการธุรกิจของเขา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมคิดว่าผู้ประกอบการจะจ้างแพงได้ เป็นที่มาของ 400-425 บาท เมื่อเป็นอย่างนั้น เอสเอ็มอีที่พัฒนาแบบนี้ จะมีฝีมือแรงงานที่ดี ไม่ใช่มีแต่คนที่มีฝีมือเหมือนกันหมด คนเก่งก็จะมาอยู่ที่คุณ แต่เอสเอ็มอีไหนที่ไม่มาแบบนี้ คุณจ้างแต่แรงงานถูกๆ ก็จะไม่มีคนเก่ง ที่ทำอย่างนี้ เพราะต้องมองไปอนาคต เพราะเป็นโลกของการใช้หุ่นยนต์ ใช้ระบบอัตโนมัติ ถ้าเขาให้เป็นแค่แรงงาน ก็ไม่ต่างอะไรจากแรงงานประเทศเพื่อนบ้าน แต่คนเหล่านี้เมื่อถูกพัฒนาขึ้นมาก็ต้องมาคุมเครื่องจักร คุมการผลิต คนเหล่านี้ ที่ทำเพื่อต้องการยกระดับขึ้นมาให้แตกต่างจากแรงงานประเทศเพื่อนบ้าน ถึงจะสอดรับกับไทยแลนด์ 4.0 ประเทศต้องขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เหมือนกับเอสเอ็มอีที่ต้องสอดรับกับนวัตกรรม โลกของเทคโนโลยี สอดรับกับอีคอมเมิร์ซที่วิ่งเข้ามา&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าไม่ทำอย่างนี้ ก็เหมือนกับเอาไป 5 บาท 10 บาทแล้วไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่เกิดการจูงใจ ทั้งตัวคนผู้ใช้แรงงานเอง หรือผู้ประกอบการ โรงงานที่จะเปลี่ยนตัวเองไปสู่ระบบอัตโนมัติหรือหุ่นยนต์ มันไปไม่ได้ เลยเป็นวิธีคิดพรรคพลังประชารัฐ แต่ไม่ใช่เมื่อเปลี่ยนไป 400 กว่าบาทแล้ว ไม่ต้องมาดูสิ่งเหล่านี้ คือ วิธีที่ขับเคลื่อนของพรรคพลังประชารัฐ ไม่ใช่แค่จ่ายเงิน แต่มาจากการวิจัย เราต้องลงทุนกับคน เพราะคนเกิดใหม่คืออนาคตของประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นโยบายมารดาประชารัฐ ก็คือการลงทุนกับทรัพยากรประเทศ เขาจะเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนประเทศในอนาคต ดังนั้นเขาต้องมีคุณภาพตั้งแต่อยู่ในท้อง ทั้งเรื่องอาหารการกินของแม่ แม่ต้องมีความสุขพอในการดูแลลูกและเลี้ยงลูก เมื่อตั้งท้องจนถึงคลอด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สิ่งเหล่านี้มาจากงานวิจัย คนเหล่านี้เมื่อเราลงทุนไป 1 บาท แต่เขาจะคืนกลับให้ประเทศ 7 บาท เราไม่ได้เอาเงินของรัฐมาทิ้ง แต่เรามองว่าจะเอามาลงกับอะไร สิ่งเหล่านี้ในอดีตก็ทำ แต่กระจัดกระจาย ซึ่งก็ใช้เงินอยู่แล้ว แต่เราเอามารวมกันซะแล้วทำให้เป็นแพ็กเกจ สิ่งเหล่านี้คือวิธีคิดนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ ไม่ใช่สายเปย์ หรือแค่อยากเปย์ อยากทำ&amp;quot; นายสนธิรัตน์ระบุ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม สำหรับความเป็นห่วงเรื่องค่าแรงกว่า 400 บาท ที่ห่วงจะทำให้เกิดเงินเฟ้อ สนธิรัตน์อธิบายว่า พอแรงงานที่ถูกยกระดับขึ้นมา จะเป็นแรงงานคุณภาพ ส่วนแรงงานไม่คุณภาพก็ต้องยกระดับ พัฒนาตัวเองขึ้นมา แต่เมื่อเป็นแรงงานคุณภาพ ต้นทุนผู้ประกอบการ ค่าแรงไม่ได้จะทำให้สินค้าราคาแพงเสมอไป คุณจ้างแรงงาน 2 คนโดยไม่มีคุณภาพ คนละ 350 บาท รวมเป็น 700 บาท แต่ถ้าคุณจ้างแรงงานที่มีคุณภาพ จ้างเพียง 400-425 บาท เพียงคนเดียว แปลว่า คุณกำลังลดต้นทุนการผลิต ไม่ได้แปลว่าเพิ่มต้นทุนการผลิต แต่ถ้าจ้างแบบเดิม 350 บาท โดยที่ไม่มีการยกระดับอะไรเลย เท่ากับคุณจะต้องจ้างแรงงานมา 3 คนหรือเปล่า การจะเอาเงินที่แตกต่างมาลงระบบ แล้วทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง แต่คุณภาพสูงขึ้น อันนี้เป็นวิธีคิดของเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราคิดแบบนี้ มองว่าต้นทุนการผลิตจะลดลง แต่ขณะเดียวกันแรงงานจะมีรายได้สูงขึ้น ที่จะมาจับจ่ายใช้สอย จะหมุนเศรษฐกิจ ต้องทำให้เห็นทั้งระบบ ไม่ใช่ เมื่อแรงงานขึ้น ต้นทุนผู้ประกอบการขึ้น แล้วเงินเฟ้อตามมา อันนั้นคิดแบบเก่า เราไม่ได้คิดแบบนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นโยบายสำคัญอีกประเด็นอย่าง เว้นภาษีออนไลน์ 2 ปีสำหรับพ่อค้า แม่ค้าออนไลน์ เพื่อต้องการให้คนไทยเข้าสู่การค้าเชิงออนไลน์ ซึ่งเป็นทิศทางของประเทศนั้น นายสนธิรัตน์อธิบายว่า การที่เราเว้นภาษี 2 ปี คือการที่จูงใจให้เขาเข้าสู่ธุรกิจออนไลน์ เมื่อเข้าสู่ธุรกิจนี้แล้ว เราก็ต้องการให้เขาเข้มแข็งด้วยในระยะต้น เมื่อไม่มีแรงจูงใจในระยะต้น เขาอาจไม่เข้ามา ถ้าเข้ามาแล้วต้องโดนค่าใช้จ่ายสูง เขาคงไม่มา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนธิรัตน์กล่าวว่า ซึ่งในระยะ 2 ปี คือระยะเปลี่ยนผ่านการค้าไปสู่การค้ายุคใหม่ และในช่วงการเปลี่ยนผ่านแบบนี้ คนไทยที่เข้าสู่ธุรกิจ เราต้องให้โอกาสเขา ที่มีโอกาสในการต่อสู้ เพื่อให้เกิดเว็บไซต์ ให้เกิดอะไรต่างๆ ให้เขาขับเคลื่อนธุรกิจออนไลน์ ซึ่งเราปฏิเสธไม่ได้ เป็นนโยบายที่เราต้องเปลี่ยนประเทศไปสู่ธุรกิจออนไลน์ ผมเป็น รมว.