<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>87416</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/12/2020 13:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/12/2020 13:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บทเรียนน้ำท่วมใหญ่เมืองคอน  ระบบเตือนภัยที่ไร้พลัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;แฟ้มภาพ อุทภัยภาคใต้กลางเดือนธันวาคม 2563&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์น้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลาก ทำให้ จ.นครศรีธรรมราช จมบาดาลทั้งจังหวัด ทั้ง 23 อำเภอ ชาวเมืองคอนบอกว่านี่เป็นเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่รุนแรงที่สุดของจังหวัดในรอบ 50 ปี และไม่ได้มีแต่นครศรีธรรมราชเท่านั้น จังหวัดใกล้เคียงทั้งพัทลุง ตรัง สุราษฎร์ธานี ก็ประสบภัยน้ำท่วมในบางพื้นที่ด้วยเช่นกัน แต่ไม่หนักเท่านครศรีธรรมราช &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น้ำท่วมครั้งนี้มีรายงานประชาชนเดือดร้อนกว่า 290,997 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิตกว่า 30 คน เป็นความสูญเสียจากภัยพิบัติที่รุนแรง แม้ขณะนี้ยังมีบางพื้นที่ที่น้ำยังท่วมขัง ไม่แห้งสนิท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีการพูดกันหนาหูว่า ภัยพิบัติครั้งนี้ไม่มีการเตือนภัยล่วงหน้า การพยากรณ์สภาพอากาศของหน่วยงานที่รับผิดชอบเป็นไปอย่างเรียบๆ ทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่มีการตระเตรียมตัวอพยพ หรือจัดการทรัพย์สินบ้านเรือนไว้ล่วงหน้า ทำให้หนีน้ำกันไม่ทัน ทรัพย์สินเสียหายจำนวนมาก และมีการประเมินว่าภาคเกษตรเสียหายไม่ต่ำกว่า 6,600 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;แฟ้มภาพ น้ำท่วมใหญ่ อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)ออกมาชี้แจงประเด็นนี้ว่า ในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ปภ.ได้สั่งการให้ ปภ.พื้นที่จังหวัดภาคใต้ รวมทั้งเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนัก และแจ้งเตือนสภาพอากาศ ฝนตกหนัก คลื่นลมแรง ในพื้นที่ภาคใต้ โดยประสานงานกับกรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ให้แจ้งข้อมูลปริมาณน้ำฝน การคาดการณ์ฝน มีการแจ้งเตือนพื้นที่ต่างๆ โดยปลายเดือน พ.ย.แจ้งเตือนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด 2 ครั้ง&amp;nbsp; ประสานจังหวัด และองค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) ให้แจ้งให้ประชาชนในพื้นที่รับทราบ สร้างการรับรู้ รักษาตัว ให้ปลอดภัย พื้นที่ 9 จังหวัดภาคใต้ ไม่ให้ได้รับผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาวบ้านนครศรีธรรมราชรายหนึ่งเจอภัยน้ำท่วม&amp;nbsp; กล่าวว่า มีการเตือนภัยจากภาครัฐจริง แต่ไม่ได้เป็นการเตือนแบบเน้นๆ ว่าฝนจะตกหนักมาก และอาจทำให้มีน้ำท่วมไหลหลากรุนแรง ทำให้คนไม่ได้ตระหนัก ตื่นตัวเตรียมพร้อมรับมือ และมาเตือนอีกครั้งช่วงน้ำใกล้ท่วมเข้าบ้านแล้ว เลยทำอะไรไม่ทัน เรียกว่าเป็นการเตือนกระชั้นเกินไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; หลังน้ำท่วมเมื่ออาทิตย์ก่อน ทางการออกมาเตือนว่า วันที่ 17-18 ธ.ค.นี้ ฝนจะตกหนักที่นครฯ น้ำจะท่วมเหมือนคราวที่แล้วอีก แต่เอาเข้าจริง ฝนไม่ตกที่นครฯ เลยครับ ไปตกหนักที่พัทลุง หาดใหญ่ สงขลาแทน คราวนี้เขาเตือนแบบล่วงหน้านานเกินไป จนมันเหมือนมั่วๆ คงกลัวว่าถ้าไม่เตือน จะกระชั้นเหมือนคราวก่อน&amp;quot; ชาวบ้านรายนี้ กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในมุมของนักวิชาการ รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงทัศนะในเรื่องนี้ว่า น้ำท่วมภาคใต้ปีนี้ว่า มีความรุนแรง มาจากปัจจัยปริมาณฝน เนื่องจากฝนตกกระจุกตัวเป็นพื้นที่ แต่ไม่กระจาย เหตุนี้ผู้เสียชีวิตจึงกระจุกตัวเป็นสถานที่ๆ และต้องยอมรับว่า แม้กรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือนจะมีฝนตกหนักพื้นที่ภาคใต้ ระบุรายจังหวัด แต่การเตือนภัยเฉพาะยังมีช่องว่าง ขาดหน่วยงานรับข้อมูลนำมาประเมินพื้นที่ไหนมีความเสี่ยงสูง อย่าง จ.สุราษฎร์ธานี แต่ละพื้นที่มีความเปราะบางและล่อแหลมต่างกัน เช่น พื้นที่ริมแม่น้ำ พื้นที่เชิงเขา บางพื้นที่ประชาชนมีประสบการณ์รับมือน้ำท่วม บางพื้นที่องค์กรปกครองท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง ถ้าเตือนแค่ระดับจังหวัด เหมือนเตือนโดยไม่เตือนส่วนนครศรีธรรมราช ที่น้ำท่วมครบทั้ง 23 อำเภอ ฝนตกหนักบวกกับความล่อแหลมของพื้นที่ แต่ประชาชนใช้ชีวิตปกติ บางจุดเหตุการณ์เลวร้าย น้ำไหลเร็วมากเป็นน้ำท่วมฉับพลันต่างจากภาคกลางท่วมแล้วแช่ขัง ใต้บางจุดมากกว่า 1.5 เมตรต่อวินาที บางพื้นที่ไหลบ่าถึง 3 เมตรต่อวินาที มีผู้จมน้ำเสียชีวิตพื้นที่ต่างๆ จากน้ำป่าไหลหลาก น้ำซัดเรือล่ม น้ำป่าลากมอเตอร์ไซค์ตก คนหนีไม่ทัน เพราะไม่รู้ข้อมูลและขาดความตระหนัก เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่เคยเกิดมานานแล้ว น้ำป่าทะลักกรุงชิง-นบพิตำ ก็ตั้งแต่ปี 56 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;แฟ้มภาพ น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ในพื้นที่ภาคใต้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านภัยพิบัติระบุ หลังจากนี้พื้นที่ภาคใต้มีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมหนัก เพราะปัจจุบันไม่มีพื้นที่รับน้ำและแม่น้ำลำคลองตื้นเขิน เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำลงทะเล ป่าก็เหลือน้อย ความเสียหายจะหนักหรือไม่ขึ้นกับการบริหารจัดการน้ำ การเฝ้าระวัง เตือนภัย จากเหตุการณ์น้ำท่วมนี้สะท้อนส่วนกลางไม่พร้อม ท้องถิ่นยังขาดความแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น ให้ความรู้สร้างความตระหนัก สนับสนุนเครื่องมือ งบประมาณ อย่างบอกท้องถิ่นทำไม่ได้ อนาคตข้างหน้ามีแต่ภัยคุกคาม จะถี่ขึ้น รุนแรงขึ้น ส่วนกลางไม่สามารถดูแลประชาชนในพื้นที่ได้ทันการณ์ ชาวบ้านก็รับเคราะห์ก่อน นอกจากนี้ พบว่าการซ้อมหนีน้ำท่วมขาดความต่อเนื่อง ถ้าฝึกซ้อมสม่ำเสมอจะลดยอดผู้เสียชีวิต ปีนี้เกิดปรากฏการณ์ลานีญา ทำให้ต้องเฝ้าระวังในปีหน้าน้ำมาก ต้องประเมินสภาพน้ำ เนื่องจากสภาพอากาศปีนี้คล้ายกับปี 2553 ที่เกิดลานีญา เคยเกิดน้ำท่วมในภาคใต้ ท่วมหาดใหญ่ น้ำท่วมโคราช แค่ปีนี้ลานีญาระดับต่ำกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;เรายังวางใจไม่ได้ จากโมเดลคาดการณ์สภาพอากาศในช่วงวันที่ 23 ธันวาคม เป็นจะมีพายุเข้าภาคใต้ของประเทศไทยอย่างแน่นอน มีโอกาสท่วมใหญ่ เพราะฝนตกต่อเนื่องทุกวัน ดินชุ่มน้ำ แม่น้ำลำคลอง หากพายุเข้าอาจเกิดดินโคลนถล่ม ต้องจับตา เราจะซ้ำรอยเดิมหรือไม่ หากไม่สามารถอุดช่องโหว่ตรงนี้ได้&amp;quot; รศ.ดร.เสรีเตือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลจากเหตุการณ์อุทกภัยภาคใต้ เกิดความเสียหายกระจายวงกว้าง ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และชุมชน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำชับหน่วยงานในพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อแจ้งเตือนประชาชนและสั่งปรับแผนบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ให้เหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำ ให้ช่วยประชาชนแบบบูรณาการ ทั้งยังมอบให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) จัดทำแผนงานในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า นายกฯ ลงพื้นที่จ.นครศรีธรรมราช สั่งทำโครงการที่ทำได้ทันที เช่น การซ่อมแซมและการขุดลอกแม่น้ำลำคลอง เพื่อประสิทธิภาพในการระบายน้ำ โดยให้ใช้งบเร่งด่วน เพื่อไม่ให้สายเกินสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้น และเร่งทำโครงการระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองนครศรีธรรมราช เป็นการขุดลอกคลองระบายน้ำใหม่ และเพิ่มประสิทธิภาพคลองเดิมเป็น 750 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร ถือเป็นบายพาสเหนือเมือง ขณะนี้มีการศึกษาแล้ว อยู่ระหว่างขอใช้พื้นที่ทำบางส่วน ยังไม่สำเร็จลุล่วง น้ำท่วมเมืองคอนที่ผ่านมาน้ำไหลเข้าเมือง 600-700 ลบ.ม.ต่อวินาที ขณะที่พื้นที่เมืองรับได้ประมาณ 260 ลบ.ม.ต่อวินาทีเท่านั้น ทำให้น้ำท่วมสูง  &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพ เลขาธิการ สทนช. เผยว่าในแผนงานยังมีโครงการแก้ปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำ โดยเฉพาะถนนบ้านเนิน-ธัมมัง มีแนวคิดให้กรมชลประทานประสานกรมทางหลวงชนบท ยกระดับถนนขึ้นมาไม่ให้ขวางทางน้ำ จากการสำรวจในพื้นที่ภาคใต้ปัจจุบันมีถนน สะพาน พื้นที่กว่า 151 แห่ง ขวางทางน้ำ จะต้องปรับปรุงทั้งสะพานเตี้ย ตอม่อชิด ระดับถนนต่ำ ซึ่งกรมทางหลวงฯ รับลูกเรียบร้อย ปัญหาถนนขวางทางน้ำเผชิญเหมือนกันทุกภาค ทั้งกลาง อีสาน ใต้ ก็ต้องปรับแก้ในแผนแม่บท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;  นอกจากนี้ เขาบอกยังมีแผนงานอีกมากมายหลายโครงการ เช่น อ่างเก็บน้ำคลองสีสุก จ.สุราษฎร์ธานี แก้มลิงฉลุง จ.สงขลา แก้มลิงหลายแห่งจะใช้พื้นที่ลุ่มต่ำ และอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก ให้สามารถเป็นที่หน่วงน้ำ กักเก็บน้ำ จะทำโครงการใน 5 จังหวัดภาคใต้ ชาวบ้านที่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวจะได้ค่าเช่าเป็นการชดเชย ส่วนพรุควนเคร็ง นครศรีธรรมราช ประสานกระทรวงทรัพย์ จัดทำแผนให้แล้วเสร็จภายในปี 65 เน้นพื้นที่นี้ช่วยพร่องน้ำ และชะลอน้ำ เป็นแหล่งถ่ายเทน้ำได้มีประสิทธิภาพ แล้วยังมีโครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพร ขุดคลองผันน้ำให้สามารถระบายน้ำได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ขณะนี้ให้หน่วยงานท้องถิ่น ทั้ง อบต. อปท. อบจ. ปรับแผนป้องกันน้ำท่วม กำหนดให้ส่งรายงานถึง สทนช. ภายในสิ้นเดือนธันวา.นี้ เพื่อจัดทำแผนแม่บทจัดการน้ำภาคใต้ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การบริหารทรัพยากรน้ำ HEA แผนนี้จะเป็นเครื่องมือนำไปสู่แนวทางพัฒนาแหล่งน้ำ บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์น้ำมากน้ำน้อย ระดับน้ำในลำน้ำที่ปลอดภัยเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ และแนวทางระบายน้ำ เพื่อให้ท้องถิ่นและชุมชนมีแผนการทำงานล่วงหน้า ลดความเสียหาย และเกิดน้ำท่วมซ้ำซาก เพราะในอดีตใช้มาตรการเชิงรับมากไป อนาคตอันใกล้จะเน้นเชิงรุก ป้องกันเหตุ และให้ประชาขนปรับตัว&amp;quot; ดร.