<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>100484</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2021 10:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ‘น้ำพุโมเดล’ การจัดการ ‘พืชกระท่อม’ โดยใช้ธรรมนูญตำบล  จากยาเสพติดสู่ ‘พืชเศรษฐกิจใหม่’  ทดแทนมอร์ฟีน-ยารักษาโรค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ต้นกระท่อมที่ตำบลน้ำพุ&amp;nbsp; อ.บ้านนาสาร&amp;nbsp; จ.สุราษฎร์ธานี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นเวลาเกือบ&amp;nbsp; 80 &amp;nbsp;ปีที่ &amp;lsquo;กระท่อม&amp;rsquo; ถูกจัดให้เป็นพืชยาเสพติด&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้คนส่วนใหญ่มักจะมองว่าผู้ที่เสพกระท่อมเป็นผู้ใช้แรงงาน&amp;nbsp; เป็นชาวไร่&amp;nbsp; ชาวนา&amp;nbsp; นำใบกระท่อมมาเคี้ยวเพื่อให้มีเรี่ยวแรงในการทำงาน&amp;nbsp; หรือวัยรุ่นที่คึกคะนองเอามาดัดแปลงเป็น &amp;lsquo;น้ำกระท่อม&amp;rsquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยผสมยาแก้ไอบางชนิดและน้ำอัดลม&amp;nbsp; เป็นยาเสพติดที่เรียกว่า &amp;ldquo;4X100&amp;rdquo; เมื่อเสพแล้วจะทำให้มีความรู้สึกผ่อนคลาย&amp;nbsp; สนุกสนาน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;กระท่อม&amp;rsquo; ถูกจัดให้เป็นพืชยาเสพติดตั้งแต่ปี พ.ศ.2486 &amp;nbsp;โดยมีการประกาศใช้ &amp;lsquo;พระราชบัญญัติพืชกระท่อม &amp;nbsp;พุทธศักราช 2486&amp;rsquo;&amp;nbsp; มาตรา 5 ห้ามมิให้ผู้ใดเสพ&amp;nbsp; ปลูก&amp;nbsp; มี&amp;nbsp; ซื้อ&amp;nbsp; ขาย&amp;nbsp; ให้&amp;nbsp;&amp;nbsp; หรือแลกเปลี่ยนพืชกระท่อม&amp;nbsp; เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน&amp;nbsp; เพื่อประโยชน์ในการประกอบโรคศิลป์&amp;nbsp; หรือวิทยาศาสตร์&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันยังมี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 &amp;nbsp;ควบคุมพืชกระท่อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลดกระท่อมจากพืชยาเสพติดเป็น &amp;lsquo;สมุนไพร&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:.05in; margin-right:0in; margin-bottom:.05in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:.05in; margin-right:0in; margin-bottom:.05in; margin-left:0in&quot;&gt;กระท่อมมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า &amp;nbsp;&amp;lsquo;Mitragyna speciosa Korth&amp;rsquo;&amp;nbsp; เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ปานกลาง &amp;nbsp;&amp;nbsp;สูง 10 -15 เมตร &amp;nbsp;ใบคล้ายใบกระดังงา &amp;nbsp;มีชนิดก้านใบแดงและใบเขียว &amp;nbsp;&amp;nbsp;ใบเป็นใบเดี่ยวสีเขียว &amp;nbsp;ขนาดกว้างประมาณ 5 -10 ซม. &amp;nbsp;ยาวประมาณ 8-14 ซม. &amp;nbsp;&amp;nbsp;แหล่งที่พบ &amp;nbsp;บางจังหวัดของภาคกลาง &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ปทุมธานี &amp;nbsp;แต่จะพบมากในป่าธรรมชาติบริเวณภาคใต้&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;สุราษฎร์ธานี &amp;nbsp;นครศรีธรรมราช &amp;nbsp;ตรัง &amp;nbsp;ฯลฯ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ตอนบนของประเทศมาเลเซีย&amp;nbsp; และอินโดนีเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:.05in; margin-right:0in; margin-bottom:.05in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:.05in; margin-right:0in; margin-bottom:.05in; margin-left:0in&quot;&gt;ในสมัยที่ยังไม่มียาฝรั่งหรือการแพทย์แผนปัจจุบัน&amp;nbsp; &amp;nbsp;หมอพื้นบ้านจะนำใบกระท่อมมาใช้เพื่อแก้ท้องเสีย&amp;nbsp; ปวดเบ่ง ท้องเฟ้อ &amp;nbsp;ท้องร่วง &amp;nbsp;ปวดเมื่อยตามร่างกาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; จากสรรพคุณทางยาหลายชนิดของกระท่อม&amp;nbsp; สถาบันการศึกษาในประเทศไทยหลายแห่งได้ให้ความสนใจศึกษาและวิจัยเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และฟื้นฟูภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ดำเนินงานศึกษาวิจัยพืชกระท่อมตั้งแต่ปี 2545&amp;nbsp; จนถึงปัจจุบัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:.05in; margin-right:0in; margin-bottom:.05in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:.05in; margin-right:0in; margin-bottom:.05in; margin-left:0in&quot;&gt;ผศ.