<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115214</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2021 22:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มูลนิธิรักษ์ป่าน่านฯห่วงใยอสม. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;มูลนิธิรักษ์ป่าน่าน ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ห่วงใยประชาชนและเจ้าหน้าที่ด่านหน้า มอบเสื้อปฏิบัติการ และหน้ากากอนามัย ให้กับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในพื้นที่เทศบาลเมืองน่าน&amp;nbsp; เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมีนายกเทศมนตรีเมืองน่าน พร้อมด้วย&amp;nbsp; ประธานสภาเทศบาลเมืองน่าน ร่วมรับมอบ เมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;นายบัณฑูร ล่ำซำ รองประธานมูลนิธิรักษ์ป่าน่าน เผยว่า ตามที่มูลนิธิรักษ์ป่าน่านฯได้ดำเนินงานโครงการมอบความช่วยเหลือด้านอุปกรณ์ทางการแพทย์จำเป็นให้แก่สถานบริการสาธารณสุขชุมชน พื้นที่จังหวัดน่าน ทำให้ทราบข้อมูลความขาดแคลนของอุปกรณ์การดูแลสุขภาพของประชาชนในเบื้องตัน โดยมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เป็นผู้ดำเนินการนั้น เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของ อสม.มีประสิทธิภาพประสิทธิผลยิ่งขึ้น มูลนิธิฯ จึงได้จัดสรรเสื้อปฏิบัติการและหน้ากากอนามัยมอบให้กับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ทั้งนี้ได้มอบเสื้อปฏิบัติการและหน้ากากอนามัยสนับสนุนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ให้กับโรงพยาบาลน่าน ชุมชนในเขตเทศบาลเมืองน่าน และ รพสต.ในเขตอำเภอเมืองน่าน จำนวน 18 แห่ง 137 หมู่บ้าน แบ่งเป็น เสื้อปฏิบัติการ อสม.จำนวน 1,668 ตัว หน้ากากอนามัยจำนวน 3,336 กล่อง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน พร้อมด้วย นายวิจิตร ไชยมงคล ประธานสภาเทศบาลเมืองน่าน กล่าวในนามของชาวจังหวัดน่าน ขอขอบคุณพลเมืองคุณภาพของจังหวัดน่าน คุณปั้นบัณฑูร ล่ำซำ ที่รับอาสาทำงานยากของชาวน่าน คือการรักษาป่าต้นน้ำน่าน แหล่งต้นน้ำที่สำคัญของประเทศ ด้วยกระบวนการสร้างความสมดุลย์ระหว่างรายได้ที่พอเพียงในการเลี้ยงชีพของคนที่อยู่ในเขตป่าและการรักษาป่าต้นน้ำให้มีคุณภาพและยั่งยืน ภายใต้โครงการรักษ์ป่าน่าน(น่านแซนบล๊อก) ของมูลนิธิรักษ์ป่าน่าน ในพระราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ความห่วงใยที่มีต่อชาวน่านในสถานการณ์โควิด19 คุณบัณฑูร ยังได้ให้ความช่วยเหลือเป็นทุนในการนำคนน่านที่ป่วยด้วยโรคโควิด19 ในพื้นที่สีแดงเข้ม กลับมารักษาตัวที่บ้านเกิด รวมทั้งทุนทรัพย์ในค่าใช้จ่ายโรงพยาบาลสนาม &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115214</URL_LINK>
                <HASHTAG>#หน้ากากอนามัย, #อสม., น่าน, บัณฑูร ล่ำซำ, มูลนิธิรักษ์ป่าน่าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210831/image_big_612e452a3d940.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111971</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2021 18:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2021 18:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เร่งจัดระบบผังน้ำลุ่มน้ำภาคเหนือ ปูพรมศึกษาปรับปรุงพื้นที่ตอนบนเอื้อทางน้ำทั้งฤดูฝน - แล้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สทนช. ลุยศึกษาจัดทำผังน้ำ ลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน หวังใช้เป็นแนวทางปรับปรุงการใช้ประโยชน์ที่ดินในระบบทางน้ำ ที่ไม่ส่งผลต่อการไหลของน้ำ เอื้อจัดการท่วม-แล้งอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมติดตามความก้าวหน้างบกลางแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ-เก็บกักน้ำเร่งด่วนให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กำชับให้ สทนช. เร่งรัดการจัดทำผังน้ำให้แล้วเสร็จโดยเร็ว รวมถึงให้มีการติดตามผลการดำเนินงานตามงบกลางของหน่วยงานต่าง ๆ รายงานต่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สทนช. ได้ลงพื้นที่ลุ่มน้ำวัง จ.ลำปาง และลุ่มน้ำปิง จ.เชียงใหม่ เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานศึกษาโครงการจัดทำผังน้ำ ลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน และติดตามผลสัมฤทธิ์ของโครงการที่ได้รับอนุมัติงบกลาง ปี 2563 ตามมติคณะรัฐมนตรี เนื่องจากลุ่มน้ำปิง วัง ยม และน่าน ถือเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญในพื้นที่ตอนบนของประเทศ และส่งน้ำไปยังพื้นที่ภาคกลางที่เป็นแหล่งชุมชนและพื้นที่เพาะปลูกที่สำคัญ สภาพปัญหาที่พบประจำ ได้แก่ พื้นที่ชุมชนริมน้ำ อาทิ เทศบาลนครเชียงใหม่ เทศบาลเมืองสุโขทัยธานี เทศบาลเมืองน่าน มักประสบปัญหาน้ำท่วมเกือบทุกปี สาเหตุจากลำน้ำแคบ น้ำไหลไม่สะดวก เนื่องจากมีการรุกล้ำการใช้ประโยชน์ที่ดินสองฝั่งลำน้ำซึ่งเป็นปัจจัยหลักต่อการไหลของน้ำในฤดูน้ำหลาก รวมทั้งการเก็บกักน้ำในพื้นที่สำหรับใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้งยังไม่เต็มศักยภาพ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น สทนช. จึงต้องเร่งดำเนินโครงการจัดทำผังน้ำ ลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน โดยจะมีการศึกษาและทบทวนกายภาพของพื้นที่การใช้ประโยชน์ที่ดินในอดีตถึงปัจจุบัน เพื่อเสนอแนะการใช้ประโยชน์ที่ดินที่อยู่ในระบบทางน้ำตามผังน้ำ การพัฒนาเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน การรวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลจากแผนที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ 1.แผนที่แสดงโครงข่ายระบบระบายน้ำในปัจจุบัน ทิศทางการไหลของน้ำ วิเคราะห์สภาพและสาเหตุของการเกิดอุทกภัยและภัยแล้ง 2.แผนที่แสดงระบบป้องกันน้ำท่วมและการบรรเทาอุทกภัย การบริหารจัดการอุทกภัย มูลค่าความเสียหายและวิเคราะห์การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา 3.แผนที่แสดงพื้นที่ประกาศภัยแล้ง การบริหารจัดการภัยแล้ง มูลค่าความเสียหายและวิเคราะห์การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาจากหน่วยงานต่าง ๆ จัดทำแผนที่แสดงสิ่งปลูกสร้างและโครงสร้างพื้นฐานที่กีดขวางทางน้ำ ตลอดจนการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านเพื่อนำมากำหนดขอบเขตผังน้ำ เพื่อใช้เป็นหลักให้หน่วยงานปฏิบัติอ้างอิงต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ยังใช้แบบจำลองในกรณีศึกษาอย่างน้อย 5 กรณี ได้แก่ 1.กำหนดขอบเขตผังน้ำจากสภาพพื้นที่และระบบสาธารณูปโภค (โครงข่ายถนน และช่องเปิดต่าง ๆ) ในสภาพปัจจุบัน 2.กำหนดขอบเขตผังน้ำโดยมีการปรับปรุงโครงข่ายถนนและช่องเปิดต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ผังน้ำไม่ให้เกิดการกีดขวางทางน้ำ 3.