<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>71676</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2020 19:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2020 19:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;คุณหญิงกัลยา” ชู นโยบาย การปฏิรูปไปที่ตัวผู้เรียน 4 เรื่อง ใช้ สกศ. เป็นฟันเฟืองในการผลักดัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16ก.ค.63-คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) กล่าวในงานแถลงข่าวก้าวสู่ปีที่ 2 ชูแนวทาง &amp;ldquo;ทันสมัย เท่าเทียม ยั่งยืน&amp;rdquo; ตอนหนึ่งว่า การพัฒนาการศึกษาไทย จะต้องทำให้มีศักยภาพในการรองรับและก้าวข้ามความท้าทายต่างๆ ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา ในฐานะ รมช.ศธ. ตนได้วางนโยบายโดยเน้นการปฏิรูปไปที่ตัวผู้เรียนซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางรากฐานการศึกษาไทยไปสู่ศตวรรษที่ 21 ภายใต้นโยบายหลัก 4 เรื่องคือ 1.โค้ดดิ้ง (Coding) เพราะเป็นทักษะที่มีความจำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 ที่ทุกคนต้องเรียนรู้ 2.การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยใช้กระบวนการการเรียนการสอน : STI (Science /Technology/Innovation) ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนโลกในอนาคต 3.การอ่านเขียนเรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย เช่น การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านธนบัตรที่ได้มีการผลิตสื่อร่วมสมัยออกไปแล้ว เป็นต้น และ 4.วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และวิทยาลัยประมง ที่ถือเป็นส่วนสำคัญของประเทศ แต่ไม่ค่อยได้รับความสนใจ ซึ่งตนได้เข้ามาปูพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยการส่งอาจารย์ไปอบรมหลักสูตรการเป็น Digital Farming 5 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรภูมิศาสตร์และสารสนเทศ หลักสูตรเทคโนโลยีโรงเรือนและการปลูกพืชสมัยใหม่ หลักสูตรการใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอและการใช้โดรน หลักสูตรเครื่องจักรการเกษตร และหลักสูตรการออกแบบระบบInternet of Things เพื่อยกระดับการศึกษาของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และวิทยาลัยประมง รวมถึงเรื่องการเปิดตัวโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ที่จะใช้กลไกของอาชีวะเกษตรในการขับเคลื่อนให้ชุมชน ลดความยากจน สร้างชลกรดูแลการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หากเราสามารถขับเคลื่อนทั้ง 4 เรื่องนี้ได้อย่างต่อเนื่อง ก็จะเป็นการปฏิรูปการศึกษาที่ผลลัพธ์เกิดขึ้นที่ตัวเด็ก ตัวผู้เรียน เพราะขณะนี้ทุกอย่างเป็นรูปธรรมแล้วทั้งสิ้นอาจจะมากบ้าง น้อยบ้างและจากนี้เราจะใช้กลไกของสภาการศึกษา (สกศ.) เป็นฟันเฟือง ในการผลักดันให้ สกศ.เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนด้านการปฏิรูปการศึกษา ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อเชื่อมต่อกับทุกภาคส่วนในการผลักดันนโยบายต่างๆ ให้บรรลุตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้&amp;rdquo;รมช.ศธ.กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71676</URL_LINK>
                <HASHTAG>#การปฎิรูปการศึกษา, คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช, นโยบายการศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200716/image_big_5f104b30d4975.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51071</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/11/2019 15:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/11/2019 15:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ณัฏฐพล” ลั่นต้องให้ยาแรง &quot;อาชีวะ พลิกหน้ามือเป็นหลังมือ หลังคุยฑูตต่างชาติ ไม่มาลงทุนเพราะคุณภาพคนของไทยไม่ชัด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
25พ.ย.62-นายณัฎฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ &amp;quot;อนาคตการศึกษาไทย ปี 2020&amp;quot; ที่งาน ซีพีออลล์ กับยุทธศาสตร์การศึกษาไทย 2562 หรือ CP All Education 2020 ว่า ตลอดเวลาที่ทำงาน 3-4 เดือน ตนมองเห็นบริบทแห่งโอกาส ซึ่งไทยมีแสงสว่างเต็มไปหมด มีโอกาสมากในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นพื้นฐานของประเทศ บุคลิกลักษณะของประชาชนในประเทศไทย หรือเด็กที่เรียนมาแล้วสามารถประสบความสำเร็จในวงอาชีพ เรามีความพร้อมทุกอย่าง แต่สิ่งที่ขาดและยังทำไม่เต็มที่ คือเรื่องการศึกษา ที่ผ่านมาทำมาดีพอสมควรระดับหนึ่ง แต่ยังต้องทำอีกมาก แนวทางการทำงาน การคิดของผู้บริหารสถาบันที่มีการเรียนการสอนทั้งทฤษฎีและปฎิบัติ เป็นทักษะที่ประเทศไทยต้องทำ เป็นแนวทางที่จะทำให้คนไทย เด็กไทยมีความกล้า มีความคิดสร้างสรรค์ มีความรู้ที่ทันสมัยในสิ่งที่จะเกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฎฐพล กล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีโอกาสแต่ยังไม่พร้อม หรือการศึกษาไม่พร้อมทันสมัยในโลกปัจจุบัน ซึ่งได้มีโอกาสพบฑูต นักลงทุนในหลายประเทศ เมื่อถามว่าเขาจะมาลงทุนในไทยหรือไม่ มักจะได้รับคำตอบว่าไม่มาลงทุนในไทย เพราะเห็นภาพไม่ชัด ไม่แน่ใจว่านโยบายเรื่องที่จะผลักดัน แรงงาน ทักษะที่เป็นทรัพยากรบุคคลดีพอหรือไม่ ดังนั้น เป็น เรื่องที่ศธ.