<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118618</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2021 14:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2021 14:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการน้ำเสนอทบทวนทำFloodwayระบายน้ำนครสวรรค์ลงอ่าวไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 3 ต.ค&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ศ.ดร.ชัยยุทธ ชินณะราศรี&amp;nbsp;อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์&amp;nbsp;ที่ปรึกษาอธิการบดีด้านการบริหารการจัดการน้ำ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)&amp;nbsp;กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในปี 2654 จะไม่ซ้ำรอยปี 2554 อย่างที่หลายคนเป็นห่วง เพราะสาเหตุต่างกัน เช่นเดียวกันพื้นที่รอบนอกกรุงเทพฯ สถานการณ์น้ำท่วมจะไม่รุนแรงเท่ากับปี&amp;nbsp;54&amp;nbsp;แต่ยอมรับว่าสถานการณ์น้ำท่วมปีนี้ค่อนข้างมีความผิดปกติเกิดขึ้น เนื่องจากฝนตกไม่ตามร่องที่เคยเข้า ฝนตกผิดที่ผิดทาง จึงไม่ทันได้เตรียมตัว เช่น กรณีเกิดเหตุน้ำท่วมผิดฝั่งในจังหวัดสุโขทัย หรือแม้แต่น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ และลพบุรี ที่เราไม่ค่อยเห็นมาก่อน &amp;nbsp;ขณะที่หลายจังหวัดทางภาคอีสานตอนบน ที่มักจะประสบปัญหา กลับไม่ค่อยพบปัญหา เป็นต้น ทั้งนี้ ยังต้องเฝ้าระวังเรื่องการปล่อยน้ำลงท้ายเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนป่าสักฯ รวมกันแล้วไม่ควรมากเกินกว่า&amp;nbsp;3,500&amp;nbsp;ลบ.ม.ต่อวินาที และไม่ปล่อยน้ำปริมาณมากอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมวลน้ำที่ไหลมาอำเภอบางไทร จังหวัดอยุธยา เป็นน้ำที่มาจากเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนป่าสักรวมกัน ซึ่งเป็นมวลน้ำที่จะไหลเข้ากรุงเทพฯ ผ่านทุ่งรังสิต ส่งผลให้ระดับน้ำปริ่ม กทม.จึงออกประกาศแจ้งเตือนประชาชนที่อยู่ริมแม่น้ำให้เฝ้าระวัง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ศ.ดร.ชัยยุทธ กล่าวว่า &amp;ldquo;หากย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2554 จะเห็นว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ครั้งนั้น มาจากความผิดปกติหลายปัจจัยด้วยกัน อาทิ ปี&amp;nbsp;54&amp;nbsp;เป็นปีที่มีพายุเข้าไทยมากถึง 5 ลูกจากปกติเฉลี่ยปีละ 2-3 ลูกเท่านั้น ขณะที่เขื่อนขนาดใหญ่มีปริมาณน้ำเต็มความจุ เมื่อฝนตกเหนือเขื่อนน้ำจึงไหลเข้าเขื่อนตลอดและยังถูกพายุลูกใหม่เข้ามาซ้ำเติมในพื้นที่ใต้เขื่อน ทำให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำหรือทุ่งรับน้ำ ตั้งแต่ภาคเหนือตอนล่างลงมาถึงภาคกลางจำนวนมากปริมาตรมากกว่า 20,000 ล้าน ลบ.ม. เคลื่อนตัวจากภาคเหนือลงสู่ภาคกลาง ประกอบกับเขื่อนเจ้าพระยาได้มีการปล่อยน้ำลงมามากกว่า 4,000 ลบ.