<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>37532</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/06/2019 15:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/06/2019 15:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เขตพื้นที่ขอกระจายอำนาจรับนร &quot;สพท.-กศจ.&quot;ดำเนินการเอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

3มิ.ย.62-เขตพื้นที่ ประสานเสียง ขอกระจาย อำนาจ การรับนักเรียนลงสู่จังหวัด สพฐ.แค่กำหนดกรอบกว้างๆในความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล เท่านั้น &amp;nbsp;เหตุเจ้าของพื้นที่เองจะรู้บริบทการทำงานของตัวเองดี &amp;ldquo;สุเทพ&amp;rdquo; เตรียม นำข้อเสนอ หารือ กพฐ. หาข้อสรุป

นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาฯ กอศ.) ในฐานะปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า ตามที่เมื่อเร็วๆ นี้ มีการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษา (สพป.) และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ทั่วประเทศ ซึ่งในที่ประชุมตนได้รับฟังเสียงสะท้อนจากเขตพื้นที่เกี่ยวกับประเด็นแนวทางการรับนักเรียนในปีการศึกษา 2563 โดยเสียงส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันว่า ต้องการให้กระจายอำนาจการรับนักเรียนไปให้เขตพื้นที่และคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ร่วมกันวางแผนการรับนักเรียนเอง เนื่องจากทั้ง กศจ.และ สพท.จะรู้บริบทของโรงเรียนและข้อมูลจำนวนเด็กได้ดีกว่า และให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ กพฐ.เป็นผู้กำหนดนโยบายวางกรอบเกณฑ์การรับนักเรียนไว้กว้างๆ เท่านั้น เช่น การกำหนดวันเวลารับสมัคร การรับนักเรียนต้องคำนึงถึงคุณภาพการศึกษา มีความโปร่งใสและยึดหลักธรรมาภิบาล เป็นต้น รวมถึงเกณฑ์การรับนักเรียนหากกระจายอำนาจไปให้ กศจ.และ สพท.ดูแลแล้วก็จะต้องร่วมกันประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมีความรับผิดชอบร่วมกันไม่ว่าจะเป็นการกำหนดแผนรับนักเรียนต่อห้อง ที่เชื่อว่าเจ้าของพื้นที่เองจะรู้บริบทการทำงานของตัวเองได้ดีที่สุด อีกทั้งหากดำเนินการรับนักเรียนไปแล้วมีเรื่องร้องเรียนความไม่โปร่งใสเกิดขึ้น กศจ.และ สพท.ก็ต้องร่วมกันรับผิดชอบ เพราะถือเป็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติและดูความเรียบร้อยให้เกิดหลักธรรมาภิบาล

&amp;ldquo;อย่างไรก็ตาม แนวทางการรับนักเรียนนี้ยังไม่ใช่ข้อสรุปทั้งหมด เป็นเพียงแค่การรับฟังเสียงสะท้อนจากเขตพื้นที่ที่ถือเป็นหน่วยปฏิบัติงานในพื้นจริงเท่านั้น ดังนั้นผมจะนำความต้องการและเสียงสะท้อนในเรื่องการรับนักเรียนประเด็นดังกล่าวหารือกับ นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธาน กพฐ.อีกครั้ง เพื่อให้ได้แนวทางการรับนักเรียนที่ชัดเจน พร้อมกับออกประกาศเป็นเกณฑ์การรับนักเรียนปีการศึกษา 2563 ให้สังคมได้รับทราบต่อไป&amp;rdquo; ปฏิบัติหน้าที่เลขาฯ กพฐ.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37532</URL_LINK>
