<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>71327</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไขมันพอกตับ..ภัยเงียบมะเร็งตับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันผู้คนสามารถเกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ง่ายขึ้น ยิ่งโรคที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการกิน ยิ่งพบเจอได้ง่าย เวลาตรวจสุขภาพต้องมานั่งลุ้นว่าคอเลสเตอรอลจะเกินไหม ไตรกลีเซอไรด์จะพุ่งหรือไม่ โดยเฉพาะค่าน้ำตาลในเลือดที่มีผลให้เกิดความเสี่ยงสารพัดโรค ซึ่งนอกจากโรคเบาหวานแล้ว ยังมีอีกหนึ่งโรคที่น่ากลัวไม่แพ้กัน คือ ไขมันพอกตับ เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถนำไขมันที่รับประทานแล้วไปใช้ได้หมดจนทำให้เกิดการสะสมอยู่ที่ตับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.ปิติญา รุ่งภูวภัทร อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า ไขมันพอกตับเป็นภัยเงียบ เนื่องจากผู้ป่วยมักไม่รู้ตัวว่าตับมีความผิดปกติ เพราะส่วนใหญ่ไม่มีอาการใดๆ มักตรวจพบและได้รับการวินิจฉัยเมื่อมาตรวจสุขภาพประจำปี อาจมีอาการอ่อนเพลียควบคู่ไปด้วย มีอาการจุกแน่นบริเวณชายโครงขวา ภาวะไขมันพอกตับโดยส่วนใหญ่มักพบในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง กลุ่มอาการอ้วนลงพุง ผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตัวมาก ชอบรับประทานอาหารหวาน ไม่ออกกำลังกาย และโดยส่วนใหญ่ไขมันพอกตับระยะแรกมักไม่มีอาการ แต่หากปล่อยทิ้งไว้จนเกิดการอักเสบเรื้อรัง อาจทำให้กลายเป็นตับแข็ง และอาจนำไปสู่การเกิดเป็นมะเร็งตับในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันพอกตับพบความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้มากกว่าผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะไขมันพอกตับ ซึ่งภาวะนี้เกิดจากร่างกายไม่สามารถนำไขมันที่เรารับประทานไปใช้ได้หมด ส่วนใหญ่ผู้ป่วยไม่มีอาการ จึงอาจทำให้ผู้ป่วยไม่ทราบว่าตัวเองกำลังอยู่ในภาวะไขมันพอกตับ ดังนั้นการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี หรือทุก 6 เดือน จะช่วยให้พบความผิดปกติของตับได้เร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะไขมันพอกตับสามารถตรวจเจอในระยะแรกๆ ด้วยวิธีการตรวจเลือด อัลตราซาวด์ หรือการตรวจด้วยเครื่อง FibroScan ประกอบกับวิธีการป้องกันควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว หรืออาหารที่มีไขมันทรานส์สูง เช่น เนื้อติดมัน เบคอน แฮม น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว เบเกอรี่ ครีมเทียม หลีกเลี่ยงน้ำตาลฟรักโทส เช่น เครื่องดื่มที่มีรสหวาน คุกกี้ ลูกอม น้ำผลไม้ (ควรรับประทานผลไม้ทั้งผลมากกว่า) และแนะนำว่าควรรับประทานไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก อะโวคาโด ถั่วต่างๆ ปลาทู ปลาแซลมอน ปลาทูน่า และหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อย 4-5 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30-45 นาที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากใครอยู่ในเกณฑ์อ้วน คือ มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน ให้ลดน้ำหนักตัว สามารถปรึกษาแพทย์ได้เช่นกันว่าควรจะมีน้ำหนักประมาณเท่าไร ลดการดื่มแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 5-6 ชั่วโมงต่อวัน และควรเข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี ก็จะช่วยให้สุขภาพตับของเราแข็งแรง พร้อมทำงานในทุกวัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71327</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ตับ, น้ำมันปาล์ม, น้ำมันมะพร้าว, พญ.