ดร.นิวัติ &amp;nbsp;แก้วประดับ ภาควิชาเภสัชเวทและเภสัชพฤษศาสตร์&amp;nbsp; คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์&amp;nbsp; กล่าวถึงสรรพคุณของกระท่อมว่า&amp;nbsp; พืชกระท่อมมีสารแอลคะลอยด์ &amp;nbsp;&amp;lsquo;Mitragynine&amp;rsquo; อยู่ในใบ &amp;nbsp;มีฤทธิ์ระงับอาการปวด &amp;nbsp;เช่นเดียวกับมอร์ฟีน &amp;nbsp;โดยมีความแรงต่ำกว่ามอร์ฟีนประมาณ &amp;nbsp;10 &amp;nbsp;เท่า &amp;nbsp;แต่มีข้อดีกว่ามอร์ฟีนอยู่หลายประการ &amp;nbsp;&amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; กระท่อมไม่กดระบบทางเดินหายใจ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ไม่ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ &amp;nbsp;อาเจียน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ใช้บำบัดอาการติดฝิ่นหรือมอร์ฟีนได้&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:.05in; margin-right:0in; margin-bottom:.05in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:.05in; margin-right:0in; margin-bottom:.05in; margin-left:0in&quot;&gt;ขณะที่หน่วยงานของรัฐ&amp;nbsp; โดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.)&amp;nbsp; กระทรวงยุติธรรม&amp;nbsp; และกระทรวงสาธารณสุข&amp;nbsp; มีความพยายามที่จะ &amp;lsquo;ปลดล็อก&amp;rsquo; กระท่อม&amp;nbsp; ออกจากพืชยาเสพติดมาตั้งแต่ปี 2546&amp;nbsp; เพื่อนำมาเป็นพืชสมุนไพร&amp;nbsp; ใช้ทางการแพทย์&amp;nbsp; การพาณิชย์&amp;nbsp; อุตสาหกรรม&amp;nbsp; และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ&amp;nbsp; เช่นเดียวกับกัญชาที่มีการปลดล็อกไปก่อนหน้านี้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยล่าสุดคณะรัฐมนตรีชุดพลเอกประยุทธ์&amp;nbsp; จันทร์โอชา&amp;nbsp; ได้มีมติเมื่อวันที่ 3 มีนาคม&amp;nbsp; 2563 &amp;nbsp;เห็นชอบในหลักการให้ปลดกระท่อมออกจากพืชยาเสพติด&amp;nbsp; โดยมีการจัดทำเป็นร่างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ...) พ.ศ..... (การยกเลิกพืชกระท่อมจากยาเสพติดให้โทษ) เพื่อให้ผ่านเป็นกฎหมายออกมาใช้&amp;nbsp; ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาตรวจสอบร่าง พ.ร.บ.จากสำนักงานคณะกรรมการกฤกษฎีกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;น้ำพุโมเดล&amp;rsquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต้นแบบการจัดการกระท่อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตำบลน้ำพุ&amp;nbsp; อ.บ้านนาสาร&amp;nbsp; จ.สุราษฎร์ธานี&amp;nbsp; มี 6 หมู่บ้าน&amp;nbsp; จำนวน 1,920&amp;nbsp; หลังคาเรือน&amp;nbsp; ประชากร&amp;nbsp; 5,643&amp;nbsp; คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม&amp;nbsp; ทำสวนยาง&amp;nbsp; ปาล์มน้ำมัน&amp;nbsp; ปลูกเงาะ&amp;nbsp; ทุเรียน&amp;nbsp; ลองกอง&amp;nbsp; เลี้ยงสัตว์&amp;nbsp; ค้าขาย&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เป็นพื้นที่หนึ่งที่ชาวบ้านนิยมปลูกพืชกระท่อมเพื่อบริโภคในครัวเรือนมายาวนาน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ใช้ใบสดเคี้ยวกลืนครั้งละ 1-3 ใบ&amp;nbsp; โดยรูดก้านใบออก&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้รู้สึกกระปี้กระเปร่า&amp;nbsp; มีเรี่ยวแรงทำงานในไร่สวน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังใช้&amp;nbsp; แก้ปวดท้อง&amp;nbsp; บิด&amp;nbsp; แก้ไอ&amp;nbsp; เจ็บคอ&amp;nbsp; โดยใส่น้ำตาลทรายเล็กน้อยแล้วห่อใบเคี้ยว&amp;nbsp; ใช้เพื่อรักษา โรคเบาหวาน &amp;nbsp;โดยใช้ใบกระท่อม 9 ใบ&amp;nbsp; ลูกหมากอ่อน 9 ลูก&amp;nbsp; (ปลิดขั้วออก)&amp;nbsp; ใส่น้ำ 3 แก้ว&amp;nbsp; แล้วนำไปต้มเคี่ยวให้เหลือน้ำ&amp;nbsp; 1 แก้ว&amp;nbsp; นำมาดื่มหลังอาหาร 3 มื้อ&amp;nbsp; ภายใน 1 เดือนจะเห็นผล&amp;nbsp; รวมทั้งยังใช้ใบกระท่อมในพิธีกรรม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ไหว้ครูก่อนตีเหล็กทำมีด &amp;nbsp;ทำเครื่องใช้ &amp;nbsp;หรือไหว้บรรพบุรุษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สงคราม&amp;nbsp; บัวทอง&amp;nbsp; กำนันตำบลน้ำพุ &amp;nbsp;เล่าว่า&amp;nbsp; เมื่อทางรัฐบาลมีนโยบายที่จะปลดล็อกพืชกระท่อมออกจากยาเสพติด&amp;nbsp; ตนได้เข้าร่วมประชุมเรื่องนี้กับ &amp;lsquo;สถาบันสำรวจและติดตามการปลูกพืชเสพติด&amp;rsquo; (สพส.) สำนักงาน ป.ป.ส.&amp;nbsp; กระทรวงยุติธรรม&amp;nbsp; ในช่วงปี 2559&amp;nbsp; โดย สพส.ต้องการหาพื้นที่ศึกษาและวิจัยเรื่องกระท่อมก่อนที่จะมีการปลดล็อก&amp;nbsp; ตนจึงได้เสนอให้ใช้พื้นที่ตำบลบ้านน้ำพุเป็นพื้นที่ศึกษา&amp;nbsp; อีกทั้งชาวบ้านก็มีความพร้อมอยากจะให้มีการศึกษาวิจัยอย่างจริงจังว่ากระท่อมเป็นยาเสพติด&amp;nbsp; หรือเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์กันแน่ ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมเห็นว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ในตำบลน้ำพุปลูกกระท่อม&amp;nbsp; ใช้กระท่อมในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว&amp;nbsp; และใช้กันมานานตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ&amp;nbsp; แต่ก็ไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นจากการใช้กระท่อม&amp;nbsp; ทั้งเรื่องอาชญากรรม&amp;nbsp; การลักขโมย&amp;nbsp; การทะเลาะวิวาท&amp;nbsp; หรือวัยรุ่นมั่วสุมเสพน้ำกระท่อมก็ไม่มี&amp;nbsp; จึงอยากให้ตำบลน้ำพุเป็นต้นแบบในการจัดการเรื่องกระท่อม&amp;nbsp; อีกทั้งที่ผ่านมาตำบลน้ำพุก็มีการผ่อนปรนเรื่องกระท่อมอยู่แล้ว&amp;nbsp; เพราะหากผมไปโค่นต้นกระท่อมของชาวบ้านทิ้งก็จะเกิดปัญหาทางการปกครองขึ้นมา&amp;rdquo;&amp;nbsp; กำนันสงครามเล่าความเป็นมาของการศึกษาวิจัยกระท่อมที่บ้านน้ำพุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อทาง สพส. เห็นชอบ&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงได้จัดทำ &amp;lsquo;โครงการศึกษาวิจัยเพื่อสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลพืชกระท่อมพื้นที่นำร่องตำบลน้ำพุ&amp;nbsp; อำเภอบ้านนาสาร&amp;nbsp; จังหวัดสุราษฎร์ธานี&amp;rsquo;&amp;nbsp; ขึ้นมา&amp;nbsp; ตั้งแต่ช่วงปลายปี&amp;nbsp; 2559 &amp;nbsp;(จนถึงปัจจุบัน )&amp;nbsp; โดยมีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เข้าร่วมศึกษาวิจัยด้านผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยศึกษาผลกระทบด้านสังคมและชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;โดยมีวัตถุประสงค์&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; 1.เพื่อศึกษาวิธีการสำรวจ&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยใช้อากาศยานไร้คนขับ (UAV) สำรวจและจัดทำฐานข้อมูลการปลูกพืชกระท่อมในตำบลน้ำพุ&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2. เพื่อศึกษาขั้นตอนและกระบวนการควบคุมพืชกระท่อมในชุมชนอย่างมีส่วนร่วมของแต่ละพื้นที่ศึกษานำร่อง&amp;nbsp; 3. เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในกรณีหากจะให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับควบคุมพืชกระท่อมอย่างโปร่งใส&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นรูปธรรม &amp;nbsp;และเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;ขึ้นทะเบียนกระท่อม 655 ครัวเรือน-ติด QR-code 1,578&amp;nbsp; ต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กำนันสงคราม&amp;nbsp; เล่าต่อไปว่า&amp;nbsp; ในการศึกษาวิจัยเรื่องกระท่อมที่ตำบลน้ำพุนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีโจย์ร่วมกันว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;หากมีการผ่อนปรนให้เคี้ยวกระท่อมในวิถีดั้งเดิมได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; จำนวนใบที่เคี้ยวต่อคน&amp;nbsp; ต่อวัน&amp;nbsp; กี่ใบจึงจะเหมาะสม