ม./วินาทีอย่างต่อเนื่อง และภาวะน้ำทะเลหนุนสูงซึ่งเกิดขึ้นเป็นปกติของทุกปีในเดือนตุลาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานการณ์น้ำในปี 2564 แม้ว่าฝนที่ตกลงมาในเดือนกันยายนมีปริมาณมากกว่าปกติ แต่ก็ไม่ได้มากจนเกินไป และฝนที่ตกส่วนใหญ่จะตกในพื้นที่หลังเขื่อน ขณะที่ปริมาณน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ เช่น เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ณ ปัจจุบัน ยังมีปริมาณน้ำอยู่ที่ประมาณ 47%&amp;nbsp;หรือไม่ถึงครึ่งหนึ่งของปริมาณความจุของเขื่อน ดังนั้นหากมีฝนตกเหนือเขื่อนในเดือนตุลาคมก็ไม่น่ากังวล ห่วงอย่างเดียว คื อการเกิดพายุใต้เขื่อนอีก&amp;nbsp; ส่วนเขื่อนป่าสักฯ และเขื่อนเจ้าพระยาที่มีปริมาณน้ำในเขื่อนมากจึงต้องเร่งระบายลงพื้นที่ท้ายเขื่อน ส่งผลให้พื้นที่ต่ำลุ่มน้ำใน 5 จังหวัด สิงห์บุรี ลพบุรี อ่างทอง อยุธยา และสุพรรณบุรี เกิดน้ำล้นตลิ่ง จากการปล่อยน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาในปริมาณ 2,800 ลบ.ม./วินาที ซึ่งก็เป็นอีกจุดที่ต้องเฝ้าระวัง เช่นเดียวกับปริมาณน้ำที่ไหลผ่านสถานีบางไทร ซึ่งเป็นตำแหน่งตรวจวัดน้ำก่อนเข้าสู่ กทม. นั้น ล่าสุดวัดปริมาณน้ำได้ 3,500 ลบ.ม./วินาที เนื่องจากมีน้ำจากแม่น้ำป่าสักเข้ามาเติมด้วย ถือเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง จุดนี้ถือว่าต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ และควรควบคุมไม่ให้ปริมาณน้ำสูงไปกว่านี้เพราะจะส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงกว่าระดับคันกั้นน้ำของพื้นที่ใน กทม.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แนวทางแก้ไขและบรรเทาปัญหาที่สามารถทำได้ทันที ศ.ดร.ชัยยุทธ กล่าวว่า จะต้องควบคุมปริมาณน้ำที่ไหลผ่านอำเภอบางไทรไม่ให้สูงเกินกว่า 3,500 ลบ.ม./วินาที&amp;nbsp;โดยควบคุมการปล่อยน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนพระรามหกอย่างเป็นจังหวะ ไม่เร่งระบายน้ำจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง และระวังเรื่องของระดับน้ำทะเลหนุนสูงในช่วงสัปดาห์ที่หนึ่ง และสัปดาห์ที่สามของเดือนตุลาคม เนื่องจากระดับน้ำทะเลหนุนสูงจะต้านการระบายน้ำจืดจากแม่น้ำเจ้าพระยาลงสู่อ่าวไทย จะทำให้ไม่สามารถเร่งการระบายน้ำในช่วงนี้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งตรวจสอบและซ่อมแซม อาทิ คันกั้นน้ำตลอดแนวริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตรวจจุดชำรุด ตรวจสอบเส้นทางน้ำ เพื่อให้การใช้งานของระบบเครือข่ายคูคลองทั้งโซนตะวันออกและตะวันตกของ กทม.&amp;nbsp;เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพ รวมถึงเร่งตรวจสอบการใช้งานของเครื่องสูบน้ำ ระบบไฟฟ้า ระบบท่อ ทั้งในพื้นที่ กทม. และสมุทรปราการ ให้สามารถใช้งานได้ดีในขณะสูบน้ำ&amp;nbsp;เพื่อให้มวลน้ำสามารถไหลไปสู่สถานีสูบน้ำ&amp;nbsp;ที่สำคัญต้องยอมให้ปล่อยน้ำเข้าทุ่งรับน้ำเพื่อให้น้ำไหลผ่านพื้นที่ลุ่มต่ำเพื่อระบายน้ำลงสู่แม่น้ำไปสู่ระบบเครือข่ายคลอง และลงสู่อ่าวไทยต่อไป ป้องกันความเสียหายต่อภาคเศรษฐกิจของเมือง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;พื้นที่ต่ำลุ่มน้ำ เปรียบเสมือนเป็นทุ่งรับน้ำหรือเป็นแก้มลิงตามธรรมชาติ อาทิ ทุ่งเชียงราก ทุ่งท่าวุ้ง ทุ่งบางบาล ทุ่งป่าโมก ทุ่งรังสิต ฯลฯ หากมองในเชิงกายภาพภูมิประเทศเหล่านี้เป็นพื้นที่รับน้ำหรือเก็บกักน้ำตามธรรมชาติอยู่แล้ว ในอดีตมีกระจายอยู่มากมายในพื้นที่ภาคกลาง แต่ปัจจุบันถูกบุกรุกในหลายพื้นที่&amp;nbsp;&amp;nbsp;ทุ่งต่างๆหายไป เช่น บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ หรือพื้นที่ในอำเภอบางบาล จังหวัดอยุธยา ดังนั้น ผู้ที่อยู่อาศัยต้องเข้าใจ ยอมรับและปรับตัวให้อยู่กับสิ่งแวดล้อมและให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ โดยภาครัฐจะต้องจ่ายค่าชดเชยเยียวยาให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือผู้เสียหายที่อยู่ในพื้นที่รับน้ำ&amp;rdquo;ศ.