                <HASHTAG>#กศจ., กระจายอำนาจการรับนักเรียนให้จังหวัด, นายสุเทพ ชิตยวงษ์, นโยบายรับนักเรียน, สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190521/image_big_5ce3f93774b21.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29036</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/02/2019 14:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/02/2019 14:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอธี&quot;กำชับ เด็กม.3 ต่อม.4อัตโนมัติรร.ควรใช้ดุลพินิจ เลือกคนแม้จะไม่เก่ง  แต่ตั้งใจเรียน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13ก.พ.62-นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้หารือร่วมกับนายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) เกี่ยวกับประกาศหลักเกณฑ์การรับนักเรียน ประจำปีการศึกษา 2562 ในประเด็นต่างๆ เช่น การรับนักเรียนที่อยู่ในอุปการะของผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งข้อนี้ถือเป็นข้อที่ถูกใช้ไปในทิศทางที่ผิดกับวัตถุประสงค์มากที่สุด จึงจำเป็นต้องตัดทิ้ง ทั้งนี้ในส่วนของกรณีที่หลายฝ่ายมีความกังวลว่าเกณฑ์รับนักเรียนเกณฑ์ใหม่ โดยเฉพาะการที่จะให้นักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สามารถศึกษาต่อในระดับชั้น ม.4 โรงเรียนเดิมทั้งหมด อาจจะส่งผลกระทบต่อการส่งเสริมให้เด็กเรียนสายอาชีพตามนโยบายรัฐบาลนั้น เรื่องนี้ตนคิดว่าไม่ขัดกับนโยบาย เพราะเด็กที่ต้องการเรียนสายอาชีวศึกษาต้องมาจากความสมัครใจ ไม่ใช่ว่าตั้งสมมุติฐานว่าเด็กที่เรียนอ่อนจะต้องเรียนอาชีวะตนคิดว่าไม่ถูกต้อง ส่วนการที่มองว่าให้เด็กผ่านขึ้นมา ม.4 เลย จะทำให้เด็กไม่ตั้งใจเรียนนั้น ตนได้กำชับเรื่องนี้กับเลขาฯ กพฐ. ว่า หากจะให้การดำเนินการเรื่องนี้มีความรัดกุมมากขึ้น จะต้องมีการกำหนดให้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้อำนวยการโรงเรียนด้วย ไม่ใช่จะต้องให้อัตโนมัติทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรื่องนี้ต้องเข้าใจหลักกฎหมายก่อน เพราะทุกวันนี้เราไปลดสิทธิในการเรียนต่อของเด็ก โดยอ้างว่าเขาเรียนไม่เก่ง แต่การเรียนไม่เก่ง หรือเกรดเฉลี่ยต่ำมีหลายกรณี เช่น เด็กที่ต้องดูแลผู้ปกครองที่ป่วย แต่หากเป็นการเรียนไม่เก่งโดยที่เด็กไม่มีความตั้งใจที่จะเรียน ก็ไม่ควรที่จะให้ผ่านไปเรียนในระดับชั้น ม.4 แบบอัตโนมัติ ดังนั้นจึงต้องมีดุลยพินิจของผู้อำนวยการโรงเรียนเข้ามาคู่กันด้วย อย่างไรก็ตาม การลงนามในประกาศหลักเกณฑ์การรับนักเรียน ประจำปีการศึกษา 2562 นั้น เป็นอำนาจของ เลขาฯ กพฐ.ไม่ต้องผ่านผม&amp;rdquo;รมว.ศธ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายเอกชัย กี่สุขพันธุ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ประธาน กพฐ.) กล่าวว่า การศึกษาที่เอาแต่เด็กที่เรียนเก่งเรียนต่อ ตนมองว่าเป็นความคิดที่ผิดหลัก เพราะหากเด็กจะต้องออกจากระบบการศึกษาควรที่จะเป็นการออกในรูปแบบที่เด็กเรียนไม่ครบตามหน่วยกิต ไม่ใช่ให้ออก เพราะว่าเกรดเฉลี่ยต่ำ ทั้งนี้หากเกิดกรณีที่โรงเรียนจำนวนห้องที่เปิดรับนักเรียนในระดับชั้น ม.4 เต็ม เนื่องจากเปิดโอกาสให้นักเรียนชั้น ม.3 ของโรงเรียนได้ศึกษาต่อ ตนคิดว่าเรื่องนี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการขยายห้อง เพราะปัจจุบันเด็กที่เข้าเรียนในระดับชั้น ม.1 จำนวนลดลง ก็ให้ไปขยายห้องเรียนในระดับชั้นม.4 แทน ทั้งนี้ตนขอยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่กระทบต่อนโยบายส่งเสริมการเรียนในสายอาชีวศึกษาแน่นอน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29036</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์, นักเรียนม.3ต่อม.4โรงเรียนเดิม, นโยบายรับนักเรียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190213/image_big_5c63c7e8b8608.