<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>59800</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/03/2020 13:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2020 13:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สธ.&#039;แจงปชช.สงสัยป่วยโควิด-19ตรวจ-รักษาฟรีทุกรพ. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 มี.ค.63-นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ ที่ปรึกษาระดับกระทรวงและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;กล่าวถึงกรณีหลายภาคส่วนมีเสียงสะท้อนค่าตรวจโรคโควิด-19 มีราคาแพงว่า ตามปกติหากใครก็ตามมีอาการไม่สบาย เช่น มีไข้ เป็นหวัดหรือน้ำมูกและประวัติเสี่ยง สามารถไปที่โรงพยาบาลที่แต่ละคนมีสิทธิ ซึ่งจะไปเองหรือให้เจ้าหน้าที่ไปรับก็ได้ โดยจะได้รับการตรวจและรักษาฟรีในทุกโรงพยาบาล เพราะทุกคนมีทั้งสิทธิของข้าราชการ สิทธิตามหลักประกันสุขภาพ หรือแม้แต่สิทธิประกันสังคม แต่มีหลักเกณฑ์จะต้องมีอาการป่วยและประวัติเสี่ยงสัมผัส รวมถึงนโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่(UCEP) หากเจ็บป่วยภายใน 72 ชั่วโมงแรก สามารถเข้ารับการรักษาหรือช่วยชีวิตโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใน 72 ชั่วโมงแรก ไม่ว่าจะในโรงพยาบาลไหนก็ตาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ถ้าไม่มีอาการแล้วไปโรงพยาบาลจะไม่สามารถใช้สิทธิ UCEP ได้ ดังนั้นต้องมีอาการหอบอย่างหนัก ต้องสงสัยว่าเป็นโควิด-19 สามารถเข้าโรงพยาบาลไหนก็ได้ โดยใช้สิทธิ UCEP &amp;nbsp;ทั้งนี้โรงพยาบาลจะมีการคัดกรองและซักประวัติ แต่หากไม่มีอาการป่วย ขอความกรุณา ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปตรวจ เพราะตรวจไปก็ไม่มีประโยชน์ และเสียเงินด้วย ส่วนใหญ่ตรวจไปก็ไม่พบเชื้อ แต่ถ้ารู้ว่าตัวเองมีประวัติเป็นกลุ่มเสี่ยง เช่นสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันแล้วขอให้ติดต่อมายังกรมควบคุมโรค สายด่วน 1422 ได้ทันที​ จะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแล วันนี้ผู้ป่วยที่ได้รับยืนยันในแต่ละราย เราทำงานเต็มที่ เราติดตามคนที่ใกล้ชิด 40-170 ราย แต่ไม่ใช่ว่าคนเหล่านี้มีอาการแต่เป็นกลุ่มเสี่ยง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่า การส่งตัวผู้ป่วยจากโรงพยาบาลเอกชนมายังโรงพยาบาลรัฐ นพ.รุ่งเรือง กล่าวว่า ขณะนี้โรงพยาบาลเอกชนเข้ามาร่วมมือ หากมีกรณีผู้ป่วยไปโรงพยาบาลเอกชน เขามีสิทธิพื้นฐานอยู่แล้ว ซึ่งผลตรวจจากห้องแล็ปก็ส่งมาได้เลยกระทรวงสาธารณสุขดูแลอยู่แล้ว ยกเว้นกรณีที่บางคนไปขอตรวจเอง หมอจะแนะนำว่าอย่าตรวจเลย แต่ถ้ายืนยันว่าจะตรวจให้ได้ก็จะเสียเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่า หากผลตรวจจากห้องแล็ปออกจากโรงพยาบาลไหน ผู้ป่วยสามารถรักษาตัวที่โรงพยาบาลนั้นได้หรือไม่ โดยไม่ต้องส่งตัวมาที่โรงพยาบาลรัฐ นพ.รุ่งเรือง กล่าวว่า ผู้ป่วย 1 แสนกว่าคนทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย 90 เปอร์เซ็นต์ อาการไม่หนักมาก ศักยภาพของโรงพยาบาลเราดูแลได้ เราเตรียมความพร้อมของทีมแพทย์ให้คำปรึกษาทั้งประเทศและมีระบบรองรับ กรณีที่มีผู้ป่วยหนักบางราย ซึ่งมีจำนวนน้อยมากจะส่งมาที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ของเรา เช่น สถานบันบำราศนราดูรหรือโรงพยาบาลราชวิถี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ไม่อยากให้มากังวลเรื่องระยะใดก็ตาม เพราะสิ่งสำคัญคือ เปลี่ยนความกลัวเป็นความรู้ที่ถูกต้อง ป้องกันได้ เราต้องป้องกันตัวเอง และป้องกันไม่ให้ไปแพร่เชื้อสู่คนอื่น ร่วมรับผิดชอบต่อสังคม โรคนี้มียารักษาและกำลังจะมีวัคซีน ซึ่งโดยปกติเวลาเกิดการแพร่ระบาดของโรคสำคัญ เช่นเมื่อ 10 ปีก่อน ที่โรคไข้หวัดใหญ่ระบาด เมื่อเกิดโรค เราจะเก็บเชื้อไปพัฒนาเป็นวัคซีน มันมีวิธีการทำโดยใช้เวลา 6 เดือนถึง 1 ปีก็จะได้วัคซีนออกมา แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่วัคซีน แต่อยู่ที่ว่าโรคนี้แพร่ระบาดจากการไอหรือจามที่เป็นละอองฝอย ดังนั้นผู้ป่วยต้องสวมหน้ากากอนามัยและหมั่นล้างมือ ซึ่งสิ่งสำคัญประชาชนต้องดูข้อมูลที่ถูกต้อง อย่าเพิ่งแชร์หรือทำอะไรก็ตาม ขอให้เช็คข้อมูลให้ถูกต้องก่อน ดูข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้ แต่ส่วนใหญ่เราไม่อ่านแต่ส่งต่อเลย ก็ต้องขอกราบวิงวอน ปัญหาวันนี้โรคโควิด-19 ไม่ใช่ปัญหาใหญ่​ แต่เป็นเรื่องสุขภาพทางจิตใจ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า พูดได้หรือไม่ว่า มาตรการปิดเมืองหรือปิดประเทศไม่มีทางเกิดขึ้นกับประเทศไทย นพ.