ดร.ชัยยุทธ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ ศ.ดร.ชัยยุทธ ยังได้เสนอแนวทางการบริหารจัดการสถานการณ์น้ำท่วมที่ยั่งยืนว่า หากมองในระดับประเทศ จะเห็นได้ชัดว่าปีนี้พายุที่พัดผ่านภาคเหนือตอนล่างมีเส้นทางที่เปลี่ยนไป ดูได้จากพื้นที่น้ำท่วมที่จังหวัดสุโขทัยซึ่งปกติจะเป็นพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วม ดังนั้น ภาครัฐจะต้องหันมาตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&amp;nbsp;(Climate Change)&amp;nbsp;มากขึ้น ทั้งเรื่องความรุนแรงและความไม่แน่นอนของปริมาณความเข้มของน้ำฝน เส้นทางเดินของพายุ และปริมาณน้ำท่วม ที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น รวมถึงการเพิ่มสูงขึ้นของระดับน้ำทะเล โดยจะต้องมีนโนยายในการเตรียมรับมือป้องกันและบรรเทาปัญหาที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง และกลับมาทบทวนเรื่องการทำ&amp;nbsp;&amp;ldquo;Flood way&amp;rdquo;&amp;nbsp;เพื่อระบายน้ำจากนครสวรรค์ให้ไหลลงสู่อ่าวไทยใหม่อีกครั้ง เพราะเห็นได้ว่า แม้เพียงพายุเข้ามาเพียงหนึ่งลูก ระบบการจัดการน้ำในปัจจุบันซึ่งไม่เพียงพอ จึงได้สร้างผลกระทบต่อประชาชนตามที่เป็นข่าว &amp;nbsp;และการพัฒนาพื้นที่รอบข้างเส้นทางจะต้องไม่ให้มวลน้ำไหลผ่านพื้นที่เศรษฐกิจ รวมถึงให้มีการบังคับใช้ผังเมืองอย่างจริงจังเพื่อจัดแบ่งโซนพื้นที่สำหรับการอยู่อาศัย พื้นที่อุตสาหกรรม หรือพื้นที่เกษตรกรรม โดยมีเส้นทางการไหลของน้ำที่ชัดเจนและบังคับใช้กฎหมายเรื่องการบุกรุกแหล่งน้ำหรือการถมคูคลองอย่างจริงจัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับกรุงเทพฯ&amp;nbsp;ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่มีความสูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางเพียงแค่ประมาณ&amp;nbsp;1&amp;nbsp;เมตร อยากเสนอให้พิจารณาการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนา กทม. ให้รับมือน้ำท่วมในเขตเมือง ภายใต้แนวคิด&amp;nbsp;&amp;ldquo;เมืองฟองน้ำเสมือน หรือ&amp;nbsp;Sponge City&amp;rdquo;&amp;nbsp;ซึ่งเป็นเสมือนแก้มลิงชั่วคราว โดยการคัดเลือกหาพื้นที่ชุ่มน้ำ เช่น สวนสาธารณะ หรือพื้นที่แก้มลิงบางขุนเทียน และให้ปรับปรุงทางเดินสาธารณะ &amp;nbsp;และโครงการขนาดใหญ่จัดแบ่งพื้นที่ทำระบบฟองน้ำเสมือน&amp;nbsp;เพื่อให้สามารถเก็บกักน้ำได้ชั่วคราวเมื่อเกิดฝนตกหนัก และมีการระบายคายน้ำออกในภายหลัง เพื่อลดปัญหาน้ำท่วมขังหรือน้ำรอการระบายอย่างที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118618</URL_LINK>
                <HASHTAG>Floodway, น้ำท่วมปี2554, มจธ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211003/image_big_61595b6d63567.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118615</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2021 14:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2021 14:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับสัญญาณน้ำท่วมปี 64 จะซ้ำรอยมหาอุทกภัยปี 54 หรือไม่?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน ไล่ลงมาจนถึงพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้่ำป่าสัก &amp;nbsp;ทั้งเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ยังปรับแผนเพิ่มการระบายน้ำ เพื่อรองรับมวลน้ำตอนบนที่มาสมทบอีกปริมาณมหาศาล
