<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111125</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2021 09:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2021 09:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นวัตกรรม &quot;เทคโนโลยีไพโรไลซิส &quot; เปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นน้ำมันดิบ     </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
ขยะพลาสติกถือเป็นปัญหาที่เรื้อรังมายาวนาน กรมควบคุมมลพิษ ได้ระบุว่า โดยเฉลี่ยไทยมีขยะพลาสติกเฉลี่ย 2 ล้านตัน/ปี และ 1.5 ล้านตัน/ปี นำไปกำจัดโดยวิธีฝังกลบหรือเตาเผา คิดเฉลี่ยมนุษย์สร้างขยะพลาสติกราวคนละ 50 กิโลกรัมต่อปี แต่มีการนำไปรีไซเคิลไม่ถึง 10% ยิ่งในช่วงสถานการณ์โควิด19 ระบาด ขยะพลาสติกยิ่งเพิ่มชึ้นกว่าเดิมมาก &amp;nbsp;ข้อมูลปี 2563-2564 พบว่าปริมาณของคนที่ผลิตขยะพลาสติกในประเทศไทย ใช้ขยะพลาสติกมากขึ้นในปี 2563 มีปริมาณขยะพลาสติกเพิ่มขึ้น 40% และในสถานการณ์โควิด-19 ช่วงเมษายนที่ผ่านมา คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 45% และอาจจะมากกว่าเดิมจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ในยุคโควิด

&amp;nbsp; ด้วยเหตุนี้ คอร์สแอร์ กรุ๊ป อินเตอร์เนชั่นแนล ร่วมมือเป็นพันธมิตรกับหน่วยงานของรัฐบาลไทย จึงได้คิดแนวทางเยียวยาปัญหามลภาวะจากขยะพลาสติก มลพิษทางอากาศ และน้ำ ผ่านนวัตกรรมใหม่ &amp;ldquo;เทคโนโลยีไพโรไลซิส (Pyrolysis technologies)&amp;rdquo; &amp;nbsp;ซึ่งสามารถเปลี่ยนขยะพลาสติกให้เป็นน้ำมันชีวภาพขั้นสูง (Advanced Bio-oil) เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเชื้อเพลิงทางเลือก เพื่อการเยียวยาปัญหาสิ่งแวดล้อมร่วมกันอย่างยั่งยืน พร้อมเปิดรับการร่วมมือเป็นพันธมิตรทั้งกับองค์กรธุรกิจและหน่วยงานรัฐบาล &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยูสซี เว็คโค ซาโลรานตา&amp;nbsp; ซีอีโอ &amp;nbsp;คอร์สแอร์ กรุ๊ปฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายยูสซี เว็คโค ซาโลรานตา ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คอร์สแอร์ กรุ๊ป อินเตอร์เนชั่นแนล เผยว่า มลภาวะจากขยะพลาสติกทวีความรุนแรงขึ้นเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งมาพร้อมอุปสงค์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทั้งหน้ากากอนามัยและอุปกรณ์ปกป้องสุขภาพส่วนบุคคล ส่งผลถึงการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกและพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง &amp;nbsp;เพิ่มปริมาณมากขึ้น เมื่อเร็ว ๆ นี้ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยรายงานว่าสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ปริมาณขยะพลาสติกในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นถึง 60% โดยอัตราการผลิตพลาสติกรายปียังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีรายงานการผลิตทั่วโลกมากกว่า 370 ล้านเมตริกตันต่อปี หากแนวโน้มยังคงเป็นเช่นนี้ ภายในปี ค.ศ. 2050 ขยะพลาสติกกว่า 12 พันล้านตันจะทับถมอยู่ในหลุมขยะฝังกลบและปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อมในธรรมชาติ

