<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>86387</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/12/2020 21:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/12/2020 21:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เจาะลึก ‘โออาร์&#039; หุ้นใหม่ที่นักลงทุนไม่ควรพลาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ในบรรดาหุ้นที่นักลงทุนทั้งขาประจำและขาจรเฝ้ารอมากที่สุด คงหนีไม่พ้นหุ้นของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ ซึ่งเป็นบริษัทแกนนำ (Flagship) ของ กลุ่ม ปตท. ที่ดำเนินธุรกิจน้ำมันและธุรกิจค้าปลีก โดยล่าสุด โออาร์ ได้รับการอนุมัติคำขออนุญาตเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) เป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา และจะสามารถเสนอขายหุ้นได้เมื่อร่างหนังสือชี้ชวนมีผลบังคับใช้ ซึ่งคาดว่าจะสามารถเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (Initial Public Offering หรือ IPO) เร็ว ๆ นี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ทำไมถึงบอกว่า หุ้นของ โออาร์ เป็นหุ้นที่น่าลงทุน เหตุผลแรก คือ โครงสร้างธุรกิจของ โออาร์ ที่มีความแข็งแกร่งและครองความเป็นเจ้าตลาด อย่างที่ทราบกันดี โออาร์ เป็นเจ้าของทั้งสถานีบริการน้ำมัน PTT Station และแบรนด์ชั้นนำอื่น ๆ ทั้งร้านกาแฟ Caf&amp;eacute; Amazon ที่มีสาขาทั่วประเทศไทย เป็นแบรนด์ร้านกาแฟอันดับ 1 ของประเทศทั้งด้านรายได้และจำนวนสาขา และเป็นร้านกาแฟที่มีสาขามากที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลก นอกจากนี้ยังมีแบรนด์ผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่น PTT Lubricants ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto ไก่ทอด Texas Chicken ร้านสะดวกซื้อ Jiffy อยู่ในพอร์ตฟอลิโอและ โออาร์ ยังเป็นผู้นำตลาดในกลุ่มปิโตรเลียมเชิงพาณิชย์ด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;โออาร์ คือผู้บุกเบิกธุรกิจค้าปลีกภายในสถานีบริการน้ำมันในประเทศไทย ภายใต้โมเดลธุรกิจ Retailing Beyond Fuel เพื่อสร้างประสบการณ์ภายในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ให้เป็นมากกว่าสถานีบริการน้ำมัน และเติมเต็มทุกความต้องการของผู้บริโภค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ธุรกิจหลักของ โออาร์ มี 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มธุรกิจน้ำมัน (Oil Business) ประกอบด้วย 1.1 การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมแบบค้าปลีกให้แก่ผู้ใช้ยานยนต์และลูกค้ารายย่อย เช่น น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปัจจุบันมีสถานีบริการน้ำมัน PTT Station รวมกว่า 1,900 แห่งทั่วประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563) และมีแผนจะขยายเพิ่มกว่า 2,500 แห่งในประเทศไทยภายในปี 2568 เพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน นอกจากนี้ โออาร์ ยังครองส่วนแบ่งตลาดขายปลีกน้ำมันรวมกว่า 38.9% (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;โออาร์เป็นผู้นำในการพัฒนาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นพลังงานทดแทนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 น้ำมันไบโอดีเซล B7 และ B20 รวมถึงพัฒนาสูตรการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่อง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;1.2 การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเชิงพาณิชย์ ซึ่งจับลูกค้ากลุ่มเอกชนหรือกลุ่มธุรกิจ ทั้งลูกค้าภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรม มีลูกค้าทั้งหมดกว่า 2,600 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562) โดยผลิตภัณฑ์หลักที่ โออาร์ จำหน่ายให้แก่กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม คือ น้ำมันเตา ก๊าซปิโตรเลียมเหลว