ได้เห็น และจำเป็นต้องปรับ และการปรับของ ศธ. จะปรับอย่างรุนแรง ได้มีการฉีดยาแรงอาชีวะปรับจากหน้ามือเป็นหลังมือ ให้มีความยืดหยุ่น ทั้งเรื่องหลักสูตรและกฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ เนื่องจากเป็นการศึกษาที่ตอบโจทย์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ และจะช่วยแก้ปัญหาที่เรากำลังจะมีอยู่หรือกำลังจะเกิดขึ้น สงครามการค้าต่างๆ ดังนั้นถ้าเรามีเรื่องทักษะแรงงานฝีมือตามความต้องการตลาด จะสามารถตอบโจทย์ด้านเศรษฐกิจได้ และการทำงานกับภาคธุรกิจจะทำให้เรารู้ถึงความต้องการแรงงานของตลาดที่แท้จริงได้ หรืองดดูงานต่างประเทศ ซึ่งไปดูมาแล้วแต่ไม่ได้ทำมาใช้ หรือนำมาใช้อย่างไม่เต็มที่ เอางบประมาณเหล่านั้นมาลงทุนด้านดิจิตอล ในปี 2563 โรงเรียนร้อยละ 95 ต้องมีอินเทอร์เน็ตใช้ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อนาคตการศึกษาไทยที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ การพัฒนาครูให้สามารถสอนเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ ที่ตอนนี้หาไม่ได้หรือหาได้แต่ไม่พอ รวมถึงครูที่มีทักษะภาษาอังกฤษ ฉะนั้น หลังจากนี้ จะมีการพัฒนาครูให้มีความรู้ภาษาอังกฤษ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI ) และมีความรู้ในวิชาที่ตนเองสอน เพราะเมื่อครูเก่ง เด็กก็จะมีความสามารถ เพื่อเข้าสู่ระดับที่สูงขึ้น เป็นวงจรแห่งการเรียนรู้ เราจะตอบโจทย์โอกาสของประเทศไทยได้แน่นอน&amp;quot;รมว.ศธ. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฏฐพล กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม การศึกษาอย่างเดียว ความรู้อย่างเดียว ไม่พอ วันนี้ ผู้บริหารสถานศึกษาต้องปลูกจิตสำนึกในเรื่องความรับผิดชอบต่อผู้อื่น ต่อสังคม ประวัติศาสตร์ของไทย ความเป็นพลเมืองดี มีศีลธรรม ต้องต่อยอดเรื่องเหล่านี้ และศธ.จะผลักดันหลักสูตรเหล่านี้ในกระทรวงศึกษาธิการ ถ้าสถาบันการศึกษาใดมีเรื่องความเป็นไทย ศักยภาพของไทย เป็นเรื่องสำคัญ เพราะโอกาสของไทยมีและแตกต่างจากประเทศอื่นๆ นโยบายของศธ.สอดคล้องกับบริษัทเอกชน ที่ร่วมพัฒนาการศึกษา และประเทศไทย และงานนี้ถือตนถือว่าได้มาทำความเข้าใจในเรื่องของการร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐ และจากที่ตนได้หารือกับประเทศต่างๆ พบว่า จุดเน้นสำคัญคือเรื่องภาษา ดังนั้นเราต้องพลิกการสอนภาษาอังกฤษของประเทศไทย และตนมั่นใจว่าหากเรามีการวางแผนอย่างต่อเนื่อง และมุ่งมั่น ภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี เด็กไทยจะสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ 2 ได้ และจะทำให้ตลาดแรงงานเข้าใจและสนใจประเทศไทย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51071</URL_LINK>
                <HASHTAG>CP All Education 2020, ซีพีออลล์, ซีพีออลล์ กับยุทธศาสตร์การศึกษาไทย 2562, ณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ, นโยบายการศึกษา, อนาคตการศึกษาไทย ปี 2020&quot;, อาชีวะศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191125/image_big_5ddb94a86633a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36032</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2019 15:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/05/2019 14:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;สมคิด&quot;จวกศธ.ไม่มีระบบข้อมูลนั่งฝันออกนโยบาย เตือนมหา&#039;ลัยปรับตัวหาที่ยืน ผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ป้อน&quot;อีอีซี &quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สมคิด&amp;rdquo; มอบนโยบายการผลิตกำลังคนป้อนอีอีซี &amp;nbsp; ชู มรภ. เน้นเรื่องการเกษตร การท่องเที่ยวและบริการ ช่วยยกระดับชาวบ้านให้เป็นนักธุรกิจ &amp;nbsp;จวก ศธ. ไม่เคยทำระบบข้อมูล ทำให้นั่งจินตนาการออกนโยบาย เตือนมหาวิทยาลัย ต้องผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ อย่าหวังพึ่งงบฯประมาณจากรัฐอย่างเดียว มีเพียงมหาวิทยาลัยยากจนเท่านั้นที่หวังเงินจากรัฐ &amp;nbsp;แต่ต้องร่วมมือกับภาคเอกชน ผลิตกำลังคนสนองความต้องการประเทศ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และรักษาการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)กล่าวว่า ตนได้มอบนโยบายการผลิตกำลังคนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ให้กับอธิการบดีจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนผลิตบุคลากรรองรับการพัฒนาประเทศในอนาคต ว่าจะต้องมีการเตรียมพร้อมเรื่องหลักสูตร งบประมาณและแนวทางการทำงานร่วมระหว่างภาครัฐ มหาวิทยาลัยและเอกชน เพราะหากเราต้องการที่จะให้ประเทศสามารถผลิตบุคลากรที่มีพร้อมรองรับอนาคตแล้ว หลายหลักสูตรต้องเกิดขึ้นใหม่ &amp;nbsp;วิธีการผลิตบุคลากรก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไป ขณะเดียวกัน หลักสูตรเดิมเราก็จะรักษาไว้ในสิ่งที่ดี เพียงแต่กระบวนการให้งบประมาณ ทางสำนักงบประมาณก็จะสนับสนุนหนักไปในสาขาที่ต้องการสร้างอนาคต แต่ตนก็ได้ย้ำชัดเจนว่าจะต้องมีทั้งวิทย์และสายศิลป์ เพียงขณะนี้เราจะต้องเน้นเรื่องการเตรียมบุคลากรในระยะ 5 หรือ 10 ปี ข้างหน้าให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาดแรงงาน อีกทั้งยังได้เน้นเรื่องสร้างความร่วมมือกับต่างประเทศให้มหาวิทยาลัยทำความร่วมมือเพื่อผลิตบุคลากร สร้างวิจัยและผู้ประกอบการใหม่ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมคิด กล่าวต่อว่า เรื่องการผลิตคนสำคัญที่สุด และ 4.0 เกิดขึ้นมาเพราะเราเห็นปัญหาของประเทศ ทำไมผลผลิตมวลรวมของประเทศ หรือ GDP จึงโตได้เพียง ร้อยละ 3-4 ทำไมประเทศยิ่งพัฒนาแต่คนจนยิ่งเยอะ เพราะสินค้าเราราคาถูก ความสามารถในการแข่งขันลดลง และคนในชนบทเข้าไม่ถึงระบบสาธาณูปโภค ดังนั้น 4.0 จะช่วยให้ประชาชน &amp;nbsp;มีข้อมูลข่าวสารในการพัฒนาตัวเอง สามารถสอนหมู่บ้านให้สร้างเว็บไซต์เพื่อใช้สำหรับค้าขายได้ได้ สิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป โดยใช้ 4.0 แก้ปัญหารากเหง้าของไทย ยกระดับตัวเองให้ขึ้นมาได้ โดยกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฎ (มรภ).