<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103068</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2021 12:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/05/2021 12:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> 21,071 ครัวเรือนรอรับพาณิชย์พร้อมจ่ายประกันรายได้ข้าวโพด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 พฤษภาคม 2564 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากนโยบายประกันรายได้เกษตรกร โดย นายจุรินทร์ &amp;nbsp;ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดมีประกาศคณะอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์&amp;nbsp; เรื่องกำหนดราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยนายจุรินทร์ ให้แจ้งเกษตรกรทราบว่าราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2563/64 งวดที่ 7 สำหรับเกษตรกร ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีวันเพาะปลูกตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 &amp;ndash; 31 พฤษภาคม 2564 และมีกำหนดเก็บเกี่ยวตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน - 19 พฤษภาคม 2564 มีสิทธิได้รับการชดเชยส่วนต่าง รอบจ่ายเงินวันที่ 20 พฤษภาคม 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; สำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ชนิดเมล็ดความชื้น ไม่เกิน 14.5% กิโลกรัมละ 8.46 บาท ส่วนต่างชดเชยได้กิโลกรัมละ 0.04 บาท ได้รับชดเชยสูงสุดครัวเรือนละ 855.60 บาท โดยมีเกษตรกรได้รับชดเชย ตามข้อมูลของกรมส่งเสริมการเกษตรงวดนี้ จำนวน 21,071 ครัวเรือน 31,914 แปลง 137,433 ไร่ &amp;quot; นางมัลลิกา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าโครงการประกันรายได้ปี2 คือโครงการ 2563 / 2564ในพืชเกษตร 5 ชนิด ทั้ง ข้าว มันสำปะหลังยางพารา ปาล์ม และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รัฐยังเดินหน้าอย่างเต็มที่ทำให้เกษตรกรไม่ต่ำกว่า 7.6 ล้านครัวเรือนมีหลักประกันและโครงการนี้ก็มั่นคงโดยเฉพาะในภาวะวิกฤติโควิด-19 เกษตรกรยังมีทางรอดด้วยหลักของโครงการประกันรายได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103068</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพาณิชย์, นโยบายประกันรายได้เกษตรกร, ประกันข้าวโพด, มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210516/image_big_60a0af92b14f7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86519</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/12/2020 18:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/12/2020 18:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธ.ก.ส.&#039;ลุยจ่ายประกันรายได้ชาวสวนยาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกษาปณ์ เงินรวง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. ได้เริ่มโอนเงินประกันรายได้ให้เกษตรกรชาวสวนยาง ตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 2 ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางแล้วกว่า 9 แสนราย คิดเป็นวงเงิน 1 พันล้านบาท จากเกษตรกรชาวสวนยางเป้าหมาย 1.83 ล้านราย พื้นที่สวนยางกว่า 18.28 ล้านราย วงเงินงบประมาณ 9.71 พันล้านบาท สำหรับหลักเกณฑ์การจ่ายเงินประกันรายได้ เกษตรกรชาวสวนยางต้องขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลพื้นที่การปลูกยางกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกำหนดเป็นสวนยางพาราอายุ 7 ปีขึ้นไป ที่เปิดกรีดแล้ว รายละไม่เกิน 25 ไร่ กำหนดปริมาณผลผลิตยางที่จะประกันรายได้ ผลผลิตยางแห้ง (DRC 100%) จำนวน 20 กิโลกรัม/ไร่/เดือน และผลผลิตยางก้อนถ้วย (DRC 50%) จำนวน 40 กิโลกรัม/ไร่/เดือน ทั้งนี้ กยท.