น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ยางมะตอย ยางมะตอยน้ำ แอมโมเนีย โพรเพน (C3) และบิวเทน (C4) ซัลเฟอร์ ฯลฯ สำหรับภาคครัวเรือนจำหน่ายผ่านเครือข่ายร้านค้าก๊าซหุงต้ม และยังมีโรงซ่อมถังก๊าซหุงต้ม เพื่อดูแลและบำรุงรักษาถังก๊าซหุงต้มให้เป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรมของประเทศไทย โดยสามารถครองส่วนแบ่งตลาดก๊าซปิโตรเลียมเหลวภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมเป็นอันดับ 1 ยาวนานกว่า 26 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;นอกจากนี้ โออาร์ ยังดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์หล่อลื่นครอบคลุมทั้งการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์หล่อลื่น จาระบี ไขข้น และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ผ่านช่องทาง B2B และ B2C ภายใต้แบรนด์ PTT Lubricants ซึ่งถือเป็นแบรนด์ชั้นนำที่ครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องถึง 10 ปี (ตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน) สามารถครองส่วนแบ่งตลาดน้ำมันหล่อลื่นกว่า 31.1% (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562) และยังมีศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto ที่ให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่นและซ่อมบำรุงรักษารถยนต์เบื้องต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ในอนาคต นอกจากแผนที่จะขยายธุรกิจด้วยการขยายจำนวนสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ในประเทศไทยแล้ว กลุ่มธุรกิจน้ำมันของ โออาร์ ก็มีแผนที่จะขยายพอร์ตฟอลิโอของสินค้าน้ำมันให้มีความหลากหลาย ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น และในอนาคตเมื่อยุครถยนต์ไฟฟ้าเข้ามา โออาร์ ก็มีแผนที่จะเพิ่มบริการ EV ทั้งการให้บริการ EV Charging Station ที่สถานีบริการน้ำมัน PTT Station และการซ่อมบำรุงรถ EV เบื้องต้นที่ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto โดยมีโอกาสพัฒนาแพลตฟอร์มในสถานีบริการที่สามารถรวบรวมความต้องการด้านพลังงานจากผู้ใช้รถ EV ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สำหรับกลุ่มธุรกิจที่ 2 คือ กลุ่มธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ (Non-Oil Business) โดยธุรกิจนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเติมเต็มความต้องการของผู้บริโภคนอกเหนือจากการเติมน้ำมันในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station อีกทั้งยังเป็นส่วนสำคัญในการดึงดูดผู้บริโภคให้เข้ามาใช้บริการภายในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station เพิ่มมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปัจจุบันธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ เติบโตเฉลี่ย 8.3% ต่อปี (ปี 2560 - 2562) เมื่อพิจารณาจากกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 3,626 ล้านบาท ในปี 2560 เป็น 4,255 ล้านบาท ในปี 2562 โดยในส่วนของธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ โออาร์ ดำเนินธุรกิจร้านกาแฟ ร้านอาหารและเครื่องดื่มอื่นๆ ร้านสะดวกซื้อ และการบริหารจัดการพื้นที่เพื่อให้เช่าภายในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station และพื้นที่ภายใต้การบริหารจัดการอื่น ๆ ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สำหรับแบรนด์แรกที่เป็นที่รู้จักกันดีของ โออาร์ คือร้านกาแฟ &amp;ldquo;Caf&amp;eacute; Amazon&amp;rdquo; ที่ปัจจุบันมีจำนวนกว่า 3,400 สาขาทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เปิดให้บริการทั้งภายในและภายนอกสถานีบริการน้ำมัน มีจำนวนสาขาเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 19.2% ต่อปี (ตั้งแต่ปี 2560 จนถึง ณ วันที่ 30 กันยายน 2563) และมีแผนที่จะเพิ่มจำนวนสาขาเป็นกว่า 5,200 แห่งในประเทศไทยและต่างประเทศภายในปี 2568 ปัจจุบันร้านกาแฟ Caf&amp;eacute; Amazon เป็นแบรนด์ร้านกาแฟที่ใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลกเมื่อพิจารณาจากจำนวนสาขา ขณะเดียวกันยังมีธุรกิจร้านสะดวกซื้อภายใต้แบรนด์ &amp;ldquo;Jiffy&amp;rdquo; รวมถึงประกอบกิจการร้านอาหารในกลุ่มแบรนด์ที่เป็นที่รู้จัก อย่างไก่ทอด &amp;ldquo;Texas Chicken&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ฮั่วเซ่งฮงติ่มซำ&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;โออาร์ ดำเนินธุรกิจบริหารจัดการพื้นที่ โดยดำเนินการบริหารจัดการและให้เช่าพื้นที่แก่ธุรกิจในเครือข่ายสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ของ โออาร์ และพื้นที่อื่นที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ โออาร์ เช่น จุดแวะพักระหว่างการเดินทาง (Rest Area) เป็นต้น ซึ่งมีแบรนด์จากต่างประเทศซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างดีเข้ามาเช่าพื้นที่เพื่อดำเนินธุรกิจ เช่น &amp;ldquo;KFC&amp;rdquo; &amp;ldquo;Burger King&amp;rdquo; &amp;ldquo;Pizza Hut&amp;rdquo; &amp;ldquo;A&amp;amp;W&amp;rdquo; &amp;ldquo;McDonalds&amp;rdquo; ฯลฯ รวมถึงแบรนด์ในประเทศไทยซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างดี เช่น &amp;ldquo;Chester&amp;rsquo;s Grill&amp;rdquo; &amp;ldquo;S&amp;amp;P&amp;rdquo; &amp;ldquo;The Pizza Company&amp;rdquo; &amp;ldquo;เจ้าสัว&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;Black Canyon&amp;rdquo; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;3. ธุรกิจต่างประเทศ เป้าหมายของ โออาร์ จะรุกหนักในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งปัจจุบันมีธุรกิจ Oil และ Non-oil ใน 10 ประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม จีน สิงคโปร์ โอมาน ญี่ปุ่น และมาเลเซีย โดยการดำเนินธุรกิจมีทั้งในรูปแบบที่ โออาร์ ดำเนินการเอง และในรูปแบบที่ให้บริษัทย่อยที่ตั้งอยู่ในประเทศนั้น ๆ เป็นผู้ดำเนินการ ปัจจุบัน ธุรกิจในต่างประเทศของ โออาร์ มีสถานีบริการน้ำมัน PTT Station 329 แห่ง ร้านกาแฟ Caf&amp;eacute; Amazon 272 สาขา ร้านสะดวกซื้อ Jiffy 86 สาขา และศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto 4 สาขา (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สำหรับแผนการในอนาคต โออาร์ จะเพิ่มจำนวนสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ในต่างประเทศให้ครอบคลุมกว่า 650 สาขา และเพิ่มร้านกาแฟ Caf&amp;eacute; Amazon ให้ครอบคลุมกว่า 550 สาขา โดยยังคงเน้นการขยายตลาดผ่านการเปิดสาขาใหม่ในประเทศกัมพูชา ฟิลิปปินส์ และลาว อีกทั้ง โออาร์ ได้ร่วมกับกลุ่มเซ็นทรัล เพื่อขยายธุรกิจร้านกาแฟ Caf&amp;eacute; Amazon ในเวียดนาม รวมถึงเน้นการขายแฟรนไชส์ร้านกาแฟ Caf&amp;eacute; Amazon ในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างแบรนด์ PTT Station ในระดับภูมิภาค และผลักดันแบรนด์ PTT Lubricants ในระดับโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ส่วนเหตุผลที่ 2 ซึ่งเป็นจุดขายของหุ้น โออาร์ ก็คือ ผลการดำเนินงานที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โออาร์ มีการเติบโตเฉลี่ยปีละ 3.1% ด้วยรายได้จากการขายและการให้บริการในปี 2562 กว่า 577,134 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิเติบโตเฉลี่ยปีละ 5.6% ซึ่งในปี 2562 อยู่ที่ 10,896 ล้านบาท นอกจากนี้ ในไตรมาส 3 ของปี 2563 สัดส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ของ โออาร์ มาจากธุรกิจ Oil 68.7% ธุรกิจ Non-oil 25.1% ธุรกิจต่างประเทศ 5.8% และธุรกิจอื่น ๆ 0.4% โดยธุรกิจ Non-oil เข้ามามีบทบาทในการช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจของ โออาร์ มากขึ้น โออาร์ จึงเป็นผู้นำทั้งในธุรกิจ Oil และ Non-oil อย่างครบวงจร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เหตุผลที่ 3 ทำไมต้องลงทุนใน โออาร์ ก็เพราะ ชื่อของ ปตท. เป็นตัวการันตีความมั่นคงและความเข้มแข็งของ โออาร์ ได้เป็นอย่างดี จากการที่ โออาร์ เป็นบริษัทแกนนำ (Flagship) ของกลุ่ม ปตท. ในการดำเนินธุรกิจน้ำมันและธุรกิจค้าปลีก ทำให้ โออาร์ ได้รับประโยชน์จากข้อได้เปรียบในการแข่งขันที่สำคัญต่างๆ จากการทำงานร่วมกับบริษัทในเครือและยังได้รับการสนับสนุนจาก ปตท. ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินที่แข็งแกร่ง ซึ่งช่วยให้โออาร์ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ปตท. ยังเป็นกลุ่มบริษัทที่มีเครือข่ายระดับโลก และมีพันธมิตรทางธุรกิจมากมายทำให้ โออาร์ สามารถปรับโมเดลธุรกิจให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงสำหรับอนาคตได้อย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;และเหตุผลสุดท้ายที่ทำให้ โออาร์ เป็นหุ้นที่น่าสนใจ ก็เนื่องจากแนวทางการดำเนินธุรกิจที่มุ่งสร้างประโยชน์และความแข็งแกร่งให้กับสังคมชุมชน ที่ผ่านมา โออาร์ ก็มีโครงการดี ๆ ต่อสังคมมากมาย เช่น โครงการไทยเด็ด โมเดลธุรกิจที่ช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าของดีของเด็ดจากวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศผ่านเครือข่ายสถานีบริการน้ำมัน PTT Station เป็นการส่งเสริมศักยภาพวิสาหกิจชุมชนให้เติบโตไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;รวมไปถึงโครงการที่สร้างรอยยิ้มให้ทั้งผู้รับบริการและผู้ได้รับโอกาสแห่งความเท่าเทียมอย่างโครงการ Caf&amp;eacute; Amazon for Chance ที่เปิดโอกาสให้กับผู้สูงวัย ผู้พิการทางการได้ยินและการเรียนรู้ รวมถึงทหารผ่านศึก ได้มาเป็นบาริสต้า ช่วยสร้างโอกาสการทำงาน ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และส่งผลต่อคุณค่าด้านจิตใจ โครงการ Caf&amp;eacute; Amazon Circular Living ที่นำวัสดุใช้แล้วของร้านกาแฟ Caf&amp;eacute; Amazon มาผ่านกระบวนการอัพไซคลิ่งและผลิตเป็นเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งร้าน สอดคล้องกับแนวคิดการรักษาสิ่งแวดล้อมที่ โออาร์ ให้ความสำคัญในการดำเนินธุรกิจ และยังมีโครงการแยกแลกยิ้ม และโครงการห้องน้ำ 20 บาท ที่นำรายได้ไปสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน เป็นต้น ดังนั้น ทุกก้าวของการเติบโตของ โออาร์ ก็คือการเติบโตร่วมกับลูกค้า คู่ค้า และชุมชนไปด้วยกัน และเร็ว ๆ นี้ #หุ้นโออาร์ ก็พร้อมแล้วที่จะต้อนรับนักลงทุนให้มาเป็นเจ้าของร่วมกันเพื่อก้าวสู่อีกระดับในการช่วยสร้างการเติบโตของธุรกิจเคียงคู่การยกระดับสังคมและเศรษฐกิจของชาติอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:-21.05pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86387</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่ม ปตท., นักลงทุน, น้ำมันเชื้อเพลิง, หุ้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201209/image_big_5fd065c026b6e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76132</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2020 11:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2020 11:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธพ.เผยยอดใช้น้ำมันรอบ7เดือนในปี63 ลดลง 13.8%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ก.ย. 2563 นางสาวนันธิกา ธังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) เปิดเผยถึงภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยต่อวันรวม 7 เดือนของปี 2563 (ม.ค. &amp;ndash; ก.ค.) ลดลง 13.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน &amp;nbsp;โดยกลุ่มเบนซิน ลดลง 5.4% กลุ่มดีเซล ลดลง 4.5% น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) ลดลง 53.5% น้ำมันเตา ลดลง 20.7% น้ำมันก๊าด ลดลง 16.7% ด้านก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) &amp;nbsp;ลดลง16.8% และก๊าซธรรมชาติเหลวสำหรับรถยนต์(เอ็นจีวี) ลดลง 31.7% โดยยังคงมีสาเหตุสำคัญมาจากภาครัฐได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตั้งแต่เดือนมี.