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ภาคอีสาน แม่น้ำชี แม่น้ำมูลเอ่อล้นตลิ่ง ไหลเข้าท่วมพื้นที่เกษตร พื้นที่ชุมชน &amp;nbsp;ต้องเร่งระบายน้ำ และประเมินสถานการณ์แบบวันต่อวัน &amp;nbsp;โดยเฉพาะน้ำท่วม &amp;nbsp;จ.ชัยภูมิ ที่ได้รับผลกระทบจากพายุเตี้ยนหมู่ยังคงวิกฤตอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;ต้องจับตาจะมีพายุเข้ามาเพิ่มปริมาณน้ำให้สูงขึ้นอีกหรือไม่
มวลน้ำที่ไหลเข้าท่วมแต่ละพื้นที่ ทำให้ประชนได้รับความเดือดร้อนและเสียหายอย่างหนักจากอุทกภัย &amp;nbsp;ต้องใช้เวลาระบายน้ำที่ท่วมขัง หลายคนตั้งคำถามและเปรียบเทียบน้ำท่วมในปี 2564 จะมีความเป็นไปได้เกิดมหาอุทกภัยเหมือนปี 2554 &amp;nbsp;หาคำตอบและร่วมประเมินสถานการณ์จาก
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ประธานแผนงานวิจัยเข็มมุ่งการบริหารจัดการน้ำ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช. ) กล่าวว่า ปี 64 นี ประเทศไทยเจอพายุโซนร้อน 2 ลูกในเดือนกันยายน ทำให้ฝนตกต่อเนื่องมีปริมาณน้ำสะสมมาก และมวลน้ำจากพื้นที่ตอนบนของลุ่มเจ้าพระยา จากสุโขทัยจะลงมาสมทบในอีก 7 วัน รวมถึงลุ่มน้ำป่าสักที่วิกกฤต เร่งระบาย คนท้ายเขื่อนป่าสักฯ จะอ่วม คาดว่าระดับน้ำจะขึ้นถึง 2 เมตร &amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งจะกระทบหลายจังหวัด รวมทั้งบางเลน จ.นครปฐม และกรุงเทพฯ ที่อยู่นอกแนวคันกั้นแม่น้ำเจ้าพระยา &amp;nbsp;วันที่ 5-7 ต.ค.คาดว่า จะมีพายุเข้ามาอีก จ.อยุธยาจะต้องประเมินสถานการณ์ใกล้ชิด เพราะเจอถึง 3 น้ำ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot; โอกาสน้ำท่วมใหญ่เหมือนปี 54 &amp;nbsp;ไม่เกิดแน่นอน แต่จะเป็นน้ำท่วมปี 54 แบบเล็ก เจอท่วมรุนแรงเฉพาะที่ เฉพาะจุด &amp;nbsp;กทม.ชุมชนที่อาศัยริมน้ำเจ้าพระยาต้องเฝ้าระวังน้ำท่วม บ้านอยู่นอกคันป้องกัน อย่างบางกอกน้อย คลองสาน ยานาวา เป็นไปได้ว่าจะท่วม &amp;nbsp;ส่วนปทุมธานี และนนทบุรี ยังมีฟันหรอบางส่วนเวลานี้ต้องเร่งเสริมคันกั้นน้ำ &amp;nbsp;ไม่ให้เจอท่วมหนัก &amp;quot; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รศ.ดร.สุจริต ระบุปัจจุบันระบบจัดการน้ำดีขึ้นกว่าปี 54 &amp;nbsp; ยังมีบึงรับน้ำอีก 11 แห่ง ทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกที่ลงทุนขุดลอกหลังน้ำท่วมใหญ่ ความจุรวม 1,000 ล้าน ลบ.ม. กลไกนี้จะช่วยตัดยอดน้ำไม่ให้เข้ากรุงเทพฯ เต็มๆ &amp;nbsp;นอกจากนี้ &amp;nbsp;ทาง กทม. ก็มีการป้องกันโดยมีคันกั้นน้ำที่สูงขึ้นจากปี 2554 &amp;nbsp;สูงในระดับ 3 เมตร
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ความเสียหายจากน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของไทย รศ.ดร.สุจริต บอกว่า ปีนี้น้ำมาเร็วกว่าทุกครั้ง เพราะฝนตกหนักสะสมในพื้นที่ผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ฝนที่ตกไหลเข้าท่วมบ้านเรือน ร้านค้า ตลาด สถานที่ราชการทันทีเลย ไม่เหมือนเดิมที่กว่าน้ำจะเข้าพื้นที่ใช้เวลา 3 วัน 7 วัน &amp;nbsp;ทำให้ชาวบ้านเก็บของหนีน้ำไม่ทัน หมดเนื้อหมดตัว &amp;nbsp;รวมถึงแม้จะมีการเตือนภัย สร้างการรับรู้ แต่ชาวบ้านไม่ตระหนัก ยังเข้าใจบริบทเดิมๆ ยังไม่เร่งเก็บของ ไม่อพยพ เพราะคิดว่ามีเวลา ซึ่งรูปแบบฝนและน้ำมันเปลี่ยนไปแล้ว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีจ.ชัยภูมิเจอน้ำท่วมหนักในรอบ 50 ปี นักวิชาการน้ำ ระบุว่า เป็นเพราะชัยภูมิเจอแนวพายุฝนพัดเข้ามารุนแรง ปริมาณฝนจึงมาก บวกกับสภาพพื้นที่เป็นที่ลาด เป็นท้องไร่ท้องนา กว่าจะระบายออกแม่น้ำชีได้ต้องใช้เวลานาน ประกอบกับน้ำชีมีความหลากหนุนสูง &amp;nbsp;ระดับน้ำจึงท่วมสูง &amp;nbsp;เมื่อมาเจอมวลน้ำจากอ่างเก็บน้ำลำเชียงไกร ที่พังเสียหายน้ำไหลลงมา ทำให้ชัยภูมิเจอหนักและเกิดการท่วมนาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.ดร.สุจริต ระบุว่า การแก้ปัญหาภัยพิบัติจากน้ำท่วม &amp;nbsp;จำเป็นต้องมีแผนที่เสี่้ยงภัยในพื้นที่ ตั้งสมมุติฐานว่า พื้นที่ไม่เคยท่วมก็อาจจะท่วมได้ ฝนตกปริมาณน้อย ปานกลาง และมาก จะส่งผลกระทบพื้นที่ใด บ้าง ถัดมาสร้างระบบเตือนภัยเฉพาะเจาะจง ในญี่ปุ่นมีกรมอุตุฯ ระดับจังหวัด พยากรณ์ได้แม่นยำ ต้องพัฒนากลไกต่างๆ และลดระยะเวลาในการระบายน้ำให้สั้นที่สุด &amp;nbsp;ต้องนำความรู้มาใส่ชุมชน และจังหวัด &amp;nbsp;แต่ไทยความสามารถไม่ถึง ทั้งด้านระบบข้อมูลและความเชื่อ &amp;nbsp;เรื่องนี้ อปท. หรือชุมชนต้องมีพี่เลี้ยง เพื่อให้องค์ความรู้ ซึ่ง อว.และมท. ต้องเข้ามามีบทบาทเติมเต็ม &amp;nbsp;เพื่อให้ปรับตัว และลดความเสียหายจากอุทกภัย &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot; ประเด็นเหล่านี้ ต้องมีการผลักดันในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 มุ่งหวังให้จังหวัดบูรณาการ ไม่ใช่ให้ส่วนกลางเป็นเจ้าภาพ เปลี่ยนจากช่วยเหลือ เป็นการป้องกันภัยพิบัติ ซึ่งร่างแผนฯ นี้อยู่ในขั้นตอนระดมความคิดเห็น และจะเริ่มใช้ตุลาคมปีหน้า ถ้ามีทิศทางตามแผน 13 เราจะเดินหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงภายใน 5 ปี ทำให้ประเทศไทยหลุดจากวงจรแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งเฉพาะหน้าทุกปีๆ &amp;nbsp;จะไม่มีประชาชนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหนักเหมือนปัจจุบัน &amp;quot; รศ.ดร.สุจริต ฝากความหวังในแผน 13 &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาพื้นที่แถบลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่มักได้รับผลกระทบเวลาเจอตกหนักเป็นอีกประเด็น ที่ต้องมีแผนรับมือ &amp;nbsp;นักวิชาการน้ำชี้ว่า ต้องผลักดันโครงการเจ้าพระยาเดลต้า เพื่อสร้างสมดุลใหม่ ลดพื้นที่ปลูกข้าว เปลี่ยนมาเพาะปลูกพืชชนิดอื่น เพราะแนวโน้มประชากรลดลง แรงงานภาคเกษตรไม่มี ราคาข้าวของไทยสู้เพื่อนบ้านไม่ได้ ประโยชน์อีกทางยังเป็นการเพิ่มพื้นที่รับน้ำนองของลุ่มเจ้าพระยา &amp;nbsp;ทำให้น้ำท่วมอยู่ในระดับจัดการได้ น้ำแล้งก็จัดการได้ อยากชวนกันคิดแก้ไข ไม่ใช่เมืองก็เติบโต โครงสร้างพื้นฐาน ถนน รถไฟ &amp;nbsp;แต่ขาดการเชื่อมโยงเรื่องจัดการน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มีหลายเสียงออกมาพูดว่าน้ำท่วมปีนี้ จะซ้ำรอยกับปี 54 คนกรุงจะเจอกับมหาอุทกภัย &amp;nbsp;ในมุมมองของ รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ฝนตกในภาคเหนือค่าเฉลี่ยน้อยกว่าปกติ แต่ปัจจุบันปริมาณฝนมากกว่าค่าเฉลี่ยแล้ว แต่ยังน้อยกว่าปี 2554 &amp;nbsp;จะเห็นว่า น้ำเหนือมาน้อยกว่า 10 ปีที่แล้ว จากข้อมูลกรมชลประทานปริมาณน้ำระบายผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ที่&amp;nbsp;2,600-2,800 ล้าน ลบ.