ซีอีโอ คอร์สแอร์ฯ กล่าวอีกว่า การลดปัญหาจากขยะพลาสติก ทำให้สหภาพยุโรป ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการต่อสู้กับปัญหาขยะพลาสติก ได้ออกกฎหมายว่าในธุรกิจที่ผลิตพลาสติกจะต้องใช้วัตถุดิบที่เป็นพลาสติกรีไซเคิล มาเป็นตัวตั้งต้นในการผลิตอย่างน้อย 30% สำหรับการผลิตทั้งหมด แต่ถ้าบริษัทไหน ไม่ปฎิบัติตามกฎหมายดังกล่าว ก็จะต้องเสียค่าปรับเป็นภาษีให้กับสหภาพยุโรป การออกกฎหมายดังกล่าว ก็เพื่อพยายามที่จะทำให้บริษัทที่ผลิตพลาสติกมีความรับผิดชอบในผลิตภัณฑ์ตัวเองมากขึ้น &amp;nbsp; คาดว่ากฎหมายนี้จะเกิดขึ้นในทั่วทุกที่บนโลกและหวังว่าจะเกิดขึ้นในประแถบตะวันออกเฉียงใต้ในเร็วๆนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครื่องจักที่เป็น &amp;quot;เทคโนโลยีไพโรไลซิส&amp;quot;เปลี่ยนขยะพลาสติก ให้เป็นพลังงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่วนเทคโนโลยีไพโรไลซิส ที่นำมาใช้ในกระบวนการแปรสภาพพลาสติกเป็นน้ำมัน ยูสซี &amp;nbsp;ได้อธิบายว่า โรงงานรีไซเคิลขยะพลาสติกให้กลายเป็นน้ำมัน หรือที่เรียกว่าการรีไซเคิลทางเคมีของคอร์สแอร์ มีเนื้อที่ 6,400 ตารางเมตร ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นการใช้เทคโนโลยีไพโรไลซิส ที่สามารถเปลี่ยนขยะพลาสติกที่สร้างผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันกำมะถันต่ำ ถือเป็นเทคโนโลยีที่มีความล้ำหน้ามากที่สุดในอุตสาหกรรมประเภทนี้ โดยลำเลียงขยะพลาสติกลงในเครื่องไพโรไลซิส (Pyrolysis Machine) ซึ่งสามารถรองรับขยะพลาสติกได้ทุกชนิด โดยขณะนี้เรามุ่งเน้นไปที่พลาสติกที่เป็นปัญหาหลักของโลก อย่าง ถุงพลาสติก พลาสติกห่อหุ้ม และบรรจุภัณฑ์ และบ่อขยะในประเทศไทย จากการคาดการณ์ว่ามีบ่อขยะมากกว่า 2,000 บ่อ ซึ่งมีพลาสติกที่ถูกสะสมมานานหลายปี &amp;nbsp;สำหรับกระบวนการทำงานของไพโรไลซิส เครื่องจักรจะให้ความร้อนกับขยะพลาสติกเพื่อให้เกิดควันและก๊าซ ขั้นตอนนี้ไม่ใช่การเผา เพราะจะยังไม่มีเปลวไฟสัมผัสถูกเนื้อพลาสติก จึงไม่ทำให้เกิดไอพิษลอยสู่ชั้นบรรยากาศ

&amp;nbsp;โดยก๊าซไวไฟที่ได้จากกระบวนการแปรสภาพจะถูกรวบรวมและนำไปใช้เพื่อสร้างความร้อนในขั้นตอนการแปรสภาพขยะพลาสติกต่อไป ส่วนควันที่เกิดขึ้นจะลอยผ่านระบบกลั่นและเปลี่ยนเป็นของเหลว ซึ่งพลาสติกก็จะเกิดการแปรสภาพเป็นน้ำมันกำมะถันต่ำ&amp;nbsp;หรือก็คือน้ำมันชีวภาพขั้นสูง (Advanced Bio-Oil/ Advanced Biofuel) มีลักษณะเหมือนน้ำมันดิบและสามารถนำไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตเชื้อเพลิงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า เช่น น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล และนํ้ามันอากาศยาน และสำคัญที่สุด น้ำมันชีวภาพขั้นสูงสามารถใช้เพื่อการผลิตพลาสติกใหม่ ซึ่งนี่คือเป้าหมายหลักในการลดปริมาณขยะพลาสติกที่จะถูกนำไปฝังกลบและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

&amp;nbsp;ยูสซี ยังบอกอีกว่า น้ำมันชีวภาพขั้นสูงบางส่วนที่ผลิตได้ &amp;nbsp;ยังหมุนเวียนกลับมาใช้เป็นแหล่งพลังงานให้กับเครื่องจักรไพโรไลซิสเอง ดังนั้น &amp;nbsp;จึงไม่จำเป็นต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากภายนอก ซึ่งในอนาคตจะมีการผลิตไฟฟ้าจากความร้อนของเครื่องจักรเหล่านี้ในตัวเอง เพื่อสร้างระบบนิเวศพลังงานที่เพียงพอสำหรับป้อนภายในโรงงาน จึงคิดว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ยั่งยืนที่สุดในการทำพลาสติก เพราะไม่จำเป็นที่จะต้องนำน้ำมันใหม่มาจากใต้พื้นโลก เป็นการลดการใช้ปริมาณน้ำมัน นำไปสู่การลดปริมาณมลพิษและคาร์บอนได้ออกไซด์ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระบรรทุกนำขยะพลาสติกเข้าโรงงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