รุ่งเรืองกล่าวว่า ตรงนี้เป็นส่วนที่เราจะต้องตัดสินต่อไปในอนาคตมันขึ้นอยู่กับสถานการณ์และมาตรการ ณ วันนี้สิ่งที่เราทำ เราไม่ได้ทำแบบไม่ได้วางแผน เรามีผู้ทรงคุณวุฒิ ระดับนานาชาติ ระดับองค์การอนามัยโลก มาร่วมกันคิดวิเคราะห์ ตัดสินใจและกำหนดมาตรการที่เหมาะสม และไม่ต้องห่วงสิ่งที่ประเทศไทยทำวันนี้ เราทำเกินกว่าสถานการณ์มีอยู่เสมอ อย่างแรกคือการเฝ้าระวัง การติดตาม เวลาเจอผู้ติดเชื้อ และที่สำคัญคือระบบรักษาพยาบาล โรงพยาบาลมีพร้อม หมอพร้อม ยาพร้อม ทุกอย่างพร้อมที่รองรับ ไม่ว่าสถานการณ์จะเกิดขึ้นรุนแรงที่สุดขนาดไหนก็ตาม จะไม่เป็นแบบอิตาลีเรายืนยัน นายกฯ กำชับเป็นอย่างดีต้องทำให้ดีที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59800</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ, นโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่, โรคโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200315/image_big_5e6dcca96f605.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53322</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/12/2019 17:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/12/2019 17:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สปสช.เพิ่มความเข้มข้นระบบ UCEP พร้อมรองรับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ช่วงปีใหม่ ย้ำป่วยเข้ารพ.ใกล้สุดไว้ก่อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26ธ.ค.62-นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ในการดูแลผู้ป่วยเจ็บป่วยวิกฤตฉุกเฉินเป็นไปตามที่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้วางระบบรองรับการรักษาพยาบาลที่เป็นมาตรฐานไว้ &amp;nbsp;โดยครอบคลุมดูแลประชาชนทุกสิทธิ เพียงแต่ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 นี้ จะมีความเข้มข้นในการเตรียมพร้อมเพื่อรองรับสถานการณ์เพิ่มขึ้น เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ ในส่วนของนโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ มีสิทธิทุกที่ หรือ UNIVERSAL COVERAGE FOR EMERGENCY PATIENTS (UCEP) ที่ผ่านมาได้รับการตอบรับอย่างดีทั้งจากผู้ให้บริการและผู้รับบริการ &amp;nbsp;เรียกได้ว่ามีปัญหาและมีเรื่องร้องเรียนเข้ามาน้อยมาก รวมถึงปัญหาการเรียกเก็บเงินจากผู้ป่วยวิกฤตฉุกเฉินในช่วง 72 ชั่วโมงแรก ประชาชนส่วนใหญ่พอใจ &amp;nbsp;เป็นอย่างที่นายกรัฐมนตรีเคยกล่าวไว้ว่า ใน 100 ราย อาจมีผู้ที่ไม่พอใจเพียง 1 รายเท่านั้น แต่เราก็แก้ไขปัญหาให้ลุล่วง ทั้งนี้ขอให้ประชาชนทุกคนระมัดระวังการเดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 นี้ เป็นช่วงที่มีวันหยุดยาว ประชาชนส่วนใหญ่จะเดินทางกลับบ้านและท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลนี้ ประชาชนผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือ &amp;ldquo;สิทธิบัตรทอง&amp;rdquo; หากมีความจำเป็นต้องเข้ารักษาที่โรงพยาบาล แบ่งเป็น 2 กรณี คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินระดับวิกฤติที่หากไม่รักษาทันทีมีโอกาสเสียชีวิตสูง สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้ที่สถานพยาบาลทุกแห่งที่อยู่ใกล้สุด ตามนโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ มีสิทธิ์ทุกที่ และให้สถานพยาบาลที่ให้การรักษาเบิกค่าใช้จ่ายจาก สปสช.ตามอัตราที่กำหนด
2.กรณีเจ็บป่วยที่ไม่ใช่ฉุกเฉินระดับวิกฤติ หรือผู้มีสิทธิบัตรทองที่เดินทางไปต่างถิ่นแล้วมีความจำเป็นต้องเข้ารักษาที่โรงพยาบาล เช่น ความดันโลหิตขึ้นสูง ปวดศีรษะมาก ท้องเสียรุนแรง เป็นต้น เป็นภาวะที่ไม่ถึงขั้นฉุกเฉินแก่ชีวิต กรณีนี้ เป็นไปตามข้อบังคับ สปสช.