<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115795</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2021 15:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2021 15:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสส. ห่วงเด็กช่วงเรียนออนไลน์ที่บ้าน กินขนมกรุบกรอบ น้ำอัดลมมาก เตือนอย่าละเลยเรื่องกิน-เล่น เสี่ยงอ้วน แนะจัดเมนูอาหารและเครื่องดื่มที่มีคุณภาพให้เด็ก ใช้เงินค่าอาหารกลางวัน 20 บาทต่อคน ให้คุ้มค่าได้ประโยชน์สูงสุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า การเรียนออนไลน์ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมสุขภาพของเด็กๆ อย่างมาก โดยเฉพาะการกิน การเล่น หากไม่มีการจัดการที่ดี เด็กจะกินอาหารที่มีไขมันสูง ขนมกรุบกรอบ และน้ำอัดลม ซึ่งเป็นอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากขึ้นตลอดทั้งวัน รวมทั้งขาดการเคลื่อนไหวร่างกาย หรือขยับเขยื้อนร่างกายน้อยลง ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพของเด็กและเกิดภาวะอ้วนตามมาได้ จากรายงานคลังข้อมูลสุขภาพ (Health Data Center : HDC) ปี 2560 -2563 ของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่า เด็กวัยเรียน อายุตั้งแต่ 6-14 ปี มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนเพิ่มสูงขึ้น โดยในปี 2563 เด็กวัยเรียนมีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนถึงร้อยละ 12.50 และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;การไปโรงเรียนทำให้เด็กได้รับประทานอาหารกลางวันที่มีคุณภาพตามมาตรฐานและทำให้ได้รับสารอาหารครบถ้วน โดยเฉพาะเด็กในพื้นที่ชนบท หรือมีฐานะยากจน แต่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 เด็กไม่ได้รับประทานอาหารที่โรงเรียน อาจจะทำให้ไม่สามารถควบคุมคุณภาพอาหารและโภชนาการที่เด็กควรจะได้รับ รวมทั้งผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ อาจทำให้บางครอบครัว ไม่สามารถซื้อ หรือปรุงอาหารที่ดีมีประโยชน์ตามที่ต้องการได้ และอาจมีการบริโภคอาหารกึ่งสำเร็จรูปเพิ่มมากขึ้น ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อภาวะโภชนาการและสุขภาพของเด็ก&amp;rdquo; ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;นางจงกลนี วิทยารุ่งเรืองศรี ประธานมูลนิธิสร้างเสริมวิถีบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ และผู้จัดการโครงการเด็กไทยแก้มใส สสส. กล่าวว่า โครงการเด็กไทยแก้มใส ร่วมกับ สสส. จัดทำแนวทางสำหรับผู้ปกครองในการจัดอาหารที่มีคุณภาพสำหรับเด็กวัยเรียนช่วงเรียนออนไลน์ที่บ้าน เพราะตระหนักถึงความสำคัญของอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและปลอดภัยสำหรับเด็กนักเรียน ซึ่งเป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโต ต้องการอาหารที่มีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย มีสารอาหารครบถ้วนทั้ง 3 มื้อ เพื่อการเติบโตอย่างสมวัย เกิดพัฒนาการทางสมองและการเรียนรู้ที่ดี มีความแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยบ่อย &amp;nbsp;สำหรับนโยบายที่โรงเรียนจัดสรรเงินค่าอาหารกลางวัน &amp;nbsp;20 บาทต่อคนต่อวัน เพื่อให้พ่อแม่จัดหาหรือซื้อหาอาหารมื้อกลางวันให้เด็กกินเองนั้น