พาณิชย์ มักบอกเสมอว่า กระทรงพาณิชย์ยุคหน้าต้องเป็นกระทรวงการค้าแบบออนไลน์ การบริหารงานต้องมองเป็นมิติการค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ออนไลน์ ซึ่งคืออนาคตที่จะเกิดขึ้น ไม่ใช่มองการค้าแบบเดิม การค้าแบบดั้งเดิม ซึ่งไม่ทันการเปลี่ยนแปลง สิ่งเหล่านี้ต้องไปด้วยกัน เราปฏิเสธการค้าออนไลน์ไม่ได้ เราต้องเร่งคนของเราให้เข้าสู่การค้าออนไลน์ ขณะเดียวกันก็ต้องมีแรงจูงใจให้คนเข้าสู่การค้าออนไลน์ด้วย สำหรับเรื่องขั้นตอนที่ยังยุ่งยาก เราก็ยกระดับไปสู่ one stop service หรือแม้แต่การทำบนออนไลน์ มีคิวอาร์โค้ดอะไรต่างๆ สิ่งเหล่านี้ จะเกิด โดยไม่ได้ทำแบบเดิม วันนี้ก็จดทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ได้แล้ว เป็น e-government ที่เราทำให้เกิดขึ้น&amp;quot; นายสนธิรัตน์ระบุ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขาระบุด้วยว่า นโยบายไม่ใช่แค่การหาเสียง แต่ต้องเป็นการตอบโจทย์ความต้องการพี่น้องประชาชน&amp;nbsp;
นโยบายที่พรรคพลังประชารัฐคิด เราคิดจากการตอบโจทย์ แต่ตอบโจทย์อย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องเพิ่มศักยภาพประเทศควบคู่ไปด้วย ไม่ใช่นโยบายแถมแหลก แจกสะบัด ต้องอยู่บนหลักการไปเพิ่มศักยภาพของประเทศ หรือศักยภาพในการประกอบการ หรือความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน เรื่องที่เราเคยบอกไป บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มารดาประชารัฐ อยู่บนหลักการเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคมั่นใจว่า เราเป็นพรรคที่มีนโยบายจับต้องได้ ตอบความต้องการประชาชน และไม่ใช่นโยบายทำลายประเทศ หรือแม้แต่ทำให้เกิดการคอร์รัปชัน อย่างเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เรากล้าพูดเลย เป็นนโยบายที่โกงไม่ได้แม้แต่บาทเดียว เงินนั้นส่งคืนเข้ารัฐ บัตรนั้นพี่น้องประชาชนเอาไปซื้อสินค้า สินค้านั้นก็เพื่อปากท้องพี่น้องประชาชน ไม่มีระบบหัวคิว นโยบายที่ทำมา ไม่เปิดโอกาสให้เกิดการคอร์รัปชันเชิงนโยบาย ที่ไม่เกิดการโกงแม้แต่บาทเดียว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เมื่อคนมาทำบัตร ก็จะมีการขึ้นทะเบียน เมื่อขึ้นทะเบียน ผู้รับก็รับตรง ใส่เงินตรงไปในบัตร บัตรนี้ตอนที่ทำ บัตรนี้ไม่ให้เป็นเงินสด ไม่เช่นนั้นเจ้าหนี้ของเจ้าของบัตรจะมายึดบัตรไปกดเงิน บัตรนี้เลยบังคับให้มารูดซื้อสินค้า หลายคนก็มาโจมตีผม ทำให้เกิดความลำบาก แต่บัตรนี้เป็นบัตรให้พี่น้องประชาชนเอาไปรูดซื้อสินค้า และได้ของไปอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่มีใครเอาของใช้ไปได้ ผลที่ตามมา เราสามารถกอบกู้ผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย ร้านโชห่วยกว่า 7 หมื่นแห่ง ที่ทำต่อไป ยังจะเป็น ร้านก๋วยเตี๋ยว แผงขายผัก แผงขายหมู เราจะยกระดับได้ 3-4 แสนแห่งแน่นอน คนถือบัตร จะไปกินก๋วยเตี๋ยว ซื้อผัก ซื้อหมูในตลาดก็ได้ สิ่งสำคัญที่สุด เงินในบัตรไม่ได้ไปตกที่ห้างใหญ่ๆ แม้แต่ห้างเดียว แต่ถ้าให้เงินสดก็จะกลับไปห้างโมเดิร์นเทรด ห้างสะดวกซื้อ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ไม่มีการหักหัวคิว ไม่มีคนมาเซ็นรับเงินแทน มาทำชื่อปลอม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐยังบอกอีกว่า หนึ่งในเรื่องที่เราต้องทำ และต้องทำให้ได้คือ การก้าวข้ามความขัดแย้ง เพราะตั้งแต่ตั้งพรรคพลังประชารัฐ เราบอกว่าต้องก้าวข้ามความขัดแย้ง ในความคิดนี้คือจุดยืนของพรรค ถ้าเกิดการเลือกตั้ง อยู่ในองค์ประกอบการเมืองแบบเดิม ก็มีแนวโน้มสูงที่มันจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม ที่พูดอย่างนี้ เพราะเรามีประสบการณ์เลือกตั้ง 2-3 ครั้งที่ผ่านมา แล้วก็นำพาประเทศไปสู่จุดเดิม เพราะโครงสร้างสังคม เรื่องการแบ่งกลุ่มการเมืองต่างๆ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป พรรคพลังประชารัฐเกิดขึ้นมา เพื่อต้องการให้เป็นทางออกของการเมืองไทย เป็นทางออกของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;พรรคต้องการเป็นทางเลือกที่สาม ที่จะประสานให้ 2 แกนใหญ่ของการเมืองไทยมีทางออก และพรรคเองเกิดมาไม่ได้มีนโยบายที่จะเพิ่มความขัดแย้ง หรือเข้าเป็นคู่ขัดแย้งให้กับการเมืองในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ คือเป้าหมายใหญ่ในการก่อให้เกิดพรรคพลังประชารัฐ เราทำงานการเมืองเชิงปรองดอง จะสังเกตพรรคนี้ไม่ค่อยได้ตอบโต้อะไรใคร มีแต่พรรคจะโดนฝ่ายอื่นโจมตี พรรคก็ทำหน้าที่ของพรรค ในการที่จะสมานฉันท์ อยากเห็นการเปลี่ยนผ่านประเทศเปลี่ยนไปได้ ไม่ให้ติดกับดักการเมืองของประเทศไทยอย่างที่เป็นอยู่ คือเป้าหมาย จุดยืนของพรรค&amp;quot; นายสนธิรัตน์ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐระบุด้วยว่า สำหรับทิศทางการร่วมรัฐบาล