<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>40823</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2019 20:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2019 20:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ดกพฐ.เห็นด้วยกระจายอำนาจรับ นร.ไกด์ไลน์ &quot;รร.แข่งขันสูง&quot;ไม่ควรมีเด็กมากกว่า35คน/ห้อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12ก.ค.62-บอร์ด กพฐ. เห็นด้วย สพฐ.กระจายอำนาจรับ นร. ให้พื้นที่ พร้อมมอบ สพฐ. สร้างความเข้าใจ ผอ. โรงเรียน เกี่ยวกับวิธีการจัดการอาหารกลางวัน &amp;quot;เอกชัย&amp;quot; ชี้ ไม่ควรจะเอา 20 บาทต่อหัวผูกกับนักเรียนทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุม กพฐ. ว่า ที่ประชุมได้มีการหารือเกี่ยวกับนโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียน สังกัด สพฐ. ปีการศึกษา 2563 โดยประเด็นโรงเรียนแข่งขันสูงสอบเข้าร้อยละ 100 ที่ประชุมเห็นด้วยที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระจายอำนาจให้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ดูแลเรื่องเหล่านี้ เพราะเป็นเรื่องระดับพื้นที่มากกว่าส่วนกลาง เพื่อให้กำหนดทุกอย่างเหมาะสมตามบริบทของโรงเรียน ส่วนการจัดสอบนั้น อาจจะต้องให้มีการดำเนินการจัดสอบก่อนโรงเรียนอื่นๆ เพื่อที่เปิดโอกาสให้เด็กที่สอบไม่ได้ ได้เข้าเรียนในโรงเรียนอื่นๆ ตามหลักการของ สพฐ.ที่เด็กทุกคนต้องมีที่เรียน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในส่วนของ สพฐ.จะจัดทำหนังสือแจ้งไปยัง กศจ.และ สพท. ในเรื่องของกฎหมายเกี่ยวกับการเรื่องนักเรียนว่ามีอะไรบ้าง นโยบายการทำงาน และสัดส่วนจำนวนนักเรียนต่อห้อง และปฎิทินการรับนักเรียนเพื่อป้องกันการวิ่งรอกสอบ นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นด้วยกับการกำหนดสัดส่วนนักเรียนต่อห้อง เช่น อนุบาล 30 คน มัธยมศึกษาไม่เกิน 40 คนต่อห้อง ส่วนโรงเรียนแข่งขันสูงอาจจะ 35 คนต่อห้อง เพราะถ้ารับแข่งขันสูง35 คนต่อห้อง เด็กที่เหลือจะได้ไปเข้าเรียนในโรงเรียนอื่นได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายเอกชัย กล่าวต่อว่า ที่ประชุม กพฐ. ยังได้หารือถึงโครงการอาหารกลางวัน ซึ่งสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีการพูดคุยถึงการได้มาซึ่งโครงการอาหารกลางวันว่ามีกี่วิธี เช่น การจ้างเหมาทำ หรือโรงเรียนจะทำเอง และมีการพิจารณาถึงงบประมาณค่าอาหารกลางวัน 20 บาทต่อคนนั้น อาจจะไม่ต้องใช้การประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ ให้ดูความเหมาะสม เพราะจริงๆ แล้ว โครงการอาหารกลางวัน 20บาทต่อคนอาจจะเพียงพอหรือไม่เพียงพอ ทั้งนี้ สพฐ.ได้มีการสำรวจเกี่ยวกับค่าอาหารกลางวัน 20 บาทต่อคน เบื้องต้น พบว่า โรงเรียนที่มีนักเรียน 200 คนขึ้นไป ค่าอาหารกลางวัน 20 บาทต่อคน ไม่มีปัญหา แต่ถ้าโรงเรียนที่มีนักเรียน 30-40 คน อาจจะมีปัญหา ซึ่งสพฐ.ได้ให้ข้อมูลดังกล่าวไปแล้วว่าต้องไปคิดว่าขั้นต่ำของอาหารกลางวันนักเรียนควรจะเท่าไร ที่ประชุมยังได้ฝาก สพฐ.