จะต้องทำเรื่องการเกษตร และการท่องเที่ยวเป็นอันดับ 1 ยกระดับคุณภาพ ทำให้มีมูลค่า เพื่อให้สามารถนำสินค้าทางการเกษตรมาขายได้ ซึ่งมาคู่กับการท่องเที่ยว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รักษาการ รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า กระทรวงศึกษาธิการ &amp;nbsp;ถือเป็นกระทรวงใหญ่แต่กลับไม่มีการเก็บข้อมูลเฉพาะตัวของนักเรียน ครู และโรงเรียน และเคยมีการเก็บข้อมูลหรือไม่ว่าการออกนโยบายด้านการศึกษาแบบไหนจะมีผลอย่างไร เพราะในประเทศที่เจริญได้เขามีการเก็บข้อมูลในลักษณะนี้ ไม่มีการนั่งจินตนาการและออกนโยบาย แต่ของประเทศไทยเป็นการจินตนาการทั้งสิ้น เพราะว่าเราไม่มีข้อมูลหรือมีข้อมูลแต่ไม่เคยนำมาทำให้สามารถใช้เป็นประโยชน์เชิงนโยบายได้ และสมัยนี้ที่เป็นยุคของเทคโนโลยีทุกวงการมีผลกระทบหมด ไม่ว่าจะเป็นวงการธุรกิจ วงการโลจิสติกส์ หรือวงการศึกษา เพราะเด็กรุ่นใหม่ไม่เหมือนเด็กรุ่นเก่า เฉพาะอนาคตจะสอนเด็กอย่างไร ครู อาจารย์จะต้องตามให้ทัน ตนคิดว่าคนที่จะเข้ามาเป็นครู หรืออาจารย์ในอนาคตไม่ใช่เรื่องง่าย และโลกในอนาคตไม่ได้ต้องการปริญญา แต่ต้องการผู้ที่ทำงานได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมคิด กล่าวตอ่ว่า นอกจากนี้สิ่งที่เราจะต้องมาช่วยกัน คือ 1.สำนักงบประมาณได้รับนโยบายในการสนับสนุนมหาวิทยาลัย ว่า จะต้องดูสาขาความต้องการในผลิตกำลังคนของประเทศ แต่ไม่ใช่จะตัดในสาขาด้านสังคมศาสตร์ออกไป ดังนั้น &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยควรปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการประเทศและจะต้องมีพื้นฐานของสายศิลป์ควบคู่ด้วย และงานวิจัยจะต้องเป็นในไปแนวทางการพัฒนาประเทศ 2.สํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ต้องหามาตรการที่ช่วยจูงใจให้มหาวิทยาลัยสร้างคนที่ตรงความต้องการ 3.ความร่วมมือกับต่างประเทศ ให้เข้ามาช่วยในการผลิตและพัฒนามหาวิทยาลัยให้มากขึ้น เพราะอนาคตข้างหน้า มหาวิทยาลัยต้องสร้างรายได้ให้กับตนเอง อย่าหวังเรื่องงบประมาณ เพราะงบประมาณแผ่นดินควรจะมีไว้สำหรับการช่วยเหลือ และควรใช้กับมหาวิทยาลัยที่ยากจนถึงจะถูกต้อง ดังนั้น โมเดลใหม่ตอนนี้คือ เรื่องของทักษะ ภาคเอกชนสำคัญมาก เรามอบนโยบายให้เอกชนตั้งสถาบันขึ้นมาสอนและฝึกหัดได้ เพราะไม่มีใครที่จะรู้ว่าเรื่องความต้องการด้านทักษะมากกว่าบริษัท และรัฐจะคอยช่วยเหลือ &amp;nbsp;ซึ่งหากเกิดขึ้นการผลิตบัณฑิตจะเปลี่ยนไป จะไม่ใช่การผลิตในระบบเดิมๆ ดังนั้น มหาวิทยาลัยควรร่วมมือกับเอกชน และรัฐบาลให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่แค่ให้มหาวิทยาลัยทำ และสิ่งที่ตนจะขอ คือสถาบันวิจัยต่างๆ ต้องเอาเข้ามาร่วม และโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) จะเป็นส่วนสำคัญให้เราไปสู่อนาคตข้างหน้า มหาวิทยาลัยใดยังไม่มีที่ยื่น พยายามไปสร้างสาขาย่อยที่นั้น ไม่เช่นนั้นจะเสียเปรียบคนอื่นๆ จะสู้มหาวิทยาลัยต่างประเทศไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมมาในฐานะของรักษาการ รมว.ศธ.) และยังดำรงตำแหน่งรักษาการ รมว.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.)ด้วย ก็ยินดีและจะใช้เวลาเท่าที่มี ทำให้สิ่งที่ผมต้องการที่จะทำโดยเฉพาะเรื่องการสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่เพื่อพัฒนากำลังคน ในอีอีซี ซึ่งป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด และผมเองก็เคยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย &amp;nbsp;กรรมการและนายกสภามหาวิทยาลัย ดังนั้น จึงรู้ปัญหาของมหาวิทยาลัย ปัญหาของการวิจัย &amp;nbsp;แต่เราจะมองว่าจะทำสิ่งไหนให้งานสามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างลุล่วง ไม่เช่นนั้นงานก็จะเดินต่อไปไม่ได้ ดังนั้นในส่วนของงานทั่วไปที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ขอให้เป็นงานของปลัด อว. &amp;nbsp;เพราะผมเวลามีน้อย จึงขอให้เสนอเรื่องที่เป็นชิ้นเป็นอันที่ไม่สามารถตกลงใจได้ ก็ให้เสนอมาที่ผมเพื่อให้งานเดินหน้าไปได้&amp;rdquo;รองนายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36032</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงศึกษาธิการ, ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์, นโยบายการศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181031/image_big_5bd9c3854efa3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25624</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/01/2019 20:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/01/2019 22:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมพงษ์ จิตระดับ เชียร์พปชร.เป็นรัฐบาลสานต่อการศึกษา ชี้หากได้พรรคแนวประชานิยม &quot;ศธ.&quot;จะได้รมว.&quot;เด็กทดลองงาน&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2ม.ค.62-&amp;quot;สมพงษ์ จิตระดับ &amp;quot;เชียร์พปชร. ได้กลับมาเป็นรัฐบาล ชี้จะมีผลดีต่อการศึกษาไทย สานต่อนโยบายต่อเนื่อง &amp;nbsp; แต่หากเป็นรัฐบาล แนวประชานิยม จะได้รมว.ศธ. ทดลองงาน ทำให้นโยบายการศึกษาที่คณะกรรมการอิสระฯวางไว้ ไม่ได้รับความสนใจดำเนินตาม &amp;nbsp;ขณะที่ พ.