ว่าด้วยการใช้สิทธิรับบริการสาธารณสุขกรณีที่มีเหตุสมควร กรณีอุบัติเหตุหรือกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 ระบุว่า ผู้ป่วยสิทธิบัตรทองหากมีเหตุสมควร หรือกรณีอุบัติเหตุฉุกเฉิน หรือกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน สามารถเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลอื่นที่ไม่ได้ลงทะเบียนหน่วยบริการประจำและสถานพยาบาลที่ไม่ได้เข้าร่วมให้บริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตามมาตรา 7 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ทั้งนี้ขอแนะนำให้เข้ารับบริการที่สถานพยาบาลของรัฐและสถานพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมโครงการที่อยู่ใกล้ที่สุดก่อน ไม่มุ่งเจาะจงเข้าสถานพยาบาลเอกชนเท่านั้น เนื่องจากการเบิกจ่ายค่ารักษาจะเป็นไปตามระเบียบที่กำหนดไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในการเข้ารับบริการรักษาพยาบาลฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ เพื่อความสะดวก นอกจากการเตรียมบัตรประจำตัวประชาชนที่เป็นหลักฐานสำคัญแล้ว ควรศึกษาข้อมูลหน่วยบริการที่อยู่ในพื้นที่ระหว่างเดินทางและจุดหมายปลายทาง เพื่อเป็นข้อมูลสำคัญในการเข้ารับการรักษาพยาบาลยังหน่วยบริการที่ใกล้ที่สุดโดยเร็วและเพื่อความไม่ประมาท ส่วนประชาชนที่เจ็บป่วยด้วยโรคประจำตัวที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่อง อาทิ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และหอบหืด เป็นต้น ควรเตรียมพร้อมยารักษาโรคเพื่อให้เพียงพอสำหรับการเดินทาง&amp;rdquo; เลขาธิการ สปสช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่สายด่วน สปสช. โทร. 1330 ได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมงขณะที่กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินนั้น โทร. สายด่วน 1669 ได้ทั่วประเทศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53322</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สปสช., นโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191226/image_big_5e048a062f39d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25313</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/12/2018 17:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/12/2018 17:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;บิ๊กตู่&#039;แนะใช้ประโยชน์UCEPหากเกิดเหตุฉุกเฉิน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ธ.ค.61- นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ห่วงใยประชาชนที่เดินทางและเฉลิมฉลองในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2562 โดยแนะให้ผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินหรือคนใกล้ชิดใช้ประโยชน์จากนโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่ หรือ UCEP ซึ่งเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลคุ้มครองผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตให้สามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทุกแห่งที่ใกล้ที่สุดโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายภายใน 72 ชม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นายกฯ ย้ำว่าส่วนตัวไม่ต้องการให้ประชาชนประสบเหตุฉุกเฉิน แต่หากเกิดขึ้นแล้วทุกคนมีสิทธิได้รับการดูแลจากรัฐ หากพบอาการเข้าข่ายเจ็บป่วยฉุกเฉินหรือไม่แน่ใจให้สอบถามได้ที่สายด่วน 1669 พร้อมเตือนด้วยว่าอย่าโทรก่อกวนหรือเล่นสนุกคึกคะนอง หากตรวจพบจะถูกดำเนินการอย่างเด็ดขาด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลทุกคนอยากมีความสุขและปลอดภัย นายกรัฐมนตรีจึงได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เน้นดำเนินการตามแผนอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยภายใต้มาตรการ 777 ทั้งช่วงเวลา 7 วันก่อน ระหว่าง และหลังวันหยุดปีใหม่ โดยทุกหน่วยต้องบูรณาการกันทำงานแม้จะมีแผนของตนเอง รวมทั้งขอให้คนไทยทุกคนไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือเจ้าหน้าที่แสดงน้ำใจต่อกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน และเคารพกฎหมาย เพื่อให้เทศกาลปีใหม่เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25313</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์, นโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่, บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, อุบัติเหตุปีใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181024/image_big_5bd0387ed5515.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