กำหนดขอบเขตผังน้ำโดยมีการพัฒนาโครงการที่อยู่ในแผนของหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีความชัดเจนในการดำเนินการ 4.กำหนดขอบเขตผังน้ำโดยมีการปรับปรุงโครงข่ายถนนและช่องเปิดต่าง ๆ ในพื้นที่ผังน้ำร่วมกับการพัฒนาโครงการที่อยู่ในแผนของหน่วยงานต่าง ๆ และการเสนอเพิ่มเติมโดยผู้ศึกษา&amp;nbsp;&amp;nbsp; และ 5.กำหนดขอบเขตผังน้ำโดยมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การพัฒนาเมืองหรือพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญในลุ่มน้ำ ที่อาจจะส่งผลกระทบในพื้นที่ผังน้ำร่วมกับการพัฒนาโครงการที่อยู่ในแผนของหน่วยงานต่าง ๆ&amp;nbsp; หรือโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษา เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การศึกษาของทั้ง 4 ลุ่มน้ำในครั้งนี้ มีระยะเวลาดำเนินการ 16 เดือน เริ่มวันที่ 10 เมษายน 2564 และจะศึกษาแล้วเสร็จวันที่ 2 สิงหาคม 2565 โดยในแต่ละขั้นตอนการศึกษาจะมีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของคณะกรรมการลุ่มน้ำ หน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ จำนวน 4 ครั้งต่อลุ่มน้ำ เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันพิจารณา พร้อมสะท้อนปัญหาและความต้องการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ได้อย่างตรงจุด เพื่อให้หน่วยงานสามารถนำผังน้ำไปใช้สนับสนุนแผนงานการป้องกันแก้ไขภัยแล้งและอุทกภัย รวมทั้งการบริหารจัดการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำได้อีกด้วย โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์ที่ดินที่อยู่ในระบบทางน้ำตามผังน้ำจะต้องไม่ก่อให้เกิดการเบี่ยงเบนทางน้ำหรือกระแสน้ำหรือสิ่งกีดขวางการไหลของน้ำในระบบทางน้ำ อันเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติตามแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้ง และแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม&amp;rdquo; เลขาธิการ สทนช. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สมเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากการติดตามความก้าวหน้าการจัดทำผังน้ำแล้ว ยังได้ติดตามความก้าวหน้าผลสัมฤทธิ์ของโครงการที่ได้รับอนุมัติงบกลาง ปี 2563 ตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งในพื้นที่ภาคเหนือมีทั้งสิ้น 4,524 โครงการ แบ่งเป็น จังหวัดเชียงใหม่ 380 โครงการ และจังหวัดลำปาง 250 โครงการ สำหรับแผนงาน/โครงการ ภายใต้แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จังหวัดเชียงใหม่ 103 โครงการ และจังหวัดลำปาง 67 โครงการ ซึ่ง 2 โครงการสำคัญที่ได้ลงพื้นที่ในครั้งนี้ ได้แก่ โครงการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำให้กับประชาชนที่รัฐบาลให้การสนับสนุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งบกลางในการจัดทำโครงการธนาคารน้ำใต้ดินระดับตื้น ซึ่งดำเนินการโดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ในพื้นที่ ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ และระบบกระจายน้ำบาดาลด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ หมู่ที่ 4 ต.เวียงตาล อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง ซึ่งทั้งสองแห่งมีผลดำเนินการที่สามารถแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนในช่วงฤดูแล้งมากกว่า 150 ครัวเรือน อีกทั้ง สทนช. มีแนวคิดในการขยายผลการทำโครงการธนาคารน้ำดินในพื้นที่อื่นให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อเก็บกักน้ำในฤดูฝนนี้และเป็นน้ำต้นทุนในฤดูแล้งหน้าตามนโยบายของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111971</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนช., คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, จัดทำผังน้ำ, ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์, ท่วม-แล้ง, น่าน, พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ, ยม, ลุ่มน้ำปิง, วัง, สทนช., สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, แก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210802/image_big_6107d4f49c051.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82387</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/10/2020 17:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/10/2020 17:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขบวนเครือข่ายชุมชนร่วมงาน ‘วันที่อยู่อาศัยโลกภาคเหนือ’ ที่ จ.น่าน ชูประเด็นขับเคลื่อน “การจัดการที่อยู่อาศัย-ที่ดินทำกินเพื่อคนทุกคน”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ขบวนรณรงค์วันที่อยู่อาศัยโลกภาคเหนือที่ จ.น่าน&amp;nbsp; เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จ.น่าน / &amp;nbsp;ขบวนเครือข่ายชุมชน 17 จังหวัดภาคเหนือ ขอนแก่นและสุพรรณบุรี ประมาณ 600 คน&amp;nbsp; ร่วมงาน &amp;lsquo;วันที่อยู่อาศัยโลกภาคเหนือ&amp;rsquo; ที่ จ.น่าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชูประเด็นการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหา &amp;ldquo;การจัดการที่อยู่อาศัย-ที่ดินทำกินเพื่อคนทุกคน&amp;rdquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;องค์การที่อยู่อาศัยแห่งสหประชาชาติ (UN &amp;ndash; HABITAT)&amp;nbsp; &amp;nbsp;กำหนดให้วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมของทุกปี เป็น &amp;lsquo;วันที่อยู่อาศัยโลก&amp;rsquo; หรือ &amp;lsquo;World Habitat Day&amp;rsquo;&amp;nbsp; เริ่มตั้งแต่ปี 2528 &amp;nbsp;โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ ในโลกให้ความสำคัญกับสถานการณ์การอยู่อาศัยและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ &amp;nbsp;ตลอดจนตระหนักถึงสิทธิพื้นฐานของการมีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมของประชากรทุกคนบนโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ในปีนี้วันที่อยู่อาศัยโลกตรงกับวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; โดย UN &amp;ndash; HABITAT&amp;nbsp; มีคำขวัญว่า &amp;ldquo;Housing for all A better urban future&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ที่อยู่อาศัยสำหรับทุกคน เพื่ออนาคตเมืองที่ดีขึ้นกว่าเดิม&amp;rdquo; &amp;nbsp;ขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; จัดมหกรรม &amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;nbsp; : ที่อยู่อาศัยสำหรับทุกคน เพื่ออนาคตเมืองที่ดีขึ้นกว่าเดิม&amp;rsquo; ตลอดช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้&amp;nbsp; ทั่วภูมิภาค&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; ภาคกลางและตะวันตกที่จังหวัดสุพรรณบุรี&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ภาคตะวันออกที่ จ.