<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>73323</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2020 19:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2020 19:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ล้ม30บาท!เปิดผลโพล&#039;บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ&#039;ยืนที่1นโยบายพรรคการเมืองที่ประชาชนชื่นชอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ส.ค.63- สวนดุสิตโพล เผยแพร่ผลสำรวจ กรณี &amp;ldquo;นโยบายพรรคการเมืองที่ประชาชนชื่นชอบ และสิ่งที่ต้องการให้พรรคการเมืองแก้ไขเร่งด่วน&amp;rdquo; &amp;nbsp;จำนวนทั้งสิ้น 1,328 คน (สำรวจทางออนไลน์ และแบบสัมภาษณ์ตัวต่อตัว) ระหว่างวันที่ 27-30 กรกฎาคม &amp;nbsp;2563 สรุปผลได้ ดังนี้&amp;nbsp;
1. นโยบายพรรคการเมือง ที่ประชาชนชื่นชอบ&amp;nbsp;
อันดับ 1 บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ &amp;nbsp;(พปชร.)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;59.46%
อันดับ 2 โครงระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า/สาธารณสุข (เพื่อไทย)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;41.59%
อันดับ 3 โครงการเราไม่ทิ้งกันช่วยเหลือเยียวยา 5,000 บาท/เดือน (พปชร.) &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;18.08%
อันดับ 4 ประกันรายได้ 5 พืชเกษตร &amp;nbsp;(ปชป.)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;11.35%
อันดับ 5 เบี้ยผู้สูงอายุ/คนพิการ &amp;nbsp; (พปชร.)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.95%
อันดับ 6 นโยบายกัญชาทางการแพทย์ &amp;nbsp;(ภูมิใจไทย)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.27%
อันดับ 7 การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ &amp;nbsp;(พปชร.)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.48%
อันดับ 8 กองทุนหมู่บ้าน &amp;nbsp;(เพื่อไทย)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.02%
อันดับ 9 OTOP &amp;nbsp;(เพื่อไทย) &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.78%
อันดับ 10 นโยบายเด็กแรกเกิด &amp;nbsp;(พปชร.)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.40%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. สิ่งที่ต้องการให้พรรคการเมืองไทย ดำเนินการเร่งด่วนในขณะนี้ &amp;nbsp;
อันดับ 1 &amp;nbsp;ปัญหาด้านเศรษฐกิจ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;49.45%
อันดับ 2 &amp;nbsp;การเร่งแก้ไขปัญหาแพร่ระบายของโรคโควิด-19&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;14.94%
อันดับ 3 &amp;nbsp;ปัญหาการว่างงาน ไม่มีงานทำ ตกงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;8.80%
อันดับ 4 &amp;nbsp;ปราบปรามการทุจริต การเร่งแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;8.16%
อันดับ 5 การพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;7.88%
อันดับ 6 ปัญหาค่าครองชีพสูง &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;6.60%
อันดับ 7 &amp;nbsp;การให้ความช่วยเหลือด้านภาคเกษตร เช่น การปรับขึ้นราคาสินค้าเกษตร/ประกันราคาสินค้าเกษตรฯลฯ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;6.32%
อันดับ 8 &amp;nbsp;ควรร่วมมือกันพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.77%
อันดับ 9 &amp;nbsp;เร่งสร้างความสามัคคี ปรองดองในสังคม&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.32%
อันดับ 10 การสร้างอาชีพที่ยั่งยืน สร้างรายได้ให้กับประชาชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.77%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. สิ่งที่ต้องการให้พรรคการเมืองไทย ช่วยเหลือประชาชนรากหญ้า &amp;nbsp;
อันดับ 1 &amp;nbsp;การให้ความช่วยเหลือด้านภาคเกษตร เช่น การปรับขึ้นราคาสินค้าเกษตร/ประกันราคาสินค้าเกษตรฯลฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;20.92%
อันดับ 2 &amp;nbsp;การสร้างอาชีพที่ยั่งยืน สร้างรายได้ให้กับประชาชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;19.63%
อันดับ 3 &amp;nbsp;ปัญหาการว่างงาน ไม่มีงานทำ ตกงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;13.30%
อันดับ 4 &amp;nbsp;ปัญหาด้านเศรษฐกิจ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;12.75%
อันดับ 5 &amp;nbsp;แก้ไขปัญหาความยากจน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;10.83%
อันดับ 6 &amp;nbsp;การเร่งแก้ไขปัญหาแพร่ระบายของโรคโควิด-19&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;9.63%
อันดับ 7 &amp;nbsp;ปัญหาค่าครองชีพสูง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;9.27%
อันดับ 8 &amp;nbsp;การพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;9.17%
