<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97477</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/03/2021 20:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/03/2021 09:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วิกฤติภัยแล้งไทย ถึงจุด&quot;ต้องบำบัด-ใช้น้ำซ้ำ&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาภัยแล้งของประเทศไทยที่อาการหนักขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงหน้าแล้งของทุกปี สวนทางกับปริมาณน้ำในเขื่อนที่จัดเก็บได้ในแต่ละปี หรือความต้องการใช้น้ำมากกว่าน้ำที่จัดเก็บได้ถึงเท่าตัว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากข้อมูลของ ดร.รอยล จิตรดอน ประธานกรรมการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) ที่ให้ข้อมูลว่า เมื่อปี 2558 ไทยมีความต้องการใช้น้ำมากถึง 153,578 ล้าน ลบ.ม. และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ความจุของอ่างเก็บน้ำรวมเก็บได้ 76,067 ล้าน ลบ.ม. ส่วนปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนใหญ่และขนาดกลางเพียงรวมแล้ว 42,620 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี โดยปี 2563 มีน้ำไหลเข้าอ่างแค่ 20,000 ล้าน ลบ.ม. เนื่องจากปริมาณฝนลดลง 12% แต่มีผลทำให้ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอ่างลดฮวบ หรือเท่ากับว่าตอนนี้เหลือน้ำต้นทุนแค่สองหมื่นล้าน ลบ.ม. แต่ความต้องการใช้มากกว่าแสนห้าหมื่นล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; สถานการณ์เช่นนี้ คนที่อยู่พื้นที่นอกเขตชลประทานที่มีมากถึงร้อยละ 80 ของประเทศ จะประสบกับปัญหาขาดแคลนน้ำรุนแรง โดยมีชุมชนที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอยู่ในขั้นวิกฤติกว่า 30,000 ชุมชน ในแถบภาคเหนือและอีสาน ดังนั้น การพึ่งพาน้ำในเขื่อนเพียงอย่างเดียวคงทำให้รอดพ้นภัยแล้งได้ยาก เกษตรกรจึงต้องร่วมมือกันซ่อมบำรุงฟื้นฟูแหล่งน้ำ หันมาเก็บกักน้ำและบริหารน้ำในพื้นที่ตัวเอง ต้องเอาใจใส่กับการใช้น้ำซ้ำ&amp;quot; ดร.รอยล กล่าวย้ำในงานเสวนา &amp;quot;เลิกแล้ง เลิกจน&amp;rdquo; ที่จัดทำขึ้นโดยเอสซีจี ซึ่งร่วมมือมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และหอการค้าแห่งประเทศไทยเมื่อเร็วๆ นี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แน่นอนว่าปัญหาการขาดแคลนน้ำกระทบกับชีวิตผู้คนทุกด้าน ทั้งการทำมาหากิน ภาคเกษตรหรืออุตสาหกรรม และการใช้ชีวิตประจำวัน ดังที่เราได้ยินข่าวว่าหน้าแล้งเกือบทุกปี ตามจังหวัดต่างๆ มีน้ำประปาไม่พอใช้ เพราะไม่มีแหล่งน้ำดิบเพียงพอที่จะมาผลิตน้ำประปา บางพื้นที่มีการซื้อน้ำจากที่อื่นมาใช้เพื่อประทังชีวิต นับเป็นต้นทุกชีวิตที่เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;MOU ระหว่าง กปน.-อจน. บูรณาการจัดการน้ำประปาและน้ำเสียอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น แนวคิดเรื่อง &amp;quot;การใช้น้ำซ้ำ&amp;quot; เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ จึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่ง และแนวคิดนี้ผุดขึ้นในแนวทางแก้ปัญหาน้ำของหน่วยงานรัฐมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ในทางปฏิบัติยังไม่ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง จนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีความเคลื่อนไหวจากสองหน่วยงานที่มีภารกิจบริหารจัดการน้ำดีและน้ำเสียในสังกัดกระทรวงมหาดไทย การประปานครหลวง (กปน.) และองค์การจัดการน้ำเสีย (อจน.) ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือบูรณาการบริหารจัดการน้ำประปาและน้ำเสียอย่างยั่งยืน เมื่อวันก่อน ภายใต้กรอบความร่วมมือ 3 ด้าน ได้แก่ ความรับผิดชอบต่อสังคม การพัฒนาองค์ความรู้และทักษะความชำนาญด้านวิชาการ ด้านเทคโนโลยี และระบบประเมินผลคุณภาพรัฐวิสาหกิจ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ควบคู่กับดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยมีนายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายนิพนธ์ บุญญามณี กล่าวว่า ตนได้มอบนโยบายการบริหารจัดการน้ำดีและน้ำเสียต้องดำเนินการควบคู่กันอย่างมีประสิทธิภาพ กปน.มีหน้าที่จัดหาน้ำดิบมาผลิตและให้บริการน้ำประปาที่สะอาดแก่คนใช้น้ำในพื้นกรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ ส่วน อจน.จัดการน้ำเสียให้กับชุมชน ปัจจุบันการจัดการน้ำเสียเป็นเรื่องสำคัญ ในภาวะที่ไทยเผชิญสถานการณ์ขาดแคลนน้ำ จัดหาน้ำดิบมาผลิตประปายาก ต้องดูแลแหล่งน้ำดิบไม่ให้ปนเปื้อน เพื่อให้ได้น้ำที่มีคุณภาพ หากไม่มีการจัดการน้ำเสียอย่างเป็นระบบ ปล่อยน้ำเสียไหลลงแหล่งน้ำดิบ จะทำให้คุณภาพน้ำเสื่อมโทรม ต้นทุนการผลิตน้ำประปาตามค่ามาตรฐานสูงขึ้น และพบสารปนเปื้อนในน้ำดิบมากขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;เอ็มโอยูนี้จะสร้างความร่วมมือบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ต้นทางการจัดการน้ำดีจนถึงปลายทางการจัดการน้ำเสียอย่างเป็นระบบ แลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยี เพิ่มความมั่นใจให้ผู้บริโภค และต้องทำให้ระบบจัดการน้ำเสียอยู่คู่กับชุมชนได้ เป็นการบ้านข้อใหญ่ การเปลี่ยนน้ำเสียเป็นน้ำใส ชุมชนต้องร่วมมือ ซึ่งปี 63 ครม.อนุมัติประกาศองค์การจัดการน้ำเสีย ปี 2563 กำหนดเขตพื้นที่จัดการน้ำเสียเพิ่มเติมครอบคลุมทุกจังหวัดในไทย 66 จังหวัด จากเดิมมี 11 จังหวัด เพราะน้ำเสียเป็นมลพิษสำคัญ กระทบสุขภาพอนามัย&amp;quot; รมช.มท.กล่าวย้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านนายนิสิต จันทร์สมวงศ์ ประธานกรรมการ กปน. กล่าวว่า เอ็มโอยูที่มีขึ้นจะทำให้สองหน่วยงานร่วมมือกันบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เพราะน้ำเป็นทรัพยากรที่มีจำกัด มีความสำคัญในการใช้ชีวิตและพัฒนาเศรษฐกิจ&amp;nbsp; ความร่วมมือจะทำตั้งแต่การอนุรักษ์แหล่งน้ำ การนำน้ำดิบมาใช้ประโยชน์ ผลิตประปา และการจัดการน้ำเสียหลังใช้น้ำ ผ่านความร่วมมือทางวิชาการที่เข้มแข็ง นอกจากนี้ จะร่วมกันคิดค้นนวัตกรรมบริหารจัดการน้ำ และผลักดันโมเดลนำน้ำเสียที่ผ่านการจัดการจนมีคุณภาพมาผลิตน้ำประปาให้เป็นรูปธรรม เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตประชาชนให้ดีขึ้น และความมั่นคงของระบบประปา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เจ้าภาพจัดการน้ำเสียอย่าง นายชีระ วงศ์บูรณะ ผู้อำนวยการ อจน. เผยสถานการณ์จัดการน้ำเสียในชุมชนว่า น้ำเสียแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก น้ำเสียจากแหล่งน้ำเสื่อมโทรม การแก้ปัญหาจำเป็นต้องมีระบบบำบัดน้ำเสีย&amp;nbsp; อีกกลุ่มน้ำเสียจากชุมชน ต้องใช้ความร่วมมือจากชุมชนและผู้ประกอบการ ลดความสกปรกตั้งแต่แหล่งกำเนิด&amp;nbsp; ดูแลระบบบำบัดน้ำเสียในอาคารให้มีประสิทธิภาพ แต่หากความสกปรกมาก จำเป็นต้องสร้างระบบบำบัดน้ำเสียรวมของชุมชนเพื่อบำบัดน้ำให้มีคุณภาพก่อนปล่อยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ไม่ว่าคลอง แม่น้ำ หรือทะเล โดยประสานความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การดูแลระบบมีประสิทธิภาพ ทำให้คุณภาพน้ำดีขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผอ.อจน.