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28897</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/02/2019 09:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/02/2019 09:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอธี&quot;เชื่อเกณฑ์รับนร.ใหม่สกัดแป๊ะเจ๊๊ยะได้ผล  ชี้ยุคนี้มีคนจับตาไม่กล้าทำอีก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12ก.พ.62- &amp;ldquo;หมอธี&amp;rdquo; เชื่อ เกณฑ์รับ นร. ใหม่สกัดแป๊ะเจี๊ยะได้ผลมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา ชี้ ปัจจุบันนี้มีคนช่วยตรวจสอบมาก คงไม่มีใครกล้าจ่ายเงิน แลกที่นั่งอีก&amp;nbsp; ส่วนประเด็นข้อเสนอให้ผู้บริหาร รร. ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินนั้น เป็นอำนาจของป.ป.ช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่ประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) มีมติแก้ไขประกาศสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เรื่อง นโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียน สังกัด สพฐ. ปีการศึกษา 2562 ซึ่งปรับปรุงหลักเกณฑ์การรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษลดเหลือ 4 ข้อ จากเดิม 7 ข้อ ได้แก่ 1.นักเรียนที่อยู่ในความอนุเคราะห์ของผู้บริจาคที่ดินเพื่อจัดตั้งโรงเรียน เนื่องจากเป็นข้อผูกพันเดิมของโรงเรียน 2.นักเรียนที่เป็นผู้ยากไร้และด้อยโอกาส 3.นักเรียนที่เป็นบุตรผู้เสียสละเพื่อชาติ หรือ ผู้ประสบภัยพิบัติ ที่ต้องการได้รับการสงเคราะห์ดูแลเป็นพิเศษ และ4.นักเรียนที่เป็นบุตรราชการครู และบุคลากรของโรงเรียน ส่วนที่ตัดออก 3 ข้อ ได้แก่ 1.นักเรียนที่ทำคะแนนสอบคัดเลือกเท่ากันในลำดับสุดท้าย 2.รับนักเรียนโควตาตามข้อตกลงของโรงเรียนคู่สหกิจ หรือคู่พัฒนา หรือโรงเรียนเครือข่าย และ 3.นักเรียนที่อยู่ในอุปการะของผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเรื่อง มาตรการป้องกันการทุจริตในการเรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ตอบแทน เพื่อโอกาสในการเข้าเรียนในสถานศึกษา สังกัด สพฐ.ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ตนทราบว่า กพฐ.มีการหารือและพยายามที่จะปรับแก้หลักเกณฑ์การรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษ ให้เป็นไปตามที่ ป.ป.ช.เสนอ แต่ขณะนี้ทาง สพฐ.ยังไม่ได้ส่งประกาศหลักเกณฑ์การรับนักเรียนปี 2562 มาให้ตนเซ็นลงนาม ซึ่งมติเกณฑ์รับนักเรียนใหม่นั้น ตนยังไม่เห็นทั้งหมดว่ายกเลิกหลักเกณฑ์ในข้อไหนไปบ้าง แต่คิดว่าก็เป็นเรื่องดีที่เราจะทำให้การรับนักเรียนโปร่งใสมากขึ้น อีกทั้งในเรื่องที่ให้นักเรียนที่จบมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีสิทธิให้ศึกษาต่อในระดับชั้น ม.4 โรงเรียนเดิมทุกคน ซึ่งเรื่องนี้ตนมองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะถือว่าเป็นการเพิ่มสิทธิให้กับนักเรียน และที่ผ่านมานักเรียนที่จบ ม.3 และไม่ได้เรียนต่อโรงเรียนเดิมก็เหมือนกับถูกไล่ออกจากโรงเรียนตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เกณฑ์รับนักเรียนเกณฑ์ใหม่จะสกัดปัญหาเรื่องเงินแป๊ะเจี๊ยะได้แน่นอนหรือไม่นั้น ผมมองว่า คำว่าแน่นอนมันใช้ไม่ได้ในยุคนี้&amp;nbsp;แต่คงสกัดได้มากขึ้นกว่าที่ผ่านมา ซึ่งไม่ต้องห่วง เพราะปัจจุบันนี้มีคนช่วยกันตรวจสอบจำนวนมาก คงไม่มีใครกล้าจ่ายเงินเพื่อแลกที่นั่งเรียน ส่วนประเด็นที่มีคนค้านการตัดข้อผู้ทำคุณประโยชน์ให้โรงเรียนออกไปด้วยนั้น ประเด็นนี้ผมไม่ทราบต้องไปถาม สพฐ. แต่นโยบายของผมการรับนักเรียนจะต้องดำเนินการให้เกิดความเป็นธรรม&amp;rdquo; รมว.ศธ. กล่าวและว่า สำหรับประเด็นที่นักวิชาการเสนอแนะให้ผู้บริหารโรงเรียนต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินนั้น เรื่องนี้เป็นอำนาจของป.ป.ช.ที่จะพิจารณา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28897</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สพฐ., นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์, นโยบายรับนักเรียน, แป๊ะเจี๊ยะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180927/image_big_5baca8fca93ac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28473</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/02/2019 07:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/02/2019 16:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศธ.ยกเลิก&quot;รับนักเรียน &quot;โควตา-เด็กฝาก- ลูกครู&quot;ปิดช่องหากินเรียก&quot;แป๊ะเจี๊ยะ &quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
6ก.พ.62-นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมได้รับทราบมาตรการป้องกันการทุจริตในการเรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ตอบแทนเพื่อโอกาสในการเข้าเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอ &amp;nbsp;ซึ่งที่ประชุมมอบให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับมาตรการเรื่องดังกล่าวไปดำเนินการการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นไปตามข้อเสนอของ ป.ป.ช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสาระสำคัญของมาตรการดังกล่าว ประกอบด้วย ให้ยกเลิกหลักเกณฑ์การรับนักเรียนกรณีนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษทั้ง 7 ข้อ เนื่องจากเป็นช่องทางสำคัญ &amp;nbsp;ที่ก่อให้เกิดปัญหาการทุจริต นอกจากนี้ ให้กำหนดหลักเกณฑ์การคำนวณสัดส่วนการรับนักเรียน โดยมุ่งให้ความสำคัญกับการให้เด็กได้ศึกษาต่อยังสถานศึกษาใกล้บ้าน ส่วนข้อเสนอต่อ ศธ.นั้น ป.ป.ช.เห็นควรให้มีการสุ่มตรวจสอบรายได้ของสถานศึกษาทั้งก่อนและหลังช่วงเวลาการรับนักเรียน โดยเฉพาะการตรวจสอบเงินบริจาคของสถานศึกษาที่มีอัตราการแข่งขันสูงเป็นประจำทุกปี และเปิดเผยข้อมูลรายรับรายจ่ายของแต่ละสถานศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ข้อเสนอของ ป.ป.ช.ถือว่าเป็นเรื่องดีที่เราจะทำให้การรับนักเรียนเป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม ซึ่งผมย้ำมาตลอดว่าการรับนักเรียนจะต้องตรวจสอบได้ เพราะไม่เช่นนั้นก็จะมีปัญหาเหมือนที่ผ่านมาโรงเรียนดังเรียกรับเงินแลกที่นั่งเรียน และผมก็ไม่อยากให้เกิดเรื่องทุจริตในการรับนักเรียน เพราะเรื่องนี้จะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของการศึกษา อย่างไรก็ตาม ผมได้มอบหมายให้ สพฐ.