อันดับ 9 &amp;nbsp;ปัญหาหนี้ของประชาชน เช่น หนี้นอกระบบ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.40%
อันดับ 10 การปรับขึ้นเงินเดือน เช่น การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ การขึ้นเงินเดือนของข้าราชการ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.67%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประชาชนให้ความสำคัญเกี่ยวกับปากท้อง ความเป็นอยู่ และด้านสาธารณสุข (สุขภาพ) สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี &amp;nbsp;โดยต้องการให้พรรคการเมืองซึ่งเป็นผู้แทนของประชาชนทำหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และสร้างอาชีพสร้างงานและรายได้ ให้ประชาชนโดยเร่งด่วน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73323</URL_LINK>
                <HASHTAG>นโยบายพรรคการเมือง, พลังประชารัฐ, สวนดุสิตโพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200803/image_big_5f28006687176.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31999</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2019 07:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2019 07:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมัดต่อหมัดเปิดตัวเลขเศรษฐกิจ  รัฐบาล&quot;ปชป.-พท.-ประยุทธ์&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมารองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลให้สัมภาษณ์ว่า &amp;ldquo;ที่ผมฟังแล้วคันหู ก็คือหาว่าเศรษฐกิจเสียหายต้องรีบเข้ามาฟื้นฟู ผมก็งงเหมือนกัน เพราะเมื่อถามรัฐมนตรีคลังว่าที่รายงานเข้ามา รายงานไม่หมดหรืออย่างไร ขอร้องเวลาจะพูดอะไรให้ระมัดระวังด้วย เพราะต่างชาติฟังอยู่เดี๋ยวจะงงว่าตกลงประเทศไทยมีกี่ประเทศกันแน่ ยืนยันเศรษฐกิจของเรายังดีวันดีคืน ขอให้ไปดูตัวเลขให้ดีๆ ไปดูว่าฝรั่งมองไทยอย่างไร&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากคำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวของรองนายกรัฐมนตรี ดูจะขัดแย้งกับสิ่งที่พรรคการเมืองหลายพรรคกำลังหาเสียงในขณะนี้ ที่ว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา 5 ปีนั้นเสียหายมากจนต้องเร่งฟื้นฟู ซึ่งน่าสงสัยว่าเหตุใดมุมมองของรัฐบาลปัจจุบัน จึงต่างจากพรรคการเมืองที่อาสาเข้ามาฟื้นฟูเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก จนเหมือนกับว่าทั้ง 2 ฝ่ายนั้นดูข้อมูลคนละชุดกันอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตัวเลขระดับมหภาคไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวของ GDP, ดุลบัญชีเดินสะพัด, อัตราเงินเฟ้อ และทุนสำรองระหว่างประเทศ ภายใต้ช่วงเวลาที่รัฐบาลปัจจุบันบริหารประเทศนั้น พบว่าล้วนแล้วแต่เป็นตัวเลขที่ขยับดีขึ้นจริง จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดี อัตราเงินเฟ้อต่ำ รายได้จากการส่งออกสินค้าและบริการไปต่างประเทศอยู่ในระดับสูง จนสามารถสร้างรายได้ในรูปเงินตราต่างประเทศเข้าประเทศได้อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ประเด็นที่หลายฝ่ายมาตั้งคำถาม คือ ในเมื่อภาพรวมของเศรษฐกิจดีขึ้นนั้น แต่ประชาชนต่างพูดตรงกันว่าเศรษฐกิจไม่ดีนั้น เศรษฐกิจไปโตอยู่ที่ใคร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจีดีพีของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นภาคการเกษตร และนอกภาคเกษตร จะพบว่าในช่วงที่รัฐบาลคสช.บริหารประเทศนั้น GDP ของภาคการเกษตรในปี 2558 หดตัวสูงสุดถึง 6.46% ก่อนที่จะปรับตัวดีขึ้นจนกลับมาขยายตัวได้อีกครั้งในปี 2560 และ 2561 ทว่า การหดตัวในปี 2557-2559 นั้นเอง ทำให้ขนาดของภาคการเกษตรในพ.ศ. 2561 แทบจะไม่แตกต่างจากปี 2556 หรือ 5 ปีที่ผ่านมาเลย ดังนั้น เกษตรกรไทยที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ จึงไม่ได้ประโยชน์อะไรมากนักจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในขณะที่จีดีพีของนอกภาคการเกษตรมีการขยายตัวเฉลี่ยอย่างต่อเนื่องถึงปีละ 4% ในระหว่างปี 2558-2561 ทำให้ GDP ของนอกภาคการเกษตรในปี 2561 มีการขยายตัวถึง 18% เมื่อเทียบกับปี 2556 คำถาม คือ เหตุใดจึงมีการขยายและการหดตัวของภาคเกษตรและนอกภาคเกษตรอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนั้น ข้อมูลการสำรวจรายได้และค่าใช้จ่ายครัวเรือนระหว่างปี 2558-2560 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติก็เป็นข้อมูลอีกชุดหนึ่ง ที่ย้ำให้เห็นถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของครัวเรือนทั่วไปในประเทศ น่าสังเกตว่าในช่วงเวลา ระหว่างปี 2556-2560 นั้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนเพิ่มขึ้นก็จริง แต่ยังน้อยกว่าค่าใช้จ่ายของครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่นระหว่าง พ.