ปราจีนบุรี&amp;nbsp; กรุงเทพฯ &amp;nbsp;ภาคเหนือที่ จ.น่าน&amp;nbsp; ภาคอีสานที่ จ.ขอนแก่น&amp;nbsp; และภาคใต้ที่ จ.ชุมพร&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;ขบวนรณรงค์วันที่อยู่อาศัยโลกที่ จ.น่าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;วันที่อยู่อาศัยโลกภาคเหนือ :&amp;nbsp; &amp;ldquo;ฮ่วมแฮง&amp;nbsp; ฮ่วมใจ๋ แป๋งบ้าน&amp;nbsp; แป็งเมือง กู่คน&amp;nbsp; เพื่อชุมชนหมู่เฮา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ระหว่างวันที่ 30-31 ตุลาคม&amp;nbsp; ขบวนองค์กรชุมชนภาคเหนือ 17 จังหวัด&amp;nbsp; ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ จัดงาน &amp;lsquo;วันที่อยู่อาศัยโลกภาคเหนือ ปี 2563&amp;rsquo; &amp;nbsp;ที่จังหวัดน่าน &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยมีประเด็นสำคัญในการจัดงาน&amp;nbsp; คือ &amp;ldquo;การจัดการที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน เพื่อคนทุกคน&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ฮ่วมแฮง&amp;nbsp; ฮ่วมใจ๋ แป๋งบ้าน&amp;nbsp; แป็งเมือง กู่คน&amp;nbsp; เพื่อชุมชนหมู่เฮา&amp;rdquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;การจัดงานวันแรก (30 ตุลาคม)&amp;nbsp; นายวราวุธ&amp;nbsp; ศิลปอาชา&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ได้เดินทางมารับฟังปัญหาและรับมอบข้อเสนอการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยจากประชาชน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;นายวราวุธ รมว.กระทรวงทรัพยากรฯ(ยืนกลางใส่หมวก) ร่วมงานวันที่อยู่อาศัยโลกเมื่อ 31 ตุลาคม&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ส่วนการจัดงานวันนี้ (31 ตุลาคม)&amp;nbsp; จัดขึ้นที่วิทยาลัยสงฆ์นครน่าน&amp;nbsp; อ.ภูเพียง&amp;nbsp; จ.น่าน&amp;nbsp; มีการจัดเวทีเสวนา&amp;nbsp; นิทรรศการการแก้ไขปัญหาที่ดิน-ที่อยู่อาศัยในพื้นที่ต่างๆ&amp;nbsp; การออกร้านจำหน่ายสินค้าชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยมีนายวิบูรณ์&amp;nbsp; แววบัณฑิต&amp;nbsp; รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน &amp;nbsp;นางสาวสมสุข&amp;nbsp; บุญญะบัญชา&amp;nbsp; ที่ปรึกษาประธานอนุกรรมการโครงการบ้านมั่นคง สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ผู้แทนหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; ผู้แทนเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนภาคเหนือ 17 จังหวัด&amp;nbsp; ผู้แทนเครือข่ายชุมชนจังหวัดขอนแก่นและสุพรรณบุรี&amp;nbsp;&amp;nbsp; เข้าร่วมงานประมาณ&amp;nbsp; 600 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้พื้นที่ภาคเหนือ เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินของประชาชน &amp;nbsp;ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของภาครัฐ &amp;nbsp;&amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; มีชุมชนที่อยู่ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และพื้นที่อุทยานแห่งชาติมากกว่า 85 เปอร์เซ็นต์&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยที่ผ่านมา สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; ร่วมกับเครือข่ายการพัฒนาที่อยู่อาศัยและการจัดการที่ดินภาคเหนือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; และหน่วยงานภาคีในระดับจังหวัด &amp;nbsp;ร่วมกันดำเนินการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่น&amp;nbsp; สำรวจข้อมูลปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย-ที่ดินทำกินของผู้มีรายได้น้อย &amp;nbsp;สนับสนุนงบประมาณในการจัดกระบวนการ &amp;nbsp;นำไปสู่การการขับเคลื่อนงานอย่างเป็นรูปธรรม&amp;nbsp; โดยกำหนดเป็นแผนยุทธศาสตร์จังหวัด &amp;lsquo;การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน&amp;rsquo; &amp;nbsp;ที่มีความสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชน &amp;nbsp;มีความมั่นคงในการอยู่อาศัย และถูกต้องตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:2.0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0in 0in 0in 2in;&quot;&gt;เวทีเสวนา &amp;ldquo;รูปธรรมการจัดการที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินชนบท&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;ช่วงเช้าวันที่ 31 ตุลาคม&amp;nbsp; มีการจัดเวทีเสวนาเรื่อง &amp;ldquo;รูปธรรมการจัดการที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินชนบท&amp;rdquo; ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย&amp;nbsp; ผู้แทนชุมชนพื้นที่รูปธรรม&amp;nbsp; ผู้แทนหน่วยงานต่าง&amp;nbsp; และผู้แทนสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ &lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;นายกระมล&amp;nbsp; อุประรัตน์&amp;nbsp; ผู้แทนชุมชนตำบลเวียงสรวย &amp;nbsp;อ.แม่สรวย &amp;nbsp;จ.เชียงราย &amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp; ตำบลเวียงสรวยเป็นพื้นที่ชนบทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ&amp;nbsp; สวนป่าของกรมป่าไม้&amp;nbsp; และเขตอุทยานแห่งชาติ&amp;nbsp; มีทั้งหมด 17 ตำบล&amp;nbsp; ประชากรมีชาติพันธุ์อาข่า&amp;nbsp; ม้ง&amp;nbsp; และคนเมือง&amp;nbsp; ประมาณ 4,000 คน&amp;nbsp; ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร&amp;nbsp; ปลูกข้าวไร่&amp;nbsp; ข้าวโพด&amp;nbsp; ลำใย&amp;nbsp; กาแฟ&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมา&amp;nbsp; ชาวบ้านมีปัญหาเรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยที่ทับซ้อนกับพื้นที่ป่าไม้&amp;nbsp; ชาวบ้านถูกจับกุมดำเนินคดี&amp;nbsp; เป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน&amp;nbsp; แต่เมื่อมีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลในปี 2559 &amp;nbsp;&amp;nbsp;ชาวบ้านจึงได้ใช้สภาองค์กรชุมชนฯ เป็นเวทีแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; มีการเจรจากับป่าไม้และอุทยานฯ นำไปสู่กระบวนการแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ&amp;rdquo; ผู้แทนตำบลเวียงสรวยกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;เวทีการเสวนา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:10.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:10.