จะทำการตรวจสอบและรับรองสิทธิ์ พร้อมทั้งประมวลผล ส่งมายัง ธ.ก.ส. เพื่อให้โอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง ซึ่งเงินค่าประกันรายได้ในแต่ละเดือน = (ราคายางที่ประกันรายได้-ราคาอ้างอิงการขาย) X ปริมาณผลผลิตยางตามเนื้อที่กรีดยาง โดยแบ่งสัดส่วนรายได้ หากเจ้าของสวนกรีดเองจะได้รับส่วนต่างประกันรายได้ทั้งจำนวน กรณีจ้างกรีดยาง เจ้าของสวนยางจะได้ 60% และคนกรีดจะได้ 40% ของรายได้ทั้งหมด โดยจะมีการประกาศราคากลางอ้างอิงทุกเดือน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86519</URL_LINK>
                <HASHTAG>กษาปณ์ เงินรวง, ธ.ก.ส., ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), นโยบายประกันรายได้เกษตรกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190503/image_big_5ccbaf4a63fb1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86295</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/12/2020 16:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/12/2020 16:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวสวนยางเฮ! ครม. ขยายสิทธิโครงการประกันรายได้ชาวสวนยาง ระยะที่ 2 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ธ.ค.63 - เวลา 14.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ตามที่ ครม.ได้อนุมัติโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 2 ไปแล้ว แต่ด้วยระเบียบบางประการทำให้การจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างไม่สามารถดำเนินการได้กับเกษตรกรกลุ่มผู้ถือบัตรสีชมพู ซึ่งก็คือ เกษตรกรที่ไม่มีเอกสารแสดงการอนุญาตจากหน่วยงานของรัฐหรือยินยอมให้ใช้ทำประโยชน์ทางการเกษตร จำนวน 4 แสนกว่าราย&amp;nbsp;ดังนั้น เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่จะสร้างความแน่นอนในเรื่องของรายได้ แม้ในยามที่ราคายางตกต่ำอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ครม. จึงมีมติอนุมัติใน 2 เรื่องสำคัญ คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.อนุมัติให้เกษตรกรที่แจ้งพื้นที่ปลูกยาง ซึ่งเป็นเกษตรกรที่ยังไม่มีเอกสารแสดงการอนุญาตจากหน่วยงานของรัฐหรือยินยอมให้ใช้ทำประโยชน์ทางการเกษตร ได้รับความช่วยเหลือในการประกันรายได้ ตามวัตถุประสงค์และกรอบแนวทางการดำเนินงานของโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. อนุมัติให้ปรับแก้วิธีการกำหนดราคากลางอ้างอิง เป็นประกาศทุก 1 เดือน จากเดิมประกาศทุก 2 เดือน ( 2 เดือน/1 ครั้ง) โดยใช้ราคาอ้างอิงเฉลี่ยของแต่ละเดือนที่ชดเชย นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไป พร้อมทั้ง ปรับแก้คำนิยาม ราคากลางอ้างอิงการขาย หมายถึง ราคาที่คณะทำงานกำหนดราคาอ้างอิงประกาศทุก 1 เดือน (บาท/กิโลกรัม) โดยพิจารณาจากราคาตลาดกลางยางพารา SICOM TOCOM เซี่ยงไฮ้ และปัจจัยอื่นๆ เพื่อให้การจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างสอดคล้องกับสถานการณ์ราคาที่เป็นปัจจุบันให้มากที่สุดเพื่อประโยชน์แก่ชาวสวนยางอย่างเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์จะเริ่มจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างงวดแรก นับตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2563 เป็นต้นไป ให้แก่เกษตรกรผู้มีสิทธิ์ทุกกลุ่มตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 2 รวมทั้งสิ้น 1.82 ล้านราย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86295</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาวสวนยาง, นโยบายประกันรายได้เกษตรกร, มติครม., รัชดา ธนาดิเรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201208/image_big_5fcf442f8abf8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53818</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ธรรมนัส’ไม่โม้ ยางโลละ‘65บ.’ ‘เทพไท’หักหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ธรรมนัส&amp;quot; ฟุ้งจะทำให้ราคายางเพิ่มเป็นกิโลกรัมละ 65 บาท ขณะที่ &amp;quot;เทพไท&amp;quot; หักหน้ารัฐบาล แก้ปัญหาสู้รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ได้ นโยบายประกันรายได้เกษตรกรเป็นแค่มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเฉพาะหน้า แถมไม่ทั่วถึง เตือน &amp;quot;จุรินทร์&amp;quot; แก้ปัญหาก่อนชาวสวนยางชุมนุมกดดันรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกระแสข่าวว่ามีการเตรียมของบกลาง 18,000 ล้านบาท จัดทำโครงการหมอนยางพาราประชารัฐ โดยรับซื้อน้ำยาง 150,000 ตัน จากสถาบันเกษตรกรมาผลิตหมอน 30 ล้านใบ เพื่อแจกแก่ประชาชนและให้หน่วยราชการนำไปใช้ เป็นโครงการต่อเนื่อง 4 ปี ซึ่งปีนี้จะเริ่มผลิต 3,000,000 ใบ ใช้งบกลาง 4,000 ล้านบาท แจกชุดแรกตั้งแต่ 1 ก.พ.ถึง 30 พ.ย.นี้ ว่าตนไม่เคยให้สัมภาษณ์เรื่องดังกล่าว เนื่องจากอยู่ระหว่างมอบหมายคณะทำงานหาแนวทางที่เหมาะสมในการส่งเสริมการใช้ยางพาราในประเทศตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งสั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประสานกับกระทรวงต่างๆ ซื้อยางพารามาแปรรูปเพื่อใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งจะทำให้ราคายางพาราปรับสูงขึ้น จากปัจจุบันราคายางแผ่นดิบรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 40-42 บาทต่อกิโลกรัม โดยพรรคพลังประชารัฐได้หาเสียงไว้ว่าจะทำให้ราคาเพิ่มขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 65 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร.อ.ธรรมนัสกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ได้มอบหมายคณะทำงานศึกษาการนำยางพารามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์และใช้ประโยชน์หลายรูปแบบ ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะทำโครงการใดและใช้งบประมาณเท่าไร เนื่องจากการใช้งบประมาณแผ่นดินจะต้องเป็นไปด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ซึ่งเชิญผู้แทนสำนักงบประมาณและกรมบัญชีกลางมาให้ข้อเสนอแนะเป็นระยะๆ หากวิธีการใดไม่เหมาะสมจะไม่ปฏิบัติอย่างเด็ดขาด เพื่อให้การใช้งบประมาณแผ่นดินมีความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทั้งเกษตรกรและประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ได้รับการบอกกล่าวและร้องทุกข์จากพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราเป็นจำนวนมาก ถึงสถานการณ์ราคายางพาราตกต่ำลงเรื่อยๆ เพราะพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้เลี้ยงครอบครัวจากการขายยางพาราเพียงอย่างเดียว เมื่อราคาตกก็กระทบต่อรายได้ของครอบครัวที่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน การส่งเสียบุตรหลานเรียนหนังสือ ค่าผ่อนรถยนต์ และดอกเบี้ยเงินกู้ของ ธ.ก.