<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119276</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2021 09:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2021 09:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เช็กเลย กอนช. เตือนพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก ดินถล่ม น้ำล้นตลิ่ง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ต.ค. 2564 ประกาศ กอนช. ฉบับ 22 เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก ดินถล่ม น้ำล้นอ่างเก็บน้ำ และน้ำล้นตลิ่ง ในช่วงวันที่ 11 &amp;ndash; 16 ตุลาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศ กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฉบับที่ 22/2564 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่อง &amp;nbsp;เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก ดินถล่ม น้ำล้นอ่างเก็บน้ำ และน้ำล้นตลิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา ฉบับที่ 13 เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 9 ตุลาคม 2564 &amp;nbsp;พายุโซนร้อน&amp;ldquo;ไลออนร็อก&amp;rdquo; มีศูนย์กลางอยู่บริเวณเกาะไหหลำ ประเทศจีน คาดว่าเคลื่อนลงสู่อ่าวตังเกี๋ยและขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ในช่วงวันที่ 10 - 11 ตุลาคม 2564 และจะอ่อนกำลังลงตามลำดับต่อไป ซึ่งจะทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงวันเวลาดังกล่าวจะมีฝนเพิ่มขึ้น ทางตอนบนของภาค ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ มีกำลังแรง ทำให้ภาคตะวันออก และภาคใต้มีฝนตกหนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ได้ประเมินและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำจากแผนที่ฝนคาดการณ์ (ONE MAP) ของกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) และพื้นที่เสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เฝ้าระวังดินถล่มและน้ำป่าไหลหลากของกรมทรัพยากรน้ำ และกรมทรัพยากรธรณี พบว่าในช่วงวันที่ 11 &amp;ndash; 16 ตุลาคม 2564 &amp;nbsp;มีพื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังอุทกภัย ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. เฝ้าระวังน้ำหลาก ดินถล่ม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณจังหวัดสกลนคร และอุบลราชธานี ภาคตะวันออก จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี ตราด และสระแก้ว ภาคตะวันตก จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี ภาคใต้ จังหวัดชุมพร นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ระนอง พังงา กระบี่ ตรัง และสตูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. เฝ้าระวังระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 80%
และแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เสี่ยงน้ำล้น กระทบพื้นที่บริเวณท้ายอ่างเก็บน้ำในภาคเหนือ (จังหวัดพิษณุโลก ลำปาง สุโขทัย น่าน เพชรบูรณ์ และอุตรดิตถ์) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (จังหวัดชัยภูมิ มหาสารคาม ขอนแก่น นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ อุดรธานี มุกดาหาร ยโสธร เลย บึงกาฬ นครพนม กาฬสินธุ์ หนองบัวลำภู และสกลนคร) ภาคตะวันออก (จังหวัดระยอง นครนายก ปราจีนบุรี ตราด สระแก้ว จันทบุรี และชลบุรี) ภาคกลาง (จังหวัดลพบุรี และสระบุรี) ภาตตะวันตก (จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และประจวบคีรีขันธ์) และภาคใต้ (จังหวัดกระบี่ ภูเก็ต ระนอง และสุราษฎร์ธานี) &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. เฝ้าระวังระดับน้ำในลำน้ำมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นล้นตลิ่ง และท่วมขังบริเวณที่ลุ่มต่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.1 ภาคเหนือ บริเวณแม่น้ำน่าน อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร แม่น้ำยม อำเภอสามง่าม และอำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.2 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณแม่น้ำชี อำเภอโกสุมพิสัย อำเภอกันทรวิชัย&amp;nbsp;
และอำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม อำเภอฆ้องชัย อำเภอกมลาไสย อำเภอยางตลาด&amp;nbsp;