ไปดูขั้นตอน สร้างความเข้าใจกับผู้อำนวยการโรงเรียน ว่าไม่ควรใช้วิธีการเปิดประมูล ควรใช้วิธีการให้ผู้ที่เหมาแล้วมาดูว่า 20 บาทจะทำอาหารกลางวันอะไรบ้าง แล้วกระบวนการคัดเลือกผู้รับเหมาทำอาหารกลางวัน ให้กรรมการโรงเรียน กรรมการนักเรียน ชุมชน เข้ามาร่วมเลือกก็จะทำให้ดีขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;อาหารกลางวัน ไม่ควรจะเอา 20 บาทต่อคน ผูกกับนักเรียนทุกคน เพราะโรงเรียนไหนที่มีนักเรียนจำนวนมาก อาจจะลดเงินค่าอาหารจาก 20 บาทต่อคน เหลือ 15-18 บาทต่อคน ขณะที่โรงเรียนทีเด็กน้อย มีประมาณ 30 คน ควรจะเพิ่มค่าอาหารกลางวัน เป็น 25 บาทต่อคน โดยนำเงินส่วนที่ลดจากโรงเรียนขนาดใหญ่ มาให้โรงเรียนขนาดเล็กที่มีเด็กน้อย ซึ่งถ้าทำแบบนี้ งบไม่เปลี่ยน งบจะเท่าเดิม อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวเป็นเพียงแนวคิด เนื่องจากเงินไม่ได้ผ่านมายังสพฐ. เพราะเงินไปทางท้องถิ่น จึงไม่ได้เป็นระเบียบจากสพฐ. แต่เรื่องนี้ สพท.ควรไปหารืออย่างจริงจัง เปิดโอกาสไม่ต้องให้ทำการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ เพราะจริงๆ ไม่ควรทำ เนื่องจากอาหาร 20บาทต่อคน ควรจัดเต็ม เพื่อคุณภาพอาหารจัดเต็ม&amp;quot;ประธาน กพฐ. กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40823</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบประมาณอุดหนุนอาหารกลางวันเด็กจากอปท., นายเอกชัย กี่สุขพันธุ์, นโยบายรับนักเรียนปี63, รับนักเรียนต่อห้อง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190614/image_big_5d035f9135908.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40628</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2019 16:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2019 16:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;สพฐ&quot;.ตกลงไม่แย่งรร.เอกชน รับเด็กอนุบาล 3ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
10 ก.ค.62-นายสนิท แย้มเกษร รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาฯ กพฐ.) ในฐานะประธานคณะทำงานวิเคราะห์แนวทางการรับนักเรียนปีการศึกษา 2563 ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้คณะทำงานฯ ได้ประชุมหารือ เพื่อรับฟังความคิดเห็นร่วมกับผู้แทนขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) &amp;nbsp;สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยหลังจากที่มีการทำประชาพิจารณ์เรื่องการรับนักเรียนมาแล้วครบ 2 ครั้งแล้ว ในวันที่ 12 กรกฎาคมนี้ คณะทำงานชุดดังกล่าวจะนำข้อมูลผลสรุปการวิเคราะห์แนวทางการรับนักเรียนปี 63 เข้าสู่ที่ประชุม กพฐ. พิจารณาต่อไป ทั้งนี้ กพฐ.จะยังไม่สรุปหลักเกณฑ์การรับนักเรียน เพราะ กพฐ.จะต้องพิจารณาให้รอบด้านและจะมีสิ่งใดที่อยากเติมเต็มประเด็นการรับนักเรียนอีกจากนั้นจะนำเสนอให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พิจารณา เมื่อ รมว.ศธ. มีแนวทางเห็นชอบมาอย่างไร สพฐ. ก็จะปรับแก้ ก่อนที่จะมีการจัดทำร่างประกาศเกณฑ์รับนักเรียนปี 2563 ต่อไป ซึ่งเราคิดว่าขั้นตอนการดำเนินการจะไม่ล่าช้า ต้องทำให้เร็ว เนื่องจากขณะนี้ผู้ปกครองเริ่มกังวลว่าแนวทางการรับนักเรียนปีหน้าจะมีหลักเกณฑ์อย่างไรบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการประชุมคณะทำงานวิเคราะห์แนวทางการรับนักเรียนนั้น ได้สรุปเป็นทิศทางเดียวกัน ว่า ทุกฝ่ายต้องการให้ สพฐ.กระจายอำนาจการรับนักเรียนไปให้ศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) และ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) เป็นผู้ดำเนินการจัดทำหลักเกณฑ์โดยให้ส่วนกลางทำเฉพาะปฏิทินการรับนักเรียนเท่านั้น อีกทั้งที่ผ่านมายังมีเสียงสะท้อน ว่า นโยบายการรับนักเรียนออกมาจากส่วนกลางกำหนดและต้องใช้ดำเนินการเหมือนกันทุกโรงเรียน ซึ่งบริบทของแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน และโรงเรียน กทม.ก็แตกต่างจากโรงเรียนในต่างจังหวัดจึงไม่สามารถใช้เกณฑ์รับนักเรียนเดียวกันทั้งหมดได้ ดังนั้นเกณฑ์รับนักเรียนควรให้แต่ละพื้นที่ได้กำหนดตามความเหมาะสมเอง รวมถึงกรณีของโรงเรียนเอกชนเอง ขณะนี้สช.และ สพฐ.มีความเข้าในกันดีแล้ว ว่า สพฐ. ไม่มีการแย่งรับเด็กในการจัดการศึกษาอนุบาล 1 อายุ 3 ขวบ เพราะ สพฐ.สั่งการพื้นที่ชัดเจนว่าการจัดการศึกษาระดับอนุบาล 1 ไม่ใช่หน้าที่ของ สพฐ. แต่ให้เป็นหน้าที่ของเอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ดำเนินการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีข้อเสนอที่จะให้โรงเรียนดังทั่วประเทศสอบเข้าทั้งหมด นั้นมีข้อสรุปอย่างไร นายสนิท กล่าวว่า เรื่องนี้มีการพูดถึงเช่นกัน แต่อาจไม่ได้กำหนดตายตัวว่าโรงเรียนดังต้องสอบ เข้าทั้งหมด แต่จะให้เป็นอำนาจการบริหารจัดการระดับพื้นที่เอง เช่น &amp;nbsp;จังหวัดในมีมีโรงเรียนดังหลายแห่ง และต้องการให้โรงเรียนดังเหล่านี้พัฒนาไปสู่ระดับสากลก็อาจให้มีการสอบเข้าเรียนทั้งหมดก็ได้ เป็นต้น ซึ่งไม่ได้เป็นข้อบังคับว่าทุกจังหวัดจะต้องให้โรงเรียนดังจัดเป็นระบบต้องสอบเข้าทั้งหมด ดังนั้นให้ขึ้นอยู่กับแต่ละความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40628</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สพฐ., การรับนักเรียนอนุบาล, นโยบายรับนักเรียนปี63, สนิท แย้มเกษร, สพฐ.ตกลงใจไม่แย่งรร.เอกชน รับนักเรียนอนุบาล, อปท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190321/image_big_5c9351f1b74b9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39427</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2019 16:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2019 16:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกณฑ์ใหม่ รับนักเรียนปี63 ส่อแววกระจายอำนาจให้จังหวัดจัดการ คาดคลอดเดือนก.ย.นี้  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25มิ.ย.62-นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวภายหลังการประชุมผู้บริหารของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ตามที่คณะทำงานรับนักเรียน ได้รับฟังความคิดเห็นเรื่องการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2563 และมีผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม เช่น ผู้แทน กพฐ. สมาคมอนุบาลแห่งประเทศไทย ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) เป็นต้น ซึ่งที่ประชุมดังกล่าวได้รับข้อเสนอและแนวทางหลักการ เพื่อเตรียมพร้อมในการยกร่างหลักเกณฑ์การรับนักเรียนปี 63 ในเบื้องต้น คือ การรับนักเรียนจะใช้หลักกระจายอำนาจและความรับผิดชอบให้พื้นที่ คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และโรงเรียน ยึดพื้นทีเป็นฐาน ยึดหลักความเสมอภาค โอกาสทางการศึกษา และคุณภาพของนักเรียน กระบวยการรับนักเรียนต้องโปร่งใสเป็นธรรม ให้เป็นการมีส่วนร่วมจากท้องถิ่น ชุมชน และผู้ปกครอง ให้คำนึงถึงบริบทในพื้นที่ ให้คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องระดับพื้นที่จัดทำแผน ระบบติดตามตรวจสอบ แก้ไขปัญหาและช่วยเหลือดูแลรับผิดชอบผู้เรียนให้ครบทุกคน และส่วนกลางจะทำหน้าที่กำหนดนโยบายกว้างๆ และกำหนดปฏิทินการรับนักเรียนเท่านั้น ซึ่งตนคาดว่าจะประกาศหลักเกณฑ์และแนวทางการรับนักเรียนได้ภายในเดือนกันยายนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมจะรวบรวมข้อเสนอแนะ ความคิดเห็นดังกล่าว และข้อเสนอจากที่ประชุม กพฐ. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาประมวลผลเป็นแนวทางการกำหนดนโยบายการรับนักเรียนปีการศึกษา 2563 เพื่อเสนอให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พิจารณาต่อไป ขณะเดียวกันผมจะเสนอให้ รมว.ศธ. พิจารณาเรื่องการให้มีผอ.เขตพื้นที่ฯ เข้าไปเป็น กรรมการ กศจ.โดยตำแหน่งด้วย เพราะจะได้รับทราบสภาพปัจจุบันของการศึกษาด้านต่างๆ โดยเฉพาะการรับนักเรียน เพื่อจะได้ช่วยแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง ซึ่งที่ผ่านมาบาง กศจ.ให้ผอ.เขตพื้นที่ฯ รอรายงานอยู่ด้านห้องประชุมเท่านั้น ดังนั้นจะต้องให้ผอ.เขตพื้นที่ฯ เข้ามาร่วมเป็นกรรมการในกศจ.ด้วย จะได้ร่วมกันคิดในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นงานบุคคล วิชาการ จะได้ไม่สร้างความเหลื่อมล้ำในการบริหารงานจึงจำเป็นต้องเพิ่มกลไกด้านบริหารเข้าไปสนับสนุนด้วย&amp;rdquo;เลขาฯ กพฐ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การรับนักเรียนในปีการศึกษา 2563 ในส่วนของการกำหนดจำนวนนักเรียนต่อห้องและการรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษจะให้ กศจ.เป็นผู้กำหนดเองใช่หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า เมื่อเรากระจายอำนาจไปแล้ว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และ กศจ.จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด ส่วนจะกำหนดสัดส่วนนักเรียนต่อห้องเท่าไหร่นั้น สพฐ.ขอไปวิเคราะห์และวิจัยตัวเลขให้ชัดเจนก่อน เพราะเราจะขอดูข้อมูลจากหลายทางและการจัดการศึกษาของต่างประเทศด้วย เช่น ธนาคารโลกก็กำหนดว่าสัดส่วนจำนวนนักเรียนต่อห้องของประเทศไทยควรอยู่ที่จำนวนนักเรียน 25 คนต่อครู 1 คน เป็นต้น ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวล ซึ่ง สพฐ.จะดูสัดส่วนว่า จำนวนนักเรียนต่อห้องควรจะมีสัดส่วนเท่าไหร่ถึงจะเกิดคุณภาพการศึกษาที่ดีที่สุด ทั้งนี้สำหรับมาตรการของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นั้น ตนคิดว่าข้อไหนที่เป็นประโยชน์และยังต้องดำเนินการอยู่ก็จะกำหนดให้พื้นที่นำไปปฏิบัติด้วย &amp;nbsp;ขณะเดียวกันการดำเนินการรับนักเรียนอนุบาล 3 ขวบรัฐบาลมีนโยบายชัดเจนที่ต้องการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นผู้ดำเนินการ แต่ก็ยังพบปัญหาบางพื้นที่ก็ไม่มี อปท.และเอกชนเป็นผู้จัด ซึ่งที่ประชุมก็มีการหารือด้วยเช่นกันแต่ยังไม่ได้ข้อสรุป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39427</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจายอำนาจรับนักเรียนให้จังหวัด, ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์, นโยบายรับนักเรียนปี63</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190228/image_big_5c77de2b7eb6d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38563</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2019 15:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2019 15:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ดกพฐ.