ศ. 2558-2560 รายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียง 31 บาทต่อเดือน ส่วนรายจ่ายเพิ่มขึ้น 280 บาทต่อเดือน หรือหมายความว่า แต่ละครัวเรือนมีรายจ่ายเพิ่มมากว่ารายได้ 249 บาทต่อเดือน ซึ่งผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติดังกล่าวก็สอดคล้องกับความเห็นของพรรคการเมืองต่างๆ ที่ว่าจะต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเศรษฐกิจฐานราก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากตัวเลขทางเศรษฐกิจทั้ง 2 ชุดที่ได้นำเสนอไปนั้น คงพอช่วยให้เห็นภาพได้ว่า แม้สถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศจะฟื้นตัวดีขึ้น แต่ในส่วนของการกระจายผลประโยชน์ที่ได้จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจนั้นยังเป็นปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากลองเปรียบเทียบผลงานรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในรัฐบาลก่อนหน้า เช่น ในช่วงรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่บริหารประเทศระหว่างปี 2554-2557 ก็ทำให้รายได้เฉลี่ยครัวเรือนสูงกว่าค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 300 บาทต่อเดือน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับรัฐบาลสมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เข้ามาบริหารประเทศระหว่าง ปี 2551-2554 ซึ่งขณะนั้นประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตการณ์เศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์ และปัญหาภายในที่เกิดการชุมนุมประท้วงในประเทศอย่างกว้างขวาง แต่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ยังสามารถทำให้ประชาชนมีรายได้เข้ากระเป๋ามากกว่าที่จ่ายออกไปอยู่ประมาณ 1,135 บาทต่อเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ในการเลือกตั้งรอบนี้ พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) มีนโยบาย 10 จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย ที่เน้นปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โครงสร้างภาษีให้เป็นธรรม การประกันรายได้ และการสร้างดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจใหม่หรือ PITI&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่นโยบายของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ จะเน้นพูดกว้างๆ ไม่ลงรายละเอียดภายใต้ 5 มาตรการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ที่ชูประเด็นหลักเรื่องการเติมเงินในมือประชาชน แต่อาจด้วยความกังวลเรื่องตัวเลขงบประมาณจากโครงการ จึงทำให้ครั้งนี้พรรคเพื่อไทยมีภาพของนโยบายไม่ค่อยชัดเจนเมื่อครั้งที่ผ่านมา แต่ยังคงเน้นกลุ่มฐานรากเป็นหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนกลุ่มนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ที่ดูเหมือนจะครอบคลุมทุกอย่าง แต่หลายส่วนก็ยังดูคล้ายคลึงกับนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย(พท.) จนดูไม่ออกว่าใครออกนโยบายมาก่อน เพียงแต่จ่ายมากกว่า จนหลายฝ่ายเองก็เป็นห่วงเรื่องของค่าใช้จ่ายจ่ายที่สูงมากเช่นกัน ที่สำคัญ รัฐบาลนี้ซึ่งคือเนื้อเดียวกับพรรคพลังประชารัฐกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ เพราะเมื่อเทียบกับปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ตลอดจนเทียบการบริหารของรัฐบาลก่อนหน้า 2 ชุด ดูจะมีแนวโน้มว่าความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมากขึ้นไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่รัฐบาลน่าจะต้องเผชิญในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ คือ 1.ภาวะความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ 2.ความเสี่ยงของนโยบายประชานิยมแบบแจกแถม 3.ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเมือง หากจะมีม็อบหรือการประท้วงหลังเลือกตั้ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สิ่งเหล่านี้ก็น่าจะเป็นปัจจัยที่ใช้ประเมินเลือกพรรคการเมืองที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ท่ามกลางกระแสความร้อนแรงของการต่อสู้ทางการเมือง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31999</URL_LINK>
                <HASHTAG>นโยบายพรรคการเมือง, นโยบายพรรคประชาธิปัตย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190323/image_big_5c957fd92662e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31421</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/03/2019 15:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2019 15:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตัดเกรดนโยบายความปลอดภัยการทำงานวิชาชีพสุขภาพ แพทย์ยกให้&#039;อภิสิทธิ์&#039;เข้าใจปัญหามากสุด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 มี.ค.62- นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ ผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา โพสต์ข้อสรุปหลังแพทยสภา แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย และสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทย จัดเสวนาเรื่อง &amp;quot;นโยบายพรรคการเมืองกับความปลอดภัยในการปฏิบัติงานของบุคคลในวิชาชีพสุขภาพเพื่อผู้ป่วย&amp;quot; ไปเมื่อวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีการเชิญแกนนำหลายพรรคร่วมเสวนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.เมธีระบุว่าก่อนพูด เรา เป็นนาย คำพูด หลังพูด คำพูด เป็นนาย เรา อันอ้อยตาล หวานลิ้นแล้วสิ้นซาก
แต่ลมปาก หวานอยู่ มิรู้หาย หวังว่าเป็นพันธะสัญญา ไม่ใช่แค่การหาเสียงชั่วครั้งชั่วคราว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในฐานะผู้ช่วยเลขาธิการฝ่ายกฎหมาย ขอสรุปใจความ ที่ได้ฟัง &amp;quot;ว่าที่&amp;quot; รัฐบาล ได้เสนอประเด็นการดูแลบุคลากรทางการแพทย์ไว้ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณอภิสิทธิ์ทำการบ้านมาดีมาก อาจเพราะมีtutorดี หรือไม่ก็เพราะ รู้ลึก รู้จริงและตั้งใจมาหาทางออกอย่างจริงใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี สิ่งที่คุณอภิสิทธิ์ตอบ คือสิ่งที่ได้พยายามทำไปหลายครั้งแล้ว คือ การร่างกฎหมายเพื่อแก้ไขกม.บัญญติ (แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกม.อาญา)และสบัญญัติ (ออก กม.วิธีพิจารณาคดีทางการแพทย์) แต่ปัญหาที่สำคัญคือ ผู้เกี่ยวข้องตัวจริง (Stakeholder) ไม่ได้มาร่วมเวที...นักกฎหมาย อัยการ ผู้พิพากษา!!!!&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะตลอดสิบปีที่ผ่านมาทุกครั้งที่เข้าไปพบรัฐบาล ครม วิปรัฐบาล วิปฝ่ายค้าน สถาบันตุลาการ รวมทั้งกฤษฎีกา...ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ...&amp;quot;สองมาตราฐาน&amp;quot; ...ทำไม่ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่น่าสนใจ คือ คุณอภิสิทธิ์น่าจะเป็นคนเดียวที่แสดงจุดยืนว่าว่าต้องไปดึงคดีทางการแพทย์ออกจากพรบ.คุ้มครองผู้บริโภค (ซึ่งจริง ๆ แล้ว ต้องเป็นพรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค!!!) ....ด้วยการมีกม.ของตนเอง...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แถมท้ายด้วยว่า...คุณอภิสิทธิ์เป็นคนเดียวที่พูดเรื่อง
(๑) ควรแยกฐานความผิดทางอาญาออกเป็นประมาทเลินเล่อร้ายแรง
(๒) ให้แยกเจตนาดีในการพยายามช่วยชีวิตคน ออกมาจาก ม. 291,300
(๓) Medical Expert Witness เป็นเรื่องสำคัญในการทำความจริงให้ปรากฎ..ว่า..แพทย์พยาบาล กระทำประมาทเลินเล่อร้ายแรง จริงหรือไม่ ...ที่ผ่านมาปล่อยให้พยานกำมะลอไปเที่ยวขึ้นให้การต่อศาล ปล่อยให้เกิดการแพ้ชนะคดีเพราะทนายพูดจนทำให้ศาลเชื่อ ทั้งๆ ที่สิ่งที่พูด ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงทางการแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งสามประเด็น ล้วนมีอยู่แล้วใน ร่าง พรบ.วิธีพิจารณาคดีทางการแพทย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากคุณอภิสิทธิ์ยืนยันในคำพูดของตนเอง ..ก็ต้องขอสรุปว่า ทันที่ที่คุณอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตนย์ ได้เข้าไปมีอำนาจในสภาผู้แทน หรือรัฐบาล..อย่างน้อย พรรคประชาธิปัตย์ต้องสนับสนุน ร่าง พรบ.วิธีพิจารณาคดีทางการแพทย์ เต็มสูบ!!!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคเพื่อไทย นอกเหนือจากประเด็นอาญาและคดีผู้บริโภคแล้ว ยังเพิ่มเติมเรื่องของการแก้ปัญหาการบรรจุพยาบาล..แต่จริงๆ แล้วปัญหาอีกอย่างคือ ทำอย่างไรให้คนไม่ออกจากระบบ ..ไม่งั้นบรรจุเท่าไรก็ไม่พอ ...อย่าลืมว่าจำนวนพยาบาลที่ขาดนี้ แม้จะเติมให้เต็มก็ยังมีปัญหา overworked + underpaid อยู่ดี...ทางออกจริง ๆ คือ ต้องsetมาตรฐานภาระงานว่าต้องมีเท่าไรก่อนเพื่อให้คงstandardไว้ให้ได้ โดยไม่เกิดความเสียหายจากการรักษาพยาบาลผิดพลาด เพราะงานล้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคพลังประชารัฐ...แรก ๆ เหมือนจะOK เพราะเน้นให้รัฐออกกฎหมาย(วิธีพิจารณาคดีทางการแพทย์)เป็นการเฉพาะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ไป ๆ มา ๆ อาจไม่เข้าใจปัญหาลึกพอ ..ที่น่าตกใจคือ สุดท้ายออกทะเลไปว่า ให้มี พรบ.คุ้มครองผู้เสียหาย (ผู้ได้รับผลกระทบ) โดยบอกว่าจะแก้ปัญหาได้ด้วยการจ่ายเงิน จะได้ไม่ต้องมีการฟ้องร้อง!!!!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งนอกจากพรรคพลังประชารัฐแล้ว ดูเหมือนพรรคเพื่อไทย ก็ออกไปในแนวทาง พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายเช่นเดียวกัน...แสดงว่าผู้อภิปรายยังไม่ได้ศึกษาเนื้อหาของ พรบ.คุ้มครองแบบทุกมาตรา ...น่าจะดูแค่ชื่อกม. + หลักการและเหตุผล โดยไม่ได้อ่านเนือหาครบทุกมาตรา. ...จึงทำให้คิดว่าการจ่ายเงินแล้วจะทำให้ไม่มีการฟ้องร้อง ...ตรงกันข้าม ยิ่งจ่ายง่าย ยิ่งล่อเป้าให้เอาแพทย์พยาบาลเป็นเหยื่อ เพื่อให้ได้เงินง่าย ๆ ....แถมในพรบ.นี้จ่ายเงินแล้วยังให้ฟ้องต่อได้อีก!!!!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าตกใจคือ พรรคพลังประชารัฐ ยืนยันว่าจะไม่กำหนดชั่วโมงการทำงาน แบบนักบิน...