ไปดำเนินการตามข้อเสนอของ ป.ป.ช.แล้ว ส่วนจะมีแนวปฏิบัติการรับนักเรียนออกมาในรูปแบบใดนั้นคงต้องรอให้มีการประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งคิดว่าน่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน&amp;rdquo;รมว.ศธ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับแนวปฏิบัติในการรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษ ที่เริ่มมาตั้งแต่ในปีการศึกษา 2554 นั้น มีการวางระเบียบไว้ดังนี้ 1.นักเรียนที่ทำคะแนนสอบคัดเลือกเท่ากันในลำดับสุดท้าย&amp;nbsp; 2.รับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษตามข้อตกลงในการจัดตั้งโรงเรียน&amp;nbsp; 3.เด็กยากไร้ เด็กด้อยโอกาส หรือเด็กพิการ&amp;nbsp; 4.บุตรของผู้เสียสละเพื่อชาติ&amp;nbsp;5.บุตรของข้าราชการครู หรือบุคลากรในโรงเรียนแต่ไม่ครอบคลุมถึงหลานและญาติ&amp;nbsp;6.รับนักเรียนโควตาตามข้อตกลงของโรงเรียนคู่พัฒนา&amp;nbsp;และ7. รับนักเรียนของผู้ทำคุณประโยชน์ให้โรงเรียนอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28473</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สพฐ., น.พ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์, นโยบายรับนักเรียน, ป.ป.ช., ยกเลิก7ข้อรับนักเรียนปิดช่องแป๊ะเจี๊ยะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181012/image_big_5bbfe7427df5f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6812</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2018 09:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2018 09:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> รมว.ศธ.ย้ำรับนร.ต้องเดินตามกฎ ใครแหกคอก ได้รับผลเช่นเดียวกับผอ.รร.สามเสน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หมอธี&amp;rdquo; ย้ำชัด นโยบายรับนักเรียน ต้องเป็นธรรม เดินตามกติกาที่วางไว้ ใครอยากแหกกฎ ก็ดูผอ.รร.สามเสน ส่วนข้อเสนอยกเลิก แนวทางรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษ 7 ข้อ คงต้องหารือผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ส่วนกลางไม่สามารถสั่งได้ พร้อมเสนอ คกก.อิสระฯ พิจารณาในบริบทของเรื่องความเหลื่อมล้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงกรณีการรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนที่หลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วงเรื่องการรับแป๊ะเจี๊ยะ เพื่อแลกกับที่นั่งเรียน ว่า การเรียกรับแป๊ะเจี๊ยะถือว่ามีมานานแล้ว ทั้งโรงเรียนของรัฐและเอกชน ซึ่งนโยบายของตนก็ชัดเจนว่าต้องรับเด็กให้เป็นธรรม กฏระเบียบเป็นมาอย่างไรก็ดำเนินการตามนั้น หากใครต้องการที่จะทำแบบผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสน ผลก็จะเป็นแบบเดียวกับผอ.