จะไปจับมือกับพรรคใดบ้างนั้น คงอยู่ที่การร่วมรัฐบาล อยู่ที่หลักการพี่น้องประชาชนอยากเห็นประเทศไปทางไหน เมื่อผลการเลือกตั้งออกมา จะนำไปสู่การตั้งรัฐบาล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้พรรคพลังประชารัฐรอการตัดสินใจของพี่น้องประชาชน เมื่อพี่น้องประชาชนตัดสินใจมาแล้ว ในวันนั้นเป็นวันที่เราจะพูดกันว่า หน้าตารัฐบาลต้องเป็นอย่างไร แต่เมื่อจุดยืนเราคือ การหาทางออกให้ประเทศ พรรคพลังประชารัฐ เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาจะร่วมหาทางออกให้ประเทศ ไม่ทำให้ประเทศติดล็อกกับดักทางการเมือง กรณีคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เรื่องนี้ก็เป็นแนวคิดของคุณอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ เป็นสิ่งที่พรรคพลังประชารัฐก็ต้องเร่งทำงานหนักให้พี่น้องประชาชนตัดสินใจ เพื่อให้เห็นว่า ประเทศจะมีกับดักไม่ได้ ประเทศต้องออกจากกับดัก อะไรที่เป็นกับดัก ประชาชนต้องทราบและต้องรู้ พรรคพลังประชารัฐมีหน้าที่อย่างเดียวคือต้องทำงานให้หนัก เพื่อให้ประเทศพ้นจากกับดักให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่งในแกนนำพรรคพลังประชารัฐเน้นย้ำอีกว่า ในช่วงเวลาที่เหลือก่อนการเลือกตั้ง แคมเปญจะเห็นอะไรออกมาเป็นระลอกๆ แน่นอน อย่างในวันนี้ก็เห็นไปทีละเรื่องแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนโยบายโค้งสุดท้าย แนวทางหาเสียง เรื่องการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ก็ต้องติดตามกันดู ในส่วนของนโยบายคงเกือบหมดแล้ว แต่แคมเปญยังมีความเข้มข้นที่จะออกมา ซึ่งเป็นการเดินตามแผนยุทธศาสตร์ของพรรคที่วางเอาไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรณีโอกาส พล.อ.ประยุทธ์ขึ้นเวทีปราศรัยพรรคพลังประชารัฐ ขณะนี้ยังไม่ได้ไปถึงแผนตรงนั้น ไม่ได้คุยในสิ่งเหล่านั้น นายสนธิรัตน์ชี้แจงว่า เรามีแผนแต่เดิมที่ทำอยู่ นายกฯ จะเผยแพร่คลิปบนเวทีปราศรัยที่ จ.สุโขทัย สิ่งเหล่านี้ก็เป็นอีกวิธีการทำงานของเรา แต่ไม่ว่าอย่างไร จากกระแสตอบรับจากประชาชน พรรคประเมินกระแสทำงานในพื้นที่อย่างหนักในหลายเดือน พรรคมีโพลของพรรค มีวิธีประเมินกระแสพี่น้องประชาชนของพรรค ซึ่งเรามั่นใจว่าพรรคจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนข้อห่วงใยการที่บางพรรคพยายามปลุกกระแสสร้างความเกลียดชังมายังพรรคพลังประชารัฐนั้น สนธิรัตน์มองว่า เป็นสิ่งที่เป็นกับดักของประเทศ การใช้กระแสความเกลียดชังแบ่งแยกพี่น้องประชาชน แบ่งแยกภาค คือกับดักสำคัญของประเทศไทยที่ติดมานาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เราเรียกร้องมาตลอดว่า การเข้าสู่ประชาธิปไตย ต้องมองให้ประเทศเดินหน้าต่อไปไ ด้ ไม่ได้มองชัยชนะการเมือง แล้วเอาประเทศไปสู่ซอยตันอีกครั้ง เดินหน้าไม่ได้ ถอยหลังไม่ได้ พรรคไม่เห็นด้วยกับการปลุกกระแสความเกลียดชัง การปลุกกระแสการใช้การเมืองเพียงอย่างเดียวในการเข้าสู่ประชาธิปไตย แต่ต้องใช้นโยบาย ใช้ผลงาน ใช้บุคลากรที่มีความสามารถในการขับเคลื่อนนโยบาย หลายพรรคใช้แต่วาทกรรมการเมือง การจับต้องนโยบาย การขับเคลื่อน มองให้ดีนั้นยังไม่เห็นทิศทางที่ชัดเจน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคพลังประชารัฐเน้นการขับเคลื่อน การจับต้องนโยบายไปสู่พี่น้องประชาชน เราให้ความสำคัญกับพี่น้องประชาชน กับการเปลี่ยนแปลงประเทศ ไม่ให้ประเทศกลับไปสู่จุดเดิม ให้ประเทศเดินหน้าต่อไป พรรคไม่ได้มองประเด็นการเมือง ไม่ได้เอามาเป็นตัวตั้งในการขับเคลื่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนธิรัตน์กล่าวถึงความคาดหวังจำนวน ส.ส. หลังการเลือกตั้งในวันที่ 24 มี.ค.ที่จะถึงนี้ว่า คงบอกไม่ได้ แต่สำหรับพรรคมีการสำรวจภายใน เรามั่นใจเราจะเป็นแกนนำ แต่คงบอกไม่ได้ว่าจำนวนเท่าไหร่ พรรคมีกระบวนการทำงาน มีเป้าหมายพรรคตลอดเวลา พรรคมั่นใจในวันที่ 24 มี.ค. จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ผู้สมัครของพรรคมั่นใจว่าเราจะสามารถเข้าไปได้ตามเป้าหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค. ถือเป็นวันสำคัญของประเทศไทยอีกครั้ง เป็นวันเลือกตั้งที่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ไม่ใช่เพียงเลือกตั้ง 24 มี.ค.