<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>31999</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2019 07:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2019 07:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมัดต่อหมัดเปิดตัวเลขเศรษฐกิจ  รัฐบาล&quot;ปชป.-พท.-ประยุทธ์&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมารองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลให้สัมภาษณ์ว่า &amp;ldquo;ที่ผมฟังแล้วคันหู ก็คือหาว่าเศรษฐกิจเสียหายต้องรีบเข้ามาฟื้นฟู ผมก็งงเหมือนกัน เพราะเมื่อถามรัฐมนตรีคลังว่าที่รายงานเข้ามา รายงานไม่หมดหรืออย่างไร ขอร้องเวลาจะพูดอะไรให้ระมัดระวังด้วย เพราะต่างชาติฟังอยู่เดี๋ยวจะงงว่าตกลงประเทศไทยมีกี่ประเทศกันแน่ ยืนยันเศรษฐกิจของเรายังดีวันดีคืน ขอให้ไปดูตัวเลขให้ดีๆ ไปดูว่าฝรั่งมองไทยอย่างไร&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากคำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวของรองนายกรัฐมนตรี ดูจะขัดแย้งกับสิ่งที่พรรคการเมืองหลายพรรคกำลังหาเสียงในขณะนี้ ที่ว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา 5 ปีนั้นเสียหายมากจนต้องเร่งฟื้นฟู ซึ่งน่าสงสัยว่าเหตุใดมุมมองของรัฐบาลปัจจุบัน จึงต่างจากพรรคการเมืองที่อาสาเข้ามาฟื้นฟูเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก จนเหมือนกับว่าทั้ง 2 ฝ่ายนั้นดูข้อมูลคนละชุดกันอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตัวเลขระดับมหภาคไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวของ GDP, ดุลบัญชีเดินสะพัด, อัตราเงินเฟ้อ และทุนสำรองระหว่างประเทศ ภายใต้ช่วงเวลาที่รัฐบาลปัจจุบันบริหารประเทศนั้น พบว่าล้วนแล้วแต่เป็นตัวเลขที่ขยับดีขึ้นจริง จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดี อัตราเงินเฟ้อต่ำ รายได้จากการส่งออกสินค้าและบริการไปต่างประเทศอยู่ในระดับสูง จนสามารถสร้างรายได้ในรูปเงินตราต่างประเทศเข้าประเทศได้อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ประเด็นที่หลายฝ่ายมาตั้งคำถาม คือ ในเมื่อภาพรวมของเศรษฐกิจดีขึ้นนั้น แต่ประชาชนต่างพูดตรงกันว่าเศรษฐกิจไม่ดีนั้น เศรษฐกิจไปโตอยู่ที่ใคร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจีดีพีของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นภาคการเกษตร และนอกภาคเกษตร จะพบว่าในช่วงที่รัฐบาลคสช.บริหารประเทศนั้น GDP ของภาคการเกษตรในปี 2558 หดตัวสูงสุดถึง 6.46% ก่อนที่จะปรับตัวดีขึ้นจนกลับมาขยายตัวได้อีกครั้งในปี 2560 และ 2561 ทว่า การหดตัวในปี 2557-2559 นั้นเอง ทำให้ขนาดของภาคการเกษตรในพ.ศ. 2561 แทบจะไม่แตกต่างจากปี 2556 หรือ 5 ปีที่ผ่านมาเลย ดังนั้น เกษตรกรไทยที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ จึงไม่ได้ประโยชน์อะไรมากนักจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในขณะที่จีดีพีของนอกภาคการเกษตรมีการขยายตัวเฉลี่ยอย่างต่อเนื่องถึงปีละ 4% ในระหว่างปี 2558-2561 ทำให้ GDP ของนอกภาคการเกษตรในปี 2561 มีการขยายตัวถึง 18% เมื่อเทียบกับปี 2556 คำถาม คือ เหตุใดจึงมีการขยายและการหดตัวของภาคเกษตรและนอกภาคเกษตรอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนั้น ข้อมูลการสำรวจรายได้และค่าใช้จ่ายครัวเรือนระหว่างปี 2558-2560 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติก็เป็นข้อมูลอีกชุดหนึ่ง ที่ย้ำให้เห็นถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของครัวเรือนทั่วไปในประเทศ น่าสังเกตว่าในช่วงเวลา ระหว่างปี 2556-2560 นั้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนเพิ่มขึ้นก็จริง แต่ยังน้อยกว่าค่าใช้จ่ายของครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่นระหว่าง พ.