ร.บ.การศึกษาชาติฉบับใหม่ พ.ร.บ.ปฐมวัย จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีการบริหารจัดการศึกษา &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า แนวโน้มการศึกษาไทยในปี 2562 ส่วนตัวตนมองว่าการศึกษาไทยปี 2562 จะดีขึ้น เพราะเราไม่มีอะไรจะตกต่ำไปมากกว่านี้แล้ว โดยดูผลการวิเคราะห์ของธนาคารโลกและคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา สำหรับปัจจัยที่จะส่งผลให้การศึกษาในปีนี้ดีขึ้น คือ 1.หลังการเลือกตั้งเราได้รัฐบาลปัจจุบันกลับมา ซึ่งที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ก็จะทำให้ยุทธศาสตร์ประเทศและยุทธศาสตร์การศึกษาชาติขับเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่อง เพราะรัฐบาลนี้กำหนดยุทธศาสตร์เองมากับมือ 2.กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และมีผลบังคับใช้ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ, ร่างพ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย, ร่าง พ.ร.บ.เขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา, ร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา,พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เป็นต้น จะทำให้เปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการศึกษาของประเทศด้วยกฎหมาย 3.ประชาชนตื่นตัวต่อปัญหาการศึกษาที่คณะกรรมการอิสระฯ นำเสนอทุกสัปดาห์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ปัจจัยใดที่จะส่งผลให้การปฏิรูปการศึกษาไม่ได้รับการขับเคลื่อน นายสมพงษ์ กล่าวว่า ประการแรก คือ นโยบายการศึกษาของแต่ละพรรคการเมือง ไม่ชัดเจน ผลักดันการศึกษาเป็นจุดๆ และเป็นแนวประชานิยม ประการที่สอง หากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นกระทรวงที่ถูกแบ่งเค้ก ก็จะได้รัฐมนตรีที่เข้ามาฝึกงานหรือนำนโยบายของตนเองมาทดลอง ประการที่สาม หากรัฐบาลปัจจุบันไม่กลับมา งานการศึกษาจะเป็นศูนย์ ทุกอย่างเริ่มใหม่หมด และจะทิ้งสิ่งที่คณะกรรมการอิสระฯ ศึกษามาแน่นอน หากรัฐบาลใหม่มีสนใจงานการศึกษา ก็จะทำให้การศึกษาชาติล้าหลังตามประเทศเพื่อนบ้านไม่ทัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมนั้น ต้องตั้งหลักให้ดีตั้งแต่เริ่มต้น งานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและ นวัตกรรมเป็นสิ่งจำเป็นในการพัฒนาประเทศก็จริง แต่งานวิจัยด้านสังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์ จะต้องไม่ถูกทอดทิ้ง กระทรวงใหม่ต้องชัดเจนว่าจะให้ความสำคัญกับงานสังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์อย่างไร และต้องทำตั้งแต่เริ่มตั้งกระทรวงด้วยเพื่อจัดสมดุลของงานวิจัยทั้ง 2 ด้านตั้งแต่ต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25624</URL_LINK>
                <HASHTAG>นโยบายการศึกษา, พปชร., รัฐบาลเลือกตั้ง, สมพงษ์ จิตระดับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180209/image_big_5a7d89ca9f642.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24322</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/12/2018 01:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อยู่เฉยๆก็ได้เปรียบ ‘วิษณุ’เผย‘มาร์ค-แม้ว-ปู’รู้ดี ทูลเกล้าฯพ.ร.ฎ.เลือกตั้งแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; สะพัด กกต.ห้ามนำรูป &amp;ldquo;ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์-ชวน&amp;rdquo; ใช้ในป้ายหาเสียง ส.ส. แต่รองเลขาฯ กกต.ยันกรณี &amp;quot;ชวน&amp;quot; ใช้ได้เพราะเป็นโลโก้พรรค &amp;quot;วิษณุ&amp;quot; เผยทูลเกล้าฯ ถวายร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งแล้ว ยอมรับอยู่เฉยๆ รัฐบาลก็ได้เปรียบ &amp;quot;ดอน&amp;quot; ยืนกรานไม่เชิญต่างชาติดูเลือกตั้ง &amp;quot;มาร์ค&amp;quot; เปิดนโยบายการศึกษา เกิดปั๊บรับสิทธิ์เงินแสน เบี้ยเด็กเข้มแข็ง พันบาทต่อเดือนแบบถ้วนหน้า เรียนฟรียาวพร้อมคูปอง &amp;quot;สมศักดิ์&amp;quot; ปราศรัยเดือดขุด &amp;quot;เหลือง-แดง&amp;quot; ปิดเมือง &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; เป็นอัศวินขี่ม้าขาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.61 ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงาน กกต.ว่า กกต.ร่างระเบียบที่เกี่ยวกับการหาเสียง ซึ่งกำหนดการจัดทำแผ่นป้ายหาเสียงสำหรับการเลือกตั้ง ส.ส.เสร็จเรียบร้อบแล้ว โดยกำหนดว่า ผู้สมัคร ส.ส.เขตจัดทำแผ่นป้ายคัตเอาต์หาเสียงของตัวเองได้จำนวนไม่เกิน 2 เท่าของจำนวนหน่วยเลือกตั้งในแต่ละเขต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่พรรคการเมืองสามารถจัดทำป้ายคัตเอาต์หาเสียงได้เอง จำนวนไม่เกิน 1 เท่าของจำนวนหน่วยเลือกตั้งในแต่ละเขต โดยในส่วนของ กกต. จัดทำแผ่นป้ายหาเสียงขนาด A3 ให้ผู้สมัครแต่ละคนอย่างเท่าเทียมกัน ขนาดและสถานที่ติดตั้งป้ายขึ้นอยู่ กกต. กำหนด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของรถหาเสียง ผู้สมัครแต่ละเขตมีรถแห่หาเสียงได้ไม่เกิน 10 คัน ห้ามใช้รูปบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้สมัคร ส.ส.เขต หัวหน้าพรรค หรือว่าที่นายกรัฐมนตรี ตามที่พรรคเสนอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับแผ่นป้ายหาเสียง กกต.กำหนดให้ใช้เฉพาะรูปผู้สมัคร ส.ส.