แล้วจะผ่านไป เพราะเป็นวันตัดสินใจอนาคตประเทศไทย เรามีประสบการณ์ เรามีบทเรียนการเมือง การเลือกตั้ง 10กว่าปีที่ผ่านมา เราย่ำเท้าอยู่กับที่ ตามมาด้วยการแก้ปัญหาหลังจากการเลือกตั้ง ครั้งนี้พี่น้องประชาชนต้องออกมา ออกมาออกเสียงเลือกตั้งให้มากที่สุด เพราะเป็นการกำหนดอนาคตประเทศไทย กำหนดชีวิต อนาคตพี่น้องประชาชนเอง การเลือกตั้งครั้งนี้ต้องตัดสินใจให้ดี เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นทั้งการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร และต้องเลือกนโยบาย ทิศทางประเทศ ที่ต้องเดินต่อไปวันข้างหน้าได้ มองไปอนาคต ไม่ให้ประเทศติดกับดัก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การตัดสินใจครั้งนี้ ไม่เพียงจะรู้ว่าใครจะได้เป็นผู้แทนราษฎร แต่ต้องหลุดพ้นจากกับดักของประเทศ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ประชาชนต้องตัดสินใจ ใครจะเป็นผู้นำประเทศ ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี การลงคะแนน การกากบาทหนึ่งครั้ง เท่ากับการตัดสินใจใน 3 เรื่องพร้อมกัน ต้องพิจารณาให้ดี ก่อนตัดสินใจลงคะแนนให้ใคร พี่น้องประชาชนเท่านั้นที่จะตัดสินใจว่า ประเทศจะเดินไปทางไหน ขอฝากพี่น้องประชาชนตัดสินใจให้รอบคอบสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้&amp;quot; นายสนธิรัตน์ระบุทิ้งท้าย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31651</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสนธิรัตน์  สนธิจิรวงศ์, นโยบาย, เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190318/image_big_5c8f8c883b444.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31636</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/03/2019 16:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/03/2019 16:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปชป.มั่นใจมือเศรษฐกิจพรรคแข็งสุด แก้วิกฤตต้มยำกุ้ง-แฮมเบอร์เกอร์มาแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลัง &amp;ldquo;อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ&amp;rdquo; ประกาศจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้ได้เห็นปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ บางพรรคใช้จังหวะนี้ป่วนจนสาวกประชาธิปัตย์ต้องยกหูสายตรงมายังที่ทำการสอบถามข้อเท็จจริงว่า สรุปเลือกตั้งรอบนี้พรรคมีจุดยืนอย่างไร
&amp;nbsp;
ร้อนถึง &amp;ldquo;จุติ ไกรฤกษ์&amp;rdquo; เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ แถลงซ้ำอีกรอบว่า ไม่เอาพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และไม่จับมือกับพรรคเพื่อไทย&amp;nbsp;แต่ประเด็นที่สำคัญกว่านั้น คือ &amp;ldquo;จุติ&amp;rdquo; ขอร้องให้ประชาชนฟังนโยบายของพรรค ว่าจะทำแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องได้อย่างไร เพราะจุดยืนทางการเมืองไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้
&amp;nbsp;
&amp;quot;จุติ&amp;quot; &amp;nbsp;เปิดใจว่า ไม่อยากทะเลาะกับใครและต้องการจะเดินหน้าทำงานโดยการเสนอนโยบายประชาชน ส่วนพรรคไหนจะผลักเราไปจับมือกับเพื่อไทยบ้าง หรือกล่าวหาว่าเรายังไม่ชัดเจนกับพรรคพลังประชารัฐบ้าง ถือเป็นยุทธศาสตร์ทางการเมืองของเขา สำคัญที่เราอย่าไปตกหลุม เขาพยายามผลักให้เราโดนจระเข้กิน เราก็ไม่ไป ต้องดูแบบมีสติ
&amp;nbsp;
ยืนยันว่าประชาธิปัตย์มีทีมเศรษฐกิจที่แข็งที่สุด รู้ปัญหาที่สุด คนในทีมเป็นคนเก่งและผ่านวิกฤตเศรษฐกิจมาแล้วทั้งนั้น ทั้งนายอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช นายพิสิษฐ์ ลี้อาธรรม นายเกียรติ สิทธีอมร และทุกวันนี้เราก็ยังมีคนที่เป็นที่ปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการอีก อาทิ นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ นายศุภชัย พานิชภักดิ์ เป็นต้น
&amp;nbsp;
&amp;ldquo;สมัยเป็นรัฐบาลอภิสิทธิ์ช่วงต้นผ่านวิกฤตต้มยำกุ้ง และอีกครั้งคือหัวหน้าพรรคกับคุณกรณ์ต้องเจอกับวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ประเทศอื่นเขาเป๋หมด แต่ประเทศไทยไม่เป๋ คนลืมตรงนี้ไปแล้ว&amp;rdquo; จุติ ระบุ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เขายังตอบคำถามเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหายางพารา ว่าประชาธิปัตย์เคยสามารถทำให้ยางพาราสูงถึงกิโลกรัมละ 180 บาท มาแล้ว เมื่อถูกถามว่าสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ คนที่ทำให้ราคายางสูงขึ้น คือ &amp;ldquo;สุเทพ เทือกสุบรรณ&amp;rdquo; &amp;nbsp;เลขาธิการพรรค กล่าวว่า ใช่ เราไม่ปฏิเสธ นายสุเทพเป็นคนทำจริงๆ แต่เขาทำในนามพรรคประชาธิปัตย์ นายสุเทพเสมือนเป็นเชฟเป็นคนทำ แต่เมื่อออกจากพรรคไปแล้ว เรายังมีองค์ความรู้อยู่ คนที่เป็นลูกศิษย์และเพื่อนร่วมงานของนายสุเทพพยังอยู่ที่ประชาธิปัตย์ อีกทั้งเรายังมีทีมงานที่ดูแลเรื่องดังกล่าว แม้เชฟมือ1ไปแล้ว แต่เรายังมีเชฟมือ2 อยู่ ส่วนผสมต่างๆก็รู้หมด
&amp;nbsp;