และอำเภอร่องคำ จังหวัดกาฬสินธุ์ อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด อำเภอเมืองยโสธร และอำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร แม่น้ำมูล อำเภอประโคนชัย อำเภอสตึก และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ อำเภอชุมพลบุรี และอำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ อำเภอเมืองศรีสะเกษ และอำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ และอำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.3 ภาคกลาง บริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ อำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง และอำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แม่น้ำป่าสัก อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และอำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี แม่น้ำลพบุรี อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี แม่น้ำท่าจีน อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี และอำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. เฝ้าระวังแม่น้ำโขง บริเวณจังหวัดเชียงรายจนถึงจังหวัดอุบลราชธานี มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงเพิ่มสูงขึ้น
ในการนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโปรดดำเนินการ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ติดตามสภาพอากาศและสภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนตกสะสมมากกว่า 90 มิลลิเมตร ในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง และพื้นที่จุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ปรับแผนบริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 หรือเกณฑ์ควบคุมสูงสุด (Upper Rule Curve) ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์น้ำ พร้อมพิจารณาบริหารจัดการ
เขื่อนระบายน้ำและประตูระบายน้ำ เพื่อพร่องน้ำและเร่งระบายน้ำในลำน้ำ แม่น้ำ รวมทั้งใช้พื้นที่ลุ่มต่ำ
เป็นแก้มลิงหน่วงน้ำและรองรับน้ำหลาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงและความสามารถใช้งานของอ่างเก็บน้ำ อาคารบังคับน้ำ&amp;nbsp;
และติดตาม ตรวจสอบ ซ่อมแซม แนวคันบริเวณริมแม่น้ำและกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อเตรียมความพร้อมรับน้ำหลากป้องกันน้ำท่วม ให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. เตรียมแผนรับสถานการณ์น้ำหลาก เตรียมความพร้อมบุคลากร เครื่องจักรเครื่องมือ รวมถึงความพร้อมของระบบสื่อสารสำรอง เพื่อบูรณาการความพร้อมให้ความช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำ และแจ้งเตือนล่วงหน้า ให้ประชาชนที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ เตรียมพร้อมในการอพยพได้ทันท่วงทีหากเกิดสถานการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119276</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ, ดินถล่ม, น้ำล้นตลิ่ง, น้ำล้นอ่างเก็บน้ำ, น้ำหลาก, แจ้งเตือนพื้นที่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211010/image_big_61624a2c53a5f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89016</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> 6จว.ใต้เสี่ยงฝนถล่ม เขื่อนบางลางวิกฤติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมอุตุฯ เตือนมรสุมเข้า 6 จังหวัดใต้เสี่ยงฝนถล่ม &amp;quot;กอนช.&amp;quot; เฝ้าระวังน้ำล้นตลิ่งและน้ำท่วมขังในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมเตรียมปรับแผนการระบายน้ำเขื่อนบางลาง หลังคาดการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องไหลลงอ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้น นราธิวาสอ่วม! น้ำท่วมขัง 6 อำเภอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 6 มกราคม นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง &amp;quot;ฝนตกหนักบริเวณภาคใต้ (มีผลกระทบจนถึงวันที่ 7 มกราคม 2564)&amp;quot; ฉบับที่ 9 ลงวันที่ 06 มกราคม 2564 ระบุว่า มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมประเทศไทยและอ่าวไทยมีกำลังค่อนข้างแรง ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมชายฝั่งประเทศมาเลเซีย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคใต้ตอนล่างยังคงมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง โดยตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ได้ออกประกาศเฝ้าระวังพื้นที่น้ำล้นตลิ่งและน้ำท่วมขังฉบับที่ 1 หลังติดตามสภาพอากาศบริเวณภาคใต้ พบช่วงวันที่ 4-5 มกราคมมีฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคใต้ตอนล่าง โดยเฉพาะจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ขณะนี้ปริมาณฝนตกสะสมในพื้นที่มากกว่า 