ศ. 2558-2560 รายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียง 31 บาทต่อเดือน ส่วนรายจ่ายเพิ่มขึ้น 280 บาทต่อเดือน หรือหมายความว่า แต่ละครัวเรือนมีรายจ่ายเพิ่มมากว่ารายได้ 249 บาทต่อเดือน ซึ่งผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติดังกล่าวก็สอดคล้องกับความเห็นของพรรคการเมืองต่างๆ ที่ว่าจะต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเศรษฐกิจฐานราก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากตัวเลขทางเศรษฐกิจทั้ง 2 ชุดที่ได้นำเสนอไปนั้น คงพอช่วยให้เห็นภาพได้ว่า แม้สถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศจะฟื้นตัวดีขึ้น แต่ในส่วนของการกระจายผลประโยชน์ที่ได้จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจนั้นยังเป็นปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากลองเปรียบเทียบผลงานรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในรัฐบาลก่อนหน้า เช่น ในช่วงรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่บริหารประเทศระหว่างปี 2554-2557 ก็ทำให้รายได้เฉลี่ยครัวเรือนสูงกว่าค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 300 บาทต่อเดือน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับรัฐบาลสมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เข้ามาบริหารประเทศระหว่าง ปี 2551-2554 ซึ่งขณะนั้นประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตการณ์เศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์ และปัญหาภายในที่เกิดการชุมนุมประท้วงในประเทศอย่างกว้างขวาง แต่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ยังสามารถทำให้ประชาชนมีรายได้เข้ากระเป๋ามากกว่าที่จ่ายออกไปอยู่ประมาณ 1,135 บาทต่อเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ในการเลือกตั้งรอบนี้ พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) มีนโยบาย 10 จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย ที่เน้นปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โครงสร้างภาษีให้เป็นธรรม การประกันรายได้ และการสร้างดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจใหม่หรือ PITI&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่นโยบายของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ จะเน้นพูดกว้างๆ ไม่ลงรายละเอียดภายใต้ 5 มาตรการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ที่ชูประเด็นหลักเรื่องการเติมเงินในมือประชาชน แต่อาจด้วยความกังวลเรื่องตัวเลขงบประมาณจากโครงการ จึงทำให้ครั้งนี้พรรคเพื่อไทยมีภาพของนโยบายไม่ค่อยชัดเจนเมื่อครั้งที่ผ่านมา แต่ยังคงเน้นกลุ่มฐานรากเป็นหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนกลุ่มนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ที่ดูเหมือนจะครอบคลุมทุกอย่าง แต่หลายส่วนก็ยังดูคล้ายคลึงกับนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย(พท.) จนดูไม่ออกว่าใครออกนโยบายมาก่อน เพียงแต่จ่ายมากกว่า จนหลายฝ่ายเองก็เป็นห่วงเรื่องของค่าใช้จ่ายจ่ายที่สูงมากเช่นกัน ที่สำคัญ รัฐบาลนี้ซึ่งคือเนื้อเดียวกับพรรคพลังประชารัฐกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ เพราะเมื่อเทียบกับปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ตลอดจนเทียบการบริหารของรัฐบาลก่อนหน้า 2 ชุด ดูจะมีแนวโน้มว่าความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมากขึ้นไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่รัฐบาลน่าจะต้องเผชิญในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ คือ 1.ภาวะความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ 2.ความเสี่ยงของนโยบายประชานิยมแบบแจกแถม 3.ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเมือง หากจะมีม็อบหรือการประท้วงหลังเลือกตั้ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สิ่งเหล่านี้ก็น่าจะเป็นปัจจัยที่ใช้ประเมินเลือกพรรคการเมืองที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ท่ามกลางกระแสความร้อนแรงของการต่อสู้ทางการเมือง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31999</URL_LINK>
                <HASHTAG>นโยบายพรรคการเมือง, นโยบายพรรคประชาธิปัตย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190323/image_big_5c957fd92662e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30814</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2019 13:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2019 13:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;มาร์ค&#039;เมินกระแสตีกลับเลือก&#039;บิ๊กตู่&#039;หลังยุบทษช. เพราะปชช.ยังไม่ตัดสินใจอีกตั้ง 40%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 มี.ค.62 -​ ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กรณีภายหลังที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ(ทษช.) จนเกิดกระแสตีกลับให้เลือกพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่า ขึ้นอยู่กับประชาชนจะตัดสินใจอย่างไร และกว่าจะถึงวันเลือกตั้งยังมีเวลาพอสมควร การสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ส่วนใหญ่ร้อยละ 40 ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจ ซึ่งประชาชนคงรอดูนโยบายและจุดยืนทางการเมืองของแต่ละพรรคการเมือง เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าได้สิ่งที่ดีที่สุด ดังนั้น จึงไม่มีใครตอบได้ว่าหลังทษช.ถูกยุบที่สุดจะส่งผลต่อผลการเลือกตั้งอย่างไร สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ก็จะเดินหน้าหาเสียงแจงนโยบาย และทำความชัดเจนในหลายเรื่อง อย่างในวันที่ 9 มี.ค. นี้ เราจะแถลงนโยบายด้านเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อขาวถามถึงความกังวลที่มีการปลุกกระแสให้พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯต่อ และขอให้นายอภิสิทธิ์รอก่อน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยู่ที่ประชาชน และเชื่อว่าที่สุดประชาชนต้องตัดสินใจอยู่แล้ว ประชาธิปัตย์ก็ทำหน้าที่ตามปกติ ตรงไปตรงมา ทำหน้าที่พรรคการเมืองในแบบสากล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าการที่พรรคทษช.ถูกยุบ จะส่งผลต่อประชาธิปัตย์อย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในส่วนของแต่พื้นที่ว่ามีใครแข่งขันกันบ้าง คนที่สนับสนุนทษช.เดิม เขามีแนวความคิดอย่างไร ซึ่งแต่ละพื้นที่เงื่อนไขไม่เหมือนกัน จะตอบโดยรวมไม่ได้ เดิมพรรคทษช.ส่งผู้สมัครส.ส.ลงในเขตที่พรรคเพื่อไทยไม่ได้ส่ง ซึ่งพรรคไม่ได้มีการวิเคราะห์อะไร มีแต่เพียงว่าในแต่ละพื้นที่รายงานผลผู้แข่งขันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง ไม่มีอะไรมากกว่านั้น ส่วนแนวทางการหาเสียงของพรรคยังคงเหมือนเดิม ส่วนความวุ่นวายจากการยุบพรรคทษช.นั้น คิดว่าดูจากสถานการณ์ตอนนี้ไม่น่าจะมีอะไรวุ่นวาย.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30814</URL_LINK>