สมเกียรติเผยถึงแผนแก้ท่วมใต้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม เลขาธิการ สทนช. ยอมรับน้ำท่วมใต้หนนี้เมื่อเทียบกับเหตุการณ์พายุปลาบึก ปี 62 ซึ่งมีการอพยพคน เตรียมพร้อมรับมือ ถือว่ายังมีจุดอ่อนเรื่องการเตือนภัยประชาชน และขาดพิกัดพื้นที่เสี่ยงภัยที่แน่นอน ผลจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ปีนี้ภาคใต้ฝนตกหนักเหนือเมือง และปลายน้ำ ตลอด 7 วัน ปริมาณน้ำฝน 700-800 มิลลิเมตร ดินอิ่มตัว ทำให้เกิดผลกระทบมาก ซึ่งต้องกลับมาทบทวนปัญหา และสรุปบทเรียนอย่างจริงจัง เพราะคาดอีกว่า ต้นเดือนมกราคมจะมีพายุใหญ่เข้าอีกครั้ง กรมอุตุฯ อยู่ระหว่างติดตามข้อมูลสภาพอากาศ ระหว่างนี้จะพัฒนาระบบคำนวณการไหลของน้ำเข้าพื้นที่ ระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นที่นำสู่ความเสี่ยงอุทกภัย จะต้องทำให้ชัดเจนมากกว่านี้ พร้อมประกาศเตือนภัยภายใน 3 วัน อย่างช้าที่สุด เพื่อให้ประชาชนมีเวลาเตรียมพร้อมรับมือ อพยพไปสถานที่ปลอดภัยได้ทัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;การแก้น้ำท่วมใต้อย่างยั่งยืนจะสำเร็จไม่ได้ หากขาดการตัดสินใจที่เป็นเอกภาพบนพื้นฐานหลักวิชาการและความเข้าใจประชาชนในพื้นที่ แต่ละพื้นที่ต้องปกป้องตัวเองจากน้ำท่วม แต่หากสุดท้ายต้องมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการจัดการ ต้องมีมาตรการเยียวยาที่เหมาะสม ถ้าไม่เลวร้ายจริง มาตรการเวนคืนจะเป็นเรื่องท้ายๆ จะใช้กลไกคณะกรรมการลุ่มน้ำเป็นหลักในการประสานประโยชน์และการจัดการน้ำที่เป็นธรรม&amp;quot; ดร.สมเกียรติ กล่าวในท้าย น้ำท่วมซ้ำซากแก้ปัญหาได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สัปดาห์หน้ายังต้องลุ้นว่าในช่วงวันที่ 23-25 ธ.ค.ที่จะถึงนี้ พายุลูกใหญ่จะเข้ามาแถบจังหวัดสงขลา พัทลุง นราธิวาส ปัตตานี ถ้าลมไม่พัดไป จังหวัดเหล่านี้ก็คงต้องเจอศึกหนัก.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87416</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์, นสพ.ไทยโพสต์, น้ำท่วมซ้ำซาก, น้ำท่วมใต้, รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์, สทนช., แผนป้องกันน้ำท่วมภาคใต้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201220/image_big_5fdeebfeb6594.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67400</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/05/2020 21:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2020 09:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ฤดูกาลเปลี่ยน&quot;ถึงยุค&quot;บริหารจัดการน้ำ&quot; ต้องวางแผนเก็บไว้ใช้ให้ได้นานกว่า1ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์น้ำในเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะนี้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนปี 2563 อย่างเป็นทางการแล้ว ช่วยคลี่คลายจากช่วงที่ผ่านมาที่หลายจังหวัดต้องเผชิญกับภาวะภัยแล้งอย่างหนัก อย่างไรก็ตามการบริหารจัดการน้ำที่ดีมีประสิทธิภาพยังจำเป็น เพื่อเตรียมพร้อมและรับมือกับสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝนแทน โดยมีแนวโน้มจะเกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ฝนที่แปรปรวน ตกเหนือเขื่อนบ้าง ใต้เขื่อนบ้าง จำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันน้ำท่วมและเก็บกักไว้ใช้ในฤดูแล้งปี 63 และปี 64&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) มียุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ เสนอ 8 มาตรการสำคัญรับสถานการณ์น้ำหลากฤดูฝนปี 2563 เพื่อให้ กอนช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้ามาตรการป้องกันและลดผลกระทบความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นให้มากที่สุด ดังนี้ การคาดการณ์พื้นที่เฝ้าระวังน้ำท่วมโดยใช้ข้อมูลฝนคาดการณ์รายเดือนของกรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ในระบบ ONE MAP ร่วมกับข้อมูลเส้นทางลำน้ำ และข้อมูลพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยที่หน่วยงานจัดทำไว้ พื้นที่การเตือนภัยน้ำหลาก ดินโคลนถล่ม พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากต่อเนื่อง 5 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถัดมา มาตรการปรับแผนการเพาะปลูกพืช โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำท่วมซ้ำซาก ปรับแผนปลูกข้าวนาปีให้เร็วขึ้นเพื่อให้สามารถเก็บเกี่ยวทันก่อนฤดูน้ำหลาก และปรับเป็นพื้นที่รับน้ำ, การจัดทำเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำ, การตรวจสอบอาคารชลศาสตร์ ระบบระบายน้ำ ตรวจสอบสิ่งกีดขวางทางน้ำ ปรับปรุงแก้ไข, สำรวจแม่น้ำคูคลอง และขุดลอก โดยเร่งให้เสร็จภายในมิถุนายนนี้ ขอให้ท้องถิ่นจัดเก็บขยะที่เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ, เตรียมพร้อมเครื่องจักรช่วยเหลือประชาชนกรณีเกิดน้ำท่วม มาตรการสุดท้าย ให้ความรู้กับประชาชน สร้างเครือข่ายสื่อสารข้อมูลและแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ทันต่อเหตุการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;.ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สนทช.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) ในฐานะกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) กล่าวว่า การจัดการน้ำให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมรับมือน้ำฤดูฝน แม้ว่าประเทศไทยมีแหล่งกักเก็บน้ำทั่วไปความจุกว่า 80,000 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ยังมีแหล่งเก็บน้ำตามธรรมชาติขนาดเล็กกว่าแสนแห่ง แต่ละปีๆ พัฒนายาก วิธีการนี้ต้องปรับรูปแบบเพื่อเพิ่มน้ำต้นทุนลงแหล่งน้ำเหล่านี้ บริหารจัดการหาทางเก็บน้ำในอ่างให้อยู่มากกว่าหนึ่งปีขึ้นไป เพราะอาจมีฝนทิ้งช่วง วิธีการเพิ่มน้ำในอ่างให้มากขึ้น นอกจากพึ่งฝนแล้ว ยังมีการขุดลอกแหล่งน้ำ เสริมสันฝายเพื่อให้ปริมาณน้ำในอ่างมีมากขึ้น ขุดเชิงลึกและเสริมให้สูงขึ้น เราทำมาตลอด แต่ตามนโยบาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี สั่งการให้ใช้ระบบสูบกลับ เอาน้ำระบายออกไปแล้ว สูบกลับมาใช้ เดิมใช้ในพื้นที่ที่มีค่าลงทุนสูง แต่เนื่องจากฤดูฝนเปลี่ยนแปลง การใช้ประโยชน์ที่ดินพื้นที่เหนืออ่างเก็บน้ำมีความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก น้ำไม่เข้าอ่างตามที่คาดการณ์ และฝนตกกระจุกตัวและแช่อยู่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ที่ไม่มีแหล่งเก็บน้ำ ต้องทำโครงข่ายน้ำ หากเอาน้ำจากจุดที่มากไปน้อย เช่น โครงการผันน้ำแม่กวง-แม่งัด แต่บางแห่งหาแหล่งน้ำยาก การสูบกลับจึงเป็นนโยบายหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; การสูบกลับ เอาน้ำที่ตกหรือไหลท้ายอ่างเก็บน้ำ สูบย้อนกลับเข้าไป ซึ่งต้องอาศัยแหล่งพลังงานมาป้อนด้วย เมื่อก่อนอาจไม่คุ้ม แต่ปัจจุบันการสูบกลับเหมาะกับการใช้ประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม ไม่เหมาะกับการทำนา ฉะนั้นต้องดูเป็นพื้นที่ ตัวอย่างชัดเจนคือ ภาคตะวันออก ทำทุกอย่างแล้ว เสริมอ่างเก็บน้ำ ทำโครงข่ายน้ำแล้ว แต่น้ำยังไม่เพียงพอ หมายความว่า ฝนที่ตกท้ายอ่าง หรือตกในสาขาอื่น ก็สูบกลับไปเติมสาขาเดิม ต้องทำทุกรูปแบบ เพราะการสร้างแหล่งเก็บน้ำใหม่อาจส่งผลกระทบ เมื่อเร็วๆ นี้ พล.อ.ประวิตรได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อกำหนดพื้นที่ที่ต้องค้นหาน้ำบาดาลให้ได้ ทุกพื้นที่ของไทยจะต้องทำกิจกรรมเพื่อเอื้อเศรษฐกิจให้ได้ บางพื้นที่ใช้น้ำผิวดิน บางพื้นที่ใช้น้ำบาดาล หรือใช้ทั้งสองแบบ&amp;rdquo; ดร.สมเกียรติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เสี่ยงเกิดอุทกภัยน้ำหลากฤดูฝนปี 63&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เลขาธิการ สนทช. กล่าวถึงการเตรียมรับมือช่วงฤดูฝนว่า ฝนทิ้งช่วง มาล่า มาน้อย ต้องใช้น้ำจากเขื่อนเสริมน้ำฝน ถัดมาจะบริหารน้ำท่า ฝนตกท้ายเขื่อน มีประตูน้ำ ฝาย ควบคุมยกระดับน้ำไปใช้หรือเก็บน้ำ รวมถึงการป้องกันอุทกภัย สำหรับการเก็บ จะวางแผนการเก็บและใช้คู่กันไป โดยจำลองสถานการณ์ 5 Scenario หรือความน่าจะเป็นที่สำคัญ หากฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ย พื้นที่ใดปล่อยน้ำ และเก็บน้ำ การบริหารจัดการต้องดูทุกมิติ และทำเป็นขั้นตอน ดึงน้ำ ระบายน้ำ เพื่อให้เกิดความมั่นคง ยั่งยืนต่อผู้ใช้น้ำ และเสถียรภาพตัวเขื่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; หน้าฝนนี้มีการคาดการณ์ล่วงหน้า 3-4 เดือน เตรียมพร้อม ถึงแม้มีอุปกรณ์ เครื่องมือ แต่เป็นการแก้ระยะสั้น หัวใจสำคัญคือ ท้องถิ่น ช่วยจัดทำแผนเพื่อพัฒนาและฟื้นฟู ขณะนี้มีคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการขนาดเล็ก ซึ่งมีพื้นที่ 100 ล้านไร่ บูรณาการทุกหน่วยงาน โครงการแบบนี้ต้นทุนมีแล้ว ก็เดินหน้าไป ส่วนหนองน้ำธรรมชาติ พื้นที่ท้องถิ่นที่มีความจุน้อยกว่า 2 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำโครงการของบฯ ได้เลย เพื่อเพิ่มศักยภาพกักเก็บน้ำ ต้องฟื้นฟูแหล่งน้ำชุมชนให้ได้ แต่ละท้องที่ให้สำรวจ หากเป็นแหล่งน้ำใหม่จะมีภาคีมาช่วยวางแนวทางเก็บน้ำมากขึ้น เป็นโครงการขนาดเล็ก&amp;rdquo; ดร.สมเกียรติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนแผนน้ำชาติ 20 ปี ดร.