ม.ต่อวินาที &amp;nbsp;แต่จะประมาทเพราะยังระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาไม่ถึง 3,700 ล้าน ลบ.ม.จึงเหมือนปี 54 ไม่ได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นักวิชาการด้านภัยพิบัติยกตัวอย่างกรณี จ.สุโขทัย ทุกปีมีน้ำมาจากแพร่ แต่ปีนี้แพร่ไม่มีน้ำ ระดับน้ำยมต่ำกว่าตลิ่้ง แต่สุโขทัยทำไมท่วมรุนแรง โดนตีมาจากทางตะวันตก &amp;nbsp;ขณะที่พนังกั้นน้ำริมน้ำยมเป็นตัวขังไม่ให้น้ำระบายได้ เช่นเดียวกับในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบนก็เช่นกัน แม้น้ำเหนือมาน้อย แต่ปริมาณน้ำจากด้านข้าง เข้ามามาก ผลกระทบจากพายุจึงเป็นปัจจัยสำคัญ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ ไทยยังจะเจอพายุอีกลูก ซึ่งมีกำลังแรงกว่าพายุเตี้ยนหมู่ด้วย อาจจะเป็นไต้ฝุ่น ซึ่งจะเข้าภาคกลางของประเทศเวียดนาม ช่วงวันที่ 8-10 ต.ค. นี้ &amp;nbsp;ซึ่งต้องเฝ้าติดตามจะเข้าไทยเส้นทางไหน และลูกที่สองอาจจะมีตามมาอีกวันที่ 13-15 ต.ค. &amp;nbsp;ซึงเราต้องเชื่อว่ามีพายุไว้ก่อน &amp;nbsp;เพื่อวางแผนบริหารจัดการความเสี่ยง ต้องบริหารแข่งกับเวลาด้วย ถ้ารอให้รู้ว่า พายุมาแน่นอน จะเหลือเวลาน้อยในการจัดการน้ำ เพราะอนาคตข้างหน้าไม่แน่นอน ในต่างประเทศยังต้องสร้างภาพจำลองฉายขึ้นมา &amp;nbsp;เมื่อตรงกับความจริง ก็หยิบภาพฉายนี้มาวางแผนและจัดทำมาตรการ &amp;nbsp;ถ้าประเทศไทยทำแบบนี้ รพ.ชัยภูมิ จะไม่ถูกน้ำท่วมหนัก &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; ฉะนั้น เราต้องบริหารความเสี่ยงให้ได้ ถ้าเข้ามาเหนือเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ไม่เป็นไร เพราะเขื่อนมีปริมาตรรับได้ แต่ถ้าพายุเข้ามาใต้เขื่อน ที่นครสวรรค์ สุโขทัย พิษณุโลก จะหนักนะ หรือถ้าเข้ามาต่ำกว่าเขื่อนเจ้าพระอีก จะหนักในพื้นที่ลุ่มภาคกลาง เกิดน้ำท่วมทุ่ง ปริมาณฝนที่ตกหนักสะสมจะเหมือนกรณีน้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรมบางปู น้ำระบายออกไม่ได้ เพราะมีคันกั้นน้ำสูงมากในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ชัยนาท &amp;nbsp;สิงห์บุรี อ่างทอง &amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้องประเมินความเสี่ยง ว่าจะมาเส้นไหน และมีคำตอบ ส่วนคนกรุงเทพฯ และปริมณฑลต้องตั้งอยู่บนความไม่ประมาท ติดตาม ข้อมูลอย่างใกล้ชิด อย่าให้ความสำคัญกับน้ำเหนือมาน้อย &amp;nbsp;แต่ให้ความสำคัญกับฝน &amp;nbsp;&amp;quot;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รศ.ดร.เสรี กล่าวว่า ขณะนี้กำลังทำแบบจำลองคาดการณ์น้ำท่วมพื้นที่ภาคกลาง กรณีระบายน้ำ &amp;nbsp;2,800 ลบ.ม. ต่อวินาที และมีพายุพาดผ่านภาคกลาง ฝนตกหนักเข้ามาเติม ผลปรากฎว่า พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้งหมดจะมีปัญหาแน่นอน มีบทเรียนจากเตี้ยนหมู่แล้ว ชัดเจนฝนจากพายุอันตราย พึงระวังความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อถามถึงศักยภาพพื้นที่รับน้ำในพื้นที่ลุ่มภาคกลาง เพื่อหน่วงน้ำ &amp;nbsp; ดร.เสรี บอกว่า ปัจจุบันไหลผ่านเจ้าพระยาอยู่ที่&amp;nbsp;2,600 ลบ.ม.ต่อวินาทีก็เหนื่อยแล้ว &amp;nbsp;ถ้าผันมาทางลุ่มแม่น้ำน้อย คนก็ลำบากเพราะเกินศักยภาพ รับได้ &amp;nbsp;ถ้าเพิ่มมา &amp;nbsp;3,000-3,500 &amp;nbsp;ลบ.