&amp;ldquo;ปัจจุบันเครื่องจักรของเรา มีกำลังการผลิตราว 200,000 ลิตรต่อเดือน โดยโรงงานจะขยายเนื้อที่อีก 10,000 ตารางเมตร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการผลิตให้ได้มากกว่า 1,000,000 ลิตรต่อเดือนในปี 2565 และคาดว่าจะสามารถขจัดขยะพลาสติกได้ 50-90% ของขยะพลาสติกในประเทศ โดยเฉลี่ยประมาณ 4 แสนกิโลกรัม/เดือน และจะเปลี่ยนเป็นน้ำมันได้ 2 แสนลิตร &amp;nbsp;ขึ้นอยู่กับความสะอาดของพลาสติกด้วย &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เขายังยกตัวอย่างกรณีพลาสติกที่สกปรกว่า ถ้ามีน้ำหนัก 100 กิโลกรัมจะสามารถเปลี่ยนไปเป็นน้ำมันได้ที่ 50-75 ลิตร แต่หากพลาสติกที่มาจากบ้านเรือนและมีความสะอาดสามารถเปลี่ยนเป็นน้ำมันได้ 90% &amp;nbsp;ทั้งนี้จะมีการขยายกิจการทั้งในประเทศและยุโรป หากสำเร็จคาดว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตได้ถึง 2 ล้านกิโลกรัมต่อเดือน สามารถเปลี่ยนเป็นน้ำมันได้ที่ 1 ล้านลิตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พื้นที่ตั้งของโรงงานคอร์สแอร์ ฯ ในกรุงเทพฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
สำหรับเป้าหมายในอีก 10 ปี &amp;nbsp;ยูสซี เผยว่า จะเดินหน้าขจัดขยะพลาสติกออกไปจากสิ่งแวดล้อมให้ได้ 2 พันล้านกิโลกรัมต่อปี คิดเป็นน้ำมันที่จะผลิตได้คือ &amp;nbsp;1 พันล้านลิตร โดยมาจากแหล่งขยะทั้งการแยกขยะพลาสติกจากต้นทาง เก็บขยะพลาสติกจากขยะครัวเรือน และขยะพลาสติกจากบ่อขยะ แม่น้ำและทะเล &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับบริษัทและองค์กรชื่อดังของไทยหลายแห่ง อาทิ ไมเนอร์ กรุ๊ป, เซ็นทารา กรุ๊ป, ชาเทรียม โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท, โรงเรียนนานาชาติ โชรส์เบอรี่, บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน), มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน), แดรี่โฮม และอีกหลายแห่ง ในการคัดแยกขยะ หรือไปตัวกลางในการคัดแยก โดยทาง คอร์สแอร์ จะเป็นผู้ไปนำเก็บและออกค่าใช้จ่ายทุกอย่าง จึงถือว่าช่วงเวลาที่เราต้องร่วมมือกันในการใช้พลาสติกอย่างถูกต้องสามารถนำกลับไปรีไซเคิลได้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111125</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยะพลาสติก, คอร์สแอร์, น้ำมันดิบ, ยูสซี เว็คโค ซาโลรานตา, เทคโนโลยีไพโรไลซิส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210726/image_big_60fe20ac41ca6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49973</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/11/2019 21:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/11/2019 21:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อิหร่านพบบ่อน้ำมันแห่งใหม่ คาดปริมาณ 53,000 ล้านบาร์เรล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานี ของอิหร่านประกาศข่าวการค้นพบบ่อน้ำมันแห่งใหม่ของประเทศ คาดมีน้ำมันดิบ 5.3 หมื่นล้านบาร์เรล เพิ่มปริมาณน้ำมับดิบสำรองมากกว่า 1 ใน 3 จากที่มีอยู่ราว 1.57 แสนล้านบาร์เรล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานี กล่าวปราศรัยต่อฝูงชนในเมืองยาซิดเมื่อวันอาทิตย์ / Iranian Presidency / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน 2562 กล่าวว่า ประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานี ประกาศข่าวนี้ระหว่างกล่าวปราศรัยที่เมืองยาซิดวันเดียวกันนี้ ว่าบ่อน้ำมันแห่งใหม่ที่เพิ่งค้นพบนี้มีขนาดกว้างใหญ่ราว 2,400 ตารางกิโลเมตร มีความลึก 80 เมตร กินพื้นที่เกือบ 