และจำนวนต้นกระท่อมกี่ต้นจึงจะเหมาะสมต่อครัวเรือน&amp;nbsp; รวมทั้งการควบคุมโดยชุมชนมีส่วนร่วมจะมีแนวทางหรือกระบวนการใดที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาครัฐ&amp;nbsp; หากมีการปลดล็อกกระท่อม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี 2560&amp;nbsp; จึงเริ่มจัดเวทีประชุมชี้แจงสร้างความเข้าใจกับชาวบ้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีข้อตกลงร่วมกันของชาวบ้านว่า&amp;nbsp; ให้ชาวบ้านปลูกหรือมีกระท่อมไม่เกินครัวเรือนละ 3 ต้น&amp;nbsp; หากเกินให้ตัดทิ้ง&amp;nbsp; แต่ถ้ามีไม่ถึง 3 ต้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ให้ปลูกเพิ่ม&amp;nbsp; หลังจากนั้นคณะกรรมการทุกหมู่บ้านจึงสำรวจข้อมูลร่วมกับหน่วยงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีวิธีการ&amp;nbsp; คือ 1.ใช้อากาศยานไร้คนขับจับพิกัด GPS ครัวเรือนที่สำรวจ/ปลูกกระท่อม&amp;nbsp; 2.ใช้แบบสอบถามครัวเรือน&amp;nbsp; 3.สำรวจต้นกระท่อม&amp;nbsp; โดยวัดเส้นรอบวง&amp;nbsp; วัดความสูงของต้นกระท่อม&amp;nbsp; และใช้อากาศยานฯ จับพิกัด GPS &amp;nbsp;ต้นกระท่อม&amp;nbsp; 4.ติดตั้ง Mobile&amp;nbsp; App / QR- code&amp;nbsp; ที่ต้นกระท่อมเพื่อเก็บข้อมูล&amp;nbsp; และขึ้นทะเบียนผู้ปลูกกระท่อม&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;กระท่อมติด QR-code&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจข้อมูลทั้งตำบลพบว่า&amp;nbsp; ในตำบลน้ำพุมี 6 หมู่บ้าน&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 1,920&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีครัวเรือนที่ขึ้นทะเบียนปลูกกระท่อม&amp;nbsp; 655 ครัวเรือน (ร้อยละ 34.11)&amp;nbsp; ต้นกระท่อมที่สำรวจพบ&amp;nbsp; 1,912 &amp;nbsp;ต้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต้นกระท่อมติด QR-code จำนวน 1,578&amp;nbsp; ต้น&amp;nbsp; (ร้อยละ 82.53)&amp;nbsp; ต้นกระท่อม (เกินครัวเรือนละ 3 ต้น) ที่ตัดทำลาย&amp;nbsp; 334 ต้น&amp;nbsp; (ร้อยละ 17.47) &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใช้ &amp;lsquo;ธรรมนูญตำบล&amp;rsquo; ควบคุมกระท่อม-สร้างชุมชนเข้มแข็ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากสำรวจข้อมูลในปี 2560&amp;nbsp; เสร็จแล้ว&amp;nbsp; ในช่วงปลายปีนั้นจึงเริ่มมีการจัดคืนข้อมูลสู่ชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีการจัดเวทีประชาคมและสร้างกติกาสังคมขึ้นมา&amp;nbsp; โดยมีการจัดเวทีครั้งแรกเมื่อวันที่ 22&amp;nbsp;&amp;nbsp; พฤศจิกายน 2560&amp;nbsp; และครั้งที่สองเมื่อวันที่ &amp;nbsp;30 มกราคม&amp;nbsp; 2561&amp;nbsp; และครั้งที่ 3 &amp;nbsp;เมื่อวันที่&amp;nbsp; 15&amp;nbsp; กรกฎาคม 2561 &amp;nbsp;ที่ห้องประชุมโรงเรียนท่าชีวิทยาคม&amp;nbsp; ตำบลน้ำพุ&amp;nbsp; อ.บ้านนาสาร&amp;nbsp; จ.สุราษฎร์ธานี&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีชาวบ้านและตัวแทนหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมเวทีครั้งนี้ประมาณ 800 คน&amp;nbsp; มีเป้าหมายเพื่อการทดลองควบคุมพืชกระท่อมโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนผ่านธรรมนูญตำบล &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;กำนันสงคราม&amp;nbsp; อธิบายว่า &amp;nbsp;ธรรมนูญตำบล&amp;nbsp; คือข้อตกลงร่วมกันของชาวบ้านในตำบลน้ำพุ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อสร้างกฎ&amp;nbsp; กติกาขึ้นมาควบคุมการใช้กระท่อม&amp;nbsp; โดยมีการสอบถามความคิดเห็นหรือทำประชาคมจากชาวบ้านในตำบล&amp;nbsp; แล้วนำมาร่างเป็นธรรมนูญตำบล&amp;nbsp; เรียกว่า &amp;lsquo;ธรรมนูญตำบล&amp;nbsp; เพื่อการควบคุมพืชกระท่อมและสร้างชุมชนเข้มแข็งปลอดยาเสพติดพืชกระท่อม&amp;nbsp; พื้นที่ตำบลน้ำพุ&amp;nbsp; อำเภอบ้านนาสาร&amp;nbsp; จังหวัดสุราษฎร์ธานี&amp;rsquo; &amp;nbsp;ผ่านการรับรองจากที่ประชุมเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2561 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;โดยมีสาระสำคัญ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มีคณะกรรมการระดับหมู่บ้านและตำบลควบคุมการใช้ธรรมนูญตำบล&amp;nbsp; มีข้อห้าม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; 1.