ต. 2563 เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2563 ภาครัฐได้ประกาศมาตรการผ่อนคลายล็อค ระยะที่ 5 จึงคาดว่าจะส่งผลให้ภาพรวมความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มมีการฟื้นตัว ซึ่งการใช้น้ำมันในช่วงเดือน ก.ต. เพียงเดือนเดียวในกลุ่มเบนซิน เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 30.4 ล้านลิตร/วัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนคิดเป็น 5.4% โดย กลุ่มแก๊สโซฮอล์มีปริมาณการใช้ลดลง เฉลี่ยอยู่ที่ 29.6 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราลดลง 4.9% และน้ำมันเบนซินมีการใช้ลดลงเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 0.8 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตรา 19.6%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สำหรับภาพรวมการใช้น้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์ พบว่า แก๊สโซฮอล์ อี85 มีปริมาณการใช้ลดลงมากที่สุดเฉลี่ยอยู่ที่ 0.9 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 29.0 รองลงมาเป็นแก๊สโซฮอล์ 91 มีปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 8.1 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 15.4 และแก๊สโซฮอล์อี 20 มีปริมาณการใช้ลดลงน้อยที่สุดเฉลี่ยอยู่ที่ 6.2 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 3.7 ขณะที่แก๊สโซฮอล์ 95 มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 14.3 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.0
&amp;nbsp;
ด้านการใช้น้ำมันกลุ่มดีเซล เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 65.4 ล้านลิตร/วัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนคิดเป็น 4.5% โดยน้ำมันดีเซล หมุนเร็วธรรมดา (บี7) มีปริมาณการใช้ลดลงเฉลี่ยอยู่ที่ 46.1 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราลดลง 27.2% น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี10 มีปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 12.5 ล้านลิตร/วัน (เริ่มมีการจำหน่ายตั้งแต่ปลายเดือนพ.ค. 2562) และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 มีปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 4.6 ล้านลิตร/วัน ซึ่งเป็นไปตามนโยบายภาครัฐที่กำหนดให้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี10 เป็นน้ำมันดีเซลฐานของประเทศ จึงส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี10 มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การใช้น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 9.0 ล้านลิตร/วัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน คิดเป็น 53.5% เนื่องด้วยยังคงอยู่ในช่วงมาตรการที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) อนุญาตให้บุคคลเฉพาะกลุ่ม เดินทางเข้าออกประเทศได้และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดการควบคุมโรคติดต่ออย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตาม เครื่องบินพาณิชย์สำหรับนักท่องเที่ยวยังไม่ได้รับการอนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศ จึงส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) ยังคงลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การใช้แอลพีจี เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 14.9 ล้านกก./วัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนคิดเป็น 16.8% โดยปริมาณการใช้ภาคขนส่งลดลงมากที่สุด มีปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 2.0 ล้านกก./วัน รองลงมาเป็นภาคปิโตรเคมี มีปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 5.9 ล้านกก./วัน