90 มิลลิเมตร และการติตตามสถานการณ์น้ำพบเขื่อนบางลาง จังหวัดยะลา ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 1,383 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 95 ของความจุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการประเมินสถานการณ์จากฝนคาดการณ์ (OneMap) ในช่วงวันที่ 5-7 มกราคม ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่ จะมีน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้น คาดการณ์เขื่อนบางลางจะมีปริมาณน้ำมากกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ของความจุ และจะระบายน้ำลงแม่น้ำปัตตานีในอัตรา 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำแม่น้ำปัตตานีบริเวณด้านท้ายเขื่อนเพิ่มขึ้นเอ่อล้นตลิ่งสูงประมาณ 1.5-2 เมตร และท่วมขังบริเวณอำเภอเมือง อำเภอยะหา จังหวัดยะลา (6 ม.ค.64) และท่วมขังบริเวณอำเภอเมือง อำเภอหนองจิก และอำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี วันที่ 7 ม.ค. เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเขื่อนบางลางและน้ำในแม่น้ำปัตตานีเป็นไปตามแผน กอนช. จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามเฝ้าระวังสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำในพื้นที่เสี่ยงต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง แจ้งตือนให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงทราบล่วงหน้า เพื่อเตรียมพร้อมอพยพและเคลื่อนย้ายสิ่งของได้ทันหากเกิดน้ำหลาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กอนช.ยังให้ปรับแผนบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์น้ำ พร้อมพิจารณาความเหมาะสมการระบายน้ำในลำน้ำแม่น้ำ ส่วนเขื่อนระบายน้ำและประตูระบายน้ำให้พิจารณาพร่องน้ำเพื่อรองรับน้ำหลาก และเตรียมพื้นลุ่มต่ำเพื่อเป็นแก้มลิงในการหน่วงน้ำและรองรับน้ำหลาก พร้อมทั้งพิจารณาบริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำ อาจต้องระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดน้ำหลากเอ่อล้นตลิ่งบริเวณที่ลุ่มต่ำและด้านท้ายน้ำ และกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำให้สามารถรองรับน้ำฝนและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) รายงาน ว่า อิทธิพลมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมประเทศไทยและอ่าวไทยมีกำลังค่อนข้างแรง ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณชายฝั่งสหพันธรัฐมาเลเซีย ทำให้บริเวณภาคใต้ตอนล่างมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และคลื่นลมแรง ปัจจุบัน (6 มกราคม 2564 เวลา 06.00 น.) มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมฉับพลันและน้ำไหลหลาก 1 จังหวัด ได้แก่ นราธิวาส เกิดน้ำไหลหลากในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอศรีสาคร อำเภอบาเจาะ อำเภอระแงะ อำเภอสุไงปาดี และอำเภอรือเสาะ รวม 15 ตำบล 67 หมู่บ้าน ความเสียหายอยู่ระหว่างการสำรวจ ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันยังคงมีฝนตกในพื้นที่ ซึ่ง ปภ.ได้ร่วมกับจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยระดมเครื่องจักรกลและเครื่องสูบน้ำเข้าพื้นที่เพื่อเร่งระบายน้ำ และให้การดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสำรวจพื้นที่และประเมินความเสียหาย เพื่อให้ความช่วยเหลือตามระเบียบต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับอิทธิพลของลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังแรงพัดปกคลุมอ่าวไทยและพื้นที่ จ.นราธิวาส ตั้งแต่วันที่ 2 ม.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลทำให้มีสภาวะฝนตกลงมาอย่างหนักในพื้นที่ทั้ง 13 อำเภอของ จ.นราธิวาส เป็นเวลา 4 วันติดต่อกัน และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตก ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำสายหลัก 2 สาย คือ แม่น้ำสายบุรีและแม่น้ำสุไหงโก-ลก เอ่อล้นตลิ่ง จากมวลน้ำป่าที่สะสมอยู่บนเทือกเขาสันกาลาคีรี ในพื้นที่ อ.สุคิริน ไหลลงมาสมทบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่งผลทำให้มีสภาวะน้ำท่วมขังในพื้นที่ 6 อำเภอ คือ 1.อ.ระแงะ 2.อ.รือเสาะ 3.อ.สุคิริน 4.อ.สุไหงปาดี 5.อ.สุไหงโก-ลก ส่วนที่ถือว่าหนักที่สุดอยู่ในพื้นที่ อ.