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;กระบวนการที่ชาวบ้านตำบลเวียงสรวยลุกขึ้นมาจัดการแก้ไขปัญหาที่ดินด้วยตนเอง &amp;nbsp;โดยการเตรียมความพร้อม &amp;nbsp;สร้างความเข้าใจกันทั้งชุมชนเพื่อขับเคลื่อนเรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดิน &amp;nbsp;มีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วม 3 ชุมชน &amp;nbsp;คือ&amp;nbsp; บ้านโป่งปูเฟือง บ้านริมทาง &amp;nbsp;และบ้านห้วยน้ำมา &amp;nbsp;โดยร่วมกันสำรวจข้อมูลการถือครองที่ดิน จัดทำขอบเขตที่ดิน &amp;nbsp;รังวัดพื้นที่ &amp;nbsp;จัดทำผังชุมชน&amp;nbsp; โดยใช้เครื่องมือ GPS ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:10.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:10.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;ต่อมาจึงได้ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาที่ดินโดยใช้กลไกคณะกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัด (คทช.จังหวัด&amp;nbsp; มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานฯ) &amp;nbsp;เพื่อรองรับสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยมีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่หลายฝ่าย &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;สภาองค์กรชุมชนตำบล &amp;nbsp;เทศบาลตำบลเวียงสรวย &amp;nbsp;คทช.อำเภอ &amp;nbsp;คทช.จังหวัด ป่าไม้ อุทยานและสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากกระบวนการแก้ไขปัญหาที่ดินได้นำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคงที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ให้การสนับสนุน&amp;nbsp; เริ่มจากการสำรวจข้อมูลชุมชน&amp;nbsp; ครัวเรือนที่มีฐานะยากจน&amp;nbsp; สภาพบ้านเรือนทรุดโทรม&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการจัดทำโครงการบ้านมั่น&amp;nbsp; โดยทางสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ จะสนับสนุนงบประมาณในการซ่อมสร้างบ้านเรือนที่ทรุดโทรมให้มีสภาพมั่นคงแข็งแรง&amp;nbsp; เหมาะสมกับการอยู่อาศัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:10.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:10.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;ในปี 2561 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ สนับสนุนโครงการบ้านมั่นคงชนบทเทศบาลตำบลเวียงสรวย &amp;nbsp;จำนวน 227 ครัวเรือน&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 11,029,000 บาท&amp;nbsp; (เฉลี่ยครัวเรือนละ 40,000 บาท) โดยมีทีมงานช่างชุมชนจากทั่วประเทศมาร่วมซ่อมสร้างบ้าน&amp;nbsp; และซ่อมสร้างแล้วเสร็จทั้งหมดในช่วงปลายปี 2562 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:10.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:10.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;ผู้แทนตำบลเวียงสรวยบอกด้วยว่า&amp;nbsp; นอกจากการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ สนับสนุนแล้ว&amp;nbsp; หน่วยงานต่างๆ ยังร่วมสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; ส่งเสริมเรื่องอาชีพ&amp;nbsp; และรายได้&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ศูนย์พัฒนาสังคมบนพื้นที่สูง&amp;nbsp; สนับสนุนให้เอาอัตลักษณ์&amp;nbsp; เอกลักษณ์&amp;nbsp; ภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์มาทำผ้าปักมือ&amp;nbsp; สนับสนุนกลุ่มผู้สูงอายุผลิตสินค้า&amp;nbsp; การท่องเที่ยวชุมชน&amp;nbsp; อนุรักษ์พื้นที่ป่าไม้&amp;nbsp; สร้างแหล่งอาหารในป่า&amp;nbsp; มีหน่อไม้&amp;nbsp; เห็ด&amp;nbsp; ผักต่างๆ&amp;nbsp; เป็น &amp;lsquo;ซุปเปอร์มาเก็ต&amp;rsquo; ของชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:10.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:10.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;เครือข่ายคนน่านจัดการตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:10.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;นางฑิฆัมพร&amp;nbsp; กองสอน&amp;nbsp; ผู้นำตำบลบัวใหญ่&amp;nbsp; อ.นาน้อย&amp;nbsp; จ.น่าน&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; &amp;lsquo;เครือข่ายคนน่านจัดการตนเอง&amp;rsquo; เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มต่างๆ ที่ทำงานในทุกประเด็นงาน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มูลนิธิฮักเมืองน่าน&amp;nbsp; ฯลฯ มาทำงานร่วมกัน &amp;nbsp;โดยมีที่มาจากปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัยในจังหวัดน่าน&amp;nbsp; เพราะในจังหวัดน่านมีพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติจำนวน 17 ป่า&amp;nbsp; และเขตอุทยานอีกหลายแห่ง&amp;nbsp; ทำให้คนน่านอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีความมั่นคง&amp;nbsp; หรือตกอยู่ในสภาพ &amp;ldquo;เกิดมาก็ผิดกฎหมายแล้ว&amp;nbsp; เพราะอยู่ในพื้นที่ป่า&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:10.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:10.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:10.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:10.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;เฉพาะพื้นที่ตำบลบัวใหญ่เริ่มรวมตัวกันแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยตั้งแต่ปี 2547-2548 &amp;nbsp;โดยร่วมกันสำรวจข้อมูลชุมชน&amp;nbsp; ครัวเรือนที่อยู่ในเขตป่าฯ&amp;nbsp; พื้นที่ทับซ้อน&amp;nbsp; เมื่อได้ข้อมูลแล้วจึงเชิญหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; โดยเฉพาะหน่วยงานในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; เพื่อพูดคุยหาทางออก&amp;nbsp; และขยับจากการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ไปสู่การแก้ไขปัญหาในระดับนโยบาย&amp;nbsp; โดยเสนอข้อมูลปัญหาและแนวทางการแก้ไขให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ นำไปพิจารณา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:10.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:10.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;นอกจากนี้เครือข่ายคนน่านจัดการตนเองยังร่วมกับพี่น้องที่มีความเดือดร้อนร่วมกันจัดทำกระบวนการการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; โดยมีสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ให้การสนับสนุน&amp;nbsp; เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; ไม่ให้ถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้ไล่จับกุมอีก&amp;rdquo;&amp;nbsp; นางฑิฆัมพรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:10.