สามเสน และในส่วนของกรณีที่มีการเสนอให้ยกเลิกเงื่อนไข 7 ข้อตามแนวปฏิบัติในการรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษ ปีการศึกษา 2554 นั้น เนื่องจากกังวลว่าจะเป็นช่องโหว่ให้มีการฝากเด็กได้ ตนคิดว่าเรื่องนี้ไม่สามารถทำได้ทันที่คงต้องมีการหารือในรายละเอียด อีกทั้งเมื่อศึกษากฏระเบียบการรับนักเรียนของแต่ละโรงเรียนจะพบว่าเงื่อนไขต่างๆ มีการระบุรายละเอียดชัดเจน เช่น ต้องเป็นผู้มีอุปการะคุณอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน เป็นต้น ซึ่งแต่ละโรงเรียนก็มีกฏระเบียบของตัวเอง ส่วนกลางไม่สามารถสั่งให้ดำเนินการในรูปแบบเดียวกันหมดได้ เนื่องจากบริบทในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน นอกจากนี้การรับนักเรียนยังมีหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการสถานศึกษา สมาคมผู้ปกครอง เป็นต้น ดังนั้นการจะปรับอะไรต้องหารือผู้เกี่ยวข้องด้วย ไม่ใช่ว่าตนจะสั่งทั้งหมดได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรื่องนี้มีการหารือกันอยู่ตลอด พอมีเรื่องก็มาหารือกันที แต่ไม่ใช่ว่าผมจะมองว่ามันมีกี่ข้อ แต่ผมคิดว่าหากเราต้องการที่จะปรับในเรื่องนี้ก็คงต้องเรียกผู้เกี่ยวข้องมาคุยกันว่าจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งในส่วนของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ก็น่าจะนำเรื่องดังกล่าวมาพิจารณาในบริบทของเรื่องความเหลื่อมล้ำ เพราะคณะกรรมการอิสระฯ พูดเสมอว่าปัญหาใหญ่ของการศึกษาคือเรื่องความเหลื่อมล้ำ&amp;ldquo;รมว.ศธ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6812</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ธีระเกียรติ จริญเศรษฐศิลป์, นโยบายรับนักเรียน, แป๊ะจี๊ยะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180221/image_big_5a8d56392373a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>3621</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/02/2018 21:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/02/2018 07:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สพฐ.ยอมให้ โรงเรียนรับ.ม.4ได้50คนต่อห้อง        </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บอร์ด กพฐ. มีมติยืดหยุ่น ให้รับนักเรียนชั้นม.4 ปีการศึกษา 61 ขยายห้องเรียนเพิ่มได้ไม่เกิน 50คน/ห้อง &amp;nbsp;โดยให้อำนาจคกก.สถานศึกษาพิจารณาได้ &amp;nbsp;และอาจจะยืดหยุ่นให้อีกไปถึงปีการศึกษา 62-63 จนกว่าหมดเด็กค้างท่อ &amp;nbsp;&amp;ldquo;บุญรักษ์.&amp;rdquo;มั่นใจปีการศึกษา 64 ทำได้ตามนโยบาย 40คนต่อห้องแน่นอน พร้อมวางแผนเพิ่มรร.ตามการขยายตัวของเมือง รวมทั้ง ให้รร.แข่งขันสูง 282 โรง จับคู่ รร.อื่นๆให้พัฒนาควบคู่กันไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวภายหลังการประชุม กพฐ. วาระพิเศษ ว่า ที่ประชุมได้มีการหารือเรื่องการปฏิบัติตามนโยบายและแนวทางการปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาการรับนักเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในปีการศึกษา 2561 ที่กำหนดจำนวนนักเรียนต่อห้อง โดยก่อนประถมศึกษา 30 คนต่อห้อง ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา 40 คนต่อห้อง ซึ่งที่ประชุมมีมติว่า สำหรับปีการศึกษา 2561 การรับนักเรียนชั้นม.1 ให้ยึดตามหลักเกณฑ์ 40 คนต่อห้อง เนื่องจากการนักเรียนกลุ่มนี้เป็นเด็กที่เข้าเรียนใหม่ทั้งหมด ไม่มีเด็กค้างท่อ &amp;nbsp; ส่วนช่วงรอยต่อนักเรียนชั้นม.3 ขึ้นม.4 ในโรงเรียนเดิมซึ่งมีปัญหานักเรียนจะถูกคัดออกจำนวนมาก