                <HASHTAG>นโยบายพรรคประชาธิปัตย์, มาร์ค อภิสิทธิิ์, เลือกตั้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190308/image_big_5c82026ca1b59.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29204</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/02/2019 15:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/02/2019 15:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สนธิรัตน์&#039;ตอก&#039;กรณ์&#039;ใจแคบหวงนโยบาย ลั่นงมารดาประชารัฐ&#039;ไม่ได้ก็อปปี้ใคร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.พ.62 - นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่านโยบายมารดาประชารัฐของพรรคพลังประชารัฐ ลอกเลียนแบบนโยบายเกิดปั๊บรับแสนของพรรคประชาธิปัตย์ว่า นโยบายมารดาประชารัฐ ของเราเป็นการลงทุนในเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญของชาติ&amp;nbsp; เราจึงให้ความสำคัญตั้งแต่พัฒนาการตั้งแต่สตรีตั้งท้อง คลอดออกมาและเลี้ยงดูจนถึง 6 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงวัยสำคัญที่สุดของพัฒนาการในวัยเด็ก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการพรรค พปชร. กล่าวว่า พรรคพลังประชารัฐมี 2 วัตถุประสงค์ที่แฝงในนโยบายมารดาประชารัฐ คือ การแก้ปัญหาโครงสร้างประชากร และขณะเดียวกันก็ต้องการให้เด็กมีคุณภาพ ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาให้ได้รับโภชนาการทางอาหารที่มีคุณภาพ ดังนั้นจึงไม่เห็นด้วยกับการที่จะกล่าวหาว่านโยบายนี้ไปซ้ำซ้อนกับพรรคอื่นนั้น เพราะเป็นเรื่องที่ต่างคนต่างคิด อีกทั้งเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น หลายประเทศดำเนินการแล้วได้ผลดี พรรคพลังประชารัฐก็มีคณะทำงานด้านนโยบายที่ได้ศึกษาจากหลายๆประเทศมาประยุกต์ให้เข้ากับบริบทของประเทศไทย จนออกมาเป็นนโยบายมารดาประชารัฐดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมไม่คิดว่าเป็นการลอกเลียนนโยบายหรือซ้ำซ้อนกันแต่อย่างไร คิดว่าแต่ละพรรคการเมืองก็ต้องคิดในการนำเสนอสิ่งที่ดีให้กับประเทศ&amp;rdquo; นายสนธิรัตน์ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดิน ภบท.5 ในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ว่า เราได้รับทราบปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นอย่างดี และได้บรรจุการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัยของประชาชนเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของพรรคด้วย เช่น นโยบาย ส.ป.ก.4.0 ที่ได้นำเสนอออกมาเป็นระยะๆ ส่วนเรื่องาที่ดิน ภบท.5 ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน คณะทำงานของพรรคก็จะได้แสวงหาทางออกให้สอดรับกับทิศทางที่ดำเนินการมาแล้ว โดยหลักการต้องมีการแสวงหาทางในการใช้ประโยชน์ที่ดิน ภบท.5 ให้ได้ แต่จะจัดการอย่าวไรขึ้นอยู่กับลักษณะของแต่ละปัญหา ถือเป็นเรื่องที่ซับซ้อน และมีโจทย์สำคัญว่า ต้องไม่ตกไปอยู่ในมือของนายทุน และนำไปใช้ประโยชน์อื่นที่ไม่ตรงวัตถุประสงค์ด้วย.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29204</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรณ์ จาติกวณิช, นโยบายพรรคประชาธิปัตย์, นโยบายพรรคพลังประชารัฐ, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181126/image_big_5bfbe727c1e43.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28534</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/02/2019 11:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/02/2019 11:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กรณ์&#039; ชูจุดแข็งนโยบายประชาธิปัตย์ชัดเจนกว่าพรรคอื่น ใช้เวลา 5 ปีทำงานไม่หยุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ก.