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:10.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;ข้อเสนอเชิงนโยบายแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย-ที่ดินทำกิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ทั้งนี้ในการจัดงานวันที่อยู่อาศัยโลกภาคเหนือปี 2563 ที่จังหวัดน่าน&amp;nbsp; เมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp;&amp;nbsp; เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนได้ยื่นข้อเสนอการแก้ไขปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัยให้แก่นายวราวุธ&amp;nbsp; ศิลปอาชา&amp;nbsp; รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ที่เดินทางมาร่วมงานวันที่อยู่อาศัยโลกฯ&amp;nbsp; โดยมีข้อเสนอ 7 ข้อ คือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;นายวราวุธ&amp;nbsp; ศิลปอาชา&amp;nbsp; รมว.กระทรวงทรัพยฯ รับมอบข้อเสนอจากผู้แทนประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;1.หน่วยงานภาครัฐทุกระดับต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินอย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;2.ขอให้หน่วยงานในระดับจังหวัดบรรจุแผนการพัฒนาที่อยู่อาศัย และการจัดการที่ดินเป็นแผนยุทธศาสตร์จังหวัด โดยเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;3.ให้มีการจัดประชุมคณะทำงานการแก้ไขปัญหาผู้มีรายได้น้อยในระดับจังหวัด และ ผลักดันพื้นที่&amp;nbsp; ที่มีประเด็นปัญหาข้อติดขัดต่อ คณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ทั้งระดับอำเภอ และระดับจังหวัด อย่างสม่ำเสมอ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;4.ในเชิงกลไกคณะทำงานการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน ให้มีการทบทวนองค์ประกอบ เพิ่มสัดส่วนสภาองค์กรชุมชน กลุ่มผู้เดือดร้อนเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมเสนอแนะ และปัญหาข้อติดขัดที่เกิดขึ้น เพื่อสะท้อนถึงปัญหา ตลอดจนสิทธิการเข้าถึงทรัพยากรในทุกระดับไม่ว่าจะเป็นระดับท้องถิ่น ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;5.ให้มีการจัดตั้งกองทุนกลางสำหรับการพัฒนาที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกิน และคุณภาพชีวิต โดยให้ผู้มีรายได้น้อยมีส่วนร่วมบริหารจัดการ&amp;nbsp; เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยอย่างเป็นธรรม สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงทางกายภาพ สังคม และเศรษฐกิจของพื้นที่ เช่น เข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคง ของ พอช. ซื้อโครงการที่อยู่อาศัยของการเคหะแห่งชาติ และเอกชน หรือกลับภูมิลำเนา ฯลฯ ตลอดจนการสร้างความเข้มแข็งและยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;6.การบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ &amp;nbsp;รัฐวิสาหกิจ เอกชน ในการสนับสนุนระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานในพื้นที่โครงการการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยอย่างทั่วถึง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;7.ให้มีการอำนวยการก่อสร้างที่อยู่อาศัยและจัดหาที่ดินรองรับให้กับผู้ได้รับผลกระทบที่สอดคล้องกับวิถีการดำรงชีพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;รูปธรรมการแก้ไขปัญหาที่จังหวัดน่าน&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ผู้แทนสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดน่าน&amp;nbsp; กล่าวในเวทีเสวนาว่า&amp;nbsp; จังหวัดน่านมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 7.5 ล้านไร่&amp;nbsp; มีพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 16 ป่า&amp;nbsp; สามารถออกเอกสารสิทธิ์ให้แก่ประชาชนได้เพียง 12 % ของพื้นที่&amp;nbsp; ส่วนที่เหลือหรือที่อยู่ในเขตป่าสงวนฯ&amp;nbsp; และอุทยานฯ&amp;nbsp; จะดำเนินงานตามแนวทางของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.)&amp;nbsp; เพื่อให้ประชาชนอยู่ร่วมกับป่าได้&amp;nbsp; ส่วนจังหวัดอื่นๆ&amp;nbsp; ในภาคเหนือรวมทั้งหมด 17 จังหวัดก็จะใช้แนวทางของ คทช.เช่นเดียวกัน&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ความคืบหน้าของการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ต่างๆ จะไม่เหมือนกัน&amp;nbsp; ขึ้นอยู่กับการดำเนินการของแต่ละพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;ส่วนในจังหวัดน่าน&amp;nbsp; มีเป้าหมายจะกันพื้นที่ที่ประชาชนเข้าอยู่อาศัยในพื้นที่ป่าลุ่มน้ำชั้น&amp;nbsp; 3-4-5 &amp;nbsp;มีเป้าหมายประมาณ 270,000 ไร่&amp;nbsp; โดยจะนำข้อมูลจากการสำรวจพื้นที่ที่ประชาชนเข้าครอบครองทำประโยชน์เสนอต่อ คทช. จังหวัด (คณะกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัด&amp;nbsp; มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน)&amp;nbsp; แต่ดำเนินการได้ปีหนึ่งไม่กี่พันไร่&amp;nbsp; ทางผู้ว่าฯ &amp;nbsp;จ.น่าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เห็นความสำคัญของการแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; จึงสนับสนุนงบประมาณตามแผนยุทธศาสตร์จังหวัด&amp;nbsp; เพื่อให้เร่งรัดการสำรวจข้อมูล&amp;nbsp; การรังวัดพื้นที่&amp;nbsp; เพื่อนำเสนอข้อมูลต่อ คทช.จังหวัด จนสำรวจได้ครบ 270,000 ไร่&amp;nbsp; ภายในปีงบประมาณ 2563 (กันยายน) ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; ยังมีกระบวนการในการดำเนินการต่อไป&amp;nbsp; โดยพื้นที่ที่กันเอาไว้ให้ประชาชนเข้าอยู่อาศัยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย&amp;nbsp; ทางผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องเสนอเรื่องการขอใช้ประโยชน์ในที่ดินป่าสงวนฯ&amp;nbsp; (พื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 3-4-5) ไปยังกรมป่าไม้เพื่อพิจารณาอนุญาต&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยขณะนี้ส่งเรื่องเข้าไปแล้วประมาณ 90,000 ไร่&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 100,000 ไร่ยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบข้อมูลความถูกต้อง&amp;nbsp; เพื่อเสนอกรมป่าไม้ต่อไป&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้คาดว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี 2565&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;ldquo;พอช. เป็นกลไกรัฐ&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่เป็นเครื่องมือของประชาชน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;นายปฏิภาณ&amp;nbsp; จุมผา&amp;nbsp; รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; กล่าวในเวทีเสวนาว่า&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินและเรื่องที่อยู่อาศัยเป็นโจทย์ของแผ่นดิน&amp;nbsp; เป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำ&amp;nbsp; ไม่เป็นธรรมในสังคม&amp;nbsp; ซึ่งภาคประชาชนทั้งในเมืองและชนบทได้ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหามาก่อนหน้านี้แล้ว&amp;nbsp; ขณะเดียวกันรัฐบาลก็มีแผนงานในการแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; เพราะในประเทศไทยมีครัวเรือนทั้งหมดประมาณ 21&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล้านครัวเรือน&amp;nbsp; แต่มีปัญหาที่อยู่อาศัยไม่มั่นคงหรือไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองรวมทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 5,870,000&amp;nbsp; ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot; style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;นายปฏิภาณ&amp;nbsp; รอง ผอ.พอช. (ยืนขวาสุด)&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p class=&quot;MsoNoSpacing&quot;&gt;&amp;ldquo;วันที่อยู่อาศัยโลกปีนี้&amp;nbsp; องค์การที่อยู่อาศัยแห่งสหประชาชาติมีคำขวัญว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;lsquo;ที่อยู่อาศัยสำหรับทุกคน เพื่ออนาคตเมืองที่ดีขึ้นกว่าเดิม&amp;rsquo;&amp;nbsp; คือมีความหมายว่า&amp;nbsp; มวลมนุษยชาติควรจะมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง&amp;nbsp; ซึ่งพี่น้องขบวนชุมชนได้ทำเรื่องนี้กันมาแล้วหลายปี&amp;nbsp; และรัฐบาลมีแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยระยะ 20 ปี&amp;nbsp; (พ.ศ.2560-2579) โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; เป็นเจ้าภาพ&amp;nbsp; ร่วมกับกระทรวงต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน&amp;nbsp; มีเป้าหมายภายในปี 2579&amp;nbsp; ให้คนไทยทุกคนมีที่อยู่อาศัยกันถ้วนทั่ว&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายปฏิภาณกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นายปฏิภาณกล่าวต่อไปว่า &amp;nbsp;การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยนี้จะต้องแก้ไขปัญหากันทั้งตำบล&amp;nbsp; ทั้งเมือง&amp;nbsp; และแก้ไขปัญหาทุกมิติ&amp;nbsp; โดยมีระบบการสำรวจและจัดเก็บข้อมูล&amp;nbsp; โดยชุมชนท้องถิ่นต้องเป็นเจ้าภาพ&amp;nbsp; เป็นเจ้าของเรื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาของตนเอง&amp;nbsp; สร้างความร่วมมือร่วมกับหน่วยงานภาคีต่างๆ&amp;nbsp; ทั้งภาครัฐ&amp;nbsp; เอกชน&amp;nbsp; และสภาองค์กรชุมชนตำบลควรจะเป็นกลไกกลางในการเชื่อมต่อกับหน่วยงานและภาคีต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;ด้วยแนวทางนี้จะทำให้การแก้ไขปัญหาโดยมีพี่น้องประชาชนเป็นกำลังสำคัญ&amp;nbsp; ใช้เรื่องบ้านเป็นเครื่องมือ&amp;nbsp; นำไปสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาทุกปัญหา ทุกมิติ&amp;nbsp; ส่วนสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; เป็นกลไกของรัฐ&amp;nbsp; แต่เป็นเครื่องมือของประชาชน&amp;nbsp; พอช.จะเป็นเพื่อนร่วมทางของประชาชนและหน่วยงานภาคีต่างๆ&amp;nbsp; เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านี้ร่วมกัน&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายปฏิภาณกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;นางสาวสมสุข&amp;nbsp; บุญญะบัญชา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นางสาวสมสุข&amp;nbsp; บุญญะบัญชา&amp;nbsp; ที่ปรึกษาประธานอนุกรรมการโครงการบ้านมั่นคง สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความร่วมมือเป็นวาระใหม่ในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยทั้งเมืองและชนบท&amp;nbsp;&amp;nbsp; อยากให้การจัดงานเป็นจุดมุ่งหมายใหม่&amp;nbsp; ให้เกิดการแก้ไขปัญหาร่วมกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; อยากให้นำทิศทางการทำงานนี้ไปดำเนินการ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความมั่นคงสำคัญของชีวิตมนุษย์&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใช้คำว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;การมีอยู่อาศัยที่มั่นคง&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สร้างระบบการจัดการ&amp;nbsp; การเชื่อมโยงเพื่อสร้างชุมชนที่เข้มแข็งเพื่อความเป็นอยู่ที่ดี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมืองและชนบทเป็นเครื่องมือในการสร้างการเปลี่ยนแปลง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;การสร้างบ้านแปงเมือง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต้องมีที่ดิน&amp;nbsp; ปัจจัยสาธารณูปโภค&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีระบบที่ประสานความร่วมมือ โดยชุมชนเป็นตัวตั้ง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ต้องมีตัวบ้านที่ต้องทำให้เป็นรูปธรรม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชุมชนต้องเป็นผู้ทำ&amp;nbsp; ไม่ต้องการให้คนอื่นทำให้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ให้เริ่มต้นจัดการแก้ไขปัญหาที่ไม่มั่นคงทั้งหลาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; การสร้างระบบที่ทำให้ทุกคนในสังคมอยู่ร่วมกันได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ควรใช้โครงการที่มีอยู่เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง&amp;nbsp; เพื่อสร้างความมั่นคง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การออกแบบวิถีชีวิตและความมั่นคงสมัยใหม่ให้เท่าเทียมกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาจต้องคิดค้น&amp;nbsp; สร้างสรรค์ระบบที่เป็น ปัจจุบัน&amp;rdquo; นางสาวสมสุขให้ความคิดเห็นในตอนท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;นายวิบูรณ์&amp;nbsp; แววบัณฑิต&amp;nbsp; รองผู้ว่าฯ จ.น่าน&amp;nbsp; มอบใบประกาศเกียรติคุณให้แก่ชุมชนที่มีการแก้ไขปัญหาที่ดิน-ที่อยู่อาศัยดีเด่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82387</URL_LINK>
                <HASHTAG>น่าน, วันที่อยู่อาศัยโลก 2563, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช., เครือข่ายชุมชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201031/image_big_5f9d39431d0d7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75788</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2020 10:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2020 10:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมทางหลวงชวนเที่ยว “ถนนลอยฟ้า” จ.น่าน หนุนฟื้นฟูเศรษฐกิจท่องเที่ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