200 กิโลเมตรจากชายแดนอิรักในจังหวัดคูเซสถานทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจนถึงเมืองโอมิดิเยห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปริมาณน้ำมันดิบที่พบใหม่นี้คาดว่ามี 53,000 ล้านบาร์เรล ซึ่งจะเพิ่มปริมาณน้ำมันดิบสำรองของอิหร่านราว 34% จากที่ประเมินว่ามีประมาณ 155,600 ล้านบาร์เรล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นี่คือของขวัญชิ้นเล็กๆ จากรัฐบาลที่มอบให้แก่ประชาชนอิหร่าน&amp;quot; โรฮานีกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อิหร่านเป็นสมาชิกรุ่นก่อตั้งขององค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) โดยมีปริมาณน้ำมันสำรองมากเป็นอันดับ 4 ของโลก และมีปริมาณก๊าซสำรองมากเป็นอันดับ 2 ของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นับแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นำสหรัฐถอนตัวจากความตกลงนิวเคลียร์ที่อิหร่านทำไว้กับ 6 ชาติมหาอำนาจเมื่อปี 2558 รัฐบาลสหรัฐก็รื้อฟื้นมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านโดยฝ่ายเดียวและจำกัดการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โรฮานีกล่าวว่า รายได้จากการขายน้ำมันของอิหร่านจะเพิ่มขึ้น 32,000 ล้านดอลลาร์ หากอัตราการสูบน้ำมันจากแหล่งนี้เพิ่มขึ้นแค่ 1%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมกำลังบอกต่อทำเนียบขาวว่า ในช่วงยามที่คุณคว่ำบาตรการขายน้ำมันอิหร่าน คนงานและวิศวกรของประเทศนี้สามารถค้นพบน้ำมัน 53,000 ล้านบาร์เรล&amp;quot; สำนักข่าวฟาร์ส กึ่งทางการอิหร่าน อ้างคำกล่าวของโรฮานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของเอพีกล่าวว่า บ่อน้ำมันแห่งใหม่นี้จะเป็นบ่อน้ำมันขนาดใหญ่อันดับ 2 ของอิหร่าน รองจากบ่อน้ำมันที่อาห์วาซ ซึ่งมีน้ำมันดิบ 65,000 ล้านบาร์เรล.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49973</URL_LINK>
                <HASHTAG>น้ำมันดิบ, พบบ่อน้ำมัน, อิหร่าน, ฮัสซัน โรฮานี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191110/image_big_5dc81688874e8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25695</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/01/2019 20:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/01/2019 20:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พลังงานสั่งอพยพเจ้าหน้าที่ 2,635 คนขึ้นฝั่ง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลังงานสั่งอพยพเจ้าหน้าที่ 2,635 คนขึ้นฝั่ง ตั้งศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน &amp;nbsp;ยันการผลิตก๊าซธรรมชาติ-น้ำมันดิบ ไม่มีหยุดผลิตเพิ่มเติม &amp;nbsp;ด้านกฟผ.แจงมีมาตรการเฝ้าระวังสถานการณ์ทั้งสถานีผลิตและระบบส่ง พร้อมสำรองจากเชื้อเพลิงอื่นเพิ่มมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;03 ม.ค. 62 - นายกุลิศ สมบัติศิริ. ปลัดกระทรวงพลังงานรายงานความคืบหน้าสถานการณ์พายุโซนร้อนปาบึก (PABUK) ต่อการผลิตปิโตรเลียมในทะเลอ่าวไทย ว่า ปัจจุบันมีการอพยพเจ้าหน้าที่แล้ว 2,635 คน และเหลือปฏิบัติหน้าที่อยู่ 246 คน การอพยพของเจ้าหน้าที่แต่ละบริษัทเป็นไปโดยสวัสดิภาพ โดยพายุอยู่ห่างจากแท่นบงกชประมาณ 500 km คาดว่าจะผ่านแท่นในเวลา 04:00 น. ของวันที่ 4 ม.