ห้ามครัวเรือนที่ไม่ปลูกกระท่อมปลูกใหม่โดยเด็ดขาด&amp;nbsp; 2.ห้ามบุคคลในครัวเรือนซื้อขายพืชกระท่อม&amp;nbsp; 3.ห้ามนำพืชกระท่อมออกจากตำบล&amp;nbsp; 4.ห้ามเด็กเยาวชนนั่งมั่วสุมและมีพฤติกรรมที่เกี่ยวกับการเสพพืชกระท่อม&amp;nbsp; 5.ห้ามมีการผลิต&amp;nbsp; ปรุงน้ำกระท่อม&amp;nbsp; โดยส่วนผสมของยาแก้ไอ&amp;nbsp; และยาชนิดอื่น&amp;nbsp; 6.ห้ามปลูกกระท่อมเพิ่มเติมหลังการสำรวจของคณะวิจัยฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;7.ห้ามครัวเรือนที่ขึ้นทะเบียนพืชกระท่อมขาดการประชุมทั้งในระดับหมู่บ้านและตำบลที่มีวาระการประชุมเกี่ยวกับพืชกระท่อมเกิน 2 ครั้ง&amp;nbsp; 8.ห้ามผู้ที่เสพพืชกระท่อมขาดการตรวจสุขภาพติดต่อกัน 3 ครั้งต่อปี&amp;nbsp; และ 9.ห้ามผู้ที่ได้รับอนุญาตพกพาใบกระท่อมออกจากพื้นที่ 3 ตำบลในเขตรับผิดชอบของสถานีตำรวจภูธรท่าชีเกิน 30 ใบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;บทลงโทษ&amp;nbsp; 1.มีหนังสือว่ากล่าวตักเตือน&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.ติดประกาศหนังสือเตือนไว้ที่ศาลาหมู่บ้าน&amp;nbsp; 3.ตัดสิทธิประโยชน์หนังสือรับรองการพกพาพืชกระท่อม&amp;nbsp; 4.ตัดทำลายพืชกระท่อม&amp;nbsp; 5.ดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใช้พื้นที่สภาองค์กรชุมชนตำบล 135 ตำบลนำร่องปลดล็อกกระท่อม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:11.25pt; margin-left:0in&quot;&gt;นอกจากการใช้พื้นที่ตำบลน้ำพุเป็นพื้นที่ศึกษาวิจัยการปลูกกระท่อมแล้ว&amp;nbsp; คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด &amp;nbsp;(ป.ป.ส.) ยังมีแผนงานความร่วมมือกับสภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศเพื่อขับเคลื่อนเรื่องกระท่อม&amp;nbsp; โดยมีการลงนามบันทึกความตกลงร่วมมือระหว่าง ผู้แทน ป.ป.ส.&amp;nbsp; ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; และผู้บริหารสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2563 ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:11.25pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:11.25pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; ผู้แทนสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ และผู้บริหาร ป.ป.ส.เข้าร่วมประชุมเพื่อความร่วมมือในการจัดระเบียบพืชกระท่อมก่อนจะมีการปลดล็อกเมื่อปลายปี 2563 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:11.25pt; margin-left:0in&quot;&gt;การลงนามครั้งนี้ สภาองค์กรชุมชนตำบล มีหน้าที่ &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;1.สร้างความร่วมมือกับภาคีในพื้นที่ &amp;nbsp;ทำระบบฐานข้อมูล ค้นหาสายพันธุ์พืชกระท่อมที่เหมาะสมกับท้องถิ่น &amp;nbsp;2.ใช้สมัชชาตำบลสร้างข้อตกลงร่วมกันในการนำไปสู่ธรรมนูญตำบลปลอดยาเสพติด &amp;nbsp;3.ร่วมเฝ้าระวัง &amp;nbsp;ขึ้นทะเบียน &amp;nbsp;ตามแนวทางการจัดระเบียบพืชกระท่อม &amp;nbsp;เพื่อพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชุมชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:11.25pt; margin-left:0in&quot;&gt;สำนักงาน ป.ป.ส. มีหน้าที่&amp;nbsp; 1.เป็นศูนย์กลางการประสานหน่วยงานของรัฐ &amp;nbsp;รวมทั้งกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาร่วมกัน &amp;nbsp;ในลักษณะบูรณาการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น &amp;nbsp;ทั้งระดับนโยบาย และระดับพื้นที่ตำบล 2.