สมเกียรติ กล่าวว่า หลังทำแผนปฏิบัติการต้องมีเจ้าภาพ ประกอบด้วย เจ้าภาพเชิงพื้นที่ คือ จังหวัด และเจ้าภาพเชิงหน้าที่ จากนั้นจัดหางบประมาณ ซึ่งโครงการต้องมีความพร้อมทั้งเรื่องรูปแบบ สังคม และสิ่งแวดล้อม ต้องใช้เวลา บางหน่วยงานมีความชำนาญ แต่ท้องถิ่นอาจขาดความชำนาญ ต้องหนุน สิ่งที่ต้องทำให้ชัดคือ ข้อมูลน้ำลงสู่จังหวัด การจัดทำแผนงานงบล่วงหน้า 1-3-5 ปี ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม สุดท้ายการบริหารจัดการน้ำ แบ่งปันน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ต้องควบคุมปริมาณน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ เฝ้าระวังใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในส่วนกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกมาตรการบริหารจัดการน้ำฤดูฝนปีนี้ เพื่อให้ปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำมีเพียงพอสำหรับใช้ตลอดฤดูฝน ประกอบด้วย 5 มาตรการหลักๆ คือ จัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศให้เพียงพอตลอดปี, ส่งเสริมการปลูกพืชฤดูฝน ให้ใช้น้ำฝนเป็นหลัก ใช้น้ำชลประทานเสริมกรณีฝนทิ้งช่วงเท่านั้น, บริหารจัดการน้ำท่าให้มีประสิทธิภาพสูงสุดด้วยระบบและอาคารชลประทาน มาตรการถัดมา กักเก็บน้ำในเขื่อนให้มากที่สุด และวางแผนป้องกันและบรรเทาอุทกภัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั้งประเทศ (ข้อมูลวันที่ 29 พฤษภาคม 2563) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศจำนวน 447 แห่ง มีปริมาณน้ำในอ่าง รวมกันทั้งสิ้น 33,289 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 44 ของความจุอ่าง ปริมาณน้ำใช้การได้ 9,632 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 18 ของความจุน้ำใช้การ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนสถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยฯ และป่าสักฯ) ปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 8,059 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 32 ของความจุอ่าง เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 1,363 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 8 ของความจุน้ำใช้การ ทั้งนี้สำนักงานชลประทานทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำใกล้เคียง ได้ดำเนินการตามมาตรการเตรียมการรับมือปัญหาอุทกภัยเรียบร้อยแล้ว เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดอุทกภัยในพื้นที่ รวมทั้งเตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ และกำลังคนที่พร้อมจะเข้าไปให้การช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีหากเกิดอุทกภัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ดร.เปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในเขื่อนที่กรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดูแล เป็นเขื่อนขนาดใหญ่ 35 แห่ง รวมถึงบึงที่ สนทช. ให้กรมชลประทานดูแลอีก 3 แห่ง ภาพรวมมีปริมาณน้ำในอ่างเพียง 46% เท่านั้น ใช้การได้เพียง 19% ถือว่าน้อย สืบเนื่องจากปริมาณฝนปี 62 ตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ 16% ส่งผลให้น้ำในอ่างมีน้อย แต่ปริมาณความต้องการใช้เยอะกว่า เขื่อนใหญ่ในปัจจุบันมีปริมาณน้ำน้อยกว่า 30% ที่เก็บกักได้ถึง 19 แห่ง โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีมากถึง 9 แห่ง ภาคตะวันออก 6 แห่ง ที่เหลือภาคเหนือและภาคกลาง พื้นที่ดังกล่าวต้องเฝ้าระวัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; แม้เข้าสู่ฤดูฝนเป็นสัญญาณที่ดี แต่จะเบาใจหรือไม่ต้องดูผลคาดการณ์ระบุว่า สถานการณ์ของฝนปี 63 จะน้อยกว่าค่าเฉลี่ย 5% ช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคมฝนจะทิ้งช่วง ปลายกรกฎาคมถึงจะดีดตัวกลับมา จากนั้นเดือนสิงหาคม กันยายนถึงจะมีพายุเข้า ฉะนั้นนับจากนี้ไปจนถึงเดือนกรกฎาคมต้องประคับประคองการใช้น้ำ ประหยัดน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนที่อยู่ในลุ่มน้ำชี ตอนล่างอยู่ในลำน้ำมูล รวมถึงพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคกลาง การเปลี่ยนแปลงปริมาณฝนที่ผ่านมายาก เพราะเป็นเงื่อนไขที่เพิ่มขึ้นมาพฤติกรรมฝนเปลี่ยน กระจุกตกตามขอบประเทศ ไม่กระจาย ทิ้งช่วง แล้วมาเยอะสิงหาคมกันยายน วิธีบริหารจัดการต้องปรับเปลี่ยน รวมถึงคนใช้น้ำด้วย โดยเฉพาะภาคเกษตรต้องทำนาเหลื่อมเวลา ปรับเปลี่ยนวิธีการปลูกพืช การเก็บน้ำ การจัดการน้ำ&amp;rdquo; ดร.ทองเปลวกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อธิบดีกรมชลฯ กล่าวด้วยว่า ล่าสุด สนทช.ให้กรมชลประทานและหน่วยงานอื่นที่ดูแลเขื่อนขนาดใหญ่ กลาง ปรับการทำคู่มือการควบคุมรักษาระดับปริมาณน้ำ การระบายน้ำในแต่ละเดือนใหม่ จะไม่เกินหรือไม่ต่ำกว่าเท่าไหร่ จากเดิมคงที่มีเส้นควบคุมน้ำตอนบนและตอนล่างที่คงที่ แต่ขณะนี้มีความเป็นพลวัต มีความเคลื่อนไหว ดูจากสถานการณ์ฝนและคาดการณ์ถึงอนาคต การจัดการน้ำจะดีขึ้นเปลี่ยนตามบริบทและสภาพปัจจุบันที่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการพัฒนาแหล่งน้ำ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า โครงการขนาดใหญ่ต้องใช้เวลา ต้องกลับมาดูแผนแม่บท หากไม่อยู่ในกรอบทำไม่ได้ เรากลับมาทบทวนของเดิม ทำอะไรได้บ้าง โดยเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บน้ำ เช่น เสริมสันเขื่อน เสริมสันทางระบายน้ำล้น เพิ่มทางลึก โดยขุดตะกอนเพื่อคืนความจุเดิมหลังใช้งานมา 20-30 ปี หรือขุดเพื่อเพิ่มความจุมากขึ้น อีกแบบ ทำทางสูงเสริมทางทางระบายน้ำล้น สันฝาย สันเขื่อน ซึ่งในเชิงวิศวกรรมจะพิจารณาด้านความปลอดภัย อย่างเขื่อนลำพระเพลิง จ.นครราชสีมา เดิมจุ 110 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มมาอีก 40 ล้าน ลบ.