ค.62&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านการผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบ ขณะนี้ยังไม่มีการหยุดผลิตเพิ่มเติม ข้อมูลล่าสุด ก๊าซธรรมชาติลดลงในปริมาณเท่าเดิมที่ 600 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วันจากการหยุดผลิตของแหล่งบงกชเหนือ (แหล่งบงกชใต้ หยุดซ่อมบำรุงตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม) &amp;nbsp; และน้ำมันดิบลดลงอยู่ที่ 27,000 บาร์เรล/วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในส่วนของแหล่งก๊าซธรรมชาติไพลินเหนือสามารถกลับมาผลิตได้อีกครั้งเร็วกว่าแผนหลังจากหยุดซ่อมบำรุง ทำให้มีก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยเข้าระบบมากขึ้น รวมถึงในส่วนของก๊าซ LNG มีความพร้อมจ่ายได้สูงสุด 1,400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และในวันนี้เรือขนส่ง LNG ได้เข้าเทียบท่าแล้ว ซึ่งจะสามารถส่งก๊าซ LNG เข้าระบบได้ เมื่อรวมกับ Inventory มีปริมาณ 10,800 ล้านลูกบาศก์ฟุต (ทั้งนี้เรือลำถัดไปจะเทียบท่าในวันที่ 7 ม.ค. 62) ทำให้ปริมาณสำรอง LNG มีมากเพียงพอในการรองรับสถานการณ์การหยุดผลิตจากพายุ รวมถึงสามารถจัดสรรก๊าซธรรมชาติให้กับภาคไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรม และ NGV ได้ตามแผน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการผลิตไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีมาตรการเฝ้าระวังสถานการณ์ทั้งในส่วนของสถานีผลิตไฟฟ้าและระบบส่ง และสำรองจากเชื้อเพลิงอื่นเพิ่มมากขึ้น ทั้งน้ำมันดีเซล และน้ำมันเตาเพื่อให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างเพียงพอ รวมถึงการนำเข้าไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว ในปริมาณสูงสุด นอกจากนี้ได้มีการประสานกับประเทศมาเลเซียเพื่อขอซื้อไฟฟ้าในกรณีฉุกเฉิน และจัดเตรียมอุปกรณ์หนักสำหรับแก้ไขปัญหาหากระบบผลิตและระบบส่งไฟฟ้าได้รับความเสียหายจากพายุ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ในด้านน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซหุงต้ม กระทรวงพลังงานได้สั่งการให้ผู้ค้าน้ำมัน สำรองน้ำมันและจัดส่งให้เพียงพอ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์พายุ ในส่วนของก๊าซหุงต้มมีปริมาณเพียงพอสำหรับการใช้ของประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน ได้จัดตั้ง ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน โดยจะหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามและรายงานสถานการณ์อย่างใกล้ชิด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25695</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟผ., การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, กุลิศ สมบัติศิริ, ก๊าซธรรมชาติ, น้ำมัน, น้ำมันดิบ, บงกช, ผลิตปิโตรเลียม, พลังงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190103/image_big_5c2e08ff941a3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25615</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/01/2019 18:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/01/2019 18:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ปาบึก&quot; ทำพิษกระทบก๊าซอ่าวไทย ก.พลังงาน สั่งปตท. ดูแล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงพลังงานเผยพายุปาบึกทำพิษกระทบการจัดหาก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยลดลง พร้อมสั่งการ ปตท. ป้อนแอบเอ็นจีเข้าระบบเพิ่มขึ้นลดผลกระทบประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ม.