บอกว่าทำไม่ได้ สงสารคนไข้...แต่ไม่สงสารคนทำงานที่ต้องทำงาน overworked + overload + burnout โดยไม่สนใจว่าจะส่งผลเสียต่อผู้ป่วยด้วย...สรุปคือ พรรคพลังประชารรัฐจะให้แก้ไขด้วยการขอให้เสียสละเหมือนเดิม แต่จะไปผลักดันให้มีพรบ.คุ้มครองแทน!!!!!!!!!!!!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคภูมิใจไทย..ท่านหัวหน้าพรรค คุณอนุทิน กรุณาให้เกียรติมาด้วยตนเอง ...เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์...&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่น่าสนใจคือ การยืนยันว่ารัฐต้องให้ความคุ้มครองบุคลากรทางการแพทย์ เพราะเป็นผู้บังคับให้ทำงานหนัก..โดยการตั้งค้ำประกันความเสียหายและให้อัยการมาช่วย..แต่จริง ๆ แล้วเรามีพรบ.ความรับผิดทางละเมิดอยู่แล้ว...เสียดายที่ไม่ได้ไล่ประเด็นนี้ต่อว่า จะทำอย่างไรเพิ่มเติมให้เป็นรูปธรรม ที่ไม่ซ้ำกับสิ่งที่มีอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.เมธีสรุปว่า ทุกพรรค ให้สัญญาประชาคม ต่อหน้าคนหลายร้อยในห้องประชุมว่า จะแก้ไขปัญหาเรื่องคดีอาญาให้กับบุคลากรทางการแพทย์ เพราะการช่วยชีวิตคน มีเจตนาดีแต่เริ่ม จึงไม่ควรไปล้อเอา ม. 291, 300 ที่มีไว้ใช้กับอาชญกร หรือคนที่เจตนาใช้ข้ออ้างเรื่องประมาทไปทำร้ายคนอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีทางการแพทย์ไม่ควรเป็นคดีผู้บริโภค เพราะหลักการและนิยามของกฎหมาย คดีผู้บริโภค ต่างกับปัญหาที่เกิดขึ้นในคดีทางการแพทย์ จึงควรมีกม.เฉพาะแยกออกมาดูแล เพื่อให้ความเป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่น่าเสียดายที่สุด คือ...ไม่มีพรรคไหนบอกว่าจะลดภาระงานให้เราได้อย่างไร .หลายพรรคพูดเรื่อง 2P Safety แต่นโยบายยังคงเป็นประชานิยม.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31421</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.เมธี วงศ์ศิริวรรณ, นโยบายพรรคการเมือง, มาร์ค-อภิสิทธิ์, แพทยสภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190315/image_big_5c8b5c1f41cfa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31394</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/03/2019 10:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2019 10:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ลุงตู่&#039;ถามพรรคการเมืองแจกแหลกเอาเงินมาจากไหน ลั่นนายกฯคนต่อไปต้องมีธรรมาภิบาลบริหารราชการแผ่นดิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 มี.ค.62- เพจประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha โพสต์ข้อความว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;แคนดิเดตนายกฯพรรคพลังประชารัฐให้ความเห็นถึง การหาเสียงของทุกพรรคการเมือง กรณีการชูนโยบายว่าจะดำเนินการเรื่องใดๆ ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณรัฐจำนวนมาก บางเรื่องก็อาจกระทบต่อภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาคประชาชน ภาคธุรกิจ เอกชน รวมถึงภาครัฐ เช่น ด้านการศึกษา สวัสดิการ การขึ้นค่าแรง ฯลฯ นายกรัฐมนตรีขอยืนยันว่าทุกรัฐบาลจะต้องดำเนินการภายใต้ระเบียบ วิธีการ กฎหมายด้านงบประมาณ การเงิน การคลัง และกฎหมายอื่น ๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะทำได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับรายได้ และสัดส่วนงบประมาณโดยรวมของรัฐ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีทางเดียวที่จะทำได้ตามที่หลายพรรคการเมืองหาเสียงกันไว้คือ รัฐต้องมีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากการจัดเก็บภาษีทั้งทางตรง ทางอ้อม กำไรและรายได้ของรัฐวิสาหกิจ ค่าธรรมเนียมและรายได้อื่นๆ เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวมาไทยให้มากขึ้น และหากงบประมาณไม่เพียงพอก็ต้องกู้เงินซึ่งจะต้องคำนึงถึงหนี้สาธารณะที่จะเพิ่มขึ้นด้วย การขึ้นค่าแรงก็ต้องไม่กระทบต่อการลงทุน การย้ายฐานการผลิต การลงทุน ในขณะที่เรากำลังเร่งรัดการลงทุนในพื้นที่เศรษฐกิจต่าง ๆ เพื่อเพิ่มรายได้ของรัฐ เพิ่มงานเพิ่มอาชีพ และเพิ่มการดูแลสวัสดิการให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย นายกรัฐมนตรีขอยืนยันว่าหากเรายังหารายได้ให้รัฐมากขึ้นไม่เพียงพอ ก็จะไม่สามารถทำตามนโยบายที่หลายพรรคการเมืองหาเสียงไว้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นในการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ว่านายกรัฐมนตรี และรัฐบาลจะเป็นใครพรรคใด จะต้องมีธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน อันได้แก่หลักคุณธรรม ความโปร่งใส ความมีส่วนร่วม ความรับผิดชอบ ความคุ้มค่า เราควรต้องได้นายกรัฐมนตรีแบบนี้ที่มีธรรมาภิบาล บริหารราชการอยู่ในกฎ ระเบียบ กติกา กฎหมาย การจะดำเนินโครงการ และงบประมาณ จะต้องชี้แจงได้ว่าเราจะหางบประมาณมาจากไหน อยู่ในวินัยการเงินการคลังหรือไม่ รัฐบาลจะต้องดูแลประชาชนทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึงทั้งประเทศ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31394</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความโปร่งใส, นโยบายพรรคการเมือง, รายได้เข้ารัฐ, เพจประยุทธ์, เพจลุงตู่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190315/image_big_5c8b1d12a6dad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31252</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/03/2019 17:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/03/2019 17:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลชี้มนุษย์เงินเดือนชอบนโยบาย&#039;ทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 มี.ค.62- ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ความสุข กับ มนุษย์เงินเดือน กรณีศึกษาประชาชนคนวัยทำงานทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,135 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพ ระหว่าง วันที่ 5 - 12 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมา พบว่า ความสุขของมนุษย์เงินเดือน เมื่อนึกถึงเงินในกระเป๋าของตัวเอง มีค่าเฉลี่ยความสุขอยู่ที่ระดับปานกลาง แค่ประคองตัว คือ 5.98 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 81.12 ชอบค่อนข้างมาก ถึง มากที่สุด ต่อ นโยบายที่ว่า อยู่ที่บ้านก็ทำงานได้ ทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ ลดค่าใช้จ่าย ลดปัญหาจราจร ของพรรค ภูมิใจไทย ในขณะที่ ร้อยละ 18.88 ชอบน้อยถึงน้อยที่สุด นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 79.99 ชอบค่อนข้างมาก ถึง มากที่สุด ต่อ นโยบายที่ว่า อยู่ที่บ้านก็เรียนได้ เรียน 4 วันต่อสัปดาห์ ลดค่าใช้จ่าย ลดปัญหาจราจร ของพรรค ภูมิใจไทย ในขณะที่ ร้อยละ 20.01 ชอบ ค่อนข้างน้อย ถึง น้อยที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณา คือ พรรคการเมืองอันดับหนึ่ง ที่ใส่ใจ คนวัยทำงาน และ มนุษย์เงินเดือน มากที่สุด ได้แก่ พรรค ภูมิใจไทย ร้อยละ 21.11 รองลงมาที่สูสีกันมาก คือ พรรค พลังประชารัฐ ได้ร้อยละ 11.00 กับพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 10.64 อันดับสี่ได้แก่ พรรค อนาคตใหม่ ร้อยละ 7.69 อันดับห้าได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ 4.11 อันดับหก ได้แก่ พรรค เสรีรวมไทย ได้ร้อยละ 2.42 และที่เหลือ ร้อยละ 43.03 ระบุอื่น ๆ เช่น ยังไม่รู้ ไม่ทราบ และพรรคอื่น ๆ เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31252</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซูเปอร์โพล, ดร.นพดล กรรณิกา, นโยบายพรรคการเมือง, มนุษย์เงินเดือน, หาเสียง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190313/image_big_5c88d4c74a439.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30222</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/03/2019 08:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/03/2019 08:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พรรคการเมืองประกาศยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลในไทย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเวทีเสวนาจิบน้ำชา หัวข้อ เปิดวิสัยทัศน์ &amp;ldquo;Digital Economy&amp;rdquo; ชูแนวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกยุคใหม่จัดโดย &amp;nbsp;ชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ (ITPC)สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีตัวแทนจากพรรคการเมืองไทย. ร่วมเสนอวิสัยทัศน์ และนโยบาย ในการใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่ามุมมองของพรรคเพื่อไทย. มองว่าเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว. มีเกิดแล้วดับไป. สิ่งสำคัญ คือทำอย่างไรให้คนมีความสมาร์ท. (Smart People) &amp;nbsp;สามารถรู้เท่าทันเทคโนโลยี และสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ กับการทำงาน ธุรกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิต&amp;nbsp;นโยบายของพรรคทั้งหมดต้องใช้ไอซีที เป็นตัวขับเคลื่อน. ทั้งนโยบายเศรษฐกิจ. แก้ปัญหาปากท้องประชาชนและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน. ทั้งบริการสาธารณสุข และบริการภาครัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุติ ไกรฤกธิ์ &amp;nbsp;ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์. กล่าวว่านโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ คือ &amp;nbsp;&amp;ldquo;แก้จน สร้างคน สร้างชาติ&amp;rdquo; &amp;nbsp;ซึ่งหากเข้ามาเป็นรัฐบาล สิ่งแรกที่เร่งดำเนินการด้านดิจิทัลคือสานต่อโครงการศูนย์การเรียนรู้ไอซีทีชุมชน &amp;nbsp;โดยเร่งขยายเพิ่มเป็น10,000แห่ง จากเดิมสร้างไว้ 4,000 แห่ง &amp;nbsp;พร้อมทั้งเปิดให้มีการจ้างงาน 10,000 ตำแหน่ง &amp;nbsp;เพื่อทำหน้าที่ให้ความรู้ไอซีที. และอีคอมเมิร์ซชาวบ้าน. สร้างรายไ้ด้ให้เกิดขึ้นในชุมชน&amp;nbsp;สิ่งสำคัญ ที่ต้องดำเนินการคือการยกระดับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมให้มีความเข้มแข็ง &amp;nbsp;แก้กฏหมายจัดสรรคลื่นความถี่. ให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากทรัพยากรรัฐ. ส่งเสริมไปรษณีย์ไทยให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไกลก้อง ไวทยากร พรรคอนาคตใหม่ &amp;nbsp;กล่าวว่าพรรคอนาคตใหม่มองว่าปัญหาด้านอุตสาหกรรมดิจิทัลของไทยคือ การบังคับใช้กฎหมายเป็นอุปสรรคต่อการเข้ามาลงทุน นอกจากนี้ยังขาดแคลนบุคลากรด้านดิจิทัล. 2-3 ปีที่ผ่านมาเราเร่งโปรโมตสตาร์ทอัพ &amp;nbsp;โดยมีแต่ไอเดีย แต่ไม่มีคนพัฒนา. เกิดปัญหาการแย่งคน. นโยบายพรรคคือการเร่งผลักดันสตาร์ทอัพไทยไปถึงระดับยูนิคอร์น. ขณะเดียวกันต้องเตรียมพร้อมรับมือการเข้ามาของ AI. และหุ่นยนต์. โดยขณะนี้หลายธุรกิจเริ่มได้รับผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ต้องเร่ง การพัฒนา digital singles market ของอาเซียนน่าจะเกิดขึ้นเหมือนกับยุโรปมี มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะที่อาเซียนจะมีความร่วมมือกัน เช่น &amp;nbsp;การโรมมิ่งในภูมิภาคน่าจะเป็นเรทเดียวกัน และมีราคาถูก สำหรับนโยบายของพรรค การขยายเครือข่ายสายไฟเบอร์ เร่งการพัฒนา 5G ขยายฟรีไวไฟโดยให้เอกชน. เช่นร้านอาหาร ร้านกาแฟ เปิดแชร์ไวไฟฟรี. &amp;nbsp; เปิดโอเพ่นดาต้าภาครัฐ เปิดข้อมูลสร้างดาต้าอีโคโนมี่ นำข้อมูลมาขยายมูลค่าทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการศึกษาทดแทนการขาดแคลนเทคโนโลยี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแก้ไขกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิส่วนบุคคล การแก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ปฎิรูปองค์กรบังคับใช้กฎหมายเทคโนโลยีทั้งตำรวจไซเบอร์และองค์กรกำกับ เปิดข้อมูลที่มีความสำคัญและมีมูลค่าของภาครัฐให้ประชาชนและสตาร์ทอัพใช้พัฒนาและสนับสนุนการสร้างระบบนิเวศน์ในการใช้ดาต้าเพื่อการพัฒนา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายฤภพ ชินวัตร พรรคไทยรักษาชาติ กล่าวว่า ปัญหาของอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยน่าจะได้แก่ช่องว่างการเข้าถึงเทคโนโลยีที่คนรากหญ้ายังมีช่องว่างในการเข้าถึง กฎหมายหรือระเบียบทางด้านดิจิทัลไปมุ่งเน้นเรื่องความมั่นคงมากกว่าการส่งเสริม คนไทยมีความสามารถแต่ขาดการส่งเสริมถ้ามีทรัพยากรที่ทุกคนสามารถใช้งานร่วมกันได้น่าจะช่วยในการพัฒนาได้ดีขึ้น สิ่งที่พรรคอยากทำถ้าเป็นรัฐบาลคือเอาเทคโนโลยีมาทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนทำให้มีสมาร์ทซิติเซนต์ คนสามารถใช้แอพพลิเคชั่นช่วยให้คนรับบริการภาครัฐได้ง่ายขึ้นเร็วขึ้น ส่งเสริมให้รักเรียนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและเรียนได้จ่กทุกทีโดยเชิญครูที่มีความรู้ที่เกษียณอายุไปแล้วมาสอน ทำแอพพลิเคชันและบริการที่ยกระดับเมืองให้เป็นสมาร์ทซิตี้จริงๆ ถ้าทำให้คนเข้าถึงทรัพยากรที่มีอยู่ง่ายขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพงษ์ รอบคอบ พรรคท้องถิ่นไทย กล่าวว่า ปัญหาของอุตสาหกรรมดิจิทัลน่าจะได้แก่ปัญหาความไม่เข้าใจ ความไม่เป็นเอกภาพในการใช้งานเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน ความไม่เข้าใจของผู้บริหารที่กำหนดนโยบายไอทีที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงเช่น ความพยายามจัดเก็บรายได้จากการทำอีคอมเมิร์ซ อาจทำให้การทำธุรกิจไม่ราบรื่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นโยบายไอทีของพรรคคือการปลดผู้บริหารสูงสุดทางด้านไอทีที่ไม่มีคุณภาพ บูรณาการระบบการทำธุรกรรมให้มีเอกภาพ ยุบแอพพลิเคชันภาครัฐทั้งหมดให้เป็นแอพพลิเคชันเดียว หรือ ไทยแลนด์แอพพลิเคชัน ส่งเสริมสตาร์ทอัพให้ไปถึงระดับโลก ใช้งานศูนย์ไอซีทีชุมชนให้เป็นศูนย์โอท็อปและฝึกอาชีพ และบูรณาการ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30222</URL_LINK>
                <HASHTAG>Digital Economy, ชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ (ITPC), นโยบายพรรคการเมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190301/image_big_5c788f574df2d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27476</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/01/2019 09:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/01/2019 09:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ว้าว!ตัวแทน 5 พรรคการเมืองขายฝันปฏิรูปตำรวจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ม.ค.62 - ที่โรงแรมสุโกศลเมื่อวันที่ 24 ม.ค.&amp;nbsp;มีการเปิดเวทีเสวนาหัวข้อ &amp;quot;นโยบายพรรคการเมืองต่อการปฏิรูปตำรวจและงานสืบสวน&amp;quot; จัดโดยสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (สปยธ.) เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (คป.