28 ส.ค.63-นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง(ทล.) เปิดเผยว่าแขวงทางหลวงน่านที่ 2 ได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมเส้นทางท่องเที่ยวในช่วงฤดูฝนที่นักท่องเที่ยวให้ความนิยม ตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อกระตุ้นให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ช่วงเดือนกันยายน &amp;ndash; เดือนตุลาคม 2563 เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด &amp;ndash; 19 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามกรมทางหลวงขอแนะนำถนนสวยงามที่ติดอันดับความนิยมของนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูฝนนี้และเป็นที่ขนานนามว่า &amp;ldquo;ถนนลอยฟ้า&amp;rdquo; ถนนหุบเขาที่สวยที่สุดในประเทศไทย หรือทางหลวงหมายเลข 1256 ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอปัว &amp;nbsp;จังหวัดน่าน มุ่งสู่อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
ทั้งนี้โดยกรมทางหลวงมีการดูแลเส้นทางให้พร้อมใช้งาน &amp;nbsp;ติดตั้งป้ายเตือน, ป้ายระวัง และไฟกระพริบเพื่ออำนวยความปลอดภัย ปรับปรุงภูมิทัศน์สองข้างทาง &amp;nbsp; &amp;nbsp; อีกทั้งหมวดทางหลวงในพื้นที่ยังอำนวยความสะดวกห้องสุขา, เครื่องดื่ม และให้บริการแนะนำเส้นทางแก่นักท่องเที่ยวอีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเดินทางมาเส้นทางสาย &amp;ldquo;ถนนลอยฟ้า&amp;rdquo; สามารถเดินทางด้วย ทางหลวงหมายเลข 101 ผ่านตัวเมืองน่านมุ่งหน้าไป อำเภอปัว ถึงปัวแล้วเลี้ยวขวาบนทางหลวงหมายเลข 1256 ไป อุทยานแห่งชาติดอยภูคา จะเป็นถนนลอยฟ้า สามารถเลยไปท่องเที่ยวต่อได้ที่ อ.บ่อเกลือ จนถึงทางหลวงหมายเลข 1081 ได้ สถานที่ท่องเที่ยวบนถนนลอยฟ้า เช่น อุทยานแห่งชาติดอยภูคา, บ่อเกลือโบราณ ฯลฯ เป็นต้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;
ทั้งนี้ กรมทางหลวงขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวโปรดขับรถด้วยความระมัดระวัง ปฏิบัติตามป้ายเตือน ป้ายแนะนำ เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง และปฏิบัติตามมาตรฐานสาธารณสุข &amp;ldquo;ท่องเที่ยวสุขใจ ห่างไกลโควิด-19&amp;rdquo; สวมหน้ากาก ล้างมือ รักษาระยะห่าง ลงทะเบียน &amp;lsquo;ไทยชนะ&amp;rsquo; เข้า &amp;ndash; ออก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75788</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถนนลอยฟ้า, ถนนหุบเขาที่สวยที่สุดในประเทศไทย, น่าน, อำเภอปัว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200828/image_big_5f487b41e5431.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75694</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2020 11:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2020 11:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทช. แจ้งซ่อมแซมคอสะพานข้ามห้วยน้ำนา จ.น่าน แล้วเสร็จ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
27 ส.ค.63-รายงานข่าวจากกรมทางหลวงชนบท (ทช.)โดยแขวงทางหลวงชนบทน่าน ดำเนินการซ่อมแซมคอสะพานบริเวณสะพานข้ามห้วยน้ำนา บนถนนทางหลวงชนบทสาย นน.3012 แยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 101 - บ้านภูเพียง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการซ่อมแซมแล้วเสร็จ ประชาชนในพื้นที่สามารถสัญจรผ่านได้เรียบร้อยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาพรวมของถนนทางหลวงชนบทที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในขณะนี้ (27 ส.ค.63 เวลา 08.30 น.) สำนักบำรุงทาง รายงานว่า มีถนน ทช. ประสบอุทกภัยใน 1 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุโขทัย โดยได้รับผลกระทบรวม 5 สายทาง สามารถสัญจรผ่านได้ 3 สายทาง ดังนี้
- ถนนสาย สท.4007 แยก ทล.1180-บ้านดงจันทร์ อ.สวรรคโลก,ศรีนคร จ.สุโขทัย
- ถนนสาย สท.4033 แยก ทล.1318-บ้านปากน้ำ อ.ศรีนคร,สวรรคโลก จ.สุโขทัย
- สะพานชุมชน สท.006 สะพานเมืองบางยม &amp;ndash; บ้านหนองโว้ง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย
และไม่สามารถสัญจรผ่านได้ 2 สายทาง ดังนี้
- สะพานชุมชน สท.002 สะพานไทรย้อย ทล.102 กับ ทล.1195 อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย (น้ำท่วมสูง)
- สะพานชุมชน สท.010 สะพานสุขุมสามัคคีสามตำบล อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย (น้ำท่วมสูง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามปัจจุบันได้ดำเนินการติดตั้งป้ายเตือน บริเวณที่เกิดเหตุ เพื่ออำนวยความสะดวกปลอดภัยในการเดินทางให้กับประชาชนแล้ว นอกจากนี้ยังได้จัดชุดปฏิบัติการพร้อมเครื่องจักรทำแนวป้องกันน้ำท่วม, ชุดปฏิบัติการบรรจุกระสอบทรายช่วยเหลือประชาชน เพื่อป้องน้ำไม่ให้ไหลเข้าที่พักอาศัย, ชุดปฏิบัติการแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ประสบภัยและชุดปฏิบัติการวางหินใหญ่ไหล่ทางป้องกันแนวลาดคันทางเพื่อป้องกันการกัดเซาะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ได้จัดตั้งโรงครัวเพื่อสนับสนุนให้แก่เจ้าหน้าที่และผู้ประสบภัย, ตั้งเต็นท์บริการให้แก่หน่วยแพทย์เคลื่อนที่โรงพยาบาลสวรรคโลก, จัดชุดปฏิบัติการช่วยย้ายสิ่งของให้แก่ผู้ประสบภัย และนำเรือท้องแบนเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยของมูลนิธิร่วมกตัญญูอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ประชาชนสามารถแจ้งเหตุอุทกภัยได้ที่สายด่วนกรมทางหลวงชนบท 1146 ตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75694</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทางหลวงชนบท (ทช.), ซ่อมถนนขาด, น่าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200827/image_big_5f4735c830947.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73242</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2020 07:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2020 07:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตุฯประกาศพายุ&#039;ซินลากู&#039;ฉบับที่10 เตือน44จ.ท่วมฉับพลัน-น้ำป่าไหลหลาก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ส.ค. 63 - เมื่อเวลา 05.00 น. กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภัย &amp;quot;พายุระดับ 2 (ดีเปรสชัน ซินลากู) (SINLAKU)&amp;quot; ฉบับที่ 10&amp;nbsp; โดยระบุว่า เมื่อเวลา 04.00 น. ของวันนี้ (3 ส.ค. 63) พายุระดับ 2 (ดีเปรสชัน ซินลากู) มีศูนย์กลางอยู่ที่ อ.