พ.62 - นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การทำงานนโยบายครั้งนี้ของประชาธิปัตย์แตกต่างไปจากอดีต เนื่องจากมีเวลาถึง 5 ปี ทำงานกันทุกวันในการติดตามปัญหาของคนทุกกลุ่มในสังคมกลั่นกรองและคิดค้นนโยบายจนออกมาเป็น &amp;ldquo;แก้จน สร้างคน สร้างชาติ&amp;rdquo; และเป็นกรอบที่สามารถดำเนินการได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นโยบายที่ต้องดำเนินการไปพร้อมกันเริ่มจากแก้จนด้วยการเพิ่มรายได้ ลดหนี้สิน ลดค่าใช้จ่าย&amp;nbsp;สร้างคนโดยการมองไประยะยาวเพิ่มขึ้น ตอบโจทย์ขีดความสามารถในการแข่งขันคนไทย ศักยภาพคนไทย ตอบโจทย์สังคมสูงอายุ การลดความเหลื่อมล้ำที่แท้จริงคือการเพิ่มความรู้ ความเหลื่อมล้ำที่เป็นปัญหาต่ออนาคตมากที่สุดคือ การเข้าถึงการศึกษา และ สร้างชาติ คือวิสัยทัศน์การสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศ ความเข้มแข็งและมั่นคงให้กับสังคมได้แก่ แก้ปัญหายาเสพติด ปฏิรูปการบริหารประเทศ ซึ่งเป็นที่มาของการกระจายอำนาจ ทุกเรื่องที่กล่าวมาคือ หลักคิดจากการกระจายอำนาจ เช่น เลือกผู้ว่าทุกจังหวัด หรือย้อนไปสร้างคนเรื่องการศึกษาก็จะแก้ด้วยการกระจายอำนาจทางการศึกษา ชุมชนเป็นเจ้าของโรงเรียน&amp;rdquo; รองหัวหน้าพรรประชาธิปัตย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรณ์ กล่าวว่า จุดแข็งนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้เรามีความชัดเจนมากกว่าทุกพรรค อาจจะมีวาทกรรมประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ แต่ในเนื้อหาสาระของการบริหาร การทำนโยบายที่จับต้องได้ ไม่ค่อยเห็นพรรคอื่นๆที่สามารถชี้แจงออกมาได้ ส่วนของเราชัดเจนตั้งแต่เดือนธันวาคม และเริ่มลงรายละเอียดในแต่ละพื้นที่ด้วยซ้ำไป เช่น ล่าสุดไปสมุทรสาคร ก็ชัดเจนสำหรับนโยบายเชิงลึกของจังหวัดที่เชื่อมโยงกับแนวทางหลักของพรรคนั่นคือ &amp;ldquo;แก้จน สร้างคน สร้างชาติ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28534</URL_LINK>
                <HASHTAG>#เลือกตั้ง, กรณ์ จาติกวณิช, นโยบายพรรคประชาธิปัตย์, ปชป., รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, แก้จน สร้างคน สร้างชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190207/image_big_5c5baf0a5bb54.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26708</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/01/2019 11:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/01/2019 11:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;มาร์ค&#039;ถือฤกษ์วันครูแถลงนโยบาย 4 ข้อยกดับระดับครูไทยเล็งขึ้นเงินเดือน-ปลดหนี้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ม.ค.62 - ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค และประธานกรรมการนโยบาย ร่วมกันแถลงนโยบายยกระดับครูไทย ว่า วันนี้ทุกข์ของครูทั่วประเทศ คือ การมีภาระหน้าที่ที่ไม่ได้เกี่ยวกับการทำให้ลูกหลานมีการเรียนการสอนดีขึ้น ทั้งงานธุรการ งานประเมินต่างๆ รวมทั้งงานที่จำเป็นต้องทำเพื่อความเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ ซึ่งทำให้ครูทุกข์และยังบั่นทอนเวลาที่จะต้องนำไปให้กับลูกหลานโดยเฉพาะเวลาสอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีทุกข์ในระบบการบริหารจัดการการศึกษาที่รวมศูนย์และซับซ้อน โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ออกคำสั่งนำผู้ว่าราชการจังหวัดทับซ้อนโครงการทางการศึกษาเดิม ยิ่งทำให้การทำงานของครูลำบาก ล่าช้า ในขณะที่ความเปลี่ยนแปลงของโลกเกิดขึ้นรวดเร็ว ดังนั้น ปชป. ขอย้ำว่าถ้ามีโอกาสเข้าไปบริหารงานด้านการศึกษา เราก็สานต่อนโยบายที่สำคัญของเรา ประกอบด้วย 1.