ที่ประชุมเห็นว่าควรจะให้โรงเรียนที่มีเหตุผลและความจำเป็นไม่สามารถปฏิบัติตามนโยบายได้ ทำแผนเสนอต่อคณะกรรมการสถานศึกษา เพื่อขอขยายห้องเรียน หรือเพิ่มจำนวนนักเรียนต่อห้อง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมแต่ละสถานศึกษา จากนั้นให้ไปขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการรับนักเรียนของเขตพื้นที่การศึกษาที่สังกัดอยู่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การยืดหยุ่นดังกล่าวให้รวมไปถึงโรงเรียนทั่วไปด้วย เพื่อรองรับกรณีที่เด็กล้นจากโรงเรียนแข่งขันสูงและจำเป็นต้องไปอยู่โรงเรียนใกล้เคียง อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม กพฐ.ได้ย้ำว่าการรับนักเรียนต้องคำนึงถึงพื้นที่ใช้สอยในห้องเรียนด้วย เพราะฉะนั้น แต่ละห้องเมื่อขยายแล้วต้องไม่เกิน 50 คน&amp;quot;เลขาธิการกพฐ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายบุญรักษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการดำเนินการในปีการศึกษา 2562 และ 2563 ที่ยังมีนักเรียน ม.ต้น ค้างท่อ จะมีการหารือกันอีกครั้ง แต่หากจำเป็นต้องยืดหยุ่นจนเด็กรุ่นนี้จบม.ต้น ก็จะสามารถยืดหยุ่นได้ถึงปีการศึกษา 2563 &amp;nbsp;ส่วนปีการศึกษา 2564 ปัญหานี้จะไม่มีอีก เพราะนักเรียนที่เข้าเรียนม.1 ในปีการศึกษา 2561 จะล็อกจำนวนอยู่ที่ 40 คนต่อห้องอยู่แล้ว โดยมตินี้เป็นการแก้ปัญหาช่วงรอยต่อเพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน แต่ในอนาคตการลดจำนวนนักเรียนลงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้เกิดคุณภาพในการจัดการเรียนการสอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การดำเนินการต่อจากนี้ สพฐ. จะมีการวางกรอบ เพิ่มจำนวนโรงเรียนเนื่องจากการขยายตัวของเมืองทำให้มีประชากรเพิ่มขึ้น การเดินทางสะดวกสบาย ซึ่งต้องมีการวางแผนรองรับโดยอาจจะตั้งโรงเรียนเพิ่ม หรือขยายอาคารเรียน หรือเพิ่มห้องเรียนในโรงเรียนที่มีอยู่แล้ว เป็นต้น นอกจากนี้ กพฐ.ยังเสนอให้เร่งดำเนินการทำโรงเรียนคู่พัฒนาโดยให้โรงเรียนแข่งขันสูง 282 โรงไปจับคู่โรงเรียนใกล้เคียงในการพัฒนาคุณภาพควบคู่กัน โดยให้เริ่มดำเนินการทันที.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/3621</URL_LINK>
                <HASHTAG>นโยบายรับนักเรียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180220/image_big_5a8b87e92b6f6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>3479</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/04/2026 16:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/02/2018 09:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รับนร.40คน/ห้องส่อล้ม-สพฐ.อ่อนข้ออาจยอมให้เพิ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สพฐ. จัดประชุมผอ.รร.แก้ปัญหาการรับนักเรียนจากการจำกัดนักเรียน 40 คนต่อห้อง &amp;ldquo;บุญรักษ์&amp;rdquo; แจงพร้อมยืดหยุ่น ถ้าเด็กนักเรียนได้รับความเดือดร้อน อ้างเป็นนโยบายรมว.ศธ.