ม.ต่อวินาที จะหนักแน่ เกาะเมืองอยุธยาจะถูกกระทบแบบน่ากลัว &amp;nbsp;แต่ถามว่า จะตัดยอดน้ำได้หรือไม่ เพราะขณะนี้ระดับเหนือเขื่อนเจ้าพระยาต่างจากปี 54 แค่ 1 เมตร โดยวันนี้อยู่ที่ 17 เมตร ระดับน้ำทะเลปานกลาง(รทก.) &amp;nbsp;แต่ปี &amp;nbsp;54 &amp;nbsp;อยู่ระดับ 18 เมตร รทก. ซึ่งถ้ามีฝนตกหนักจากพายุเข้ามาอีก ถามว่าโครงสร้างพื้นฐานจะรับได้มั้ย คันกั้นน้ำ ประตูน้ำจะแตกอีกหรือไม่เรื่องเหล่านี้ต้องคิดเตรียมพร้อมรับมือ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot; คนกรุงเทพฯ และปริมณฑล กังวลกับสถานการณ์ได้ เพราะเจอน้ำรอการระบายแน่นอน ฝนจะตกสั้นๆ แต่หนัก น้ำเหนือที่มาแม้น้อยกว่าปกติ แต่อย่าวางใจ น้ำมาหาได้ และจะยกระดับมาเรื่้อยๆ ถ้าบางไทรแตะ 3,000 ลบ.ม. ต่อวินาที ให้ติดตามข่าวสาร &amp;nbsp; &amp;nbsp;พายุมาก็ติดตามสถานการณ์ ใช้เวลา 1 สัปดาห์น้ำจะมา &amp;nbsp;เมื่อไหร่น้ำหลาก น้ำล้น ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ก็ต้องตัวใครตัวมัน &amp;quot; รศ.ดร.เสรี ย้ำคนกรุงติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แล้วภาคอีสานล่ะจะเจอพายุอีกหรือไม่ &amp;nbsp;ดร.เสรี แสดงความกังวลว่า จะได้รับผลกระทบจากพายุลูกใหม่ แน่นอน แต่จะเป็นอีสานตอนบน ตอนกลาง หรือตอนล่าง ยังระบุไม่ได้ เพราะแนวโน้มจะไปอีสานกลาง &amp;nbsp;ซึ่งจะซ้ำกับเหตุการณ์ชัยภูมิ และขอนแก่น แต่ถ้าพายุเข้าอีสานตอนบนไป ก็จะไปที่จ.อุดรธานี และหนองคาย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; เส้นทางพายุไม่แน่นอนจริง ๆ ผมมีประสบการณ์คาดการณ์พายุที่จ.นครราชสีมา อ.ปากช่องจะตก 160 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง เส้นทางผ่านนครราชสีมา คล้ายสภาพอากาศปี 2553 &amp;nbsp;ที่น้ำท่วมปากช่อง คิดว่าปีนี้ปากช่องไม่รอดแน่ &amp;nbsp;เป็นการประเมิน 3 วันล่วงหน้า แต่ปรากฎว่าเส้นทางพายุเปลี่ยนขึ้นไปด้านบนแทน &amp;nbsp;แต่พอคาดการณ์ 1 วัน &amp;nbsp;ล่วงหน้าก็ ผ่านไปทาง จ.ชัยภูมิ &amp;nbsp;เส้นทางที่ไปแปรปรวนตลอด ต้องติดตาม สุดท้ายปากช่องไม่โดน เพราะไปที่ชัยภูมิแทน &amp;quot; รศ.ดร.เสรี กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ รศ.ดร.เสรี ยังย้ำเรื่องผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงจากสภาพภูมิอากาศ &amp;nbsp;จะทำให้โลกเจอกับ ภาวะฝนตกจะหนักขึ้น 2-3 เท่า &amp;nbsp;อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นทุก 1 องศา จะมีความชื้นเพิ่้มขึ้น 7-10 % พอหมดฝน เจอแล้ง และจะแล้งหนักขึ้น 4 เท่า เพราะอุณหภูมิสูงขึ้น น้ำระเหยมากขึ้น รวมถึงระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้น อย่างอ่าวไทยระดับน้ำจะเพิ่มขึ้น 30-40 เซนติเมตร อีก 80 ปี &amp;nbsp;จะเพิ่มขึ้น 1.50-2 เมตร ขึ้นกับผู้นำโลกที่จะเจรจาโลกร้อนกันเดือนพฤศจิกายนนี้ &amp;nbsp;สหประชาชาติส่งสัญญาณเตือนภัย และระบุไม่มีประเทศใดที่รายงานบรรลุเป้าหมายลดอุณหภูมิ อีก 10 ปีข้างหน้า เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนไม่เกิดขึ้นแน่นอน ถึงเวลาปรับตัวอยู่กับการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม เพราะเป็นผลพวงจากพฤติกรรมเรา ยิ่งภัยโควิดเกิดขึ้น ยากที่จะหยุดการพัฒนา