มีความจำเป็นต้องสร้างความรู้และทักษะให้กับพ่อแม่และเด็กในการเลือกซื้อและกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและปลอดภัย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;เครือข่ายโครงการเด็กไทยแก้มใส เสนอแนวทางการให้ความรู้ทางโภชนาการกับผู้ปกครอง ในรูปแบบง่ายๆ เพื่อให้ข้อมูลว่า แต่ละวันควรทำอาหารอะไรให้เด็กกินบ้าง โดยออกเป็นคำแนะนำจากโรงเรียน ในการดูแลอาหารสำหรับเด็ก ซึ่งมีเมนูอาหารหลากหลาย สามารถเลือกจัดอาหารตามความเหมาะสมของแต่ละบ้าน เพื่อให้การจัดการเงินค่าอาหารกลางวัน 20 บาทต่อคนต่อวัน ที่ให้เด็กได้รับประโยชน์สูงสุด โดยพ่อแม่ที่ต้องจัดทำ หรือซื้ออาหารให้ลูก ควรยึดหลักตามที่โรงเรียนมีคำแนะนำ แต่หากจะให้เงินลูกไปซื้ออาหารกินเอง ต้องคอยดูแลให้ลูกเลือกซื้ออาหารสะอาด ปลอดภัย และที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการซื้ออาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ เช่น ขนมกรุบกรอบ น้ำอัดลม น้ำหวาน เป็นต้น&amp;rdquo; นางจงกลนี กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นางจงกลนี &amp;nbsp;กล่าวต่อว่า สำหรับอาหารกลางวันที่มีคุณค่าทางโภชนาการและปลอดภัยที่ผู้ปกครองควรจัดให้เด็กนักเรียน คือ 1.จัดอาหารครบ 5 หมู่ ได้แก่ ข้าว เนื้อสัตว์ต่างๆ ที่ไม่ติดมัน ไข่ นม และถั่วเมล็ดแห้ง ผักผลไม้ น้ำมันพืช 2.จัดอาหารที่ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันด้วยอาหารที่มีวิตามินซี วิตามินดี สังกะสี และซิลีเนียม เช่น ผักคะน้า พริกหวาน ชะอม หอมหัวใหญ่ ผลไม้ เช่น ฝรั่ง มะละกอ กล้วย มะปราง มะขามป้อม เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ ตับ ปลาทู ปลา กุ้ง ไข่ไก่ ไข่เป็ด 3.ส่งเสริมให้เด็กได้กินผักผลไม้หลากหลาย ทุกวันๆ ละ 300-400 กรัม (อนุบาล 175 กรัม/วัน ประถมศึกษา 350 กรัม/วัน มัธยมศึกษา 400 กรัม/วัน หรือ มื้อละ 1-2 ทัพพี) ตามวัยของเด็ก เพื่อเพิ่มวิตามิน แร่ธาตุ 4.หลีกเลี่ยงการใช้อาหารสำเร็จรูป การเติมผงชูรส ผงปรุงแต่งรส อาหารที่มีสีฉูดฉาด กรณีหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ควรเพิ่มไข่ เลือด ตับ ผักใบเขียว เพื่อเพิ่มสารอาหารที่จำเป็นจำพวกโปรตีน ธาตุเหล็ก วิตามินเอ รวมทั้งแนะนำให้ใช้เกลือเสริมไอโอดีนไม่เกิน 1 ช้อนชาต่อวันในการปรุงประกอบอาหาร และ 5.ปลูกฝังการกินอาหารรสจืด ไม่หวาน มัน เค็ม ไม่เติมน้ำปลา/น้ำตาลเพิ่มในอาหาร และส่งเสริมการดื่มน้ำสะอาด และนมรสจืด (2 กล่อง/วัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115795</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสุข, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, การดูแลอาหารสำหรับเด็ก, การเรียนออนไลน์, กินขนมกรุบกรอบ, ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม, นางจงกลนี วิทยารุ่งเรืองศรี, น้ำอัดลม, ภาวะอ้วน, มูลนิธิสร้างเสริมวิถีบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ, สสส., สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ, โครงการเด็กไทยแก้มใส สสส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210906/image_big_6135d55e1933c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19485</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โซดา...