ที่ยึดนักเรียนเป็นหลัก เผยเตรียมเปิดเวทีรับฟังผลกระทบและเสนอทางออก เพื่อแก้ปัญหาในช่วงเปลี่ยนผ่านปี61&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวภายหลังการประชุมสัมมนาการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2561 เพื่อแก้ปัญหาการรับนักเรียนจากการจำกัดนักเรียน 40 คนต่อห้อง ซึ่งสร้างความกังวลแก่ผู้ปกครองและนักเรียน โดยเฉพาะเด็กชั้นมัธยมศึกษาปีที่&amp;nbsp;3 ว่าจะไม่ได้เรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเดิม โดยมีผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงทั้งระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษากว่า 300 แห่งเข้าร่วม ว่า การศึกษาเป็นบริการสาธารณะที่ต้องบริการแก่ประชาชน แต่ต้องมีความเป็นธรรม เรื่องนี้ต้องมอง 2 มิติ คือ เชิงวิชาการที่ต้องการลดจำนวนนักเรียนลงเพื่อคุณภาพ ซึ่งได้รับความชื่นชมจากสังคมโดยเฉพาะนักวิชาการและครู แต่ในเชิงบริหารเข้าใจว่าไม่สามารถตัดแบ่งเหมือนเค้กได้ ซึ่งตนก็คาดการณ์ไว้แล้วว่าต้องมีปัญหา โดยเฉพาะกลุ่มโรงเรียนดังคิดเป็นร้อยละ 10 ของโรงเรียนทั่วประเทศ การกำหนดจำนวนนักเรียนต่อห้องเป็นความตั้งใจที่จะเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่ดีของคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) แต่อาจจะลืมผู้รับบริการที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่าน ทั้งในระดับอนุบาล 3 ที่จะเรียนต่อชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ในโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด และนักเรียนชั้นม.3 ที่จะเรียนต่อ ม.4 ในโรงเรียนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุญรักษ์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม จากที่ตนได้รับเรื่องร้องเรียนว่าพอถูกบีบให้เหลือ&amp;nbsp;


สล็อตลองฟรี 40 คนต่อห้องจะเอาเด็กไปไว้ตรงไหน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตนก็ได้มีการหารือเรื่องนี้กับ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ในเบื้องต้นแล้ว และ รมว.ศธ. เห็นว่าหลักเกณฑ์ใดที่ทำแล้วประชาชนไม่เดือดร้อนให้ทำต่อไป แต่เมื่อทำแล้วเกิดปัญหาก็ต้องยืดหยุ่น&amp;nbsp; โดยนอกจากยึดประชาชนแล้ว ที่สำคัญต้องอยู่บนหลักการและเหตุผล&amp;nbsp;&amp;nbsp;


ทดลองเล่นสล็อต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นตนจึงได้เปิดเวทีรับฟังผลกระทบและเสนอทางออกเพื่อแก้ปัญหาในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งตนจะนัดประชุม กพฐ.เป็นกรณีพิเศษ เพื่อนำข้อเสนอดังกล่าวเสนอ กพฐ.โดยเร็วที่สุดน่าจะภายใน 1-2 วันนี้ สำหรับการแก้ปัญหาดังกล่าวจะเป็นเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านในปีการศึกษา 2561 นี้เท่านั้น เพราะในปีการศึกษาต่อไปเชื่อว่าโรงเรียนน่าจะวางแผนแก้ปัญหาไว้ล่วงหน้า โดยหากโรงเรียนมีความพร้อมอาจจะทำแผนเสนอขยายห้องเรียนไว้ แต่สิ่งที่โรงเรียนต้องปฏิบัติตามคือ ห้ามรับแป๊ะเจี๊ยะหรือระดมทรัพยากรในช่วงการรับนักเรียน แม้จะมีเจตนาบริสุทธิ์ก็ต้องเป็นในช่วงเวลาที่เหมาะสม กรณีเด็กสละสิทธิ์การเรียกบัญชีสำรองต้องตามลำดับ&amp;nbsp;


respin88&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-----------------------&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/3479</URL_LINK>
                <HASHTAG>นโยบายรับนักเรียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180220/image_big_5a8b87e92b6f6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