จุติ กล่าวอีกว่า เวลาที่ได้เครดิตก็ได้ในฐานะที่อยู่ในภัตตาคารประชาธิปัตย์ เวลาเขาการันตี 5 ดาว เขาให้ภัตตาคาร ส่วนเชฟก็ได้ชื่อเสียงด้วยเช่นกัน &amp;nbsp;ด้านการประมงที่เป็นปัญหา &amp;ldquo;จุติ&amp;rdquo; ระบุว่า ไม่ใช่พอถึงเวลาแล้วกวาดหมด &amp;nbsp;เพราะยังมีประมงพื้นบ้านอยู่ด้วย ต้องแยกแยะก่อนจะมีนโยบายปราบแรงงานเถื่อน ในอดีตสินค้าส่งออก 1ใน5ของไทยคือ ประมงและอาหารทะเล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่วันนี้ต่างชาติตั้งเงื่อนไขกีดกันทางการค้า ซึ่งรัฐบาลก็ไปเล่นลูกกับเขา ถามว่าวันนี้เรือ 38,000 ลำ เหลืออยู่กี่ลำ ที่ผ่านมาประชาชนเดือดร้อน เพราะผลกระทบจากมาตรการที่รัฐบาลพยายามแก้ ทำให้เราซื้อปลารับประทานในราคาที่แพงขึ้น แต่คนส่งอาหารทะเลส่งออกไม่เดือดร้อน เพราะไม่โดนกีดกันว่าประเทศทำผิดกติกา ดังนั้น เรื่องประมงจะต้องมีจุดสมดุล และแยกแยะการประมงแต่ละประเภทออกจากกันก่อน
&amp;nbsp;
นอกจากนี้ &amp;ldquo;จุติ&amp;rdquo; ยังอธิบายต่อกรณีที่หลายคนที่ระบุว่า ประชาธิปัตย์เป็นพวกหัวดื้อ แทนที่จะให้มีเพียงแค่พรรคที่เอาระบอบทักษิณ กับไม่เอาระบอบทักษิณ ว่า พรรคเพื่อไทยก็แข่งชิงที่หนึ่งกับหลายพรรค แต่ยังไม่กล้าเอาหัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะจะเอาคนนอกมาเป็นแทน ทั้งคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และนายชัยเกษม นิติสิริ แต่บุคคลเหล่านั้นไม่ใช่หัวหน้าพรรค &amp;nbsp;เช่นเดียวกับพรรคพลังประชารัฐ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค ก็ไม่กล้าเป็นนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp;โดยยกให้พล.อ.ประยุทธ์
&amp;nbsp;
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย และพรรคอนาคตใหม่ เสนอชื่อหัวหน้าพรรค เป็นนายกรัฐมนตรี หัวหน้าเป็นนายกรัฐมนตรี ถามว่ามีพรรคใดบ้างที่จะบอกว่ามีหัวหน้าพรรคแล้วจะเอาคนอื่นเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งตามหลักประชาธิปไตยย่อมต้องเอาหัวหน้าเป็นนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;เช่น ประเทศอังกฤษระหว่างพรรคกรรมกร กับพรรคอนุรักษ์นิยม พอเข้าสภา พรรคอนุรักษ์นิยมเสนอหัวพรรคกรรมกรเป็นนายกหรือไม่ ถ้ามีมันก็อาเพศแล้ว ดังนั้น ที่ประชาธิปัตย์ทำอยู่ คือ ประชาธิปไตยโดยแท้ เพราะเราคือประชาธิปไตยสุจริต
&amp;nbsp;
เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า แนวคิดแตกแบงค์พันเป็นแบงค์ร้อย คนที่คิดคือ คนของประชาธิปัตย์ แต่พรรคเราไม่เอา คนนั้นเลยย้ายไปอยู่พรรคเพื่อไทย เราเล่นการเมืองตรงไปตรงมา สุจริต &amp;nbsp;ถ้าทำตามแนวคิดนั้นพรรคได้กำไร แต่ถ้าทำก็ไม่ใช่สถาบัน
&amp;nbsp;
&amp;ldquo;เหมือนกับวัดสายธรรมยุตที่ไม่ทำเครื่องรางของขลัง มีแต่สวดมนต์ นั่งวิปัสสนา ซึ่งคนไม่ชอบ เพราะยังหลงอยากได้เครื่องราง วัดก็จนไม่มีรายได้ แต่ว่าธรรมวินัยเคร่งครัดมาก วันไหนที่ประชาชนเจอมหาหลอกไปโน่นนี่ พอคนจับได้ คนก็กลับมาหาวัดสายธรรมยุต &amp;nbsp;พอเจอเกจิอาจารย์ดังก็ไปหาอีก แต่วัดนี้ก็ยังอยู่ เรายอมเป็นวัดสายธรรมยุต ที่สำคัญ ประชาธิปัตย์ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจแน่นอน ไม่อยากเน้นย้ำมาก ไม่อยากทะเลาะกับใคร พอทะเลาะมากคนก็ไม่ฟังนโยบายอีก ผมเชื่อมั่นว่าถ้าเปรียบเทียบนโยบายต่อนโยบายของแต่ละพรรคการเมืองไม่มีใครสู้พรรคผมได้&amp;rdquo;
&amp;nbsp;
ปี พ.ศ.&amp;nbsp;2554 พรรคประชาธิปัตย์นำเสนอนโยบายประกันรายได้ข้าว โดยพรรคเพื่อไทยเสนอนโยบายจำนำข้าว 15,000 บาท วันนั้นถ้าประชาธิปัตย์รักษาอำนาจอยู่ เราบอกว่าเราประกันรายได้ที่ 15,000 บาทเหมือนกัน วันนั้นเราชนะแล้ว แต่ถามว่าทำไมไม่ทำ เพราะทำแล้วฐานะการเงินการคลังฉิบหาย จึงไม่ทำ ตนเองยังบอกหัวหน้าว่าไม่อยากเป็นนายกฯมากพอจะไปประมูลกับเขา หัวหน้าพูดกลับว่าเอาอะไรประมูล เอาทรัพย์สินประเทศไปประมูลหรือ
&amp;nbsp;
นี่แหละทำไมมันถึงได้แพ้เป็นฝ่ายค้าน แต่ยืดหยัดเป็นสถาบันได้ เพราะทำเรื่องถูกต้องไว้ นี่คือตัวตนประชาธิปัตย์ ไม่มีคำอธิบายไหนชัดเจนเท่ากับยุคนี้ &amp;ldquo;ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยสุจริต&amp;rdquo; &amp;nbsp;คือประชาธิปัตย์ จะชอบหรือไม่ชอบเราบอกไม่เป็นไร จะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน มันคือตัวตนเรา.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31636</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุติ ไกรฤกษ์, ต้มยำกุ้ง, นโยบาย, ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยสุจริต, พรรคประชาธิปัตย์, วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์, สุเทพ เทือกสุบรรณ, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190318/image_big_5c8f634409724.