แว้ง ซึ่งรองรับมวลน้ำป่าจากเทือกเขาสันกาลาคีรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นจากปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมา และจากมวลน้ำป่าบนเทือกเขาสันกาลาคีรี ที่กำลังไหลระบายลงมาสมทบในแม่น้ำสุไหงโก-ลกในครั้งนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา ในพื้นที่ได้มีฝนตกลงมาต่อเนื่องกันหลายวัน โดยเฉพาะเมื่อคืนที่ผ่านมามีฝนตกลงมาอย่างหนัก ทำให้ในพื้นที่ตำบลสะท้อน ตำบลนาประดู่ และตำบลทับช้าง อ.นาทวี เกิดน้ำป่าไหลเข้าท่วมในพื้นที่ดังกล่าว ทำให้หลายหมู่บ้านใน 3 ตำบล ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านพระครูสุวัฒนาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดนาทวี และรองเจ้าคณะจังหวัดสงขลา ได้ออกเยี่ยม ดูแลวัดและสำนักสงฆ์ที่ถูกน้ำท่วม เพื่อเตรียมให้การช่วยเหลือต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89016</URL_LINK>
                <HASHTAG>น้ำท่วมขัง, น้ำล้นตลิ่ง, ฝนถล่ม, พื้นที่ภาคใต้, เขื่อนบางลาง, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210106/image_big_5ff5b01e17929.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24652</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/12/2018 10:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/12/2018 10:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือน 11 จว.ภาคใต้พื้นที่ชุ่มน้ำเชิงเขารับมือภัยพิบัติดินโคลนถล่มน้ำป่าไหลหลาก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ธ.ค.61 - นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบสภาพอากาศ ปริมาณฝนสะสม สถานการณ์น้ำท่า และปัจจัยเสี่ยงเชิงพื้นที่ พบว่า ในช่วงที่ผ่านมาบริเวณภาคใต้มีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับหลายพื้นที่สภาพดินเริ่มชุ่มน้ำ ทำให้มีความอ่อนไหวต่อการเกิดดินโคลนถล่ม โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำและพื้นที่ลาดเชิงเขา ในช่วงวันที่ 20 -21 ธันวาคม 2561 อาจทำให้เกิดสถานการณ์น้ำล้นตลิ่ง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม&amp;nbsp;โดยมีพื้นที่เฝ้าระวังน้ำล้นตลิ่ง น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส กระบี่ ตรัง และสตูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พื้นที่เฝ้าระวังดินโคลนถล่ม ได้แก่ ชุมพร (อำเภอสวี อำเภอท่าแซะ อำเภอหลังสวน อำเภอละแม อำเภอปะทิว อำเภอพะโต๊ะ และอำเภอทุ่งตะโก) นครศรีธรรมราช (อำเภอสิชล อำเภอร่อนพิบูลย์ อำเภอท่าศาลา อำเภอขนอม อำเภอนบพิตำ อำเภอลานสกา อำเภอพิปูน และอำเภอพรหมคีรี) พัทลุง (อำเภอศรีบรรพต อำเภอกงหรา และอำเภอตะโหมด)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก) โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ประสานศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตและจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงภัยดังกล่าว เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ภัย โดยจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน ปริมาณฝนสะสม ระดับน้ำ และแนวโน้มสถานการณ์ภัยอย่างใกล้ชิด รวมถึงจัดเตรียมชุดเคลื่อนที่เร็ว เครื่องมืออุปกรณ์ประจำพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัย อีกทั้งเสริมแนวคันกั้นน้ำและติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม โดยเฉพาะในพื้นที่จุดเสี่ยงน้ำท่วมขังและพื้นที่เศรษฐกิจ ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยติดตามพยากรณ์อากาศ และปฏิบัติตามประกาศเตือนภัยอย่างเคร่งครัด ท้ายนี้ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยสามารถติดต่อได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24652</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, ดินโคลถล่ม, นายชยพล ธิติศักดิ์, น้ำท่วมฉับพลัน, น้ำป่าไหลหลาก, น้ำล้นตลิ่ง, ปภ., ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181220/image_big_5c1b0814d07b8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19055</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/10/2018 07:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2018 07:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตุฯเตือนใต้รับมือฝนชุกน้ำท่วมฉับพลัน ภาคอื่นฝนลดลง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ต.ค.61 - กรมอุตุนิยมวิทยา&amp;nbsp;พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ว่า ภาคใต้มีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ซึ่งจะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งได้ สำหรับภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกมีฝนลดลง สำหรับกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง พายุไต้ฝุ่น &amp;ldquo;กองเร็ย&amp;rdquo; (KONG-REY) บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก มีแนวโน้มเคลื่อนเข้าประเทศญี่ปุ่น ในช่วงวันที่ 5-7 ตุลาคม 2561 ขอให้ผู้ที่จะเดินทางไปบริเวณดังกล่าวตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทางด้วย โดยพายุนี้ไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19055</URL_LINK>