ถัดมาเป็นภาคอุตสาหกรรมมีปริมาณการใช้ลดลงเฉลี่ยอยู่ที่ 1.6 ล้านกก./วัน &amp;nbsp;และภาคครัวเรือนมีปริมาณการใช้ลดลงน้อยที่สุดเฉลี่ยอยู่ที่ 5.4 ล้านกก./วัน ขณะที่การใช้เอ็นจีวี เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 3.8 ล้านกก./วัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน คิดเป็น 31.7% เนื่องจากภาครัฐมีนโยบายการปรับราคาขายปลีกเอ็นจีวี สำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลทั่วไปเพื่อสะท้อนต้นทุน จึงทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคหันไปใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์หรือน้ำมันดีเซลหมุนเร็วแทน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76132</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.), นันธิกา ธังสุพานิช, น้ำมันเชื้อเพลิง, ยอดใช้น้ำมันเชื้อเพลิง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200901/image_big_5f4dc84f9a78f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46130</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/09/2019 14:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/09/2019 14:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธพ.จับมือกับภาคีเครือข่ายดำเนินงานตามกฎหมายควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง ตามมาตรฐานสากลด้วยหลักธรรมาภิบาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) ร่วมลงนามข้อตกลงความร่วมมือในการดำเนินงานด้วยความโปร่งใส ระหว่างกรมธุรกิจพลังงานกับผู้ทดสอบและตรวจสอบ ผู้ฝึกอบรม และวิศวกรออกแบบตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในบทบาทและหน้าที่ตามหลักธรรมาภิบาลของแต่ละภาคส่วนได้ถูกต้องตรงตามมาตรฐานสากล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช&amp;nbsp; อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า การร่วมลงนามข้อตกลงในวันนี้เป็นความร่วมมือกันของกรมธุรกิจพลังงานกับภาคีเครือข่ายตามนโยบายภารกิจของกรมฯ ที่จะกำกับดูแลกิจการพลังงานในการควบคุมคุณภาพให้ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัย มีความมั่นคง และก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด โดยให้เป็นไปตามกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องว่าด้วยการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;นางสาวนันธิกา ยังกล่าวเสริมอีกว่า กฎหมายว่าด้วยการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง ตลอดจนกฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ว่าด้วยการบัญญัติให้มีการกำหนดคุณสมบัติและการฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง วิธีการปฏิบัติงาน และการจัดให้มีและบำรุงรักษาอุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้งาน เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการเก็บรักษา การขนส่ง การใช้ การจำหน่าย การแบ่งบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิง และการควบคุมอื่นใดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง การกำหนดที่ตั้ง แผนผัง รูปแบบ ลักษณะของสถานที่เก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง คลังน้ำมันเชื้อเพลิง และการบำรุงรักษาสถานที่ดังกล่าว การกำหนดลักษณะของถังหรือภาชนะที่ใช้ในการบรรจุหรือขนส่ง และการบำรุงรักษาถังหรือภาชนะดังกล่าว การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามความเหมาะสมแก่กิจการในการดำเนินกิจการ หรืออนุญาตให้ดำเนินกิจการ รวมทั้งการกำหนดการอื่นใดเพื่อประโยชน์แก่การป้องกันหรือระงับเหตุเดือดร้อนรำคาญ หรือความเสียหาย หรืออันตรายที่จะมีผลกระทบต่อบุคคล สัตว์ พืช ทรัพย์หรือสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม จำเป็นต้องได้รับการทดสอบ ตรวจสอบ และฝึกอบรมจากผู้ทดสอบ ตรวจสอบ และผู้ฝึกอบรมที่มีคุณภาพ และมีมาตรฐาน