&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118615</URL_LINK>
                <HASHTAG>น้ำท่วมปี2554, น้ำท่วมปีุ2564</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211003/image_big_615957c2419d1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118503</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/10/2021 06:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/10/2021 07:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรุงเทพโพลล์ เผยผลสำรวจครบ 10 ปี มหาอุทกภัย คนไทยหวาดหวั่นหรือไม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;2 ต.ค.64 - จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ณ ขณะนี้ ทำให้คิดย้อนไปถึงเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 กรุงเทพโพลล์โดยมหาวิทยาลัยกรุงเทพจึงได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;ครบ 10 ปี มหาอุทกภัย คนไทยหวาดหวั่นหรือไม่&amp;rdquo; โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,077 คน พบว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข่าวน้ำท่วมในจังหวัดต่างๆ ขณะนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 57.5 มีความกังวลค่อนข้างน้อยถึงไม่กังวลเลย ว่าจะเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมซ้ำรอยปี 54 ขณะที่ ร้อยละ 42.5 มีความกังวลค่อนข้างมากถึงมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าเชื่อมั่นเพียงใดว่ารัฐบาลจะสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมเหมือนปี 54 ได้ ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 70.4 ระบุว่า มีความเชื่อมั่นน้อยถึงน้อยที่สุด ขณะที่ร้อยละ 29.6 ระบุว่า มีความเชื่อมั่นมากถึงมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ประชานได้ให้คะแนนความพอใจต่อการเตรียมการรับมือสถานการณ์น้ำท่วม จากทุกภาคส่วนในครั้งนี้ เฉลี่ย 3.02 คะแนนจากเต็ม 5 คะแนน โดยด้านที่ได้คะแนนมากที่สุดคือ ด้านการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเฝ้าระวัง และเตรียมรับมือ ได้คะแนนเฉลี่ย 3.65 คะแนน ซึ่งอยู่ในระดับมาก รองลงมาคือ ด้านการแจ้งเตือนภัย จากหน่วยงานราชการให้แก่ประชาชนได้คะแนนเฉลี่ย 3.02 คะแนนซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง และด้านการเข้าถึงประชาชน และ ความรวดเร็วด้านความช่วยเหลือได้คะแนนเฉลี่ย 2.88 คะแนน ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเรื่องที่กังวลมากที่สุดจากสถานการณ์น้ำท่วมในขณะนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 67.5 ระบุว่า กังวลเรื่องการรับมือกับโรคระบาดที่มากับน้ำไปพร้อมกับการรับมือเชื้อโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองลงมาร้อยละ 57.3 ระบุว่า กลัวมีพายุฝนตกซ้ำเติมทำให้สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่แย่ลง และร้อยละ 41.4ระบุว่า กลัวงบประมาณในการเยียวยา และฟื้นฟู ผู้ประสบภัยไม่เพียงพอ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118503</URL_LINK>
                <HASHTAG>&quot;เพชรบุรี-นครนายก&quot; เสี่ยงน้ำท่วม, กรุงเทพโพลล์, น้ำท่วมปี2554</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211002/image_big_61579d7d84d00.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