ม.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกตัวอย่าง อ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง เดิมเก็บน้ำ 248 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มฝายพับบริเวณทางระบายน้ำล้นความสูงเพียง 1 เมตร เพิ่ม 295 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มความจุน้ำได้ 19% หรือโครงการขุดลอกอ่างเก็บน้ำหนองช้างใหญ่ จ.อุบลราชธานี แผนปี 63-64 ขุดปริมาณดิน 10 ล้าน ลบ.ม. เดิมเก็บ 7 ล้าน ลบ.ม. จะกลายเป็น 22 ล้าน ลบ.ม. จากการขุดและทำเพิ่มฝายพับ ฝนนี้เก็บได้ 1 ล้าน ลบ.ม. อีกวิธี การถ่ายเทน้ำจากอ่างเก็บน้ำหนึ่งไปอีกแหล่งน้ำ รวมถึงแก้ปัญหาคอขวด หากต้องการรับน้ำมากๆ เราทะลวงยิงตรงเลย สำหรับภาคตะวันออกถือว่าคุ้มค่าในภาพรวม เพราะการใช้น้ำทุกมิติมีทั้งพืชเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม เหลียวหลัง แลหน้า ใช้การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพบรรเทาภัยทั้งท่วมและขาดแคลนน้ำ.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67400</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์, นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน, น้ำท่วมซ้ำซาก, รับมือน้ำท่วมปี63, สนทช., แผนน้ำ20ปี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200530/image_big_5ed26bf1bbb82.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20669</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/10/2018 08:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/10/2018 08:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กระบี่อ่วม! ฝนถล่มหนักน้ำท่วมสูงหลายจุด จราจรอัมพาต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25&amp;nbsp;ต.ค.61 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า&amp;nbsp;ได้มีฝนตกอย่างหนักต่อเนื่องส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันหลายจุดในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองกระบี่เมื่อช่วงเย็นวันที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp;โดยเฉพาะเขตตำบลกระบี่น้อย ตำบลกระบี่ใหญ่ ตำบลปากน้ำ อ.เมืองกระบี่&amp;nbsp;เช่น ภายในหมู่บ้านเคหะชุมชนและบริการชุมชนจังหวัดกระบี่ แยกวัดถ้ำเสือหน้าโรงเรียนเมืองกระบี่ บริเวณสามแยกสำนักงาน การยางแห่งประเทศไทย สาขากระบี่ ถูกน้ำท่วมสูงกว่า 30 เซนติเมตร&amp;nbsp;รถเล็กวิ่งผ่านด้วยความยากลำบาก&amp;nbsp;บริเวณถนนเพชรเกษมขาออก หน้าโรงเรียนเมืองกระบี่ จนถึงกองร้อย ตชด.426 กระบี่ ถูกน้ำท่วมทั้ง 3 ช่องจราจร ระดับน้ำสูงกว่า 40 ซม. รถไม่สามารถผ่านได้ ตำรวจต้องระบายรถให้วิ่งทางเลนฝั่งขาเข้าเมือง ส่งผลให้การจราจรติดขัดเป็นเวลานาน&amp;nbsp;รถติดระยะทางยาวกว่า 5 กิโลเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้มีน้ำท่วมบริเวณถนนมหาราช&amp;nbsp;ต.ปากน้ำ&amp;nbsp;ย่านการค้าตัวเมืองกระบี่&amp;nbsp;ซึ่งเป็นจุดน้ำท่วมซ้ำซาก&amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยนำเครื่องสูบน้ำมาติดตั้งเร่งระบายน้ำ&amp;nbsp;เบื้องต้นทางนายกีรติศักดิ์&amp;nbsp;ภูเก้าล้วน นายกเทศมนตรีเมืองกระบี่&amp;nbsp;เปิดเผยว่า สาเหตุเกิดจากฝนตกหนักติดต่อกันเป็นเวลานาน เนื่องจากน้ำระบายไม่ทัน ล่าสุดระดับได้ลดลงเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนในเขตเทศบาลตำบลกระบี่น้อย&amp;nbsp;ถนนทางไปวัดถ้ำเสือวิปัสสนา หมู่ 1&amp;nbsp;ต.กระบี่น้อย&amp;nbsp;ถูกน้ำท่วมตลอดสายระยะทางกว่า 100 เมตร รถเล็กไม่สามารถผ่านได้และที่ท่วมหนักสุดคือ ภายในบริเวณวัดถ้ำเสือวิปัสสนา ระดับน้ำท่วมสูงกว่า 50 เซนติเมตร&amp;nbsp;ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากไม่สามารถออกมาจากบริเวณวัด ได้&amp;nbsp;เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิกระบี่พิทักษ์ประชา&amp;nbsp;ต้องนำรถบรรทุกหกล้อไปรับนักท่องเที่ยวออกมา&amp;nbsp;เบื้องต้นทุกคนปลอดภัย&amp;nbsp;นอกจากนี้ที่บริเวณหมู่บ้านเคหะชุมชนและบริการชุมชนจังหวัดกระบี่&amp;nbsp;ปริมาณน้ำไหลมาจากบริเวณใกล้เคียงไหลเช้าท่วมหมู่บ้าน ระดับน้ำสูงกว่า 1&amp;nbsp;เมตร และยังมีดินปนทรายไหลเข้าท่วมบ้านเรือนแล้วหลายหลัง ชาวบ้านเร่งขนย้ายสิ่งของและทรัพย์สินไว้บนที่สูง&amp;nbsp;ล่าสุดระดับน้ำเริ่มลดลงเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20669</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดกระบี่, น้ำท่วมฉับพลัน, น้ำท่วมซ้ำซาก, น้ำท่วมเมืองกระบี่, ฝนตกหนักสะสม, เทศบาลเมืองกระบี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181025/image_big_5bd112c660274.