ตร.) และมหาวิทยาลัยบูรพา โดยมีตัวแทน 5 พรรคการเมืองเข้าร่วม ได้แก่ พรรคเพื่อไทย (พท.) &amp;nbsp;พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) และพรรคอนาคตใหม่ (อนค.)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้จัดได้กำหนด 5 ประเด็นให้แต่ละพรรคกล่าวถึงนโยบาย ได้แก่ 1.การกระจายอำนาจเป็นตำรวจจังหวัด 2.การแยกงานสอบสวนออกจากตำรวจ 3.การสร้างระบบตรวจสอบการสอบสวนจากภายนอกโดยพนักงานอัยการ และฝ่ายปกครองในคดีสำคัญ หรือเมื่อมีการร้องเรียนตามหลักสากล 4.การออกหมายเรียกผู้ต้องหาหรือเสนอศาลออกหมายจับต้องได้รับความเห็นชอบจากพนักงานอัยการ 5.การโอนตำรวจเฉพาะทาง 11 หน่วยและงานสอบสวนให้กระทรวง ทบวง กรมที่รับผิดชอบ 6.การจัดตั้งศาลจราจรให้เปรียบเทียบปรับคดีจราจร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย พล.ต.ต.มณเฑียร ประทีปะวณิช ตัวแทนพรรค พท.กล่าวว่า เห็นด้วยกับการโอนตำรวจ 11 &amp;nbsp;หน่วย เพราะไม่ได้เป็นการตัดอำนาจสอบสวน และเห็นด้วยกับการตั้งศาลจราจรเพื่อให้ผู้ทำผิดเข็ดหลาบ ปัญหาต่างๆ จะน้อยลง ถ้าเสียค่าปรับก็จะทำผิดอีก แต่ไม่เห็นด้วยที่จะกระจายอำนาจให้เป็นตำรวจจังหวัด ถามว่าจังหวัดมีความพร้อมหรือไม่ ส่วนการแยกการสอบสวนออกจากตำรวจมีตัวอย่างที่ไม่เป็นผลสำเร็จมาแล้ว ทั้งดีเอสไอที่คดีค้างกว่า 3-4 หมื่นคดี ป.ป.ช.ค้าง 4-5 หมื่นคดี ส่วนการเปิดให้อัยการมีส่วนร่วมในการสอบสวน ไม่เห็นด้วยเพราะการร่วมหลายหน่วยไม่ใช่เรื่องง่าย แทนที่จะเร็วก็อาจจะช้าในการปฏิบัติ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ตัวแทนพรรค ปชป.กล่าวว่า เห็นด้วยกับการกระจายอำนาจ แต่ไม่เห็นด้วยที่นำไปผูกกับอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะเดิมทีตำรวจขึ้นกับมหาดไทยก็มีปัญหามากมาย &amp;nbsp;ตอนนี้ขึ้นกับสำนักนายกฯ จะมีหลักประกันอะไรในการแต่งตั้งโยกย้ายของผู้ว่าฯ จะรู้หรือว่าตำรวจคนนั้นเป็นอย่างไร ต้องยกระดับตำรวจให้เป็นอธิบดีภาคให้หมด ส่วนการแยกการสอบสวนออกจากตำรวจเห็นด้วย แต่ถามว่าหน่วยไหนจะรับงานไป อัยการก็ยังไม่เอา คิดว่างานสอบสวนจะต้องอยู่กับตำรวจต่อไป เห็นด้วยที่คนภายนอกมาร่วมตรวจสอบ เห็นด้วยกับการโอน 11 หน่วยเฉพาะทางเพราะบางเรื่องตำรวจไม่มีความรู้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร.ต.อ.ดร.จอมเดช ตรีเมฆ ตัวแทนพรรค รปช.กล่าวว่า สนับสนุนตำรวจจังหวัด แต่ที่มาของผู้ว่าฯ ต้องชัดเจนก่อนว่าจะมีคุณภาพจริง ไม่ถูกแทรกแซงทางการเมือง เห็นด้วยที่แยกงานสอบสวนออกจากตำรวจเพราะงานหนักจริงๆ สิ่งที่ควรทำคือรับเจ้าหน้าที่นิติศาสตร์เข้ามาโดยเฉพาะ ให้เข้าเป็นพนักงานสอบสวน และมีความก้าวหน้าเหมือนอัยการและผู้พิพากษาได้ เห็นด้วยที่มีคนภายนอกมาช่วยตรวจสอบตำรวจ แต่อยากให้มองในมุมช่วยกันทำงานดีกว่า อย่างเช่นเก็บพยานหลักฐาน บางครั้งอยากให้โรงพยาบาลมาช่วย เห็นด้วยในการโอน 11 หน่วยงานที่ไม่เกี่ยวกับคดีอาญา แต่ให้สอบถามเจ้าหน้าที่ก่อนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนกับตำรวจดับเพลิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสัมพันธ์ แป้นพัฒน์ ตัวแทนพรรค ชทพ.กล่าวว่า เห็นด้วยกับการกระจายอำนาจ ส่วนจะให้ตำรวจไปขึ้นกับใคร ให้คนของเขาดูแลคนของเขา จะออกมาเป็นภาคหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ต้องมีการถ่วงดุล ให้คณะกรรมการประจำจังหวัดที่มีนักธุรกิจ ประชาชน ข้าราชการเข้ามามีส่วนร่วม ในอดีตพนักงานสอบสวนคือฝ่ายปกครอง ซึ่งตำรวจไม่อยากได้ก็คืนกลับไปฝ่ายปกครอง ไม่เห็นด้วยหากให้อัยการออกหมายเรียกและหมายจับเป็นการเพิ่มภาระ แต่เห็นด้วยที่โอนตำรวจ 11 หน่วยให้ แต่ต้องค่อยทำค่อยไปไม่ต้องบังคับว่าเขาต้องไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.ต.ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ ตัวแทนพรรค อนค.กล่าวว่า พนักงานสอบสวนเงินเดือนยังน้อย คนจึงเป็นพนักงานสอบสวนน้อย ต้องเพิ่มเงินเดือนให้ใกล้เคียงกับอัยการกับศาล เพิ่มระบบสอบเข้าให้ยากเหมือนอัยการเพื่อจะช่วยเพิ่มดุลพินิจให้ดีขึ้น ปัญหาปัจจุบันคือตำรวจมีคดีในมือเยอะ โรงพักขาดทรัพยากร ก็ต้องจัดลำดับความสำคัญ คือคดีดัง คนรวย คนมีเส้น ส่วนคนดี คนจนจึงถูกละเลย เกิดความไม่เท่าเทียม ต้นตอคือมีสายบังคับบัญชาที่ยาวเกินไป ถ้าตัดสายบังคับบัญชาก็จะตัดระบบอุปถัมภ์ได้ด้วย ส่วนการให้อัยการมีอำนาจออกหมายเรียกหมายจับเป็นการเพิ่มขั้นตอน ทำให้รอบคอบแต่ช้าขึ้นและเพิ่มภาระงาน อาจจะมีการเพิ่มงบมากขึ้น ทำให้ขั้นตอนสั้นลงจะดีกว่าด้วยการปฏิรูปโครงสร้าง แยกฝ่ายจับกับสอบสวนออกจากกัน.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27476</URL_LINK>
                <HASHTAG>นโยบายพรรคการเมือง, ปฏิรูปตำรวจ, ยกเครื่องวงการตำรวจ, วงการสีกากี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190124/image_big_5c49c8af92e19.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