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31221</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/03/2019 11:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/03/2019 11:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กรณ์&#039;ไขข้อข้องใจ ทำไมปชป.ต้องเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 มี.ค. 62 - ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และประธานคณะกรรมการนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ นายจุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรคฯ และนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคฯ แถลงข่าวชี้แจงถึงเหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายจุติ ย้ำถึงประเด็นความทุกข์ร้อนของประชาชนว่า หลังจากแถลงความชัดเจนไปแล้ว ขอให้เลือกพรรคที่พร้อมที่สุดที่จะเข้ามาแก้ปัญหาของประชาชน ปากท้อง หนี้ครัวเรือน รายได้ครัวเรือน ภาษีเป็นธรรมหรือไม่ และพรรคประชาธิปัตย์มุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ และทำงานมาโดยตลอด 200 กว่าสัปดาห์ 5 ปีก่อนจะถึงวันนี้ โดยทำบนความถูกต้อง ไม่ทำให้ประเทศเสียหาย พร้อมเตือนประชาชนอย่าเลือกตั้งด้วยอารมณ์ แต่ให้เลือกด้วยประเด็นนโยบาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายกรณ์ กล่าวว่า พรรคลงพื้นที่ทํางานด้านนโยบายมาตลอด 5 ปีที่มีรัฐบาลจากรัฐประหาร ทั้งการลงพื้นที่ทําจริง เก็บข้อมูล ศึกษาดูงานทั้งในและต่างประเทศ จากนักวิชาการและปราชญ์ชาวบ้าน จนขมวดรวมเป็นชุดนโยบาย &amp;ldquo;แก้จน-สร้างคน-สร้างชาติ&amp;rdquo; สามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน และประเทศชาติได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด โดยแยกรายละเอียดในแต่ละชุดอย่างเป็นระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ชุดนโยบายนี้จะถูกนําไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อคนไทยและประเทศชาติมากที่สุด คือการที่พรรคประ ชาธิปัตย์จะต้องเป็นแกนนํารัฐบาลเท่านั้น จากการพิจารณาจากอุดมการณ์ของพรรคเพื่อไทย และหลักคิดทางนโยบายต่างๆ รวมไปถึงประวัติในการบริหารประเทศ แล้วพบว่า ไม่สามารถร่วมรัฐบาลกันได้อย่างแน่นอน เพราะไม่ได้เป็นประชาธิปไตยสุจริต และชัดเจนว่า ไม่ได้ยึดประชาชนเป็นใหญ่ ตัวอย่างเช่นมีการผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม และอีกหลายนโยบายที่สวนทางกับนโยบายของ พรรคประชาธิปัตย์ ส่วนในประเด็นแนวนโยบายของพรรคพลังประชารัฐนั้น มีหลายข้อที่เรามองว่า นโยบายพรรคประชาธิปัตย์ของเราตอบโจทย์ความต้องการประชาชน และการพัฒนาเศรษฐกิจได้ดีกว่า&amp;quot; นายกรณ์ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรณ์ กล่าวว่า พรรคพลังประชารัฐตลอดมาได้เน้นนโยบายที่ส่งเสริมทุนใหญ่ ล่าสุดความพยายามที่จะเร่งรัดการประมูลดิวตี้ฟรี ในวิธีการที่จะคงไว้ซึ่งสิทธิผูกขาดของผู้ประกอบการ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่ารัฐบาลละเลยการรักษาประโยชน์สูงสุดของประชาชนและบ้านเมือง พรรคประชาธิปัตย์มองว่าประชาชนทั่วไปในระดับฐานราก และชนชั้นกลางถูก ละเลยมานาน &amp;nbsp;นโยบายพรรคจึงเน้นคนวัยทํางาน และผู้มีรายได้น้อย เราไม่ขายแต่ GDP เราชูดัชนี &amp;lsquo;ปิติ&amp;rsquo; (PITI) ซึ่งเป็นการวัดการพัฒนาที่เป็นตัววัดความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง เราเน้นการปฏิรูปโครงสร้างภาษี เก็บภาษีเศรษฐี ดูแลคนรายได้ปานกลาง และให้สวัสดิการพื้นฐานแก่ผู้มีรายได้น้อย ในขณะที่พรรคพลังประชารัฐ ลดภาษีบุคคลธรรมดา 10% ทุกกลุ่ม แต่คนรวยได้ประโยชน์สูงสุด พรรคประชาธิปัตย์ไม่ลดภาษีคนรวยชัดเจน เพื่อไทยลดนิติบุคคลเอื้อทุนใหญ่มาแล้วรอบหนึ่งจาก 30 เป็น 20% และบอกจะลดอีก เราเห็นต่าง เราจะบี้เพิ่มกับนิติบุคคลที่เป็นธุรกิจผูกขาด ในแง่นิติบุคคล พรรคประชาธิปัตย์ชัดเจนว่าลดให้เฉพาะเอสเอ็มอีเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับราคาสินค้าเกษตรนั้น ในช่วงการบริหารของรัฐบาลปัจจุบันตกตํ่า สะท้อนปัญหาปากท้องในเศรษฐกิจฐานราก และนโยบายเกษตรที่ประกาศออกมา คือหลักการ &amp;ldquo;จํานํา&amp;rdquo; &amp;nbsp;ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อความเสียหายที่เคยเกิดขึ้น ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ชูประกันรายได้เกษตร ไม่ต้องการบิดเบือนกลไกตลาด ปิดจุดรั่วไหล และมีนโยบายสร้างชาติด้านเกษตร ปฏิรูปเขียว ดันราคาตลาดให้สูงขึ้นโดยไม่เป็นภาระงบประมาณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังออกสวัสดิการพื้นฐานดูแลทารก ปฐมวัยด้วยหลักคิดจากนักวิจัย และนักเศรษฐศาสตร์โนเบล เกิดปั๊บรับสิทธิ์เงินแสน