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17210</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2018 18:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2018 12:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>  วิจัยจัดการน้ำอุบลราชธานี หาทางแก้ภัยแล้ง-ท่วมซ้ำซาก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ฝายวังอีแร้ง หนึ่งในแหล่งน้ำสำคัญของเกษตรกรตำบลสำโรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้หลายจังหวัดในภาคอีสานเผชิญน้ำท่วม ปัจจุบันหลายพื้นที่ระดับน้ำแนวโน้มลดลงตามลำดับ แต่จากการคาดการณ์ปีนี้ในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งรวมถึงประเทศไทยจะมีฝนทิ้งช่วงและอาจเกิดภาวะภัยแล้ง ฉะนั้น การบริหารจัดการน้ำต้องสมดุล เมื่อเข้าสู่หน้าแล้ง ชาวบ้านจะได้ไม่ประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำๆ เหมือนทุกปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ตำบลสำโรง อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี พื้นที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง วันนี้ไม่เครียดกับน้ำท่วม-ภัยแล้ง เพราะชาวบ้านร่วมกันศึกษาพื้นที่และเก็บข้อมูลเพื่อหารูปแบบการจัดการน้ำที่เหมาะสมของแต่ละหมู่บ้าน เนื่องจากลักษณะพื้นที่มีทั้งที่เป็นภูเขาสูง, ที่ดอน, ที่ราบลุ่ม และพื้นที่ทาม น้ำท่วมฤดูฝน น้ำแห้งฤดูแล้ง ทำให้แผนจัดการน้ำถูกต้องและช่วยฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ตำบลสำโรงวันนี้มีน้ำกินน้ำใช้ตลอดทั้งปี แถมมีโรงน้ำดื่มผลิตน้ำดื่มขวดขาย กลายเป็นต้นแบบการจัดการน้ำระดับตำบล มีชุมชนหลายพื้นที่และหน่วยงานต่างๆ แวะเวียนมาเรียนรู้เส้นทางสู่ความสำเร็จในการพัฒนาชุมชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยการทำงานศึกษาวิจัยของชาวสำโรงอยู่ภายใต้โครงการ &amp;quot;การจัดการความรู้และการขยายผลการบริหารจัดการน้ำจากระดับหมู่บ้านสู่ระดับตำบลของตำบลสำโรง อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี&amp;quot; สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) คณะสื่อมวลชนมีโอกาสลงพื้นที่วิจัยชุมชนบ้านผาชัน ตำบลสำโรง เมื่อวันก่อน แม้จะถูกน้ำท่วมบางจุด แต่ความเป็นอยู่ของชาวบ้านก็ดำเนินไปตามปกติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มัสยา คำแหง ผู้ประสานงานจากศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นอุบลราชธานี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มัสยา คำแหง ผู้ประสานงานจากศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า ตำบลสำโรงมี 11 หมู่บ้าน อาทิ บ้านนาห้าง บ้านโนศาลา บ้านนาขาม บ้านนาเจริญ และบ้านผาชัน เดิมประสบปัญหาน้ำแล้ง อย่างพื้นที่บ้านนาเจริญ นาห้าง ผาชัน เป็นที่ภูเขาและที่โคก เป็นหินและลาดเอียง ทำให้กักเก็บน้ำไม่ได้ แต่มีแหล่งน้ำบนภูก็ใช้วิธีปล่อยน้ำจากที่สูงลงที่ต่ำโดยไม่ใช้พลังงาน &amp;nbsp;ส่วนที่โคกเป็นป่าเต็งรังที่ไม่สมบูรณ์ ดินทรายไม่อุ้มน้ำ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศึกษาในพื้นที่ไม่สามารถรับน้ำได้เต็มประสิทธิภาพ นำมาสู่การปรับตัวระบบเกษตร พื้นที่ไม่เหมาะทำนา ก็จะทำไร่ ควบคู่กับการสร้างแหล่งน้ำย่อยๆ เพิ่ม ในส่วนของทาม อยากได้น้ำ ต้องมีระบบสูบน้ำจากที่ต่ำขึ้นที่สูง ทีมวิจัยชาวบ้านในตำบลสำโรงค่อยๆ แก้ปัญหาไปทีละเรื่อง โดยใช้งานวิจัยท้องถิ่นเป็นเครื่องมือสร้างคน สร้างความรู้ และสร้างการเปลี่ยนแปลงทำให้ชุมชนเข้มแข็ง เศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ดีขึ้น รูปธรรมในชุมชนมีทั้งกลุ่มข้าวหอมมะลิ กลุ่มกองทุนปลา โรงน้ำดื่มประชารัฐ กทบ.บ้านผาชัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ผ่านมาทุกๆ หน้าแล้ง ช่วงเดือน พ.ย.-เม.ย. จะมีหน่วยงานรัฐและอำเภอขนน้ำมาช่วยเหลือชาวบ้านที่ขาดแคลนน้ำอย่างหนัก และมีการเจาะบ่อบาดาล ปัจจุบันรถน้ำไม่ต้องมาเนื่องจากชาวบ้านพร่องน้ำมาเก็บไว้ใช้ตลอดฤดูแล้งแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การทำนาปลูกข้าวสัมพันธ์กับปริมาณน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; บิน คงทน กำนันตำบลสำโรง หนึ่งในทีมวิจัยโครงการจัดการความรู้และการขยายผลการบริหารจัดการน้ำจากระดับหมู่บ้านสู่ระดับตำบลของ ต.สำโรง กล่าวว่า &amp;nbsp;เดิมหมู่บ้านขาดแคลนน้ำ จะให้รอแค่รัฐมาช่วยเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่แนวทางแก้ที่ยั่งยืน เมื่อทางศูนย์ประสานงานฯ เข้ามาหาแนวทางทำงานร่วมกันเรื่องวิจัย เดิมจะทำวิจัยเรื่องท่องเที่ยว เพราะบ้านผาชัน สามพันโบก เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง แต่จากการประชาคม เกิดคำถามถ้าขาดน้ำ จะเอาน้ำที่ไหนมารองรับนักท่องเที่ยว จึงได้โจทย์วิจัยจัดการน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กำนัน ต.สำโรงกล่าวต่อว่า เรามีพื้นที่เกษตรกว่า 30,000 ไร่ ทั้งที่สูง ที่ต่ำ ที่ราบ ที่ภูเขา ดินร่วน ดินทราย &amp;nbsp;แต่จัดการน้ำไม่ตรงตามลักษณะพื้นที่ นำมาสู่การสำรวจพื้นที่ ลำห้วย แหล่งน้ำตามธรรมชาติ ฝายและปริมาณกักเก็บของแต่ละฝาย ศึกษาเส้นทางวางท่อ ใส่จีพีเอส ชนิดพืชที่ปลูก ข้อมูลทั้งหมดนำมาวางแผนจัดการน้ำให้พอกับการเกษตรและการดำรงชีวิต แรกๆ ชาวบ้านไม่เชื่อ ทดลองทำรูปแบบละ 10 ครัวเรือน เมื่อเห็นผลว่าการปรับพืชเป็นตัวหลักบริหารจัดการน้ำ ทำให้เกิดความเชื่อถือและขยายผล สำโรงเดิมทำนาอย่างเดียว ปัจจุบันมีสวนผลไม้ทั้งเงาะ ลำไย ลองกอง มะม่วง มะนาว ทุเรียน แล้วยังทำไร่มันสำปะหลัง ปลูกยางพารา ส่วนพื้นที่เหมาะสมกักเก็บน้ำก็ปรับทำแก้มลิง สำหรับบ้านผาชันหลังทำวิจัยเป็นหมู่บ้านแรกของตำบล จากไม่มีน้ำ มีน้ำใช้ทำเกษตร มีชลประทานระบบท่อจากฝายวังอีแร้ง ตอนนี้พออยู่พอกิน ใช้เวลา 2 ปี ก็ขยายผลสู่การจัดการน้ำระดับตำบลสำโรง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ความรู้จากงานวิจัยยังทำให้ได้รับการสนับสนุนโครงการฝายห้วยบงและสระหลวงนาห้าง เพิ่มปริมาณน้ำมากกว่า 50,000 ล้าน ลบ.