<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>69391</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2020 15:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2020 15:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชี้ควรวางแผนใช้น้ำรีไซเคิลพื้นที่ EEC มั่นใจฝ่าวิกฤตขาดแคลนน้ำได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 22 มิ.ย. - รศ.ดร.ชวลิต รัตนธรรมสกุล หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยนวัตกรรมการบำบัดของเสียและการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะหัวหน้าโครงการ &amp;ldquo;การพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมและเมือง โดยการใช้น้ำเสียที่บำบัดแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ในพื้นที่ EEC&amp;rdquo; กล่าวว่า &amp;nbsp;EEC เป็นพื้นที่กำลังพัฒนา หนีไม่พ้นปัญหาน้ำที่มีปริมาณไม่เพียงพอ เบื้องต้นมีการวิเคราะห์กันว่า ความต้องการน้ำในอนาคตจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ทุกวันนี้ความต้องการน้ำในภาคอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวรวมทั้งการอุปโภคบริโภคของ 3 จังหวัดในพื้นที่ EEC มีประมาณมากกว่า 800 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และอีก 20 ปีข้างหน้าความต้องการน้ำในส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นและมีมากกว่า 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี มีโอกาสขาดแคลนแน่นอน ถ้าไม่มีการหาแหล่งน้ำต้นทุนใหม่ตอบสนองความต้องการน้ำในปริมาณที่เพิ่มขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;โจทย์หนึ่งของงานวิจัยนี้ คือ การหาแหล่งน้ำทดแทนน้ำประปาไม่น้อยกว่า 100 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี จากการศึกษาและสำรวจข้อมูล พบว่า ในพื้นที่ EEC มีน้ำทิ้งหรือน้ำเสียที่มีศักยภาพสามารถนำมาบำบัดเอากลับมาใช้ใหม่ได้ จาก 2 แหล่งใหญ่ คือ น้ำเสียจากการอุปโภคบริโภคทั้งในภาคชุมชนและภาคบริการ และน้ำเสียจากภาคอุตสาหกรรมที่จะช่วยลดการใช้น้ำประปาลงได้ โดยคาดการณ์ว่า ภายในปี 2580 จะมีน้ำเสียจากภาคชุมชนเกิดขึ้นประมาณ 859,280 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน หรือ 313.64 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี แบ่งเป็นชลบุรี 456,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน , ฉะเชิงเทรา 164,380 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน และระยอง 238,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน หากสามารถรวบรวมมาบำบัดและนำกลับมาใช้ใหม่ได้ จะเป็นแหล่งน้ำต้นทุนใหม่ในพื้นที่ EEC ได้ในปริมาณที่มากพอสมควร และยังมีราคาถูกกว่าการทำน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืด &amp;rdquo; รศ.ดร.ชวลิต &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หน.หน่วยปฏิบัติการฯ ยกตัวอย่างว่า จังหวัดชลบุรีมีน้ำเสียจากชุมชนที่เข้าสู่ระบบบำบัดส่วนกลางค่อนข้างมาก เนื่องจากมีสถานประกอบการ โรงแรม ที่พักอาศัย อาคารสำนักงานค่อนข้างมาก ข้อดีคือ น้ำเสียของภาคอุปโภคบริโภค ชุมชน และภาคบริการ มีการรวบรวมน้ำเสียเข้าสู่ระบบบำบัดในปริมาณมาก เช่น ระบบบำบัดน้ำเสียเมืองพัทยา ระบบบำบัดน้ำเสียเทศบาลเมืองแสนสุข ตัวเลขของน้ำเสียที่เข้าสู่ระบบบำบัดส่วนกลางมีมากถึง80% ถ้ามีการปรับปรุงคุณภาพน้ำทิ้งเพิ่มเติมให้กลายเป็นน้ำรีไซเคิลตามมาตรฐานสากล จะสามารถส่งเสริมให้นำน้ำกลับมาใช้ทดแทนน้ำประปาบางส่วนได้เป็นอย่างดี &amp;nbsp;นอกจากนี้การประหยัดน้ำที่ต้นทางของกลุ่มอาคารธุรกิจขนาดใหญ่ โรงแรมและสถานบริการที่พัก ห้างสรรพสินค้าโดยการติดตั้งชุดสุขภัณฑ์ประหยัดน้ำจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการลดการใช้น้ำต้นทางได้ 5-15% และจะได้มากกว่านี้ถ้ามีการพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมสุขภัณฑ์ประหยัดน้ำอย่างจริงจังในพื้นที่ EEC&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่นเดียวกับจังหวัดระยอง โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมต้องการใช้น้ำสูงกว่า 200 ล้านลบ.ม.ต่อปี ฉะนั้น ถ้าบำบัดน้ำเสียนำกลับมาใช้ใหม่ตัวเลขน้ำรีไซเคิลจะสูงมาก ปัจจุบันนี้มีนิคมอุตสาหกรรมบางแห่งที่ใช้น้ำปริมาณมากเริ่มให้ความสนใจถึงแนวทางการนำน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดแล้วนำกลับมาใช้ใหม่เพื่อแก้ปัญหาน้ำขาดแคลน จากการสำรวจและให้คำปรึกษาในภาคสนาม พบว่า มีนิคมอุตสาหกรรมและโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งที่มีศักยภาพในการรีไซเคิลน้ำ สามารถรีไซเคิลน้ำเสียได้มากกว่า 15%&amp;nbsp;ของน้ำใช้ และค่าน้ำรีไซเคิลก็มีราคาถูกกว่า ขณะที่บางโรงงานที่ใช้น้ำปริมาณมาก ได้แก่ โรงงานประเภทอาหารและเครื่องดื่ม เมื่อลงทุนติดตั้งระบบรีไซเคิลน้ำเสีย&amp;nbsp;พบว่า สามารถประหยัดน้ำได้มากกว่า 15%&amp;nbsp; และน้ำรีไซเคิลช่วยให้ประหยัดค่าน้ำประปาได้ถึง 7 บาทต่อ ลบ.ม. ขณะที่ภาคชุมชน จากการสำรวจน้ำทิ้งจากเทศบาลนครระยอง เทศบาลมาบตาพุด พบว่า มีคุณภาพค่อนข้างดี ปรับสภาพน้ำเพิ่มเติมก็นำกลับมาใช้ใหม่ในพื้นที่รอบๆ ได้ เป็นต้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รศ.ดร.ชวลิต กล่าวต่อว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;จากการลงพื้นที่สำรวจเก็บข้อมูลทั้งภาคอุปโภคบริโภค ภาคบริการ และภาคอุตสาหกรรม ช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ได้แนวทางการจัดการระบบบำบัดน้ำเสียที่เหมาะสมสำหรับชุมชนและอุตสาหกรรม โดยมี 3 แนวทางเพื่อการนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ของเมือง ได้แก่&amp;nbsp;แนวทางที่ 1 คือระบบบำบัดน้ำเสียขนาดใหญ่ สำหรับชุมชนระดับเมือง ซึ่งจะมีปริมาณน้ำเสียค่อนข้างมาก โดยเพิ่มระบบการปรับสภาพน้ำ สามารถนำน้ำที่ได้กลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ของเมือง&amp;nbsp;แนวทางที่ 2 คือ ระบบบำบัดน้ำเสียแบบรวมหรือแบบกลุ่ม (Cluster Treatment) เป็นระบบบำบัดน้ำเสียขนาดเล็กเหมาะกับชุมชนที่มีพื้นที่จำกัด สำหรับพื้นที่ที่มีน้ำเสียเข้าสู่ระบบบำบัด 500-1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน เช่น ที่เทศบาลนครระยอง ทั้งโมเดลที่ 1 และ 2 เป็นระบบที่เหมาะกับพื้นที่ EEC และสามารถดำเนินการได้ทันที ส่วนแนวทางที่ 3 ระบบบำบัดน้ำเสียแบบ Individual เป็นโมเดลสำหรับสถานประกอบการแต่ละอาคาร ข้อจำกัดระบบนี้คือ อาคารในปัจจุบันมีเพียงท่อประปาท่อเดียว ไม่มีท่อแยกสำหรับน้ำรีไซเคิล &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;รศ.ดร.