ซ่าเกินวัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ขึ้นชื่อว่าน้ำอัดลม หรือโซดาชนิดต่างๆ แล้ว หากไม่จำเป็นหลีกเลี่ยงเป็นดีที่สุด ไม่ใช่แต่เฉพาะคนในวัยเกษียณแล้วเท่านั้น เพราะโดยส่วนผสมของมันแล้วไม่ได้มีอะไรที่เกี่ยงข้องกับธรรมชาติเลย แถมยังผสมผสานไปด้วยสารเคมีสารพัดชนิด รวมทั้งน้ำตาล ที่ก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บมากมาย ทั้งนี้ มีการทดลองกับสัตว์ในห้องทดลองแล้วพบว่า การดื่มน้ำอัดลมหรือโซดาเป็นประจำจะมีผลต่อก้อนเนื้อในสมอง หรือมีโอกาสก่อให้เกิดเนื้องอกได้ ดังนั้น ชนชราทั้งหลายซ่าได้นะคะถ้ายังมีไฟ แต่ไม่ใช่จากการดื่มโซดาเป็นดีที่สุดค่ะ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19485</URL_LINK>
                <HASHTAG>น้ำอัดลม, เล็กๆน้อยๆ, โซดา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a3767e7341e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14106</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โรคกระดูกพรุนในผู้สูงวัย &quot;ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.นพ.ทวี ทรงพัฒนาศิลป์ ประธานมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย กล่าวในงานกิจกรรมภายใต้หัวข้อ &amp;ldquo;ภัยจากโรคกระดูกพรุน&amp;rdquo; จัดโดยชมรมรักษ์กระดูก ภายใต้มูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย ร่วมกับ บ.แอมเจน ประเทศไทย ว่า ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขให้ความสนใจกับเรื่องกระดูกหักในผู้สูงวัยจากโรคกระดูกพรุนค่อนข้างมาก เนื่องจากสถานการณ์ผู้สูงวัยในประเทศไทยกำลังมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2562 จะเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยจะมีประชากรสูงวัยมากกว่าประชากรเด็ก คือมีผู้สูงวัย 18% เด็ก 15.9% และในปี 2564 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ คือมีประชากรสูงวัยมากกว่า 20% และในปี 2574 จะมีอัตราส่วนของผู้สูงวัย 28% จากจำนวนประชากรทั้งประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โรคกระดูกพรุนในผู้สูงวัยจึงเป็นภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งในยุโรปและอเมริกามีผู้หญิงสูงวัยมากกว่า 7 แสนรายประสบปัญหากระดูกสะโพกหัก มีอัตราการตายประมาณ 20-25% ในปีแรก ในขณะที่คนไข้มากกว่า 1 ใน 3 ไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้ และประมาณ 1 ใน 5 ต้องนอนบนเตียงตลอดไป ทั้งนี้ จำนวนผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักทั่วโลกในปี พ.ศ.2593 คาดการณ์จะมีจำนวนประมาณ 6.25 ล้านราย และในเอเชียมีประมาณ 3.25 ล้านราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับในประเทศไทยมีข้อมูลสถิติอัตราการตายภายหลังกระดูกสะโพกหักจากโรคกระดูกพรุนในจังหวัดเชียงใหม่ ในปี 2541 เป็นจำนวน 289 รายต่อแสนคนต่อปี เพิ่มขึ้นเป็น 367 รายต่อแสนคนต่อปีในปี 2546 ส่วนใหญ่กระดูกสะโพกหักเกิดจากล้มจากการยืนระดับปกติเท่านั้น ในแต่ละปีมีผู้ป่วยที่กระดูกสะโพกหักต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลรัฐสูงถึง 200,000-300,000 ราย และต้องใช้เวลาในการนอนโรงพยาบาลเฉลี่ย 22.7 วัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระดูกในร่างกายคนเรามีทั้งหมด 206 ชิ้น กระดูกสามารถปรับตัว เปลี่ยนแปลง และเติบโตได้ตามอายุ มีหน้าที่สำคัญในการเป็นแกนหลักในการยึดเกาะของเอ็นกล้ามเนื้อต่างๆ ทำให้ร่างกายเคลื่อนที่เคลื่อนไหวได้ และทำหน้าที่เป็นส่วนแข็งปกป้องอวัยวะภายใน รวมทั้งเป็นแหล่งสะสมของแคลเซียมและฟอสฟอรัส อันเป็นแร่ธาตุที่สำคัญในการทำงานของเนื้อเยื่อและอวัยวะสำคัญหลายอย่างในร่างกาย และแคลเซียมยังเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้กระดูกมีความแข็ง ทำให้กระดูกจำเป็นที่ต้องการแคลเซียมเพื่อการทำงานตามหน้าที่ที่ดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มีกรณีตัวอย่างของผู้หญิงอายุ 65 ปีคนหนึ่งมาพบแพทย์ด้วยอาการกระดูกสันหลังหักยุบร่วมกับมีอาการปวดหลัง ซึ่งเป็นสัญญาณบอกเหตุของโรคกระดูกพรุน ถ้าหากแพทย์ให้ความสนใจแค่การให้ยาระงับปวดมารับประทาน แต่ไม่ได้ดูแลรักษาเรื่องโรคกระดูกพรุน หลังจากผ่านไป 4 ปี ผู้ป่วยคนนี้ก็กลับมาหาเราด้วยกระดูกสะโพกหักเนื่องจากล้ม ซึ่งถือว่าเป็นภาวะกระดูกหักซ้ำ ซึ่งมีโอกาสที่จะเสียชีวิตได้ประมาณ 20-25% ผู้ป่วยคนนี้มีความเสี่ยงสูงอยู่แล้วตั้งแต่กระดูกสันหลังหักยุบ เนื่องจากไม่ได้รับการรักษาตามแนวทางที่ถูกต้องตั้งแต่แรก อย่าลืมว่าการผ่าตัดดามกระดูกที่หักหรือการเปลี่ยนข้อเทียมใดๆ ไม่สามารถรักษาโรคกระดูกพรุนหรือลดความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหักที่ตำแหน่งอื่นๆ ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในปัจจุบันหลายคนยังเข้าใจว่ากระดูกพรุนเป็นเรื่องของโรคคนชรา ไม่มีทางรักษาได้ ในปัจจุบันทางการแพทย์ถือว่าโรคกระดูกพรุนสามารถรักษาได้ ถึงแม้จะทำให้หายขาดไปเลยไม่ได้ แต่เราสามารถลดความเสี่ยงหรือโอกาสที่จะเกิดกระดูกหักได้ โดยให้การให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและการป้องกัน การให้รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงและให้ได้รับวิตามิน D ที่เพียงพอ รวมทั้งการออกกำลังกายที่เหมาะสม และถ้าจำเป็นเราสามารถใช้ยาบางอย่างในการช่วยเพิ่มมวลกระดูกและลดความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน รศ.พญ.วิไล คุปต์นิรัติศัยกุล ประธานชมรมรักษ์กระดูก กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงสำคัญอันหนึ่งของโรคกระดูกพรุนคือ อายุมากขึ้น และผู้หญิงเป็นได้ง่ายกว่าผู้ชาย บางคนมีประวัติกระดูกหักมาก่อน มีประวัติการผ่าตัดที่รังไข่ การขาดประจำเดือนเป็นเวลานาน มีการใช้ยาสเตียรอยด์ บริโภคแคลเซียมน้อยกว่า 400 มิลลิกรัม และขาดการออกกำลังกาย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับแนวทางการรักษาโรคกระดูกพรุน ปัจจุบันมียากระตุ้นการสร้างกระดูกใหม่ และยายับยั้งการสลายกระดูก ทำให้ผู้ป่วยมีมวลกระดูกเพิ่มขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม &amp;nbsp;แพทย์จะมุ่งเน้นการป้องกันการเกิดโรคคือ ให้ผู้สูงวัยปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หมั่นออกกำลังกายตามความเหมาะสม รับแสงแดดอ่อนๆ เป็นประจำ รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามิน D ที่เพียงพอ แต่ไม่ใช่ไปหาซื้อยารับประทานโดยไม่ปรึกษาแพทย์ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาหารที่ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ กาแฟ น้ำอัดลม อาหารรสเค็มจัด และรับประทานโปรตีนมากเกินพอดี เพราะจะไปทำให้เกิดการขับแคลเซียมออกจากร่างกายมากเกินไป.