เขตแต่ละเขต หัวหน้าพรรค และว่าที่นายกรัฐมนตรีตามที่พรรคการเมืองเสนอเท่านั้น ไม่สามารถใช่รูปบุคคลอื่น หรือผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในการหาเสียงได้ ดังนั้นส่งผลให้พรรคเพื่อไทยและพรรคไทยรักษาชาติไม่สามารถใช้ภาพของอดีตนายกรัฐมนตรี นายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หาเสียงได้ เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ ที่ไม่สามารถใช้ภาพนายชวน หลีกภัย ในฐานะผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อได้เช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นายณัฏฐ์ เล่าสีห์สวกุล รองเลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์ว่า แม้นายชวนไม่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ ก็นำรูปขึ้นได้ เพราะเป็นโลโก้หรือแบรนด์ของพรรคไปแล้ว ซึ่งไม่มีข้อห้ามใดๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ตรัง เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตามความเข้าใจ กกต.ไม่ได้ห้ามการมีชื่อ 3 คนที่ทางพรรคจะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี ตนยังไม่ทราบว่า 3 ชื่อที่จะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีจะมีชื่อนายชวนหรือไม่ในพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งนี้ กรรมการสรรหาในพรรคยังไม่ได้มีการตกลงกัน แต่ถ้าหากนายชวนอยู่ในรายชื่อทั้ง 3 คน ก็สามารถขึ้นป้ายหาเสียง รวมทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนกรณีนายทักษิณและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ขึ้นไม่ได้ เพราะหนีคดี ไม่ได้มาเกี่ยวข้องหรืออยู่ในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่จะมีการเสนอของพรรคการเมือง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าเป็นหัวหน้าพรรคหรือแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีก็สามารถขึ้นป้ายได้ เพราะนอกจากจะมีหัวหน้าพรรคแล้ว ยังมีการเสนอเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอีกด้วย เมื่อพรรคได้รับเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาล จึงสามารถนำมาขึ้นได้ หัวหน้าพรรคก็นำมาขึ้นได้&amp;quot;
รูปใครไม่สำคัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า รายละเอียดยังไม่ชัดเจนว่าจะขึ้นร่วมกันหรือขึ้นแยกกัน เพราะว่าเลือกคนเดียวเบอร์เดียว สมมุติว่าถ้าขึ้นคนละแผ่น ขึ้นหัวหน้าพรรค ก็ไม่ทราบว่าจะใส่เบอร์อะไร เพราะว่าแต่ละจังหวัดก็ไม่เหมือนกัน แต่ละเขตเบอร์ก็ไม่เหมือนกัน ตนยังงงกับกรณีดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันนี้จะมีรูปใครอยู่ในป้ายไม่ใช่สาระสำคัญอีกแล้ว เพราะประเด็นอยู่ที่ 4 ปีที่ผ่านมาต่างหากว่ารัฐบาล คสช.ได้ทำอะไรไว้บ้าง แม้การออกกฎกติกาแบบนี้เสมือนว่าเป็นการกีดกันไม่ให้พรรคเพื่อไทยใช้รูปนายทักษิณกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่ตนเชื่อว่าพี่น้องประชาชนไม่โง่ นโยบายต่างๆ ที่พรรคเพื่อไทยทำมานับตั้งแต่พรรคไทยรักไทย ชี้ชัดแล้วว่ามันอยู่ในใจประชาชน และที่สำคัญ ถ้าฝ่ายผู้มีอำนาจคิดว่าการกีดกันแบบนี้พรรคพลังประชารัฐจะชนะ แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะได้กลับมาเป็นนายกฯ ก็ทำไป แต่อย่าลืมนิสัยคนไทยก็แล้วกันว่าเขาชอบดูมวยรอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สงสารคนถูกเอาเปรียบ ยิ่งวันนี้แม้การเปิดตัวว่า เป็นเบอร์ 1 ในบัญชีรายชื่อพรรคประชารัฐยังไม่กล้าเลย อย่าว่าแต่การกีดกัน 2 พี่น้องอดีตนายกฯ ต่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้ออกกฎห้ามใช้ป้ายในการหาเสียง ประชาชนเขาก็พร้อมใช้ปากกาด้ามเดียวพิพากษา สิ่งที่รัฐบาลทำไว้ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา&amp;quot; นายสมคิดกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนำร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายว่า คาดว่ามีการนำร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามกรณีที่ กกต.ระบุว่าจะรู้วันเลือกตั้งที่ชัดเจนจะเป็นวันที่ 24 ก.พ.62 หรือไม่ ต้องรอร่าง พ.ร.ฎ.ให้การเลือกตั้งประกาศในราชกิจานุเบกษา ไม่เกิน 4 ม.ค.62 รองนายกฯ ตอบว่า ไม่จำเป็น เพราะเป็นเพียงการกะเกณฑ์ของ กกต. แต่สามารถปรับได้ เพราะเขากะตามที่สะดวกของเขา โดยนับตั้งแต่วันที่ 16 ก.พ.ถัดจากนั้น 7 วัน ต้องมีเลือกตั้งล่วงหน้า ก่อนหน้านั้น 2 สัปดาห์เป็นการเลือกตั้งต่างแดน หากนับถอยไปอีกเป็นการรับสมัคร พอคิดอย่างนี้ กกต.เลยคิดว่าต้องประกาศวันที่ 4 ม.ค. ซึ่งถ้าช้ากว่านี้ วันเลือกตั้งยังเป็นวันที่ 24 ก.พ.ได้ เพียงแต่ต้องปรับวันเลือกตั้งล่วงหน้ากับนอกราชอาณาจักร ซึ่งไม่ต้องต่อกัน ทับวันกันก็ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่า ปฏิทินที่พรรคการเมืองจะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ให้มาอยู่ในบัญชีเพื่อเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีเริ่มทำได้เมื่อไหร่ นายวิษณุแจงว่า การทาบทามทำได้เลย แต่การเสนอชื่อให้ กกต.ต้องอยู่ภายใน 5 วันที่มีการเปิดรับสมัคร จะก่อนไม่ได้ หลังไม่ได้ ทั้งนี้หลังจากเสนอชื่อให้กับ กกต.แล้ว ก็ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ ไม่ได้มีข้อห้ามอะไร เพราะเป็นเพียงรายชื่อที่พรรคเสนอ ไม่ได้เป็นผู้สมัคร