ค. 2562 - รายงานข่าวจากกระทรวงพลังงานจากเหตุการณ์พายุโซนร้อนปาบึก (PABUK) บริเวณอ่าวไทย ในวันที่ 2 ม.ค. 2562 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกิจกรรมการผลิตปิโตรเลียมในทะเลอ่าวไทย ซึ่งทางกระทรวงได้ประสานข้อมูล สั่งการและติดตามร่วมกับบริษัทผู้ประกอบกิจการปิโตรเลียมในทะเลอ่าวไทยทั้ง 8 กลุ่มบริษัทอย่างใกล้ชิด โดยขณะนี้ได้มีการถอนตัวเจ้าหน้าที่ที่ไม่จำเป็นในการผลิตกลับขึ้นฝั่ง ณ จังหวัดสงขลาและจังหวัดชลบุรีโดยเรือและเฮลิคอปเตอร์ เรียบร้อยแล้วอย่างปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ผลจากพายุโซนร้อนครั้งนี้ บริษัทผู้ประกอบการจำเป็นต้องหยุดผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบบางส่วนเพื่อความปลอดภัย ทำให้ปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยลดลงจากการที่แหล่งบงกชเหนือหยุดการผลิตประมาณ 600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันจากปริมาณการผลิตทั้งหมดในอ่าวไทยจำนวน 2,400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน สำหรับน้ำมันดิบหยุดการผลิตประมาณ 27,000 บาร์เรลต่อวันจากปริมาณการผลิตปัจจุบัน 100,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งในส่วนการผลิตน้ำมันดิบที่ลดลงนั้นยังไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ในประเทศ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามกระทรวงได้เตรียมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยในการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาตินั้น บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) จะส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) เข้าระบบเพิ่มขึ้น เพื่อทดแทนปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติที่ลดลง ในส่วนการผลิตไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้สำรองจากเชื้อเพลิงอื่นมากขึ้น โดยได้สำรองน้ำมันดีเซล และน้ำมันเตาทดแทนการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าอย่างเพียงพอหากจำเป็น รวมถึงการนำเข้าไฟฟ้าพลังน้ำจากต่างประเทศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25615</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพลังงาน, ก๊าซธรรมชาติ, น้ำมันดิบ, ปาบึก, พายุปาบึก, อ่าวไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190102/image_big_5c2c9bff58a75.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24970</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/12/2018 18:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/12/2018 18:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กบง.แจกของขวัญลดราคาน้ำมัน 1 บาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กบง.แจกของขวัญลดราคาน้ำมัน 1 บาท/ลิตร ยาวยันเม.ย. 2562 ด้านPTTOR และบมจ.บางจากสนองนโยบายประกาศลดน้ำมันทุกชนิดมีผล 05.00น.วันที่25 ธ.ค. 61&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