สานต่อนโยบาย &amp;ldquo;คืนครูให้นักเรียน&amp;rdquo; ซึ่งหมายถึงการจ้างบุคลากรมาช่วยแบ่งเบางานธุรการและงานอื่นๆของครู รวมถึงเราจะลดภาระเกี่ยวกับการรายงาน ประเมินต่างๆ การทำวิทยฐานะเพื่อความก้าวหน้าทางวิชาชีพ ตรงนี้เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยปลดปล่อยเวลาที่ครูสูญเสีย เพื่อนำเวลานั้นมาให้ความรู้แก่ลูกหลานของเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า 2.เน้นกระจายอำนาจมากกว่าในอดีต ต้องลงถึงระบบโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นการให้โรงเรียนตัดสินใจบริหารงบประมาณ สร้างทรัพยากรให้สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่มากขึ้น สร้างหลักสูตรที่สามารถปรับให้สอดคล้องกับความต้องการในชุมชนและท้องถิ่นได้มากขั้น ซึ่งการกระจายอำนาจตรงนี้จะเป็นอีกมาตรการที่สำคัญให้ครูได้ทำงานได้เต็มที่มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;3.เพิ่มผลตอบแทนและสิทธิประโยชน์ของครู ซึ่งต้องสอดคล้องกับการเป็นวิชาชีพชั้นสูง การมีระบบบัญชีเงินเดือนที่มีความก้าวหน้าโดยผูกโยงกับผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติหน้าที่ของครู ซึ่งคือการวัดการพัฒนาในตัวเด็กนักเรียน หากระบบนี้เข้ามาพรรคมั่นใจจะทำให้ครูมีแรงจูงใจในการทำหน้าที่ได้ดีขึ้น และยังเป็นตัวกระตุ้นที่สำคัญทำให้เด็กนักเรียนได้รับการพัฒนา 4.ต้องมีครูยุคใหม่ และดึงคนเก่งเข้าสู่วิชาชีพครูมากยิ่งขึ้น จนถึงเปิดช่องทางและแรงจูงใจให้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถสนใจประกอบอาชีพครู ทั้งหมดเป็นนโยบายของพรรคที่อยากนำเสนอในวันครูแห่งชาติ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการศึกษาและการแก้จน สร้างคน สร้างชาติของพรรคที่จะนำเสนอต่อประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้&amp;rdquo; หัวหน้าพรรคปชป. กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงนโยบายการปลดหนี้ครู ว่า หนี้สินส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากความคาดหวังในแง่สถานภาพทางสังคม เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดหนี้สิน แต่ไม่มีอะไรจะช่วยแก้หนี้สินได้ยั่งยืนเท่ากับการเพิ่มรายได้ ดังนั้น มาตรการเกี่ยวกับหนี้สินพิจารณาเป็นการเฉพาะได้ แต่จะไม่ยั่งยืนหากรายได้ไม่เพิ่มขึ้น การเพิ่มค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์นั้น สมัยที่เราเป็นรัฐบาลได้มีการเพิ่มเงินเดือนให้กับครูมากที่สุดครั้งหนึ่ง และเชื่อว่าขณะนี้มีความจำเป็นต้องเพิ่มค่าตอบแทนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเราสามารถที่จะสร้างระบบของการเพิ่มเงินเดือนหรือสิทธิประโยชน์ที่ผูกกับผลลัพท์ในการทำงานและการพัฒนา เราคิดว่าจะเป็นแรงจูงใจที่สำคัญ และยืนยันว่าเราพร้อมที่จะลงทุน เพราะถือว่าการลงทุนในระบบการศึกษาทั้งหมด เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่คุ้มค่าที่สุด.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26708</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรณ์ จาติกวณิช, ขึ้นเงินเดือนครู, ครุ, นโยบายพรรคประชาธิปัตย์, มาร์ค อภิสิทธิ์, วันครู, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190116/image_big_5c3eb82d58987.