คนเป็นรัฐบาลย่อมได้เปรียบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ก็เป็นเหมือนนายกรัฐมนตรีคนอื่นที่ผ่านมา ส่วนเรื่องการหาเสียงต้องให้พรรคพูด นายกฯ จะพูดในแง่ของรัฐบาลเท่านั้น พูดอะไรก็ตามต้องตั้งต้นด้วยการเป็นรัฐบาล ไม่ใช่พรรคการเมือง เรื่องนี้ใครๆ ก็รู้ ทั้งคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ยุบสภาและไปหาเสียง หรือแม้กระทั่งนายทักษิณ ชินวัตร ที่อยู่ครบเทอมแล้วก็ไปหาเสียง ซึ่งรู้ว่าต้องพูดอย่างไร แต่อาจแตกต่างตรงที่ท่านนายกฯ ไม่ได้เป็นผู้สมัคร ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค จะพูดได้ก็แค่รณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ไม่ต้องห่วงหรือระมัดระวังอะไร&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า การประชุม ครม.สัญจร ยังสามารถมีได้ไปจนถึงเดือน ก.พ. ที่มีการเลือกตั้งเลยหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า มีได้ปกติ เพราะได้มีการกำหนดไว้ล่วงหน้านานแล้ว สามารถมีไปได้เรื่อยๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่า มีได้ แต่อาจไม่เหมาะสมหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่มีอะไรที่ไม่เหมาะสม เพราะถึงอย่างไร ครม.ก็ต้องประชุมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะประชุมที่กรุงเทพฯ หรือสัญจรไปต่างจังหวัดก็ไม่ต่างกัน เพียงแต่การประชุมสัญจร อาจได้ลงพื้นที่ได้พบประชาชนเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ต้องยอมรับว่าคนเป็นรัฐบาลย่อมมีโอกาสได้เปรียบ แต่จะไปเอาเปรียบไม่ได้ อยู่เฉยๆ ก็ได้เปรียบ เพราะมีงานทำ มีผลงาน ทั้งนี้ การมองว่ารัฐบาลเอาเปรียบหรือไม่เอาเปรียบ มีเส้นแบ่งบางๆ ที่แล้วแต่ใครจะมองอย่างไร ถ้าแบ่งโดยกฎหมาย มันก็มีเส้นแบ่งชัดเจนตามกฎหมายอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นคนข้างนอกมองก็ต้องปล่อยไป ห้ามกันไม่ได้ แล้วแต่จะมอง ไม่ได้มีอะไรยุ่งยากในเรื่องพวกนี้ เมืองไทยผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาเยอะแล้ว&amp;rdquo; นายวิษณุกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.การต่างประเทศ กล่าวว่า เราเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติที่อยู่ในสถานทูตประเทศต่างๆ ช่วยเป็นหูเป็นตา สังเกตการณ์การเลือกตั้งในไทยได้ แต่ไม่ควรให้ชาวต่างชาติซึ่งอยู่นอกประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศเข้ามาสังเกตการณ์ เพราะจะถือเป็นการเอาคนข้างนอกเข้ามา แต่การให้สถานทูตในไทยมาสังเกตการณ์นั้น ยังถือว่าเป็นการดำเนินการภายในประเทศอยู่ โดยจะทำให้ภาพรวมของการเลือกตั้งไทยดีกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เรื่องของประเทศ ทำไมต้องให้คนนอกประเทศมาตามดูเพื่อจะหาปัญหา เพราะประเทศที่เจริญแล้วอย่างญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ ก็ไม่มีต่างประเทศเข้ามาเกาะติดเรื่องบ้านเมืองเขา ดังนั้น ถ้าเกิดต่างชาติเข้ามาติดตามการเลือกตั้งในไทย ก็แสดงว่าประเทศไทยยังมีปัญหา จึงถามว่าเราอยากให้บ้านเมืองเรามีปัญหา หรือเราคิดว่าเราดูแลเองได้ แม้ตอนนี้จะมีรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร แต่เราจัดการเองได้ ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจ เป็นเกียรติเป็นศรีอย่างหนึ่งของคนไทย เพราะที่สุดแล้ว เราก็จะสามารถยืนขึ้นเองได้ เดินเองได้&amp;rdquo; นายดอน กล่าว
เราควรเดินเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายดอนกล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับความเข้าใจในสถานการณ์ไทยต่อต่างประเทศ ได้ตอบข้อข้องใจต่างๆ เพื่อความกระจ่างอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อถึงจุดที่เราสามารถเดินได้แล้ว เราก็ควรเดินเอง ซึ่งที่ผ่านมาในหลายประเทศที่จัดการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย บังกลาเทศ ก็ไม่มีต่างชาติให้ความสนใจเข้าไปยุ่งเกี่ยว ซึ่งส่งผลดีต่อประเทศนั้นๆ เองด้วย เพราะสามารถจัดการเลือกตั้งเองได้ เช่นเดียวกับไทย หากประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทั้งก่อนและหลังเลือกตั้ง แล้วบริหารจัดการเองได้ ย่อมจะดีกว่าให้คนต่างประเทศเข้ามาคุมอยู่ตลอดเวลา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า หากไม่ให้ต่างชาติเข้ามา จะถูกวิจารณ์ในเรื่องความโปร่งใสหรือไม่ นายดอนกล่าวว่า คิดว่า กกต.จะเชิญชวนประชาชน รวมถึงเจ้าหน้าที่สถานทูตในประเทศไทยมาสังเกตการณ์ นั่นก็มีชาวต่างชาติมาสังเกตการณ์เกือบ 100 คนแล้ว ยิ่งเมื่อบวกกับคนไทยที่เป็นผู้สังเกตการณ์ด้วย ก็ถือว่าเพียงพอ ถือว่าเป็นการบริหารจัดการกันเองภายใน ซึ่งถือว่าสมศักดิ์ศรี ชอบธรรม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 2 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ วิเคราะห์การเลือกตั้งปี 62 เป็นการสืบทอดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) และอาจทำให้ซ้ำรอยเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ รอบ 2 ว่า ประชาชนทั้งประเทศคาดหวังที่จะให้การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 24 ก.พ.2562 เป็นการเลือกตั้งที่ดี และจะมีสิ่งดีๆ ให้กับบ้านเมือง เพราะฉะนั้น ใครก็ตามที่พยายามวาดภาพให้เห็นว่าการเลือกตั้งเป็นเรื่องเลวร้าย เลือกตั้งแล้วจะเกิดเหตุร้าย เป็นการกำลังทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความคาดหวังของประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมเชื่อว่าการเลือกตั้งคราวนี้ เลือกตั้งแล้วต้องเรียบร้อย บ้านเมืองต้องดีขึ้น ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้ใครมาให้บ้านเมืองวุ่นวายเสียหาย และไม่มีใครกล้าทำอะไรวุ่นวาย ประชาชนไม่ต้องการ เพราะไม่มีใครใหญ่กว่าประชาชน เรื่องอนาคตของประเทศ ประชาชนตัดสินเอง ผลการเลือกตั้งจะบอกกับเราว่า ประชาชนได้กำหนดทิศทางของประเทศอย่างไร&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกรณี 4 รัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐ และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ถึงเวลาที่ควรลาออกจากตำแหน่งหรือไม่นายสุเทพตอบว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย ถ้าเขาปฏิบัติตามกฎหมายแล้วเราบอกยังไม่พอ ต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้อีก ก็ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่จบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าลองหลับตานึกถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไป การเลือกตั้งทั่วไปจะเกิดขึ้นโดยคนที่เคยเป็นรัฐบาลต้องเป็นรัฐบาลรักษาการมาปฏิบัติหน้าที่ ถ้าเป็นอย่างนั้นเราก็ต้องไปชี้หน้าว่าเขาว่าเอาเปรียบคนอื่นกันหมด บ้านเมืองก็วุ่นวาย&amp;quot; นายสุเทพกล่าว