ชวลิต กล่าวว่า&amp;nbsp; ในอนาคตเมื่อคำนึงถึงการสร้างเมืองใหม่ สมาร์ท ซิตี้ สามารถทำได้ทั้งสามรูปแบบ โดยทั่วไปตามอาคารใหญ่ๆ อย่าง โรงแรม อาคารธุรกิจหรือห้างสรรพสินค้า ตัวเลขการใช้น้ำจำนวนมากจะมาจากสุขภัณฑ์ ถ้าอาคารใหม่มีการออกแบบแยกระบบท่อน้ำรีไซเคิลกับท่อน้ำประปาออกจากกันจะส่งเสริมการใช้น้ำรีไซเคิลในอาคารหรือการนำน้ำรีไซเคิลของเมืองหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้อีกจำนวนมากจึงต้องมีการกำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำรีไซเคิลที่ปลอดภัยสร้างความมั่นใจกับผู้ใช้น้ำตัวอย่างความสำเร็จมีให้เห็นแล้วในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ จีน เป็นต้น กรณีการนำน้ำรีไซเคิลของเมืองหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ในอาคารสูงย่านธุรกิจใหม่ในกรุงโตเกียวเป็oการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ปริมาณมากในพื้นที่กว้างที่ประสบความสำเร็จและยั่งยืน โดยมีการดำเนินการมานาน&amp;nbsp;10 ปี ทั้งนี้อาคารใหม่ในพื้นที่มีการออกแบบกำหนดให้แยกระบบท่อน้ำรีไซเคิลกับท่อน้ำประปาออกจากกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการคาดการณ์ศักยภาพปริมาณน้ำต้นทุนที่ประหยัดได้ของทุกภาคส่วนในพื้นที่ EEC สามารถพิจารณาได้ 2 กรณี เขาระบุ กรณีแรกเมื่อภาคอุตสาหกรรมลดได้ 15%&amp;nbsp; ภาคอุปโภคบริโภคและภาคบริการลดได้ 10% ภาคเกษตรลดได้ 10% และมีศักยภาพของต้นทุนน้ำรีไซเคิลของเมืองที่มีปริมาณน้ำเสียมากกว่า 40,000 ลบ.ม.ต่อวัน จากบ่อบำบัดน้ำเทศบาล จำนวน 7 แห่ง พบว่า จะสามารถประหยัดน้ำต้นทุนได้มากกว่า 600 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี หรือคิดเป็น 19.43% ในปี 2580 กรณีที่สองเมื่อภาคอุตสาหกรรมลดได้ 10%&amp;nbsp; ภาคอุปโภคบริโภคและภาคบริการลดได้ 10% ภาคเกษตรลดได้เพียง 5%&amp;nbsp; และมีศักยภาพของต้นทุนน้ำรีไซเคิลของเมืองที่มีปริมาณน้ำเสียมากกว่า 40,000 ลบ.ม.ต่อวัน จากบ่อบำบัดน้ำเทศบาล จำนวน 7 แห่ง พบว่าจะสามารถประหยัดน้ำต้นทุนได้ถึง 465 ลบ.ม.ต่อปี หรือคิดเป็น 16.13% ในปี 2580 &amp;nbsp;จะเห็นว่าน้ำต้นทุนที่ประหยัดได้นี้จะช่วยลดปัญหาน้ำขาดแคลนในพื้นที่ EEC เมื่อมีการพัฒนาเมืองค่อนข้างสมบูรณ์แบบ&amp;nbsp;แต่การนำน้ำรีไซเคิลกลับมาใช้ให้ได้ผลจริงจัง&amp;nbsp;จะต้องพิจารณาครอบคลุมทั้งมิติด้านกฎหมาย เศรษฐศาสตร์ และสังคม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.ดร.ชวลิต เสนอว่า จะต้องมีมาตรการทั้งผลักและดัน&amp;nbsp; เช่น แนวทางการจัดการทางเทคนิค เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำอีก 15% ในภาคอุตสาหกรรม&amp;nbsp;จะต้องมีการกำหนดคุณภาพและมาตรฐานของน้ำรีไซเคิลให้เหมาะกับกิจกรรม เช่น เพื่อการหล่อเย็นและใช้ประโยชน์อื่นๆในระบบอุตสาหกรรม เพื่อใช้กับพื้นที่สีเขียว หรือการใช้น้ำกับระบบสุขภัณฑ์ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทางด้านกฎหมาย เสนอให้มีการผลักดันข้อกฎหมายใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ลดการใช้น้ำและนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ในพื้นที่ EEC ประกอบด้วย พ.ร.บ.ส่งเสริมการประหยัดน้ำ เช่น&amp;nbsp;ส่งเสริมการใช้สุขภัณฑ์ประหยัดน้ำ ฯลฯ พ.ร.บ.ส่งเสริมการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ และ พ.ร.บ.การกักเก็บน้ำฝนในอาคารและสถานประกอบการ&amp;nbsp;กฎหมายทั้งสามนี้ ถ้าเกิดขึ้นได้จริงจะเป็นการประหยัดน้ำต้นทุนของเมือง ส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ รวมทั้งระบบรีไซเคิลน้ำ ระบบการเก็บน้ำฝนมาใช้ประโยชน์ และเกิดการสร้างธุรกิจใหม่ๆ เพื่อสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot; ในด้านเศรษฐกิจ เป็นการมองเรื่องความคุ้มทุนในการลงทุนระบบรีไซเคิลน้ำ ที่ไม่เพียงช่วยลดปริมาณน้ำทิ้ง ยังได้น้ำประปาที่ราคาถูกเมื่อเทียบกับค่าน้ำประปาที่ใช้ปัจจุบัน เป็นการตอบโจทย์การมีแหล่งน้ำต้นทุนใหม่ ขณะเดียวกันมองแนวทางสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนยอมรับการนำน้ำเสียกลับใช้ใหม่ด้วย มาตรการเหล่านี้ไปด้วยกันสามมิติ เทคนิค กฎหมาย และเศรษฐศาสตร์&amp;nbsp; &amp;quot;&amp;nbsp;รศ.ดร.ชวลิต กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69391</URL_LINK>