แต่พรรคพลังประชารัฐประกาศนโยบายมารดาประชารัฐ โดยจงใจบลัฟตัวเลข หลักคิดแบบนี้สุ่มเสี่ยง และไม่ควรเป็นแกนนํารัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งจนถึงวันนี้ยังไม่เห็นพรรคใด โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐชี้แจงตัวเลขเงินงบประมาณที่จะนำมาใช้ในแต่ละนโยบาย ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งมีการกำหนดไว้ว่า ต้องเปิดเผยแค่ไหนอย่างไรบ้าง ทั้งตัวเลขที่จะใช้ในแต่ละนโยบายและที่มาของแหล่งเงิน หากหาเสียงแล้วทำไม่ได้ หรือใช้งบประมาณจนเป็นปัญหาต่อประเทศ ก็อาจนำมาซึ่งต้นเหตุแห่งความขัดแย้งใหม่ได้อีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ดังนั้นชุดนโยบาย แก้จน-สร้างคน-สร้างชาติ ที่ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ต่อประเทศในครั้งนี้ จะถูกผลักดันอย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้เลย หากพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นแกนนํารัฐบาล&amp;rdquo; ประธานคณะกรรมการนโยบาย ปชป. กล่าวย้ำในตอนท้าย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31221</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรณ์, นโยบาย, ปชป., ประชาธิปัตย์, เลือกตั้ง, แกนนำจัดตั้งรัฐบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190313/image_big_5c8886b2bb17c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29091</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/02/2019 10:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/02/2019 08:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พี่ดี้&#039;กระซวก&#039;ธนาธร&#039;หาเสียงไปแต่อย่ามาจำกัดสิทธิการยิ้ม ลั่นขนาดกูยิ้มยาก...กูยังโกรธเลย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.พ.62- ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค ศิลปินชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Nitipong Honark &amp;nbsp;ถึงนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หาเสียงเถิด...ชูนโยบายเถิด...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่อย่ามาจำกัดสิทธิการยิ้มของกูเลย ได้โปรด...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขนาดกูยิ้มยาก...กูยังโกรธเลย..&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29091</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดี้-นิติพงษ์, ธนาธร  จึงรุ่งเรืองกิจ, นโยบาย, ยิ้ม, ส้มหวาน, หาเสียง, เลือกตั้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180310/image_big_5aa35ce78f797.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10078</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2018 08:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2018 08:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทิ้งระเบิดใส่อนาคตใหม่!&#039;เจียม&#039;บีบหัวใจชง&#039;ล้างม.112&#039;เป็นนโยบายพรรค ถ้าไม่ได้อย่าอ้างเป็นฝ่ายซ้าย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พ.ค.61-สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล &amp;nbsp;อดีตอาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ปัจจุบันลี้ภัยที่ประเทศฝรั่งเศส เขียนจดหมายเปิดผนึก ถึงผู้เข้าร่วมประชุมจัดตั้ง &amp;quot;พรรคอนาคตใหม่&amp;quot; อนาคตใหม่ - The Future We Want ซึ่งจัดขึ้นวันนี้ (27พ.ค.)ว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมมีข้อเสนอ 2 ข้อ สำหรับผู้เข้าร่วมประชุมฯทุกท่าน ข้อเสนอทั้งสองนี้ แม้จะมีความต่อเนื่องกัน (ไม่มีข้อ 1 ก็ย่อมไม่มีข้อ 2) แต่ก็แยกจากกันได้ระดับหนึ่ง แน่นอน ผมย่อมหวังว่าข้อเสนอทั้งคู่จะได้รับการเห็นด้วย แต่ก็เป็นไปได้ที่พวกท่านอาจจะเห็นด้วยกับข้อเสนอแรก โดยไม่จำเป็นที่จะต้องเห็นด้วยกับข้อเสนอหลังก็ได้ อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า ข้อเสนอแรกเป็นอะไรที่ถือว่าขั้นต่ำสุดที่ถ้าไม่เกิดขึ้น &amp;quot;พรรคอนนาคตใหม่&amp;quot; ก็ยากจะอ้างได้ว่า เป็นพรรคการเมืองแบบใหม่ ของ &amp;quot;คนรุ่นใหม่&amp;quot; ที่ยึดมั่นอุดมการณ์ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และอื่นๆโดยแท้จริงตามที่มีการโฆษณากันมาตลอด นับแต่เปิดตัวจดจองชื่อพรรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(1) ผมเสนอว่า สมาชิกผู้ก่อตั้งพรรค หยิบยกเอาปัญหาประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ขึ้นมาอภิปรายถกเถียงในการพิจารณาผ่านนโยบายพรรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(2) ผมเสนอให้บรรจุลงในนโยบายพรรคว่า &amp;quot;พรรคให้การสนับสนุนข้อเสนอของคณะกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยมีศาสตราจารย์ ดร.