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26130</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/04/2026 13:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/01/2019 11:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เด็กปชป.ชู&#039;เกิดปั๊บรับสิทธิ์แสน&#039;ข่มแปลงสปก.4-01เป็นที่ดินทองคำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ม.ค.62 &amp;nbsp;- นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ กรรมการนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงนโยบายของหลายพรรคว่า วันนี้เรามีพระราชบัญญัติประกอบพรรคการเมือง ที่กำหนดเงื่อนไข 3 ประการ ในการทำนโยบายของพรรคการเมืองทุกพรรค คือ 1.วงเงินที่มาของเงินที่จะใช้ 2.ความคุ้มค่า 3.ผลกระทบและความเสี่ยง ซึ่งทั้งหมดก็เพื่อวินัยการเงินการคลังที่ดี และป้องกันนโยบายประชานิยมที่นำไปสู่การคอร์รัปชัน และนำพาประเทศไปสู่ความสูญเสียแบบในอดีต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุฤทธิ์ กล่าวว่าวันนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องพิจารณาดูนโยบายของทุกพรรคการเมือง ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว เช่น การที่พรรคการเมืองบางพรรคคิดจะออกนโยบายนำที่ดิน ส.ป.ก.มาออกเป็นโฉนด ซึ่งทำให้หลายฝ่ายเป็นกังวลว่า ที่สุดนโยบายดังกล่าวจะทำให้ที่ดิน ส.ป.ก.ไปตกอยู่ในมือของนายทุน ผู้มีทุนซึ่งจะมากว้านซื้อที่ ส.ป.ก.ภายหลังจากออกเป็นโฉนดแล้ว&amp;nbsp;


แทงบอลวันนี้ และเกษตรกรก็จะไม่มีที่ทำกินเหมือนเดิม และจะต้องไปเช่าที่นายทุนเพื่อทำเกษตรกรต่อ หรือต้องไปบุกรุกป่าเพื่อหาที่ทำกินใหม่ แล้วป่าก็จะหมดประเทศ ดังนั้น การนำที่ ส.ป.ก.ไปออกโฉนดจึงน่าที่จะมีผลกระทบต่อประเทศในระยะยาว&amp;nbsp;


สล็อต789&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรรมการนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ทุกนโยบายที่เราคิด อยู่บนพื้นฐานของการแก้ปัญหาความจน ลดความเหลื่อมล้ำ&amp;nbsp;


เว็บแทงหวย และไม่ขัดต่อกรอบของกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเกิดปั๊บรับสิทธิ์แสน โฉนดสีฟ้า ประกันรายได้คนไทย เรียนฟรีถึง ปวส.หรือปะฉะดะ ยาเสพติด ทุก&amp;nbsp;


เว็บสล็อตเว็บทดลอง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26130</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์, นโยบายพรรคประชาธิปัตย์, ปชป., พรรคประชาธิปัตย์, เกิดปั๊บรับสิทธิ์แสน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190109/image_big_5c35716227bad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25290</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2026 19:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/12/2018 12:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปชป.-มือปราบหูดำ&#039;เปิดนโยบาย&#039;ไม่เกรงใจใคร ปะ-ฉะ-ดะ ยาเสพติด&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
28ธ.ค.61-ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคปชป. พร้อมด้วยพล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้สมัครสส.กทม. เขตหลักสี่และจตุจักร และนายอันวาร์ สาและ อดีตสส.ปัตตานี ร่วมแถลงนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง เรื่องยาเสพติด ภายใต้สโลแกน &amp;ldquo;ไม่เกรงใจใคร ปะ-ฉะ-ดะ ยาเสพติด&amp;rdquo; โดยพล.ต.ต.วิชัย กล่าวว่า สมัยเป็นตำรวจดูแลเรื่องยาเสพติดในพื้นที่กทม. ดังนั้นเมื่อมาทำงานกับพรรคจึงเสนอตัวแก้ไขในเรื่องดังกล่าว โดยมีนโยบาย ปะ ฉะ ดะ เริ่มจาก 1.การยกระดับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ให้มีอำนาจสอบสวนเทียบเท่าตำรวจ โดยป.ป.ส.สามารถทำสำนวนส่งอัยการฟ้องไม่ต้องผ่านตำรวจ นอกจากจะเป็นการแบ่งเบางานตำรวจเหมือนกับที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)แบ่งงานจากกองปราบแล้วนั้น ยังเป็นการค้านอำนาจรัฐและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเป็นมาตรการป้องกันและปราบปรามผู้กระทำผิดได้ดียิ่งขึ้น ครอบคลุมไปยังเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นต้องยกระดับป.ป.ส.ให้มีทุกจังหวัด เพราะป.ป.ส.มีข้อมูลยาเสพติดมากกว่าตำรวจ ดังนั้นจึงต้องให้อำนาจเขา&amp;nbsp;