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14106</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระดูกสันหลังหัก, กาแฟ, คุณภาพชีวิต, ดร.นพ.ทวี ทรงพัฒนาศิลป์, น้ำอัดลม, รศ.พญ.วิไล คุปต์นิรัติศัยกุล, อาหารรสเค็มจัด, โรคกระดูกพรุน, โรคคนชรา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180725/image_big_5b5876e66c0a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9001</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2018 13:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2018 13:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย.รับไม่มีกฎหมายควบคุม &quot;ชาเขียว-น้ำอัดลม&quot; ห้ามทำการตลาดชิงโชค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย.เผยไม่มีกฎหมายควบคุม &amp;quot;ชาเขียว-น้ำอัดลม&amp;quot; ห้ามทำการตลาดชิงโชค มีแต่ประกาศคุม &amp;quot;เครื่องดื่มกาเฟอีน&amp;quot; ที่ห้ามโฆษณาชักจูง โน้มน้าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 พ.ค.61-นพ.พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวถึงการควบคุมการชิงโชคเครื่องดื่มประเภทชาเขียวหรือน้ำอัดลม ว่า ตาม พ.ร.บ. อาหาร พ.ศ. 2522 แล้ว เราไม่มีการควบคุมเรื่องของการชิงโชค ซึ่งเรื่องของการชิงโชคจะเป็น พ.ร.บ. การพนัน พ.ศ. 2478 ที่ต้องยื่นขออนุญาตกับกระทรวงมหาดไทย และ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 โดยส่วนของ อย.จะมีเพียงประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง หลักเกณฑ์การโฆษณาเครื่องดื่มที่ผสมกาเฟอีน พ.ศ. 2555 เท่านั้น ซึ่งห้ามเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาเฟอีน เช่น เครื่องดื่มชูกำลัง เป็นต้น ทีห้ามโฆษณาโน้มน้าวชักจูงให้บริโภค
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.พูลลาภ กล่าวว่า ประกาศดังกล่าวกำหนดว่า การโฆษณาดังต่อไปนี้ ถือว่าเข้าข่ายเชิญชวนให้บริโภคหรืออวดอ้างสรรพคุณของเครื่องดื่มที่ผสมกาเฟอีน โดยทางตรงหรือทางอ้อม คือ 1.โฆษณาทำให้เกิดทัศนคติว่า การดื่มเครื่องดื่มที่ผสมกาเฟอีนจะทำให้เพิ่มกำลังงาน มีพลังทำงานได้มากขึ้น หรือทำให้ประสบความสำเร็จทางสังคมและทางเพศ&amp;nbsp; 2.โฆษณาที่ใช้นักกีฬา ผู้ใช้แรงงาน เป็นผู้แสดงแบบโฆษณา&amp;nbsp; 3.โฆษณาที่ใช้ดารา นักร้อง นักแสดง ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เป็นผู้แสดงแบบโษณา และ 4.โฆษณาที่ชักจูงหรือโน้มน้าวให้ซื้อหรือบริโภค เพื่อนำรายได้ไปบริจาคเป็นสาธารณกุศล ทั้งนี้ การโฆษณาต้องแสดงคำเตือนคือ ไม่ควรดื่มเกินวันละ 2 ขวด เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรดื่ม ซึ่งหากผิดจากนี้จะมีโทษโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ส่วนชาเขียวและน้ำอัดลมแม้บางส่วนจะมีกาเฟอีน แต่ส่วนผสมน้อยมาก และไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นเครื่องดื่มประเภทกาเฟอีน&amp;nbsp; ซึ่งหากจะควบคุมเรื่องของการชิงโชค จึงควรเป็นเรื่องของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคหรือมหาดไทยมากกว่า ส่วนสาเหตุที่ต้องควบคุมเรื่องของกาเฟอีน เพราะมีเครื่องดื่มผสมกาเฟอีนออกมามากขึ้น มีการผสมกาเฟอีนที่มากไปกว่าปกติ และโฆษณาเพื่อกระตุ้นให้เกิดการดื่ม&amp;nbsp; แต่ชาเขียว น้ำอัดลม มีกาเฟอีนโดยธรรมชาติ ไม่ได้เป็นการเติมเข้าไป&amp;quot; นพ.