<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>43436</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2019 17:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2019 17:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“สุวิทย์” ยก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นกรอบทางความคิดนำพาประเทศไปข้างหน้า มอบ สกสว. ถอดรหัสไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
14ส.ค.62-ที่โรงแรมสุโกศล พญาไท &amp;nbsp;สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) จัดงานเวทีสาธารณะ &amp;ldquo;Wisdom Movement : ขับเคลื่อนอนาคตชุมชนไทยด้วยงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น&amp;rdquo; โดยมีนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) กล่าวเปิดงานและนำเสนอนโยบาย &amp;ldquo;การวางรากฐานประเทศไทยสู่อนาคตด้วยงานวิจัย&amp;rdquo; ตอนหนึ่งว่า ขณะนี้ประเทศไทยจะต้องกล้าคิดและก้าวต่อไป โดยการปรับเปลี่ยนประเทศด้วยภูมิปัญญาของฐานราก คือ ในทศวรรษที่ 3 ของการวิจัยท้องถิ่นมาถึงจุดที่จะต้องคิดถึงการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ ซึ่งในอนาคตที่ผ่านมาประเทศไทยติดกับดักมากมายทั้งเรื่องความยากจน ความเหลื่อมล้ำ รายได้ปานกลาง ทั้งนี้ &amp;nbsp;ตนคิดว่าหัวใจสำคัญของปัญหาอยู่ที่ความไม่สมดุล ระหว่าง ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ความอยู่ดีกินดีทางสังคม สิ่งแวดล้อมที่ถูกทำลาย และการปิดกั้นภูมิปัญญามนุษย์ เพราะฉะนั้น ที่ผ่านมาประเทศไทยจึงอยู่ในยุคที่พยายามทำให้ประเทศทันสมัย ซึ่งจากนี้ ตนคิดว่าเรากำลังจะเปลี่ยนผ่านจากประเทศที่เน้นความทันสมัย เป็นประเทศที่เน้นความยั่งยืนเป็นสำคัญ สร้างความสมดุลในทุกภาคส่วนทั้งระหว่างธรรมชาติกับมนุษย์ มนุษย์กับมนุษย์ และมนุษย์กับเทคโนโลยี โดยเราจะต้องมีกรอบทางความคิดที่จะทำให้นำพาประเทศและโลกไปข้างหน้าได้ ซึ่งประเทศเรามีอยู่แล้ว คือ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่จะเชื่อมโยงกับการจัดทำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals&amp;ndash;SDGs) ของสหประชาชาติได้อย่างลงตัวและพอดี ดังนั้นหน้าที่สำคัญของ สกสว. คือ การถอดรหัสเรื่องนี้ออกมาให้ได้ เพื่อนำไปสู่เรื่องการบริหารจัดการ และการปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวิทย์ กล่าวต่อว่า สำหรับเงื่อนไขจำเป็นที่จะทำให้เราไปสู่โลกที่ต้องการ คือ การเปลี่ยนแนวคิดของสังคมไทยจาก ME Society ให้เป็น WE Society แทนที่จะมองแต่เรื่องของตัวเอง แต่จะต้องมองสังคมในองค์รวม สร้างบรรยากาศของการเติบโตเพื่อให้ปัญญาของมนุษย์เกิดขึ้นมา ระบบงานวิจัยก็ต้องเปลี่ยนจากการให้สิ่งจูงใจ เป็นการให้แรงบันดาลใจให้คนคิดที่จะทำสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเองให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ให้เป็นภูมิปัญญามหาชน เป็นภูมิปัญญาที่ยิ่งใหญ่ สร้างการเปลี่ยนแปลงสังคม ซึ่งหากเปลี่ยนได้ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่เกิดโครงสร้างสังคมทางปัญญาอย่างแท้จริง เพราะการที่ท้องถิ่นจะเติบโตได้ หรือประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องอาศัยพลังจากคน แม้แต่มหาวิทยาลัยก็จะต้องลงไปทำงานที่ตอบโจทย์สังคม ประเทศ ไม่ใช่ตอบโจทย์ตัวเอง ดังนั้นตนคิดว่าเรื่องเหล่านี้ต้องมีการเปลี่ยนแปลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมคิดว่าโจทย์การวิจัยของทศวรรษจากนี้ไป คือ การเปลี่ยนให้เป็นสังคมของเราให้ได้ ถ้าหากเราไม่สามารถเอาชนะเงื่อนไขนี้ได้ โอกาสที่เราจะทำงานวิจัยในท้องถิ่นในลักษณะที่เป็นกลุ่มๆ แบบเดิมก็มีพลัง แต่ไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในวงกว้างได้ ไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมได้ ความยากจน ความเหลื่อมล้ำต่างๆ ก็ยังคงอยู่ ดังนั้นเราทุกคนต้องช่วยกันตอบโจทย์นี้ อย่างไรก็ตาม ผมมีความเชื่อในการองค์รวม พลังของการถักทอเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ แม้ต้องใช้เวลาอยู่บ้าง แต่เราภาพที่อยู่ตรงกลางที่ชัดเจนอยู่แล้ว ใน 4 รูปแบบ ที่สอดคล้องกันในการตอบโจทย์ประเทศและโลก ได้แก่ การวิจัยเพื่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน การวิจัยเพื่อการพัฒนาพื้นที่และเศรษฐกิจฐานราก การวิจัยเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์และสถาบันองค์ความรู้ และการวิจัยตอบโจทย์ประเด็นท้าทาย&amp;rdquo;รมว.อว.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43436</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์, นโยบายการวางรากฐานประเทศไทยสู่อนาคตด้วยงานวิจัย, อว.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190814/image_big_5d53dd13126f3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