                <HASHTAG>KONG-REY, กรมอุตุนิยมวิทยา, น้ำท่วมฉับพลัน, น้ำป่าไหลหลาก, น้ำล้นตลิ่ง, ฝนตกชุกหนาแน่น, ฝนตกหนัก, พายุกองเร็ย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181004/image_big_5bb562b7010d9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17451</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2018 08:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2018 08:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตุฯเตือนฉบับ 8 ฤทธิ์ &#039;บารีจัต&#039; 13-18 ก.ย. ฝนตกหนักทุกภาค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ย.61 &amp;ndash; กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเรื่อง พายุ &amp;ldquo;บารีจัต&amp;rdquo; (BARIJAT) &amp;nbsp;ฉบับที่ 8 ระบุว่า เมื่อเวลา 04.00 น. ของวันนี้ (13 ก.ย. 61) พายุโซนร้อน &amp;ldquo;บารีจัต&amp;rdquo; (BARIJAT) บริเวณด้านตะวันออกของเกาะไหหลำ ประเทศจีน หรือมีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 20.6 องศาเหนือ ลองจิจูด 112.4 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลาง ประมาณ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก ด้วยความเร็วประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่า พายุนี้จะเคลื่อนผ่านเกาะไหหลำ ประเทศจีน ในวันนี้ (13 ก.ย.) หลังจากนั้นจะอ่อนกำลังลงเป็นดีเปรสชัน และหย่อมความกดอากาศต่ำตามลำดับ ส่งผลให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ลักษณะเช่นนี้ทำให้มีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง พายุไต้ฝุ่น &amp;ldquo;มังคุด&amp;rdquo; (MANGKHUT) บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกมีแนวโน้มการเคลื่อนผ่านเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ และตอนใต้ของเกาะไต้หวัน ในช่วงวันที่ 14-15 กันยายน 2561 หลังจากนั้นจะเคลื่อนลงทะเลจีนใต้ตอนบน และผ่านเกาะฮ่องกง โดยจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศจีนตอนใต้ ในช่วงวันที่ 16-18 กันยายน 2561 ตามลำดับ ซึ่งจะส่งผลให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่รับลมมรสุมด้านตะวันตกของภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนตกสะสม ที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง รวมถึงดินโคลนถล่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรง โดยบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ขอให้ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 18 กันยายน 2561นี้ จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือ สายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17451</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอุตุนิยมวิทยา, ดินโคลนถล่ม, น้ำท่วมฉับพลัน, น้ำป่าไหลหลาก, น้ำล้นตลิ่ง, ฝนตกหนักสะสม, พายุบารีจัต, พายุมังคุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180913/image_big_5b99b895b94ae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17115</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ปภ.’สรุปอุทกภัย พิษพายุเบบินคา น้ำท่วม20จังหวัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเผยพิษโซนร้อนเบบินคาท่วมถึง 20 จังหวัด ประชาชนได้รับผลกระทบหลายแสน ยังหนักอีก 10 จังหวัด อีสาน กลาง โดนถ้วนหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานว่า ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยจากอิทธิพลของพายุโซนร้อนเบบินคา และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม-8 กันยายน 2561 ทำให้เกิดสถานการณ์ภัยใน 20 จังหวัด สถานการณ์คลี่คลายแล้ว 10 จังหวัด ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยใน 10 จังหวัด ได้แก่ หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี นครนายก ปราจีนบุรี เพชรบุรี และสระบุรี ซึ่ง ปภ.