24 ธ.ค. 61 - นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยผลการประคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ว่าที่ประชุมมีมติให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศทุกชนิดลง 1 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นผลมาจากการให้ผู้ค้าปรับลดค่าการตลาดลงจากปัจจุบันอยู่ที่ 2 บาทกว่าต่อลิตร และการเก็บเงินนำส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 50 สตางค์ต่อลิตร ไปจนถึงเดือน เม.ย.2562 ในสมมติฐานที่ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกอยู่ในกรอบไม่เกิน 55 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบมจ.PTTOR และบมจ.บางจาก ประกาศปรับราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดลดลง 1บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น.ในวันที่ 25 ธ.ค. 2561 &amp;nbsp;โดยราคาขายปลีกจะเป็นดังนี้ ราคาเบนซิน อยู่ที่ = 33.56บาทต่อลิตร, ราคาแก๊สโซฮอล์ อยู่ที่ 26.15บาทต่อลิตร, ราคาE20 อยู่ที่ 23.14บาทต่อลิตร, ราคาแก๊สโซฮอล์91 อยู่ที่ 25.88บาทต่อลิตร, ราคาE85 อยู่ที่18.94บาทต่อลิตร, ส่วนราคาดีเซล อยู่ที่ 25.29บาทต่อลิตร, ดีเซลพรีเมี่ยม อยู่ที่ 28.89 บาทต่อลิตร โดยราคาขายปลีกข้างต้นยังไม่รวมภาษีบำรุงกรุงเทพมหานคร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24970</URL_LINK>
                <HASHTAG>E20, ดีเซล, น้ำมัน, น้ำมันดิบ, เบนซิน, แก๊สโซฮอล์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180823/image_big_5b7e1fb7f0d77.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9915</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2018 18:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2018 18:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กบง.สั่ง ตรึงดีเซล-ก๊าซหุ้งต้ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กบง.ควักเงินกองทุนอุ้มราคาดีเซลที่ 30 บาทต่อลิตร พร้อมตรึงLPG ที่ 363 บาทต่อถังขนาด15 กก. &amp;nbsp;มั่นใจราคาก๊าซหุ้งต้มในตลาดโลกลดลงหลังเริ่มเข้าสู่หน้าร้อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 พ.ค.61-นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ &amp;nbsp;รมว.พลังงาน เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติบรรเทาผลกระทบจากการขึ้นราคาของน้ำมันดีเซลต่อประชาชนด้วยการตรึงราคาดีเซลให้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร โดยใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือในการอุดหนุน ซึ่งสืบเนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกผันผวนและปรับตัวมีราคาสูงเกิน 80 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันปรับเพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยในวันที่ 24 พฤษภาคม มีราคาที่ 29.79 บาทต่อลิตร ซึ่งมีราคาใกล้แตะที่ 30 บาทต่อลิตร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
สำหรับการบรรเทาราคา LPG ในตลาดโลกได้เพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อราคาLPG ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ395 บาทต่อถัง (15 กก.) ดังนั้นกบง.จึงมีมติใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ ชดเชยเพิ่มขึ้น เพื่อให้ราคา LPG อยู่ในระดับถังละ 363 บาทต่อถัง(15 กก.) &amp;nbsp; โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2561 เป็นต้นไป อย่างไรก็ตามคาดว่าราคา LPG ในตลาดโลกในช่วงฤดูร้อนนี้จะลดลงสู่ภาวะปกติเป็น 353 บาทต่อถัง ( 15 กก.)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9915</URL_LINK>
                <HASHTAG>กบง., กองทุนน้ำมัน, ก๊าซหุงต้ม, คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน, ดีเซล, น้ำมัน, น้ำมันดิบ, พลังงาน, แอลพีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180524/image_big_5b06a8778ede2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