กล่าวว่า ทั้งนี้ ปัจจุบันมีปัญหาคุณภาพน้ำในแม่น้ำลำคลองหลายสายที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชน บางช่วงตอนของแม่น้ำเน่าเสียขาดออกซิเจน ส่งกลิ่นเหม็น กระทบหมดทั้งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การเกษตร การท่องเที่ยว สุขภาพคน ต้องบริหารจัดการน้ำเสียให้คุณภาพน้ำดีขึ้น น้ำเสียจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 7,850 แห่ง ปริมาณน้ำเสียเฉลี่ย 9.5 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แต่กลุ่มเป้าหมายการแก้ปัญหา คือ อปท. 559 แห่ง ที่มีปัญหาน้ำเสียรุนแรง ซึ่งข้อมูลนี้ได้จากผลตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำ จึงจำเป็นต้องแก้ปัญหาเร่งด่วน&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมถึงที่สำรวจใหม่ อปท. 464 แห่ง พบว่าน้ำเสียจาก อปท.เหล่านี้ มีผลกระทบต่อแม่น้ำหลายสายทั่วทุกภูมิภาค ดังนั้น จึงต้องประสานความร่วมมือลดความสกปรก ทำลิสต์รายการต้องสร้างระบบบำบัดน้ำเสียรวมหรือไม่&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ระบบบำบัดที่สร้างขึ้น แต่ละ อปท.ต้องนำรายได้ท้องถิ่นมาสมทบร่วมบริหารจัดการน้ำเสีย ดูแลสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; บาง อปท. ชาวบ้านมีส่วนร่วมเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ ซึ่งในการสร้างระบบบำบัดน้ำเสียร่วมกับ อจน. นอกจากแก้น้ำเน่าเสีย ยังได้พื้นที่สีเขียวเพิ่ม ด้านบนเป็นสวนสาธารณะ สนามออกกำลังกาย บางแห่งพัฒนาสู่แหล่งท่องเที่ยว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนความคืบหน้าแผนจัดการน้ำเสียชุมชนของ อปท. 105 แห่งนั้น ผอ.อจน.ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบัน อจน.ได้ก่อสร้าง ปรับปรุง ฟื้นฟู และบริหารจัดการระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนแล้วจำนวน 29 แห่งในพื้นที่ต่างจังหวัด อีก 68 แห่ง ใช้วิธีการแลกเปลี่ยนวิชาการ ฝึกอบรม เพื่อจัดการน้ำเสียให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ มีระบบจัดการน้ำเสียชุมชนในพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 7 แห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ในแผนจัดการน้ำเสียชุมชน 20 ปี พ.ศ.2561-2580 จะเป็นแผนรองรับ อจน.ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษสำรวจพื้นที่ที่มีศักยภาพสร้างระบบบำบัดน้ำเสีย ซึ่งนอกเหนือจาก 105 แห่งข้างต้น ซึ่งในระยะ 20 ปี&amp;nbsp; อปท. 464 แห่ง ต้องควบคุมไม่ให้ปริมาณน้ำเสียมากขึ้น&amp;nbsp; ผ่านวิธีทำที่ดักไขมันในครัวเรือน และบำบัดน้ำเสียในชุมชนต้นทางเสียก่อน แต่หากไม่ไหวจริงๆ ถึงจะสร้างระบบบำบัดน้ำเสีย โดย อจน. ซึ่งจะบำบัดตั้งแต่ต้นทาง ปล่อยน้ำคุณภาพดีสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ทำให้น้ำต้นทุนคุณภาพดีสู่ระบบผลิตประปา ประหยัดค่าใช้จ่ายการผลิตประปา ส่วนพื้นที่ต้นน้ำเป้าหมายจากเอ็มโอยูฉบับนี้ อจน.เน้นดูแลแหล่งต้นน้ำภาคกลาง อาทิ สิงห์บุรี กาญจนบุรี และจังหวัดในภาคเหนือ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;หากประชาชนอยากเห็นแม่น้ำคูคลองใสสะอาด สามารถช่วยได้ด้วยการไม่ทิ้งขยะสิ่งสกปรก เทเศษอาหารลงคลอง รวมถึงใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่า หากไม่ช่วยกัน ถึงสร้างระบบบำบัดกี่ร้อยกี่พันแห่งก็ไม่สามารถสู้ปริมาณน้ำเสียมหาศาลได้ คนละไม้คนละมือ บ้านร้อยหลังพันหลัง ร่วมดูแลจะช่วยให้แหล่งน้ำของประเทศไทยดีขึ้น สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับชุมชน ปัญหามลพิษทางน้ำลดลง&amp;quot; ผอ.อจน.ฝากถึงประชาชน ร่วมกันเปลี่ยนน้ำเน่าให้เป็นน้ำดี เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97477</URL_LINK>
                <HASHTAG>กปน., น้ำเสียเป็นน้ำใส, ระบบบำบัดน้ำเสียชุมชน, อจน.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210327/image_big_605f350a5a5a4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