ได้ร่วมกับหน่วยทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงแจกจ่ายถุงยังชีพและเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ประสบภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า อิทธิพลของพายุโซนร้อน เบบินคา และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม-8 กันยายน 2561 ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และดินถล่มในพื้นที่ 20 จังหวัด ได้แก่ น่าน เชียงราย ลำปาง พะเยา เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน หนองคาย นครพนม บึงกาฬ เพชรบุรี สกลนคร ลพบุรี นครนายก ชัยภูมิ เพชรบูรณ์ พิจิตร กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี ปราจีนบุรี และสระบุรี รวม 108 อำเภอ 479 ตำบล 2,660 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 62,877 ครัวเรือน 198,126 คน ผู้เสียชีวิต 4 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์คลี่คลายแล้ว 10 จังหวัด ได้แก่ น่าน ลำปาง พะเยา เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เพชรบูรณ์ เชียงราย ลพบุรี พิจิตร และชัยภูมิ ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัย 10 จังหวัด รวม 42 อำเภอ 190 ตำบล 1,353 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 32,661 ครัวเรือน 93,277 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แยกเป็นลุ่มน้ำโขง 3 จังหวัด ได้แก่ หนองคาย น้ำท่วมในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองหนองคาย อำเภอศรีเชียงใหม่ อำเภอท่าบ่อ และอำเภอโพนพิสัย รวม 7 ตำบล 59 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 2,038 ครัวเรือน 4,890 คน ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง, บึงกาฬ น้ำในแม่น้ำโขงล้นตลิ่งในพื้นที่ 8 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองบึงกาฬ อำเภอบุ่งคล้า อำเภอโซ่พิสัย อำเภอปากคาด อำเภอศรีวิไล อำเภอบึงโขงหลง อำเภอเซกา และอำเภอพรเจริญ รวม 44 ตำบล 371 หมู่บ้าน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;ประชาชนได้รับผลกระทบ 8,038 ครัวเรือน 29,439 คน พื้นที่การเกษตรคาดว่าเสียหาย 41,338 ไร่ ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นครพนม น้ำล้นตลิ่งในพื้นที่ 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอศรีสงคราม อำเภอนาหว้า อำเภอนาทม อำเภอบ้านแพง อำเภอท่าอุเทน อำเภอธาตุพนม และอำเภอเมืองนครพนม รวม 56 ตำบล 584 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 11,600 ครัวเรือน 22,950 คน ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลุ่มน้ำอูนและลุ่มน้ำสงคราม 1 จังหวัด ได้แก่ สกลนคร น้ำท่วมในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอคำตากล้า อำเภอนิคมน้ำอูน อำเภอพรรณานิคม อำเภออากาศอำนวย และอำเภอบ้านม่วง รวม 10 ตำบล 20 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 186 ครัวเรือน 500 คน ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลุ่มน้ำชี 2 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ น้ำท่วมในพื้นที่อำเภอ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ อำเภอกมลาไสย และอำเภอฆ้องซัย รวม 18 ตำบล 68 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 961 ครัวเรือน 1,873 คน ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง, อุบลราชธานี น้ำท่วมในพื้นที่อำเภอเขื่องใน รวม 9 ตำบล 25 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 975 ครัวเรือน 1,462 คน ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลุ่มน้ำปราจีนบุรี 2 จังหวัด ได้แก่ นครนายก น้ำท่วมในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองนครนายก อำเภอบ้านนา อำเภอองครักษ์ และอำเภอปากพลี รวม 20 ตำบล 116 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 5,534 ครัวเรือน 20,475 คน พื้นที่การเกษตรเสียหาย 1,020 ไร่ ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง ปราจีนบุรี น้ำท่วมในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอเมืองปราจีนบุรี อำเภอประจันตคาม อำเภอศรีมหาโพธิ และอำเภอบ้านสร้าง รวม 16 ตำบล 80 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 2,660 ครัวเรือน 9,102 คน ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลุ่มน้ำเพชรบุรี 1 จังหวัด ได้แก่ เพชรบุรี น้ำท่วมในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอแก่งกระจาน อำเภอท่ายาง และอำเภอบ้านแหลม รวม 6 ตำบล 18 หมู่บ้าน ปัจจุบันระดับน้ำในแม่น้ำเพชรบุรีลดลงอย่างต่อเนื่อง ยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำทางการเกษตรบางพื้นที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลุ่มน้ำป่าสัก 