ปัว จ. น่าน ประเทศไทย หรือที่ละติจูด 19.0 องศาเหนือ ลองจิจูด 101.0 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกอย่างช้าๆ คาดว่าพายุนี้จะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ (พายุระดับ 1) ในวันนี้ ( 3 ส.ค. 63 )&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง ร่องมรสุมกำลังแรงพาดผ่านภาคเหนือ เข้าสู่พายุระดับ 2 (ดีเปรสชัน ซินลากู) ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังผลกระทบจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พื้นที่ที่คาดว่าจะได้ผลกระทบมีดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 3 สิงหาคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคเหนือ: แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ และตาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และชัยภูมิ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคกลาง: นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท กาญจนบุรี และราชบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคตะวันออก: ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคใต้: ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 4 สิงหาคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคเหนือ: แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง สุโขทัย กำแพงเพชร และตาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย ขอนแก่น และชัยภูมิ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคกลาง: นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท กาญจนบุรี และราชบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคตะวันออก: ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคใต้: ระนอง พังงา ภูเก็ต เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรง โดยบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-4 เมตร ส่วนบริเวณอ่าวไทยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และควรงดออกจากฝั่ง โดยหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง จนถึงวันที่ 4 สิงหาคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับพายุระดับ 3 (โซนร้อน ฮากูปิต) บริเวณด้านตะวันออกของเกาะไต้หวัน คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณมณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีนในช่วงวันที่ 3-4 ส.ค. 63 ซึ่งพายุนี้ไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือสายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73242</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอุตุนิยมวิทยา, น่าน, น้ำท่วมฉับพลัน, ฝนตกหนัก, พายุซินลากู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200613/image_big_5ee4226b53775.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56967</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/02/2020 10:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/02/2020 10:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯอ้อนคนพะเยาขอให้เข้าใจทุกปัญหาต้องใช้เวลา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.พ.2563 - &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางถึงท่าอากาศยานน่านนคร ต.ผาสิงห์ อ.เมืองน่าน จ.น่าน ก่อนเดินทางต่อด้วยเฮลิคอปเตอร์ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32 ไปยังวัดศรีโคมคำ พระอารามหลวง ต.เวียง อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายของนายกรัฐมนตรีและคณะทุกคน เพื่อคัดกรองผู้โดยสารตามมาตรการเฝ้าระวังไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ บริเวณจุดทางเข้าของสนามบิน ซึ่งนายกฯ ได้มีอุณหภูมิร่างกายเป็นปกติ จากนั้นเวลา 08.50 น. นายกฯ ได้ต่อเครื่องเฮลิคอปเตอร์ ฮ.ท. 60 (Black Hawk) ของกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32 ก่อนนั่งรถยนต์โตโยต้า เวลไฟร์ สีดำ ป้ายทะเบียน กฉ 1616 พะเยา ไปยังวัดศรีโคมคำฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เวลา 09.40 น. นายกฯ เดินทางถึงวัดศรีโคมคำฯ โดยเข้าสักการะพระพุทธรูปพระเจ้าตนหลวง กราบสรีระสังขารพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ปวง ธมมปญโญ) ก่อนนมัสการพระสุนทรกิตติคุณ (เดชา อินทปญโญ) ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดศรีโดมคำ พระอารามหลวง เจ้าคณะอำเภอเมืองพะเยา พร้อมถวายผ้าไตรจีวรและเครื่องไทยธรรม โดยพระสุนทรกิตติคุณ ได้มอบพระพุทธรูปพระเจ้าตนหลวงจำลองให้แก่นายกรัฐมนตรี ก่อนนายกรัฐมนตรีกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นนายกฯ ได้สนทนากับเจ้าอาวาส โดยได้สอบถามถึงสภาพอากาศ และสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่จังหวัดพะเยา ทุกคนต้องช่วยกันทั้งหมด ตลอดจนเรื่องความรักและความสามัคคีในพื้นที่คงไม่มีใครทะเลาะเบาแว้ง ซึ่งวันนี้รู้สึกดีใจที่เห็นเมืองพะเยา มีความความสงบเรียบร้อย ผู้คนรักใคร่สามัคคีกันเป็นอย่างดี เพราะถ้าคนไทยไม่รักกันแล้วใครจะรักกัน จะแบ่งพวกกันมากๆ ไม่ได้ เพราะชาติต้องการความสงบ ความรักและความสามัคคี โดยหากต้องการความช่วยเหลือสิ่งใด ขอให้แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด หรือรัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรและสหกรณ์ที่ดูแลพื้นที่ ซึ่งไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นก็ตาม ก็เป็นเรื่องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องแก้ปัญหา ส่วนวันนี้ตนก็ต้องมาดูแลคนอื่นด้วย รัฐบาลก็มีหน้าที่ต้องทำแบบนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นนายกฯ ได้ทักทายพุทธศาสนิกชนภายในวัด โดยกล่าวว่า ขอให้ทุกคนมั่นใจกับสิ่งที่รัฐบาลกำลังแก้ไขปัญหาขณะนี้ แต่อยากให้เข้าใจว่าในหลายๆเรื่อง ไม่สามารถแก้ไขได้ในทันทีทันใด ทั้งเรื่องปัญหาของใช้แพง ปัญหาการเกษตร รวมถึงปัญหาฝุ่นควัน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องของการเกษตรขณะนี้ อยากให้ทุกคนช่วยกันคิดว่าจะปลูกในรูปแบบเดิมต่อไปได้อีกหรือไม่ หรือต้องมีการพัฒนาต่อยอดอย่างไร พร้อมกล่าวทิ้งท้ายกับประชาชนที่มาทำบุญในวันนี้รู้สึกดีใจที่หลายคนนำธรรมะมาใช้ปฏิบัติในชีวิตประจำวันซึ่งช่วยขัดเกลาให้เป็นคนดีได้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56967</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายกรัฐมนตรี, น่าน, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พะเยา, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200212/image_big_5e43764af3375.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