ส. ล้วนแล้วแต่มีความจำเป็นทั้งสิ้น ซึ่งในขณะนี้ราคายางพาราในท้องตลาดราคากิโลกรัมละ 30-35 บาท และมีแนวโน้มจะตกต่ำลงเรื่อยๆ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า แม้ว่านโยบายของรัฐบาลในการประกันรายได้เกษตรกรได้ประกาศใช้แล้วก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเฉพาะหน้า ไม่ทั่วถึงกับเกษตรกรทุกคนเหมือนราคาทั่วไปในท้องตลาด ทำให้ชาวสวนยางพาราทุกคนหวนระลึกถึงยุครัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี 2553 ที่ราคายางพาราสูงถึงกิโลกรัมละ 180-200 บาท ซึ่งโอกาสอย่างนั้นคงไม่มีให้เห็นอีกแล้ว แต่ชาวสวนยางก็คาดหวังเพียงให้ราคายางพารากิโลกรัมละ 60 บาท เท่ากับราคาประกันรายได้เกษตรกรในตอนนี้ เพื่อรัฐบาลจะได้ไม่ต้องแบกภาระส่วนต่างจากราคาประกันรายได้ของเกษตรกร ซึ่งเป็นภาระด้านงบประมาณแผ่นดินของรัฐบาลจำนวนมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับนโยบายประกันรายได้เกษตรกรในจำนวนพืชหลัก 5 ชนิด คือ ข้าว, ข้าวโพด, มันสำปะหลัง, ยางพารา และปาล์มน้ำมัน รัฐบาลได้แก้ปัญหารายได้ให้กับเกษตรกรทุกอาชีพได้ระดับหนึ่ง ยกเว้นเกษตรกรชาวสวนยางพาราเท่านั้น ส่วนเกษตรกรชาวสวนปาล์ม รัฐบาลประกันรายได้ราคาปาล์มน้ำมัน 18% ราคากิโลกรัมละ 4 บาท แต่ขณะนี้ราคาปาล์มน้ำมันขยับสูงขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 6.50 บาท สูงกว่าราคาประกันรายได้เกษตรกรของรัฐบาลแล้ว ทำให้รัฐบาลไม่ต้องชดเชยส่วนต่างใดๆ ทั้งสิ้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเทพไทกล่าวว่า สำหรับราคายางพาราที่ตกต่ำลงเรื่อยๆ ในขณะนี้ นับว่าเป็นความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส ในฐานะที่เป็น ส.ส.คนหนึ่ง ที่มีพื้นที่เลือกตั้งประกอบด้วยเกษตรชาวสวนยางพาราเป็นส่วนใหญ่ จะนำปัญหานี้เข้าหารือในที่ประชุม ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ ในวันที่ 7 ม.ค.ก่อน เพื่อสอบถามปัญหาและแนวทางแก้ไขจากรัฐมนตรีของพรรค ทั้งกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เบื้องต้น ก่อนที่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราจะนัดชุมนุมเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราใจเย็นอีกนิด รอฟังแนวทางแก้ไขปัญหาของรัฐบาลก่อน และตนในฐานะ ส.ส.คนหนึ่งจะไม่นิ่งดูดาย จะทำหน้าที่เป็นปากเสียงให้กับพี่น้องประชาชนอย่างแน่นอน&amp;quot;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่ พล.อ.ประยุทธ์ตำหนิผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลว่าไม่ได้เสนอแนวทางแก้ไขด้วยนั้น นายเทพไทกล่าวว่า วันนี้เมื่อตนเองได้พูดถึงปัญหาราคายางพาราตกต่ำแล้ว จะขอเสนอแนวทางแก้ไขให้รัฐบาลด้วยคือ ขอเสนอให้รัฐบาลจัดงบประมาณปีละ 1 แสนล้าน รับซื้อน้ำยางพารา เพื่อนำไปทำถนนลาดยางในชนบท แก้ปัญหาถนนลูกรังทั่วประเทศ ซึ่งมีระยะทางประมาณ 8-9 แสนกิโลเมตร เป็นการลงทุนปรับโครงสร้างพื้นฐานของคนในชนบทครั้งใหญ่ คุ้มค่าแก้การลงทุน จะได้รับประโยชน์หลายในด้าน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาทิ 1.เป็นการล้างสต๊อกยางทั้งหมด ทำให้ราคายางพาราปรับตัวสูงขึ้น 2.คนในชนบทจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีถนนปลอดฝุ่นใช้สัญจรไปมาในหมู่บ้าน 3.การขนส่งผลผลิตทางการเกษตรออกสู่ตลาดได้คล่องตัว สะดวกสบาย ประหยัดค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม หาก พล.อ.ประยุทธ์รับข้อเสนอดังกล่าวแล้ว เชื่อว่าสามารถแก้ไขปัญหาราคายางพาราได้มากกว่าโครงการทำหมอนยางพาราประชารัฐ 30 ล้านใบ แจกให้กับประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นเพียงนโยบายประชานิยมแบบเดิมๆ เท่านั้น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53818</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาวสวนยาง, ช่วยเหลือเกษตรกรเฉพาะหน้า, ธรรมนัส พรหมเผ่า, นโยบายประกันรายได้เกษตรกร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200104/image_big_5e1097d8eb914.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