1 จังหวัด ได้แก่ สระบุรี น้ำท่วมในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอบ้านหมอ และอำเภอแก่งคอย &amp;nbsp;รวม 4 ตำบล 12 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 179 ครัวเรือน 551 คน ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงแจกจ่ายถุงยังชีพและเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ประสบภัยเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นแล้ว ท้ายนี้ หากประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัย สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17115</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, นายชยพล ธิติศักดิ์, น้ำท่วมฉับพลัน, น้ำป่าไหลหลาก, น้ำล้นตลิ่ง, ประชาชนได้รับผลกระทบหลายแสน, ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัย, หนังสือพิมพ์, โซนร้อนเบบินคา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180908/image_big_5b93bc60e665d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16622</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ระทึกนครพนม ‘น้ำโขง’หนุนสูง เฝ้าระวัง24ชม.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; อิทธิพลของพายุโซนร้อน &amp;ldquo;เบบินคา&amp;rdquo; ทำให้เกิดอุทกภัยใน 8 จังหวัด ได้แก่ นครพนม บึงกาฬ &amp;nbsp;สกลนคร เพชรบุรี นครนายก ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ และอุบลราชธานี ส่วนอีก 10 จังหวัดเริ่มคลี่คลายแล้ว จับตานครพนม เตือนภัยแม่โขงวิกฤติ หลังเขื่อนในลาวปล่อยน้ำ!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า &amp;nbsp;อิทธิพลของพายุโซนร้อน &amp;ldquo;เบบินคา&amp;rdquo; และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม-1 กันยายน 2561 ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และดินถล่มในพื้นที่ 18 จังหวัด ได้แก่ น่าน เชียงราย ลำปาง พะเยา เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน หนองคาย นครพนม บึงกาฬ เพชรบุรี สกลนคร ลพบุรี นครนายก ชัยภูมิ เพชรบุรี พิจิตร กาฬสินธุ์ และอุบลราชธานี รวม 93 อำเภอ 408 ตำบล 2,318 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 55,353 ครัวเรือน 162,711 คน ผู้เสียชีวิต 4 ราย สถานการณ์คลี่คลายแล้ว 10 จังหวัด ได้แก่ น่าน ลำปาง พะเยา เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เพชรบูรณ์ หนองคาย เชียงราย ลพบุรี และพิจิตร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัย 8 จังหวัด &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รวม 34 อำเภอ 164 ตำบล 1,135 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 30,773 ครัวเรือน 78,334 คน ได้แก่ นครพนม น้ำล้นตลิ่ง ในพื้นที่ 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอศรีสงคราม อำเภอนาหว้า อำเภอนาทม อำเภอบ้านแพง อำเภอท่าอุเทน อำเภอธาตุพนม และอำเภอเมืองนครพนม รวม 55 ตำบล 517 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 11,500 ครัวเรือน 22,422 คน ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มทรงตัว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บึงกาฬ น้ำในแม่น้ำโขงล้นตลิ่งในพื้นที่ 8 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองบึงกาฬ อำเภอบุ่งคล้า อำเภอโซ่พิสัย อำเภอปากคาด อำเภอศรีวิไล อำเภอบึงโขงหลง อำเภอเซกา และอำเภอพรเจริญ รวม 46 ตำบล 371 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 8,038 ครัวเรือน 29,439 คน พื้นที่การเกษตรคาดว่าเสียหาย 41,338 ไร่ ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สกลนคร น้ำท่วมในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอคำตากล้า อำเภอนิคมน้ำอูน อำเภอพรรณานิคม และอำเภออากาศอำนวย รวม 9 ตำบล 15 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 144 ครัวเรือน 346 คน ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพชรบุรี น้ำท่วมในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แก่งกระจาน อำเภอท่ายาง อำเภอบ้านลาด และอำเภอบ้านแหลม รวม 7 ตำบล 19 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 497 ครัวเรือน 2,048 คน ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นครนายก น้ำท่วมในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองนครนายก อำเภอบ้านนา และอำเภอองครักษ์ รวม 10 ตำบล 61 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 6,730 ครัวเรือน 17,498 &amp;nbsp;คน ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชัยภูมิ น้ำท่วมในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอบำเหน็จณรงค์ และอำเภอจัตุรัส รวม 5 ตำบล 12 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 343 ครัวเรือน 1,045 คน ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กาฬสินธุ์ น้ำท่วมในพื้นที่อำเภอ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ อำเภอกมลาไสย และอำเภอฆ้องซัย รวม 18 ตำบล 68 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 961 ครัวเรือน 1,873 คน ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง อุบลราชธานี น้ำท่วมในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเขื่องใน อำเภอเมืองอุบลราชธานี และอำเภอโขงเจียม รวม 14 ตำบล 72 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 2,560 ครัวเรือน 3,663 คน ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชยพลกล่าวว่า ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงแจกจ่ายถุงยังชีพและเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ประสบภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นแล้ว ท้ายนี้หากประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัย สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวจังหวัดนครพนมรายงานว่า ช่วงเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา ระดับน้ำในแม่น้ำโขงพื้นที่นครพนมเพิ่งจะลดปริมาณลงยังไม่ถึง 24 ชั่วโมง แต่ปรากฏข่าวที่สถานีหลวงพระบาง สปป.ลาว ระดับน้ำโขงพุ่งพรวดถึง 1.50 &amp;nbsp;เมตร ทำให้สถานีตรวจวัดจังหวัดหนองคาย มีระดับน้ำเพิ่มขึ้น 99 ซม. เพิ่มขึ้นเกือบ 1 เมตร ทางจังหวัดนครพนมจึงต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์ฝน และการระบายน้ำจากเขื่อนของประเทศเพื่อนบ้าน ที่จะมีผลต่อการเพิ่มระดับน้ำในลำน้ำโขง คาดว่าอีกประมาณ 3 วัน มวลน้ำจะไหลมาถึงนครพนม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมชาย วิทย์ดำรงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ได้สั่งประตูระบายน้ำให้เครื่องผลักดันน้ำ เร่งพร่องน้ำออกจากอ่างเป็นการด่วน เพื่อเตรียมรอรับน้ำที่จะไหลเข้ามาสมทบอีกระลอก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นายสินสมุทร หินเธาว์ หัวหน้าฝ่ายช่างกล รักษาการ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานนครพนม มีหนังสือที่ กษ 0316.10/508 ลงวันที่ 1 ก.ย.61 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้เกี่ยวข้องทุกหน่วย อ้างถึงการคาดการณ์น้ำของแม่น้ำโขงจากเว็บไซต์ http://www.mrcmekong.org/ โดยคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำในแม่น้ำโขง บริเวณจังหวัดนครพนม จะสูงถึง 12.93 เมตร ในวันที่ 4 ก.ย. ที่จะถึงนี้ จึงขอแจ้งให้ประชาชนที่พักอาศัยในพื้นที่ริมตลิ่ง และพื้นที่ลุ่มของแม่น้ำโขง เขต อ.บ้านแพง, ท่าอุเทน, อำเภอเมืองฯ และธาตุพนม เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน ที่จะไหลบ่าเข้าท่วมในพื้นที่ ขอให้ขนย้ายสิ่งของ เครื่องมือ เครื่องใช้ต่างๆ รวมทั้งสัตว์เลี้ยงขึ้นที่สูงด่วน หากเป็นไปตามที่ mrc.คาดการณ์จริง ปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงก็จะขึ้นสูงสุดในรอบ 13 ปี ทุบสถิติข้อมูลปี 2548 ที่ระบุว่าเดือน ส.ค. มีปริมาณน้ำขึ้นถึง 12.88 เมตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวแจ้งเพิ่มเติมว่า เขื่อนน้ำงึม 1 ประเทศลาว มีการระบายน้ำเพิ่มมาอีก ตั้งแต่บ่าย 31 ส.ค. ที่ผ่านมา ด้วยเหตุนี้ปริมาณน้ำดังกล่าวจะไหลมาสมทบน้ำจากเขื่อนน้ำงึม 5 และเขื่อนน้ำงึม &amp;nbsp;2 ระบายลงแม่น้ำโขงเป็นจำนวนมาก โดยจังหวัดบึงกาฬจะได้รับผลกระทบ ก่อนที่จะไหลมาที่จังหวัดนครพนมเป็นลำดับต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาโครงการชลประทานฯ ได้รายงานระดับน้ำในแม่น้ำโขงของสถานีตรวจวัดชุมชนหนองแสง เขตเทศบาลเมืองนครพนม เวลา 12.00 น. อยู่ที่ระดับ &amp;nbsp;12.68 เมตร โดยลดลงอีก 2 ซม. จากช่วงเช้าเวลา 09.00 น.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16622</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาฬสินธุ์, ชัยภูมิ, ดินถล่ม, นครนายก, นครพนม, น้ำท่วมฉับพลัน, น้ำป่าไหลหลาก, น้ำล้นตลิ่ง, บึงกาฬ, สกลนคร, หนังสือพิมพ์, อุบลราชธานี, เตือนภัยแม่โขงวิกฤติ, เบบินคา, เพชรบุรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180901/image_big_5b8aa3fc5d7b2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