ปิติญา รุ่งภูวภัทร, เบเกอรี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200713/image_big_5f0c3fc8c0a3a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10264</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;น้ำมะพร้าว&#039;ของดีสำหรับผู้สูงวัย  แก้ปัญหาผิวแห้งช่วยดูดซับวิตามิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดีต่อใจและสุขภาพต้องยกให้ &amp;ldquo;น้ำมันมะพร้าว&amp;rdquo; ที่ใช้กันมานานจากรุ่นสู่รุ่น หรือตั้งแต่หนุ่มยันแก่ก็ว่าได้ และยิ่งผู้สูงอายุที่มีธาตุเจ้าเรือนเป็น &amp;ldquo;วาตะ&amp;rdquo; ที่ส่งผลให้ร่างกายเกิดความแห้ง และทำให้ผิวหนังลอกเป็นขุย นอนไม่หลับ ตลอดจนมีอาการท้องผูก น้ำมันจากธรรมชาติดังกล่าวจึงถือเป็นของดีที่หลายครอบครัวต้องมีติดบ้านไว้ ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ให้ข้อมูลเกี่ยวกับน้ำมะพร้าวที่ใช้ทาถูทั้งภายนอก และการบริโภคสู่ภายในร่างกายผ่านรูปแบบของอาหารกะทิไว้น่าสนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(&amp;ldquo;น้ำมันมะพร้าว&amp;rdquo; ของดีราคาย่อมเยา ที่ช่วยป้องกันผิวผู้สูงอายุแห้งลอกและเป็นแผลติดเชื้อ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คุณหมอต้อม-ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;แม้น้ำมันมะพร้าวจะมีประโยชน์หลายด้าน แต่ก็ยังมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการระบุว่าดีต่อหัวใจและระบบหลอดเลือด ซึ่งปัจจุบันก็ยังไม่ได้มีข้อมูลที่ออกมารับรองร้อยเปอร์เซ็นต์ ประกอบกับในน้ำมะพร้าวจะมีไขมันอิ่มตัว ที่บางงานวิจัยบอกว่าเป็นไขมันตัวร้ายที่เพิ่มไขมันให้กับหลอดเลือด แต่ระยะหลังมีข้อมูลใหม่ที่ออกมาระบุว่า ถ้ารับประทาน &amp;ldquo;น้ำมันมะพร้าวที่อยู่ในรูปแบบของกะทิ&amp;rdquo; และกินแต่พอดี จะช่วยดูดซับวิตามินที่ละลายได้ดีในน้ำมัน เช่น วิตามินเอ และวิตามินอี ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า สารเบตาแคโรทีนที่อยู่ในผักใบเขียว จะดูดซึมวิตามินเอเข้าสู่ร่างกายได้ดีก็ต้องอาศัยน้ำมันจากกะทิ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงปรุง &amp;ldquo;เมนูผักต้มราดกะทิ&amp;rdquo; จิ้มน้ำพริก รับประทานกันในครัวเรือน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(การบริโภคน้ำมันมะพร้าวที่อยู่ในรูปแบบของกะทิ เช่น เมนู &amp;ldquo;ผักต้มราดกะทิ&amp;rdquo; จะช่วยย่อยและดูดซึมวิตามินเอที่มีอยู่ในผักใบเขียวไปสู่ร่างกายผู้สูงอายุได้)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ อาหารที่มีกะทิเป็นส่วนประกอบอย่าง &amp;ldquo;ต้มข่าไก่&amp;rdquo; ที่มีรสชาติไม่เผ็ดมาก และมีเครื่องแกงอย่างหอมแดงและกระเทียม ไม่เพียงลดการกำเริบของธาตุวาตะ หรือความแห้งในร่างกายแล้ว อาหารที่มีส่วนผสมของน้ำมันจากธรรมชาติดังกล่าวยังช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีอีกด้วย รวมถึง &amp;ldquo;เมนูขนมจีนซาวน้ำ&amp;rdquo; ที่ราดกะทิสดเล็กน้อย ตรงนี้ผู้สูงอายุจะได้ทั้งการบริโภคอาหารที่สร้างความอบอุ่นให้ร่างกาย ลดความแห้ง ขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิวอีกด้วย &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สุดท้ายมาถึงประโยชน์ของการใช้ &amp;ldquo;น้ำมันมะพร้าว&amp;rdquo; ในรูปแบบของการทาถูภายนอก ก็มีความสำคัญกับผู้สูงอายุเช่นกัน เนื่องจากร่างกายของคนวัยนี้จะมีความแห้งนั่นจึงส่งผลให้ผิวแห้ง และเมื่อผิวแห้งมากๆ ก็จะทำให้เกิดอาการแพ้ระคายเคืองได้ง่าย และภาวะผิวแห้งลอกจะทำให้เป็นทางเดินเชื้อโรคที่ดี และอาจทำเกิดการติดเชื้อที่กระแสเลือดได้หากมีแผลที่ผิวหนัง ดังนั้นการบำรุงผิวด้วยน้ำมันจากธรรมชาติก็เป็นเรื่องที่ควรตระหนัก และเป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพที่ดี เพราะเป็นตัวช่วยบำรุงผิวที่ไม่เหนอะหนะ สร้างความชุ่มชื่นได้แบบบางเบา เพราะมาจากธรรมชาติ และยังมีราคาถูก ที่สำคัญหากจะใช้น้ำมันงาทาผิวก็จะทำให้เกิดความรู้สึกเหนียวตัวค่ะ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10264</URL_LINK>
                <HASHTAG>กะทิ, คุณภาพชีวิต, ต้มข่าไก่, น้ำมันจากธรรมชาติ, น้ำมันมะพร้าว, ผิวแห้ง, ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร, เมนูผักต้มราดกะทิ, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180529/image_big_5b0d4ba0e7a96.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