พูลลาภ กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการควบคุมโฆษณาน้ำอัดลมหรือชาเขียว แบบเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เพราะมีปริมาณน้ำตาลมาก ส่งผลต่อสุขภาพ&amp;nbsp; นพ.พูลลาภ กล่าวว่า ตอนนี้ หากจะควบคุมก็ต้องผ่านคณะกรรมการอาหารในการพิจารณา ซึ่งก็ต้องพิจารณาว่าสถานการณ์มีมากน้อยแค่ไหน จำเป็นที่ต้องมีการหรือไม่ แต่เราพยายามเน้นในเชิงบวกมากกว่า ในการให้ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มมีน้ำตาลน้อยลง ซึ่งให้มีการผลิตเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลน้อยๆ ออกมาจำนวนมากจะดีกว่า ซึ่งก็ยอมรับว่ามีเยอะขึ้น โดยขณะนี้ก็มีเครื่องดื่มที่มาขอและได้สัญลักษณ์โภชนาการ &amp;quot;ทางเลือกสุขภาพ (Healthier Choice)&amp;quot; ซึ่งจะต้องผ่านเกณฑ์ โดยมีส่วนผสมของน้ำตาลน้อยกว่า 6 มิลลิกรัมต่อ 100 มิลลิลิตร หรือ 6% ก็มีมากกว่า 400 ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มแล้ว และเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างชาเขียวก็มีจำนวนมากที่ได้ฉลากทางเลือกสุขภาพ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวแวดวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในช่วงราวปี 2546 ที่ อย.มีการออกประกาศควบคุมไม่ให้เครื่องดื่มชูกำลังมีการชิงโชค แจกของรางวัลต่างๆ เป็นการขอความร่วมมือและออกประกาศโดยที่ อย.ไม่มีฐานอำนาจ ซึ่งปัจจุบันต้องยอมรับว่า อย.ก็ไม่มีอำนาจที่จะไปควบคุมเรื่องของการชิงโชค ส่วนที่ว่าการโฆษณาชิงโชคเข้าข่ายเป็นการโฆษณาโน้มน้าวชักจูงตามประกาศ อย.หลักเกณฑ์การโฆษณาเครื่องดื่มที่ผสมกาเฟอีน พ.ศ. 2555 ที่ควบคุมเรื่องกาเฟอีนหรือไม่นั้น ก็เคยมีการตีความแล้วว่า ค่อนข้างก้ำกึ่งและไม่ได้อยู่ในฐานอำนาจของ อย. จึงทำให้ปัจจุบันยังคงมีการโฆษณาชิงโชคกันได้ เพราะผู้ที่สามารถอนุมัติเป็นส่วนของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ตาม พ.ร.บ. การพนัน พ.ศ. 2478.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9001</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาเขียว, นพ.พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์, น้ำอัดลม, ฝาชิงโชค, อย.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180511/image_big_5af53e6496f09.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7374</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ความหวานเป็นอันตราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; น้ำตาลกับผู้สูงวัยเป็นเหมือนสิ่งที่ต้องโกรธกันไปเลย เพราะเป็นต้นเหตุหลักๆ ของการเพิ่มความดันโลหิต และเพิ่มคอเลสเตอรอลอีกต่างหาก นอกจากนั้นยังมีผลวิจัยที่ยืนยันมากมายว่า น้ำตาลทำให้น้ำหนักเกินมาตรฐานได้โดยไม่รู้ตัวทีเดียว ดังนั้นที่คุณควรเลี่ยงสุดๆ คือ น้ำอัดลมทั้งหลาย ลูกอม ขนมเค้ก คุ้กกี้ พาย แม้แต่น้ำผลไม้ ไอศกรีม และโยเกิร์ตรสผลไม้ เลี่ยงได้ก็ควรจะเลี่ยงนะคะ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7374</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขนมเค้ก, ความดันโลหิต, คอเลสเตอรอล, น้ำตาล, น้ำหนักเกินมาตรฐาน, น้ำอัดลม, ผู้สูงวัย, ลูกอม, เล็กๆน้อยๆ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a3767e7341e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