ทดลองเล่นสล็อต
2.เพิ่มโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐไม่เข้าไปเกี่ยวข้องปัญหาก็จะไม่เพิ่มขึ้น อีกทั้งต้องดำเนินวินัยกับผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น 3.ผู้เสพจับซ้ำต้องย้ำคุก หมายถึงหากได้รับการบำบัดแล้วครั้งหนึ่ง แต่เมื่อถูกจับอีกครั้งก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จะอ้างเป็นผู้ป่วยไม่ได้อีก 4.ตั้งอาสาป้องกันยาเสพติด คล้ายเป็นตำรวจบ้านหรือตำรวจชุมชน โดยเราจะมีเบี้ยเลี้ยงและเงินเดือน และ5.เพิ่มศูนย์บำบัดผู้ติดยาเสพติดให้ครบครอบคลุมพื้นที่ และคุณภาพประสิทธิภาพในการบำบัดให้ดียิ่งขึ้น เมื่อออกมาแล้วผู้บำบัดจะได้คืนสู่สังคมได้ โดยครั้งแรกจะไม่มีประวัติเพื่อให้สามารถไปทำงานได้ &amp;nbsp;


สล็อตลองฟรี
ทั้งนี้ คำว่า ปะ หมายถึง ดำเนินการ&amp;nbsp; ฉะ คือ ปราบปรามทุกรูปแบบ ไม่กลัวผู้มีอิทธิพล และคำว่า ดะ หมายความว่าไม่เลือกหน้า
ด้านนายอันวาร์ กล่าวว่า ขณะนี้ปัญหายาเสพติดในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้รุนแรง ทำให้ชาวบ้านทุกข์หนัก เพราะต้องเจอสี่คูณร้อย ระบาดตั้งแต่เยาวชน&amp;nbsp;


respin88&amp;nbsp;ครอบครัว อีกทั้งขยายไปยังกลุ่มผู้นำท้องถิ่น บางพื้นที่รวมผู้นำศาสนาด้วย โดยผู้เสพที่เสพมาเป็นระยะนานจะทำให้ระบบขับถ่ายไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งถือว่าร้ายแรงมาก ประกอบกับในชุมชนก็ยังมีธุรกิจรับต้มและขาย ซึ่งกลายเป็นธุรกิจหนึ่งที่เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ด้วย ดังนั้นจึงเห็นว่าปล่อยไว้ไม่ได้แล้ว มาตรดังกล่าวเชื่อว่าจะแก้ปัญหาได้ในทุกพื้นที่ไม่เฉพาะสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจะบังคับใช้กฏหมายทำอย่างจริงจัง และเราขอเตือนเจ้าหน้าที่รัฐ เราเอาโทษถึงที่สุดถ้าเกี่ยวข้องกับ
ขณะที่นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เมื่อตอนเป็นรัฐบาลได้พูดคุยกับวัยรุ่นชายที่อยู่ในสถานบำบัด ซึ่งเขาเข้าออกอยู่หลายรอบ เริ่มจากเสพ ก็กลายเป็นผู้ค้า เพราะต้องหาเงินเพื่อไปซื้อยาและวนเวียนอยู่ในวงจรแบนนี้ ตนจึงถามเขาว่า ทำไมปัญหาการค้าไม่หมดไป ก็ได้คำตอบจากเด็กชายว่าถ้าเจ้าหน้าที่ไม่เกี่ยวข้อง ปัญหาจะแก้ไขได้ หลังจากนั้นตนก็ไม่มีเวลาทำนโยบายเพิ่มเติม แต่วันนี้ผ่านมา 6-7 ปี ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาใหญ่ในใจประชาชน ดังนั้นจึงต้องจัดการกับเจ้าหน้าที่ จะเป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญสุงสุด ด้านหนึ่งมีป.ป.ส.ที่ทำสำนวนแล้วส่งอัยการ อย่างไรก็ตาม ถ้าพรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสจะไม่เกรงใจใคร เพราะไม่เช่นนั้นปัญหาจะไม่หมดไป&amp;nbsp;


สล็อตเว็บตรงทดลอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25290</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายอันวาร์ สาและ, นโยบายพรรคประชาธิปัตย์, ป.ป.ส., ปะฉะดะยาเสพติด, พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181228/image_big_5c25b50e0b3d0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