สนับสนุนการพัฒนาแกนนำสภาองค์กรชุมชนตำบล &amp;nbsp;เพื่อสร้างความเข้าใจ วางแผนการขับเคลื่อน &amp;nbsp;การเชื่อมโยง ประสาน งานความร่วมมือทุกภาคส่วน &amp;nbsp;ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ มีหน้าที่ &amp;nbsp;1.สนับสนุนสภาองค์กรชุมชนตำบล &amp;nbsp;เพื่อสร้างความร่วมมือ&amp;nbsp; ความเข้มแข็งของชุมชน &amp;nbsp;2.สนับสนุนข้อตกลงร่วมกันในการสร้างธรรมนูญตำบลปลอดยาเสพติด ฯลฯ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามแผนงานหลังจากมีการลงนามบันทึกความร่วมมือดังกล่าว&amp;nbsp; รวมทั้งเมื่อมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.เพื่อยกเลิกพืชกระท่อมออกจากยาเสพติดแล้ว&amp;nbsp; ป.ป.ส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะขยายพื้นที่นำร่องการขึ้นทะเบียนตามแนวทางการจัดระเบียบพืชกระท่อม &amp;nbsp;ในพื้นที่ 135 หมู่บ้าน &amp;nbsp;19 ตำบล &amp;nbsp;10 จังหวัด &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ปทุมธานี &amp;nbsp;ชุมพร &amp;nbsp;ระนอง &amp;nbsp;สุราษฎร์ธานี
นครศรีธรรมราช ฯลฯ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีสาระสำคัญคือ&amp;nbsp; ให้พื้นที่ดังกล่าวใช้พืชกระท่อมได้โดยไม่เป็นความผิด &amp;nbsp;รวมทั้งมีมาตรการป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงกระท่อม &amp;nbsp;และป้องกันไม่ให้มีการนำกระท่อมไปใช้ในทางที่ผิดต่อไป !!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เผยผลวิจัยพืชกระท่อม-ทดแทนมอร์ฟีน-ยารักษาโรค &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศุภวัฒน์&amp;nbsp; กล่อมวิเศษ&amp;nbsp; ชาวบ้านตำบลน้ำพุในฐานะนักวิจัยร่วม&amp;nbsp; บอกว่า การศึกษาวิจัยเรื่องพืชกระท่อมในตำบลน้ำพุมีมหาวิทยาลัยหลายแห่งเข้าร่วม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) ศึกษาวิจัยด้านผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; และการนำสารสกัด&amp;nbsp; Mitragynine ในใบกระท่อมมาใช้ประโยชน์ &amp;nbsp;&amp;nbsp;จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยศึกษาผลกระทบด้านสังคมและชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ศุภวัฒน์&amp;nbsp; กล่อมวิเศษ&amp;nbsp; ชาวบ้านตำบลน้ำพุร่วมวิจัยเรื่องพืชกระท่อม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; มีการจัดเวทีประชาคมเพื่อคืนข้อมูลจากการวิจัยให้แก่ชุมชนที่ห้องประชุมโรงเรียนท่าชีวิทยาคม&amp;nbsp; ตำบลน้ำพุ&amp;nbsp; โดยมีชาวบ้านและตัวแทนหน่วยงานต่างๆ &amp;nbsp;และคณะนักวิจัยเข้าร่วมเวทีครั้งนี้ประมาณ 500 คน&amp;nbsp; มีการนำผลการศึกษาวิจัยมาเผยแพร่&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ผลกระทบด้านสมอง&amp;nbsp; โดยการศึกษาวิจัยของ ผศ. ดร.สมชาย ศรีวิริยะจันทร์ &amp;nbsp;คณะวิทยาศาสตร์ &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ &amp;nbsp;และคณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.สมชาย และคณะ ทำการศึกษาความสัมพันธ์ของระดับ mitragynine ในเลือดกับผลกระทบต่อสมรรถภาพสมองของผู้ใช้กระท่อมเป็นประจำในพื้นที่ตำบลน้ำพุ&amp;nbsp; โดยศึกษาในคนที่ไม่เคยใช้พืชกระท่อมจำนวน 99 ราย และผู้ใช้พืชกระท่อมแบบวิถีชุมชนดั้งเดิมประจำเป็นเวลานานกว่า 1 ปีจำนวน 192 ราย พบว่า การใช้พืชกระท่อมแบบวิถีชุมชนดั้งเดิม คือ การเคี้ยวใบสดหรือต้มหรือชงใบกระท่อมแห้งเป็นประจำไม่ส่งผลกระทบต่อสมรรถภาพด้านความคิดและการรับรู้ การทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติและการทำงานของสมอง ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะเป็นประโยชน์เชิงนโยบายในการปลดพืชกระท่อมออกจาก พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ผศ.ดร.