ม.อีกด้วย&amp;quot; กำนันบินกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บิน คงทน กำนันตำบลสำโรง หัวหน้าโครงการวิจัยฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; จากงานวิจัยจัดการน้ำต่อยอดสู่การสร้างอาชีพและเพิ่มมูลค่าทรัพยากรในท้องถิ่น นายสมัย เหล่ามา นักวิจัยแห่งบ้านโนนศาลา กล่าวว่า ชุมชนบ้านผาชันเดิมขาดน้ำ เมื่อวิจัยทางแก้ต้องเพิ่มแหล่งน้ำจึงสร้างฝายวังอีแร้ง แม้มีอุปสรรคอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ ห้ามนำเครื่องจักรเข้า ก็มีการประสานความร่วมมือภาครัฐ อบต. และชุมชน นำมาสู่การใช้แรงงานชุมชนร่วมสร้างฝาย วางระบบท่อ ต่อมาหมู่บ้านได้รับงบพัฒนาจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ต่อเติมฝายวังอีแร้ง ปัจจุบันเป็นฝายใหญ่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต และแก้ขาดแคลนน้ำ ในตำบลสำโรงยังมีการสร้างฝายบนภูอีกหลายแห่ง เช่น ฝายบ้านนาเจริญเพื่อปล่อยน้ำจากที่สูงลงที่ต่ำ ช่วยบังคับน้ำให้เข้าระบบท่อช่วงหน้าฝน และปล่อยน้ำเข้าพื้นที่เกษตรต่างๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รูปแบบชลประทานระบบท่อเพิ่มประสิทธิภาพกระจายน้ำ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;น้ำที่เหลือจากพื้นที่เกษตร ก็มีบ่อเก็บกักไว้ใช้ฤดูแล้ง ทั้งในชุมชน และตามบ้านเรือน ทำให้สามารถปลูกพืชผักเป็นรายได้เสริม เมื่อบ้านผาชันสำเร็จแล้ว นำโมเดลมาขยายหมู่บ้านอื่นๆ อย่างที่บ้านโนนศาลา จะสร้างฝายอยู่ที่ต่ำรวมน้ำใต้ดิน ต้องใช้เครื่องสูบน้ำ สูบขึ้นหอถัง ก่อนกระจายสู่บ้านต่างๆ ตอนนี้กำลังสร้างฝายวังผีแต่งเพิ่ม เนื้อที่ 20 ไร่ ใช้น้ำได้ 4-5 หมู่บ้าน จะเปิดใช้งานเร็วๆ นี้ ฉะนั้น ระบบจัดการน้ำสำโรงจะไม่ตายตัว ขึ้นกับสภาพพื้นที่ เมื่อวิจัยน้ำสำเร็จ แก้ปัญหาได้แล้ว ก็มีการต่อยอดความคิด อย่างบ้านนาแห้ว ทำนาได้ผลผลิตดี เกิดการรวมกลุ่มโรงสีชุมชน มีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิอินทรีย์คุณภาพดี อีกพื้นที่เกิดกลุ่มจักสาน เกิดรายได้ มีเงินออม&amp;quot; นายสมัยเผยความมั่นคงในชีวิตชาวสำโรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากหมู่บ้านขาดแคลนน้ำ ปัจจุบันผลิตน้ำดื่มขวดขาย

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ในฐานะนักวิจัยท้องถิ่นบ้านโนนศาลายังระบุว่า สิ่งที่ได้มากที่สุดจากการทำวิจัย คือ ชาวบ้านคิดและวิเคราะห์ปัญหาของตนเองได้ และสามารถแก้ไขปัญหาร่วมกัน งานวิจัยสร้างคนให้กล้าคิดและกล้าทำ ตอบได้เลยว่า ถ้าไม่ทำวิจัยน้ำ บ้านของเราก็เป็นพื้นที่ขาดน้ำซ้ำซาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนขององค์การบริหารส่วนตำบลสำโรงที่ร่วมขบวนวิจัยท้องถิ่นแก้น้ำท่วมภัยแล้ง นายณัฐพงษ์ ศรีกฤต นายก อบต.สำโรง กล่าวว่า เดิมแก้แล้งเอารถน้ำวิ่งไป-กลับสำโรง-เขมราฐ กว่า 100 กิโลเมตร วันละ 6 เที่ยว เสียงบเฉพาะค่าน้ำมันเดือนละเป็นแสน หลังทำวิจัย เริ่มวางท่อใช้งานให้มีประสิทธิภาพ เพิ่มแหล่งเก็บน้ำ รถขนน้ำจอด เหลือเพียงภารกิจดับไฟป่าเท่านั้น สะท้อนงานวิจัยเป็นแขนขาให้ท้องถิ่น ตนเป็นผู้นำท้องถิ่นขาดความรู้ เมื่อทำงานวิจัย วิเคราะห์ และหาทางออกร่วมกันก็ได้ความรู้ ตอนนี้ไม่ขาดแคลนน้ำ แต่ก็ต้องเตรียมความพร้อมเรื่องแหล่งน้ำ หากมีการขยายพื้นที่เพาะปลูกในอนาคต &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ปี 2562 จะมีโจทย์วิจัยใหญ่ 3 เรื่อง คือ จะผันน้ำโขงขึ้นแซใหญ่ แล้วทำฝายข้างบนเจาะเป็นท่อเบี่ยงน้ำลงมา วางไว้ 3 สาย มีพื้นที่ดง พื้นที่ดอน และพื้นที่โคก นอกจากกระจายน้ำในตำบลสำโรงแล้ว ตำบลข้างเคียงจะได้ใช้น้ำอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยด้วย ถ้าทำได้จะปลูกพืชผักที่กินได้หลังเก็บเกี่ยว สร้างรายได้มากขึ้น ทั้งข้าวโพด หอม มะเขือเทศ ข้าวโพด เรามีเป้าหมายให้อำเภอโพธิ์ไทรเป็นครัวอำเภอ ถัดมาวิจัยเรื่องผู้สูงอายุในตำบลสำโรง เพราะชุมชนมีผู้สูงอายุ 700 คน อีกงานวิจัยจะศึกษาแหล่งท่องเที่ยวบ้านผาชัน สามพันโบก เพื่อผลักดันขึ้นเป็นอุทยานธรณีระดับโลกอีกแห่งของไทย&amp;quot; นายก อบต.สำโรง กล่าวและเชื่อมั่นการทำงานวิจัยจะเป็นแรงหนุนให้ชาวบ้านและชุมชนคุณภาพชีวิตดีขึ้น.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17210</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชุมชนบ้านผาชัน, น้ำท่วมซ้ำซาก, น้ำท่วมอีสาน, บิน คงทน, ฝายวังอีแร้ง, ภัยแล้ง, มัสยา คำแหง, วิจัยน้ำ, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180910/image_big_5b96053192e73.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