คณิต ณ นคร เป็นประธาน เรื่องการแก้ไขปรับปรุงประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ป.อาญา 112 มีปัญหาอย่างไร ผมคงไม่จำเป็นต้องอภิปรายยืดยาวในที่นี้ ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ว่าที่ผู้นำพรรคอนาคตใหม่ทั้งสองท่าน (คุณ Thanathorn Juangroongruangkit - ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กับ อ.ปิยบุตร Piyabutr Saengkanokkul) ก็พูดต่อสาธารณะหลายครั้ง แม้แต่คนรุ่นใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคชาติไทยพัฒนาอย่างพริษฐ์ วัชรสินธุ์ กับวาราวุธ ศิลปอาชา ก็ยังยอมรับว่า กฎหมายมาตรานี้มีปัญหาในทางใดทางหนึ่งจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นสำคัญคือ ผมมองไม่ออกเลยว่า ถ้ากฎหมายนี้ มีปัญหาอย่างที่ผู้นำพรรคทั้งสองท่านพูดไปขนาดนั้น และอย่างที่ใครก็ตามที่มีอุตมการณ์ประชาธิปไตย-สิทธิมนุษยชนโดยแท้จริง (ซึ่งผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ทุกท่าน น่าจะเป็น ถ้าถือตามการโฆษณาของพรรคที่ผ่านมา) สมควรทราบดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#แต่ถ้าหากในการประชุมจัดตั้งพรรค #ไม่มีแม้แต่การหยิบยกเรื่องนี้มาอภิปรายเลย พรรคอนาคตใหม่ จะอ้างตัวเองว่าเป็นพรรคคนรุ่นใหม่ เป็นพรรคการเมืองแบบใหม่ (และอื่นๆตามที่มีการโฆษณากัน) โดยแท้จริงได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเป็นจริงคือ ณ ปัจจุบัน นโยบายเรียกว่าแทบทุกเรื่อง ที่ผู้นำพรรคอนาคตใหม่มีการพูดโฆษณาออกมา ไม่ว่าจะเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ลบผลเสียของการรัฐประหาร การปฏิรูปทหาร ไปจนถึงแม้แต่เรื่องนโยบาย LGBT &amp;quot;พรรคการเมืองเก่า&amp;quot; ที่มีอยู่แล้ว แม้แต่กรณีประชาธิปัตย์หรือชาติไทยพัฒนา ไม่ต้องพูดถึงเพื่อไทยหรือพรรคของคุณเสรีพิสุทธิ์ ก็ล้วนแต่มีอยู่ในระดับมากบ้างน้อยบ้างเช่นกันทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันที่จริง ผมเสนอว่า เฉพาะเรื่อง 112 จะเป็นเรื่องเดียวที่ &amp;quot;พรรคการเมือง(แบบ)เก่า&amp;quot; จะไม่ยอมแตะ ดังเช่นที่เป็นมาในประวัติศาสตร์ยาวนานของพรรคการเมืองไทย จะเป็นเรื่องเดียว ที่สามารถแสดงให้เห็นว่า พรรคอนาคตใหม่ จะเป็นพรรคการเมืองแบบใหม่ ที่ &amp;quot;เล่นการเมือง&amp;quot; แตกต่างจากพรรคการเมืองแบบเก่า โดยแท้จริงหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมา หากในการประชุมจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ ไม่มีแม้แต่การหยิบยกเรื่อง 112 ขึ้นมาอภิปรายในการพิจารณานโยบายพรรค และไม่มีข้อเสนออะไรเลยที่จะแก้ไขปัญหาของกฎหมายมาตรานี้ การพูดโฆษณาที่สวยหรู ใหญ่่โต เกี่ยวกับความเป็น &amp;quot;คนรุ่นใหม่&amp;quot; การเมืองแบบใหม่ ของพรรคอนาคตใหม่ ก็จะไม่มีความหมายอะไร ก็จะเป็นเพียงเท่านั้น คือ การโฆษณาสวยหรู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมขอให้ทุกท่าน มีความกล้าหาญ (courage of conviction) กล้าทำจริงๆในสิ่งที่พวกท่านพูดว่าเป็นอุดมการณ์ของพวกท่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเร็วๆนี้ คุณธนาธร ได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Lib&amp;eacute;ration ของฝรั่งเศสว่า พรรคอนาคตใหม่เป็นพรรคฝ่ายซ้ายโดยชัดเจน (clairement &amp;agrave; gauche) อ.ปิยบุตร ก็เขียนเมื่อเร็วๆนี้ว่า &amp;quot;การเมืองแบบใหม่ [คือ] การเมืองที่พรรคการเมืองมีอุดมการณ์ คุณค่าพื้นฐานของพรรค มี identity ของพรรค สามารถจัดประเภทได้ว่าเป็นพรรคซ้าย-ขวา ตามเฉดสเปคตรัมอุดมการณ์ทางการเมือง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยบรรทัดฐานสากล คนอย่าง คณิต ณ นคร และคณะ คงไม่สามารถจัดว่าเป็น &amp;quot;ฝ่ายซ้าย&amp;quot; แน่ อย่างมากก็เป็น &amp;quot;ขวากลาง&amp;quot; แต่หากพรรคอนาคตใหม่ ไม่มีข้อเสนออะไรเกี่ยวกับ 112 โดยเฉพาะถ้าไม่กล้า แม้แต่จะหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาอภิปรายในการพิจารณานโยบายพรรค โดยเปรียบเทียบแล้ว จะจัดว่าเป็นอะไรใน &amp;quot;ซ้าย-ขวา ตามเฉดสเปดตรัมอุดมการณ์ทางการเมือง&amp;quot;?&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10078</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณิต ณ นคร, ธนาธร-ปิยบุตร, นโยบาย, พรรคคนรุ่นใหม่, พรรคอนาคตใหม่, ม.112, รายงานคอป., สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180527/image_big_5b0a07c5847d3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