สมชายกำลังศึกษาวิจัยเพื่อนำพืชกระท่อมไปใช้ประโยชน์ทดแทนสารเสพติด &amp;nbsp;เช่น มอร์ฟีน เฮโรอีน ไอซ์ และยาบ้า เพื่อลดอาการถอนที่เกิดจากการหยุดเสพสารเสพติดดังกล่าว โดยวิจัยเรื่องนี้ตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบัน &amp;nbsp;มีเป้า หมายเพื่อนำพืชกระท่อมมาพัฒนาเป็นเภสัชตำรับนำไปใช้บำบัดผู้เสพยาเสพติดและทดสอบประสิทธิภาพ รวมถึงความปลอดภัยของเภสัชตำรับที่พัฒนาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จากการศึกษาเบื้องต้น&amp;nbsp; พบว่า ใบกระท่อมมีสาร ไมทราไจนีน (Mitragynine) และ 7-ไฮดรอกซีไมทราไจนีน (7-hydroxymitragynine) มีฤทธิ์ระงับปวด รักษาอาการท้องเสีย ลดน้ำหนัก ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ รักษาแผลในกระเพาะอาหาร &amp;nbsp;ต้านอาการซึมเศร้า &amp;nbsp;คลายกล้ามเนื้อลาย &amp;nbsp;ยับยั้งกลุ่มอาการถอนยาจากเอทานอล &amp;nbsp;ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วยเพิ่มไขมันดี ลดไขมันเลว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาเรื่อง &amp;lsquo;การเพิ่มขึ้นของ HDL และการลดลงของ Triglyceride ในผู้ใช้กระท่อม : ผลการศึกษาในกลุ่มผู้ใช้กระท่อมในประเทศไทย &amp;nbsp;โดย ดร.อรุณ&amp;nbsp; หล้าอูบ&amp;nbsp; สำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (จ.นครศรีธรรมราช) และคณะ&amp;nbsp; โดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างชาวบ้านในตำบลน้ำพุที่ใช้กระท่อมกับคนที่ไม่ใช้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการใช้พืชกระท่อมตามวิถีดั้งเดิมกับระดับไขมันในซีรัม&amp;nbsp; เปรียบเทียบกับคนที่ไม่ใช้ คือ การเพิ่มขึ้นของ HDL หรือ &amp;lsquo;ไขมันดี&amp;rsquo; ในผู้ที่ใช้กระท่อม ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด &amp;nbsp;และ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;การลดลงของ Triglyceride&amp;nbsp; จะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคหลอดเลือดสมองได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;การศึกษาในอนาคตควรศึกษากลไกการทำงานของพืชกระท่อมในการเผาผลาญไขมันซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาใหม่จากพืชกระท่อมเพื่อลดไขมัน&amp;nbsp; ซึ่งจะมีส่วนช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด&amp;nbsp; และหลอดเลือดสมอง&amp;rdquo; &amp;nbsp;คณะวิจัยสรุปผลการศึกษาดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;เตรียมสร้างโรงเรือนปลูกกระท่อมค้นหาสายพันธุ์ที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ศุภวัฒน์&amp;nbsp; นักวิจัยชาวบ้านตำบลน้ำพุ&amp;nbsp; บอกด้วยว่า&amp;nbsp; นอกจากการศึกษาวิจัยต่างๆ ดังกล่าวแล้ว&amp;nbsp; มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ (มอ.) และ ป.ป.ส. ได้สนับสนุนให้ชาวบ้านตำบลน้ำพุทำแปลงต้นแบบเพื่อศึกษาเรื่องการปลูกกระท่อมให้ได้คุณภาพดี&amp;nbsp; โดย ป.ป.ส.จะสนับสนุนงบประมาณ&amp;nbsp; ส่วนตนอยู่ในระหว่างการร่างแบบโรงเรือนเพื่อปลูกและศึกษากระท่อม&amp;nbsp; เบื้องต้นคาดว่าจะใช้งบประมาณไม่เกิน 3 ล้านบาท&amp;nbsp; ใช้เนื้อที่ประมาณ 5 ไร่&amp;nbsp; โดยโรงเรือนจะสร้างเสร็จและปลูกกระท่อมได้ในช่วงปลายปีนี้&amp;nbsp; ใช้ระยะเวลาปลูกกระท่อม 6 เดือน&amp;nbsp; หรือประมาณกลางปี 2565 จึงจะนำใบกระท่อมที่ปลูกมาศึกษาเปรียบเทียบคุณภาพและวิธีการปลูกที่ให้ผลผลิตที่ดีได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;ร่างแบบโรงเรือนที่จะใช้ปลูกกระท่อมเพื่อค้นหาสายพันธุ์และวิธีการปลูกที่ให้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;โรงเรือนที่จะสร้างเพื่อศึกษาการปลูกกระท่อมจะมี 4 แบบ&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; 1.ปลูกแบบปิด&amp;nbsp; 2.กึ่งปิด-เปิด&amp;nbsp; 3. ปลูกกลางแจ้ง&amp;nbsp; โดยจะมีการควบคุมการปลูก&amp;nbsp; ตั้งแต่ดินที่ใช้ปลูก&amp;nbsp; การให้น้ำ&amp;nbsp; ให้ปุ๋ย และแสงแดด&amp;nbsp; และ 4.