ส่งตัวแทนร่วมสังเกตุการณ์หารือรับนร. ยืนยันรร.ดังควรสอบ100%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14มิ.ย.62-บอร์ด กพฐ. ส่งตัวแทนร่วมสังเกตุการณ์ การหารือของคณะทำงานวิเคราะห์แผนการรับนักเรียนร่วมของ สพฐ. &amp;nbsp;โดยเฉพาะประเด็นการกระจายอำนาจให้จังหวัดรับนักเรียนเอง ยืนยันยังต้องการให้โรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงสอบ 100% แต่จะต้องทำให้เด็กในพื้นที่บริการมีที่เรียนด้วย คาด ก.ค.นี้ ได้ข้อสรุปเกณฑ์รับนักเรียนปีการศึกษา 63&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายเอกชัย กี่สุขพันธุ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ประธาน กพฐ.) กล่าวภายหลังการประชุม กพฐ.ว่า ที่ประชุมได้มีการเสนอตัวแทนจาก กพฐ. เข้าไปเป็นคณะทำงานวิเคราะห์แผนการรับนักเรียนร่วมกับ สพฐ. เพื่อดูว่าส่วนกลางจะกระจายอำนาจให้ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และเขตพื้นที่กำหนดสัดส่วนการรับนักเรียนได้อย่างไรบ้าง ขณะเดียวกันได้มีการนำเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับโนยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปีการศึกษา 2563 ว่า ยังอยากให้โรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงสอบร้อยละ 100 อยู่เหมือนเดิมแต่จะต้องทำให้เด็กในพื้นที่บริการมีที่เรียนด้วย เพราะเราจะต้องสร้างเด็กเก่งเพื่อไปพัฒนาประเทศ รวมถึงจะเปิดโอกาสให้เด็กพิเศษเรียนร่วมกับโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขังสูงด้วยเช่นกัน เพราะ กพฐ.มองว่าโรงเรียนดังมีความพร้อมทุกด้านแต่ไม่ยอมรับเด็กพิเศษมาเรียนร่วม ดังนั้นเราจึงคิดว่าต้องเปิดโอกาสให้มีสัดส่วนของเด็กพิเศษได้เข้าเรียนโรงเรียนดัง อย่างไรก็ตามสัปดาห์หน้าคณะทำงานรับนักเรียนของสพฐ.จะมีการประชุม หลังจากนั้นคาดว่าภายในเดือนกรกฎาคมได้ข้อสรุปเกณฑ์รับนักเรียนปีการศึกษา 2563 และประกาศใช้อย่างเป็นทางการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้มีมติตั้งคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการเรียนจัดการเรียนการสอนภาษาจีนสู่สากล เพื่อขับเคลื่อนการเรียนภาษาจีนสู่การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมต่อไป โดยคณะอนุกรรมการชุดดังกล่าวจะมีหน้าที่ทบทวนหลักสูตร เนื้อหาวิชา และกระบวนการจัดการเรียนการสอนภาษาจีนของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในปัจจุบันว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง พร้อมกับพัฒนาปรับปรุงหลักสูตรและนำเสนอรูปแบบการจัดหลักสูตรภาษาจีนในแต่ละระดับทั้งเนื้อหา และมาตรฐานการสอนภาษาจีนระดับนานาชาติ พัฒนาขีดความสามารถครูสอนภาษาจีนให้มีคุณภาพมากขึ้น&amp;rdquo;ประธาน กพฐ.กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38563</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สพฐ., กระจายอำนาจรับนักเรียนให้จังหวัด, นายเอกชัย กี่สุขพันธุ์, นโยบายรับนักเรียนปี63, บอร์ดกพฐ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190614/image_big_5d035f9135908.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