                <HASHTAG>EEC, น้ำเสีย, ใช้น้ำรีไซเคิล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200622/image_big_5ef06d5074711.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32608</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/03/2019 07:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/03/2019 07:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กระบี่เร่งฟื้นฟู&#039;คลองจาก&#039;อ่าวนาง ชี้เอาจริงผู้ประกอบการปล่อยน้ำเสีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 มี.ค.62 &amp;nbsp;นายสมควร ขันเงิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ทหาร ฝ่ายปกครอง สาธารณสุข ทรัพยากรธรรมชาติ อุทยานฯ อบต.อ่าวนาง และเจ้าหน้าทีที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ ติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาน้ำเสียภายในบริเวณคลองจาก หมู่ 2 ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ หลังจากที่พบว่า ยังมีผู้ประกอบการหลายรายแอบปล่อยน้ำเสียลงภายในคลองจาก เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เพื่อทำการสูบน้ำเสียออกจากคลองจาก พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ ให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นหากผู้ประกอบการยังมีการฝ่าฝืนปล่อยน้ำเสียลงคลองโดยไม่ผ่านการบำบัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมควร ขันเงิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า ปัญหาน้ำเสียในบริเวณคลองจาก เกิดขึ้นมานานนับ10 ปี ซึ่งก็ได้มีการแก้ปัญหามาอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจาก มีผู้ประกอบการบางราย แอบลักลอบปล่อยน้ำเสียโดยที่ยังไม่ผ่านการบำบัดลง ภายในคลองจาก ทำจนทำให้เกิดน้ำเน่าเสีย เบื้องต้น ทางจังหวัด ได้ระดมเจ้าหน้าที่ทุกหน่วย ที่เกี่ยวข้อง เร่งฟื้นฟูคลองจากอีกครั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รอง ผวจ.กล่าวต่อว่า ในเบื้องต้นหลังจากที่ ได้ทำฝายเพื่อป้องกันน้ำเน่าเหม็นไหลลงชายหาด ทางอบต.อ่าวนาง ก็ได้นำเครื่องสูบน้ำมาทำการสูบน้ำเสียภายในคลอง ออก เพื่อจะทำการขุดลอกตะกอนออกไปทิ้ง ซึ่งคาดว่าใช้เวลาประมาณ 15 วัน ก็สามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จ ในส่วนของผู้ประกอบการที่ลักลอบทิ้งน้ำเสียลงโดยไม่ผ่านการบำบัด ทาง อบต.อ่าวนาง ได้ส่งเจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบและ ทำการอุดท่อ ซึ่งหลังจากนี้ก็จะติดตามอย่างใกล้ชิด หากมีการฝ่าฝืนก็จะ ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และสำหรับ เครื่องสูบน้ำที่นำมาติดตั้ง เป็นของ ทสจ.สามารถสูบน้ำออกได้ชั่วโมงละ 100,000 ลิตร และจะประสานเครืองสูบน้ำของ ปภ.มาพิ่มอีก 1 เครื่อง เพื่อให้การสูบ น้ำเสียออกจากคลองได้เร็วขึ้น ซึ่งคาดว่าจะมาถึงในวันพรุ่งนี้ ...&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32608</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระบี่, คลองจาก, น้ำเสีย, อ่าวนาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190331/image_big_5ca00f3437421.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