ปลูกแบบชาวบ้านดั้งเดิม&amp;nbsp; คือปลูกตามหัวไร่ปลายนา&amp;nbsp; ไม่ใส่ปุ๋ย &amp;nbsp;มีข้อดีคือไม่ต้องดูแลมาก&amp;nbsp; แต่ต้นจะสูง&amp;nbsp; ทำให้เก็บใบได้ยาก&amp;rdquo; ศุภวัฒน์อธิบาย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;เขาบอกด้วยว่า&amp;nbsp; ในโรงเรือนนี้จะทดลองปลูกกระท่อมหลายสายพันธุ์&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; พันธุ์ก้านแดง&amp;nbsp; ก้านขาว&amp;nbsp; และหางกั้ง&amp;nbsp; เพื่อนำใบกระท่อมที่ได้มาเปรียบเทียบว่าการปลูกแบบไหน&amp;nbsp; สายพันธุ์ใดจะให้สารไมทราไจนีน (Mitragynine) ได้สูงที่สุด&amp;nbsp; เพราะยิ่งมีสารไมทราไจนีนสูงก็จะมีประโยชน์มาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;เสียงจากชาวบ้านตำบลน้ำพุ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ในช่วงที่มีการจัดเวทีประชาคมเพื่อคืนข้อมูลงานวิจัยเรื่องพืชกระท่อมให้แก่ชาวตำบลน้ำพุ เมื่อวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมานั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาวบ้านหลายคนได้สะท้อนความเห็นออกมาหลากหลาย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ตามธรรมนูญตำบลน้ำพุที่กำหนดให้ปลูกกระท่อมได้ไม่เกินครัวเรือนละ 3 ต้นนั้นไม่เพียงพอ&amp;nbsp; หากจะปลูกในเชิงเศรษฐกิจทดแทนยางพาราและผลไม้&amp;nbsp; ราคารับซื้อใบกระท่อมควรจะเหมาะสม&amp;nbsp;&amp;nbsp; กังวลว่าบริษัทและธุรกิจเอกชนจะเอาไปใช้เชิงพาณิชย์อย่างเดียว&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ศุภวัฒน์&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ในเดือนสิงหาคมนี้ คณะวิจัยจาก มอ.จะเริ่มรับซื้อใบกระท่อมจากชาวบ้านตำบลน้ำพุล็อตแรก จำนวน 100 กิโลกรัม ในราคากิโลกรัมละ 300 บาท&amp;nbsp; เพื่อนำใบกระท่อมมาสกัดเอาสาร Mitragynine และเอาไปศึกษาวิจัยเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถ้าการศึกษาวิจัยพบว่า&amp;nbsp; กระท่อมสามารถบำบัดรักษาโรคต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เบาหวาน&amp;nbsp; ความดันโลหิตสูง&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะทำให้กระท่อมเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ของชาวบ้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทดแทนยางพาราและปาล์มน้ำมันที่ราคาตกลงทุกวัน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และยังช่วยประหยัดการนำเข้ามอร์ฟีน&amp;nbsp; เพราะจากข้อมูลพบว่า&amp;nbsp; ประเทศไทยนำเข้ามอร์ฟีนเพื่อใช้ทางการแพทย์ประมาณปีละ 9,000 ล้านบาท&amp;rdquo; &amp;nbsp;เขาบอก&amp;nbsp; และว่า &amp;nbsp;หากจะให้ชาวบ้านมีรายได้ทดแทนพืชชนิดอื่น&amp;nbsp; จะต้องให้ปลูกกระท่อม 100 ต้นในพื้นที่ 1 ไร่ต่อ 1 ครอบครัว และปลูกแบบควบคุม&amp;nbsp; ไม่ใช้สารเคมี&amp;nbsp; เพื่อส่งให้องค์การเภสัชกรรมหรือมหาวิทยาลัยนำไปผลิตเป็นยารักษาโรค&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:11.25pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:11.25pt; margin-left:0in&quot;&gt;นี่คือก้าวย่างการปลดล็อกพืชกระท่อมเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์และพัฒนาต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม&amp;nbsp; สร้างประโยชน์ด้านเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนและประเทศ&amp;nbsp; และที่สำคัญก็คือ&amp;nbsp; เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ&amp;nbsp; ไม่ใช่เน้นประโยชน์ให้แก่บริษัทเอกชน&amp;nbsp; เหมือนกับธุรกิจกัญชาที่ปลดล็อกไปแล้ว&amp;nbsp; และทุกฝ่ายกำลังช่วงชิงผลประโยชน์&amp;nbsp; จนกลายเป็นระบบ &amp;ldquo;มือใครยาว&amp;nbsp; สาวได้สาวเอา&amp;rdquo;&amp;nbsp; เพราะขณะนี้มีกระแสข่าวว่าบริษัทเครื่องดื่มชูกำลังรายใหญ่สนใจที่จะผลิตเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของใบกระท่อมออกมาจำหน่าย !!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายเหตุ : เรื่องและภาพโดยสำนักพัฒนานวัตกรรมชุมชนจัดการความรู้และสื่อสาร&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100484</URL_LINK>
                <HASHTAG>น้ำพุโมเดล, พืชกระท่อม, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์คิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210423/image_big_6082b0222cb82.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