โต๊ะจีน 240 โต๊ะ โต๊ะละล้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเลือกหัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย เลขาธิการพรรค และกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ 7 คน ซึ่งมีการวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังศูนย์จังหวัดต่างๆทั่วประเทศ จำนวน 17 จุดด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครปช. กล่าวว่า ในวันที่ 18 ธ.ค.นี้ พรรค รปช.จะจัดงานระดมทุนเข้าพรรคในรูปแบบโต๊ะจีนจำนวน 240 โต๊ะ โต๊ะละ 1 ล้านบาท ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสุเทพชี้แจงว่า ได้กำชับไปแล้วว่าการทำงานจะต้องเป็นทีม และต้องรับผิดชอบร่วมกัน ถ้ามีจำนวนมากเกินไปจะทำให้ยุ่งไปหมด และจะกลายเป็นกรรมการงานวัด ตนไม่สามารถไปเปรียบเทียบกับพรรคอื่นได้ ขณะเดียวกันจะต้องไม่ยอมให้คณะกรรมการบริหารพรรคเป็นตัวแทนของจังหวัดของภาคและเป็นมุ้งใดมุ้งหนึ่งของจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง แต่เราต้องการให้คณะผู้บริหารพรรคเป็นคนของพรรค และเป็นคนที่สมาชิกจะต้องไว้ใจ ฉะนั้นใครจะขึ้นมาดำรงตำแหน่ง ประชาชนจะต้องไว้ใจที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น ที่ประชุมได้เข้าสู่วาระการแก้ไขข้อบังคับพรรค โดยที่ประชุมให้การรับรองการแก้ไขข้อบังคับพรรค และรับรองมติของนายเอนกที่เสนอไม่ต้องเลือกหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค เหรัญญิกพรรค นายทะเบียนสมาชิกพรรค และกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ โดยขอให้ใช้กรรมการบริหารพรรคชุดเดิมซึ่งมี ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล เป็นหัวหน้าพรรค และนายทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง เป็นเลขาธิการพรรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรรมการบริหารพรรค 2 คน คือ น.ส.สุเนตตา แซ่โก๊ะ และนายวีระชัย คล้ายทอง ลาออก จึงได้มีผู้เสนอชื่อนายเอนกและนายจักษ์ พันธ์ชูเพชร ผู้ร่วมก่อตั้งพรรค เป็นกรรมการบริหารพรรคแทน ซึ่งที่ประชุมก็ได้ลงคะแนนรับรอง โดยสมาชิกผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนได้เข้าคูหากาบัตรลงคะแนนรับรองบุคคลทั้ง 2 เป็นกรรมการบริหารพรรค&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา ที่ประชุมเข้าสู่การเลือกตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง 11 คน และเลือกคณะกรรมการจริยธรรมและวินัย จำนวน 5 คน ประกอบด้วย 1.นายสมศักดิ์ บุญยืน 2.พล.ท.หญิงดวงกมล สุคนธทรัพย์ 3.นายสมบูรณ์เกียรติ เกษมสุวรรณ 4.พล.ต.ต.พิกัด ตันติวงษ์ และ 5.นายสุนนท์ คชพลายุกต์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงเปิดตัวนโยบายครั้งแรก เรื่องการศึกษายกระดับคุณภาพลูกหลานไทย ว่า นโยบายการศึกษาจะดำเนินการใน 10 ข้อหลัก ซึ่งจะตอบโจทย์การศึกษาตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่ คือ 1.เกิดปั๊บรับสิทธิ์เงินแสน เบี้ยเด็กเข้มแข็ง 0-8 ปี 1000 บาทต่อเดือนแบบถ้วนหน้า เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงของเด็กตลอดปี 2.ศูนย์เด็กเล็กคุณภาพดีทั่วประเทศจัดการศึกษาปฐมวัยให้มีคุณภาพ พัฒนาหลักสูตรที่เน้นกระบวนการคิด เพิ่มครูปฐมวัยทั่วประเทศ เพื่อให้เด็กมีการพัฒนาเติบโตอย่างมีคุณภาพในทุกด้าน&amp;nbsp;
อาหารฟรีมีคูปอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.อาหารเช้า-กลางวันฟรี มีคุณภาพ ให้กับนักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล-มัธยมศึกษาปีที่ 3 ผ่านสถานศึกษา โดยคำนึงถึงคุณค่าทางโภชนาการที่นักเรียนควรได้รับ 4.เด็กทุกคนพูดภาษาอังกฤษได้ ด้วย English for All จัดการเรียนการสอนโดยเจ้าของภาษา เน้นทักษะการสื่อสารตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล เพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ 2 ของสังคมไทย 5.ปรับหลักสูตรเพื่อโลกอนาคต ตั้งแต่ระดับปฐมที่เน้นการคิดวิเคราะห์มากกว่าการท่องจำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;6.เรียนฟรีถึงระกับ ปวส. จบแล้วมีงานทำ ในอาชีวศึกษาภาครัฐและเอกชน ทั้งสายช่างและพาณิชย์ พัฒนาระดับฝีมือ ทักษะการทำงานจริงเพื่อผลิตบุคลากรให้ตรงตามความต้องการของตลาด 7.การศึกษาตลอดชีวิต คูปองเพิ่มทักษะสำหรับผู้ใหญ่ แจกคูปองเพิ่มทักษะและส่งเสริมการเรียนรู้เพิ่มทักษะในด้านต่างๆ สำหรับประชาชนทุกช่วงวัย ให้ทันสมัยต่อความเปลี่ยนแปลง เพิ่มโอกาสสร้างอาชีพ 8.คืนครูให้นักเรียน ลดภาระงานของครูที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน 9.จัดตั้งกองทุน Smart Education เพื่อสนับสนุน Social Enterprise และ Startup ด้านการศึกษา รวมถึงการนำเทคโนโลยี EdTech (Education Technology) เพื่อใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอน และการสอบให้มีประสิทธิภาพ และ 10.