เพื่อให้เป็นไปด้วยความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ภาคีเครือข่ายดังกล่าว ได้แก่ ผู้ดำเนินกิจการให้บริการทางวิชาการด้านวิศวกรรมเกี่ยวกับการทดสอบและตรวจสอบ ผู้ฝึกอบรม ตลอดจนผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง จะต้องได้รับการพิจารณาคุณสมบัติและมีหนังสือรับรองจากกรมธุรกิจพลังงาน เพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลการปฏิบัติการทดสอบและตรวจสอบให้เป็นไปโดยถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ เปรียบเสมือนหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานให้บรรลุวิสัยทัศน์ของกรมธุรกิจพลังงานในเรื่อง &amp;ldquo;การกำกับดูแลธุรกิจพลังงานตามมาตรฐานสากล โดยหลักธรรมาภิบาล&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-right:9.55pt; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:9.55pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46130</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจพลังงาน, นันธิกา ทังสุพานิช, น้ำมันเชื้อเพลิง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190919/image_big_5d832a3f78234.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25675</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/01/2019 15:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/01/2019 15:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>PTTOR พร้อมรับมือพายุโซนร้อนปาบึก สำรองน้ำมันเชื้อเพลิงเต็มที่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;PTTOR ได้เตรียมความพร้อมรับมือพายุโซนร้อนปาบึก สำรองน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิด มั่นใจมีปริมาณการใช้งานได้ไม่ต่ำกว่า 3 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;03 ม.ค. 62 -นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (PTTOR) ชี้แจงว่า PTTOR ได้เตรียมความพร้อมในการจัดเก็บสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงทุกประเภท ได้แก่ น้ำมันกลุ่มเบนซิน น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว น้ำมันอากาศยาน น้ำมันเตา และก๊าซแอลพีจี &amp;nbsp;สำหรับคลังทุกคลังในภาคใต้อย่างเต็มที่ ทั้งที่คลังปิโตรเลียมสงขลา คลังปิโตรเลียมสุราษฎร์ธานี คลังน้ำมันภูเก็ต สถานีเติมน้ำมันอากาศยานกระบี่ สถานีเติมน้ำมันอากาศยานภูเก็ต รวมถึงสถานีบริการน้ำมันพีทีที สเตชั่น ทุกแห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โดยปริมาณสำรอง ณ คลังทั้งหมดในปัจจุบันนั้น สามารถรองรับปริมาณการใช้งานได้ไม่ต่ำกว่า 3 วัน และยังได้มีการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซแอลพีจีไปยังคลังปิโตรเลียม คลังน้ำมัน สถานีเติมน้ำมันอากาศยาน สถานีบริการน้ำมัน ทุกวันอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังได้มีการเตรียมการขนส่งสำรองทางรถยนต์จากคลังน้ำมันภาคกลางไปยังคลังน้ำมันภาคใต้ในกรณีฉุกเฉินหากไม่สามารถดำเนินการขนส่งทางเรือได้ตามปกติอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ขอให้พี่น้องประชาชนในภาคใต้ทุกท่านมั่นใจ และไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นแต่อย่างใด และใคร่ขอความร่วมมือมายังทุกท่านในการไม่กักตุนน้ำมันเชื้อเพลิงในปริมาณที่มากเกินกว่าปกติ ทั้งนี้ PTTOR จะติดตามสถานการณ์ความรุนแรงและผลกระทบจากพายุโซนร้อนปาปึกอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับแผนการสำรองและขนส่งให้เหมาะสมและสามารถมั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25675</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก๊าซแอลพีจี, จิราพร ขาวสวัสดิ์, น้ำมันอากาศยาน, น้ำมันเชื้อเพลิง, น้ำมันเตา, ปตทโออาร์, พายุโซนร้อนปาบึก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180525/image_big_5b07cca75ab3a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