การกระจายอำนาจจากกระทรวงสู่โรงเรียน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่จังหวัดนครราชสีมา นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรองนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการกลั่นกรองผู้สมัครทั่วประเทศ 350 เขตเลือกตั้ง แกนนำพรรคพลังประชารัฐและกลุ่มสามมิตร ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนและเปิดเวทีปราศรัย ตอนหนึ่งว่า ถ้าหากพล.อ.ประยุทธ์คิดสืบทอดอำนาจในขณะที่จะเลือกตั้งวันที่ 24 ก.พ.25620 จะเห็นได้ว่าผู้สมัครแต่ละเขต 350 เขตไม่มีทหารพลเอก พลโท เข้ามาสมัครแม้แต่คนเดียวและแบบบีญชีรายชื่อก็เหมือนกัน เรื่องนี้เป็นประจักษ์พยานที่เห็นอยู่แล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมศักดิ์กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีประเด็นเห็นความแตกแยกเริ่มปริขึ้นมาแล้ว แค่ คสช.ปลดล็อกการเมืองได้ 2 วัน ก็มีคนออกมาพูดจะแก้รัฐธรรมนูญเป็นการพูดปูทาง ทั้งที่เรายังไม่ได้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างเต็มที่เลย เช่นครั้งหนึ่งการออกกฎหมายนิรโทษกรรมเป็นหนทางแห่งความยุ่งยากอย่างมากมาย ก็ขอเล่นให้ประชาชนฟังเพื่อทบทวนความจำ ในปี 2553 พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ &amp;nbsp;กลุ่มเสื้อแดงมีม็อบปิดถนน ห้างเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ถูกเผา สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิถูกปิด การประชุมนานาชาติที่เมืองพัทยาในระดับนายกรัฐมนตรีของอาเซียนเข้าประชุมและออกจากที่ประชุมไม่ได้เพราะคนเสื้อแดงปิดล้อม ศาลากลางจังหวัดภาคอีสานมีเสื้อแดงเข้าไปอยู่เต็ม และจุดไฟเผา สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นต้นเหตุให้เกิดการสลายการชุมนุมวันที่ 19 พ.ค.2553 มีคนเสียชีวิตกว่า 50 คน รวมทั้งคนที่สูญหายกว่า 600 คน&amp;nbsp;
เหลือง-แดงปิดเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลอึดอัดมาก พยายามแก้ปัญหาอยู่พักหนึ่ง แต่แล้วก็อยู่ไม่ได้ ต้องยุบสภาเลือกตั้งปี 2554 ได้รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีทำงานระยะหนึ่ง แล้วถูกกดดันคนเสื้อแดงบางคนที่ถูกคดีเผาศาลากลางจังหวัด คดีแรกศาลตัดสินประหารชีวิต และคนที่ถูกคดีอีกหลายคนอยู่ในกลุ่มเผาศาลากลาง ปิดสนามบิน และปิดกั้นล้มการประชุมนานาชาติเมืองพัทยาถูกข้อหาเป็นกบฏ ก็กดดันให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องออกกฎหมายนิรโทษกรรมที่เข้าสู่สภาผู้แทนฯ เมื่อวันที่ 2 พ.ย.2556 มีการพิจารณา 3 วาระรวดในวันเดียว ซึ่งปรกติกฎหมายฉบับใหญ่ต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ แล้วแต่ความยุ่งยาก แต่กฎหมายฉบับนี้เกี่ยวข้องกับคนที่ถูกประหารชีวิต และคนที่จะต้องขึ้นศาลอีกหลายคดีมีการพิจารณากันคืนเดียวเสร็จ เวลาประมาณ 02.30 น. เขาเลยให้ฉายากฎหมายฉบับนี้ โดยสื่อมวลชนบอกว่ากฎหมายฉบับลักหลับ แต่ต่อมาอีกสัปดาห์กฎหมายนี้ไม่ผ่านวุฒิสภา
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การชุมนุมม็อบเสื้อเหลืองและเสื้อแดงทวีความรุนแรงขึ้น เสื้อเหลืองพัฒนาเป็นการขับไล่รัฐบาลตั้งอยู่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ส่วนเสื้อแดงไปอยู่ที่ถนนอักษะ สร้างความวุ่นวายปิดถนนไม่สามารถสัญจรไปมาได้ นักท่องเที่ยว นักลงทุนต้องถอนสมอกลับ และ 40 ประเทศประกาศไม่ให้มาเที่ยวประเทศไทย ประเทศไทยขณะนั้นผู้คนทนไม่ไหวไปร้องขอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาแก้ไขให้ส่วนต่างๆ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ได้เชิญม็อบทั้งสองฝ่ายมาพูดคุยหลายวัน 4 วันก็ไม่จบ วันที่ 5 เชิญนายสุเทพกับนายจตุพรมาคุยจะเลิกการชุมนุมหรือไม่เลิก ที่สุดบอกว่าไม่เลิก พล.อ.ประยุทธ์จึงกล่าวขอโทษจำเป็นต้องยึดอำนาจแล้วเป็นนายกรัฐมนตรีบริหารราชการแก้ปัญหาของความวุ่นวายเกิดความสงบสุข นักท่องเที่ยว นักลงทุนก็กลับมาเหมือนเดิมเงินหลายล้านล้านก็กลับมา&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมศักดิ์กล่าวว่า จนถึงวันนี้พรรคพลังประชารัฐมั่นใจว่าจะได้ตัวเลขที่นั่ง ส.ส.ในพื้นที่ภาคอีสานมากกว่า 50 ที่นั่ง และขณะนี้ตัวเลขที่นั่ง ส.ส.ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนเรื่องการที่พรรคพลังประชารัฐจะเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อนั้น คงต้องรอในส่วนของการประกาศกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งก่อนก็จะมีความชัดเจนมากขึ้น &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการบรรยายในหัวข้อ &amp;quot;สิ่งที่ต้องจับตาในการสังเกตการณ์การเลือกตั้ง&amp;quot; โดยนายประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอให้ร่วมกันส่งพลังกดดันไปยัง คสช. ให้เลิกใช้ ม.44 ไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ได้รับเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ ไม่ว่าจากพรรคใด อย่างน้อยแม้ไม่ลาออกจากนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ควรลาออกจากหัวหน้า คสช. เพราะขณะนี้สวมหมวกอยู่หลายใบ การลาออกจากหัวหน้า คสช. จะทำให้สง่างามมากกว่า.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24322</URL_LINK>
                <HASHTAG>#เลือกตั้ง, กกต., ถวายร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง, นโยบายการศึกษา, หนังสือพิมพ์, เกิดปั๊บรับสิทธิ์เงินแสน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181216/image_big_5c154277c391e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
