<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114728</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2021 13:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2021 13:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เจออีกแล้ว &#039;ฟ้าทะลายโจรปลอม&#039; มูลค่า 1.1 ล้านบาท แอบสวมชื่อผู้ผลิตได้รับอนุญาต </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;27 ส.ค.64- กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) โดย พล.ต.ต. ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบก.ปคบ., พ.ต.อ. สำเริง อำพรรทอง, พ.ต.อ. ศารุติ แขวงโสภา, พ.ต.อ. ศรีศักดิ์ คัมภีรญาณ, พ.ต.อ. ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ รอง ผบก.ปคบ. และ พ.ต.อ. เนติ วงษ์กุหลาบ ผกก.4 บก.ปคบ. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา โดย นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา และ ภญ.สุภัทรา บุญเสริม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ด้านสาธารณสุข และรักษาราชการแทนรองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ร่วมกันแถลงผลการปฏิบัติการ กรณีตรวจค้นโรงงานลักลอบผลิตยาฟ้าทะลายโจรโดยไม่ได้รับอนุญาต ตรวจยึดของกลางจำนวนมาก มูลค่ากว่า 1,100,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (กก.4 บก.ปคบ.) ได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขอให้ตรวจสอบ กรณีมีผู้ร้องเรียนพบการลักลอบผลิตและจำหน่ายยาฟ้าทะลายโจรปลอม โดยผู้ร้องเรียนแจ้งว่าตนได้สั่งซื้อยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจร จากนางสาวก้อย (นามสมมุติ) ผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก โดยนางสาวก้อยฯ ได้เสนอขายยาฟ้าทะลายโจร &amp;nbsp; ชนิดแคปซูล ยี่ห้อ ดอกบัวตอง เลขทะเบียนที่ G46/53 และอ้างว่าตนเป็นเจ้าของโรงงานผลิตเครื่องสำอางและอาหารเสริมแห่งหนึ่ง ย่านคลองสามวา กรุงเทพฯ และได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลิตภัณฑ์ให้ผลิตยาฟ้าทะลายโจรยี่ห้อดังกล่าว ผู้เสียหายจึงได้สั่งซื้อยาฟ้าทะลายโจร เป็นจำนวนเงิน 1,127,065 บาท &amp;nbsp;โดยผู้เสียหายได้โอนเงินและรับสินค้าครบ &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตามจำนวน ต่อมาผู้เสียหายได้ตรวจสอบพบว่า ผงยาฟ้าทะลายโจรภายในแคปซูลมีลักษณะที่แตกต่างจากท้องตลาดทั่วไป จึงได้สอบถามไปยังบริษัทกฤษฎาสมุนไพร จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ยาฟ้าทะลายโจร ยี่ห้อ ดอกบัวตอง เลขทะเบียนที่ G46/53 และได้รับการยืนยันว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีรูปแบบฉลากแตกต่างของจริง &amp;nbsp;และไม่ได้เป็นผลิตภัณฑ์ยาฟ้าทะลายโจร ที่ได้รับอนุญาตให้ผลิตหรือเคยสั่งทำกับทางกับทางบริษัทฯ &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่อย่างใด ภายหลังผู้เสียหายได้ติดต่อกับนางสาวก้อยฯ &amp;nbsp; &amp;nbsp; เพื่อคืนสินค้าและขอเงินคืน ปรากฏว่า ได้รับการบ่ายเบี่ยง จึงได้เดินทางมาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปคบ. เพื่อให้ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2564 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ อย. นำหมายค้น &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ของศาลอาญามีนบุรี เข้าทำการตรวจค้น สำนักงาน โรงงานผลิต และโกดังเก็บของ ของนางสาวก้อยฯ รวม 3 จุด ตรวจพบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรปลอมจำนวนหลายรายการ พร้อมกันนี้ได้ตรวจยึด &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรปลอม จากผู้ร้องเรียน จำนวน 5,000 กระปุก นำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562 ฐาน &amp;ldquo;ร่วมกันผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรปลอม&amp;rdquo; มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท, ฐาน &amp;ldquo;ร่วมกันผลิตหรือขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรโดยไม่ได้รับอนุญาต&amp;rdquo; มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ, ฐาน &amp;ldquo;ร่วมกันขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรปลอม&amp;rdquo; มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบก.ปคบ. กล่าวว่า &amp;nbsp;ฝากพี่น้องประชาชน ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรจากร้านขายยาหรือร้านค้าที่เชื่อถือได้ &amp;nbsp; และขอแจ้งเตือนให้ผู้ที่กำลังกระทำความผิด ลักลอบผลิต &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ยาสมุนไพรที่ไม่ได้รับอนุญาตให้หยุดการกระทำดังกล่าวทันที ถ้าตรวจพบจะดำเนินคดีถึงที่สุด หากพี่น้องประชาชน &amp;nbsp; &amp;nbsp;พบเห็นการกระทำความผิด สามารถแจ้งได้ที่ สายด่วน ปคบ. 1135 หรือเพจ ปคบ. เตือนภัยผู้บริโภค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ภญ.สุภัทรา บุญเสริม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ด้านสาธารณสุข และรักษาราชการแทนรองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวในตอนท้ายว่า ขอให้ประชาชนระมัดระวังในการซื้อผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรทางออนไลน์ เพราะเราไม่สามารถเห็นสินค้าจริงก่อนซื้อ ซึ่งขณะนี้มีผู้ฉวยโอกาสหลอกขายฟ้าทะลายโจรผิดกฎหมาย &amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นจำนวนมาก จากการเฝ้าระวังและตรวจสอบร้องเรียนที่ผ่านมา พบผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรผิดกฎหมายแบ่งเป็น &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ได้รับอนุญาตจาก อย. หรือใช้วัตถุดิบอื่นแทนฟ้าทะลายโจร เช่น ผงบอระเพ็ด &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2) ผลิตภัณฑ์ปลอมโดยสวมเลข อย. ของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและอ้างว่ามีฟ้าทะลายโจรเป็นส่วนประกอบ ซึ่ง อย. &amp;nbsp; ไม่อนุญาตให้ใช้ฟ้าทะลายโจรในผลิตภัณฑ์อาหาร เนื่องจากมีฤทธิ์ทางยา และ 3) ผลิตภัณฑ์ปลอมโดยสวมเลขทะเบียนตำรับยาของผลิตภัณฑ์อื่น ดังนั้น ก่อนตัดสินใจซื้อขอให้ตรวจสอบรายชื่อผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรผิดกฎหมายที่หน้าเว็บไซต์ อย. และตรวจสอบการขึ้นทะเบียนโดยละเอียด ผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรที่ถูกกฎหมายเป็นจัดเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ฉลากต้องมีเลขทะเบียนตำรับขึ้นต้นด้วย อักษร &amp;ldquo;G&amp;rdquo; โดยสามารถตรวจสอบได้ที่ www.fda.moph.go.th หัวข้อ ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ หรือ Oryor Smart Application และหากพบผลิตภัณฑ์ที่สงสัย &amp;nbsp;ว่าจะผิดกฎหมาย สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วน อย. 1556 หรืออีเมล 1556@fda.moph.go.th&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114728</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ฟ้าทะลายโจร, #อย., บก.ปคบ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210827/image_big_61288ae2e902d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108982</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2021 22:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับรง.ผลิตปุ๋ยเถื่อน ของกลางหลักล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ตำรวจ บก.ปคบ.ร่วมกับกรมวิชาการเกษตร ล่อซื้อปุ๋ยเถื่อนจับได้คาปั๊มน้ำมัน จ.ปทุมธานี ก่อนขยายผลบุกค้นโรงงานผลิต จ.นครนายก หลักฐานหมัดดิ้นไม่หลุด ยันความผิดเบื้องต้นผลิตปุ๋ยเคมีที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่ไม่ได้ทำตามกฎหมาย คาดความเสียหายกว่าล้านบาทหากหลุดไปถึงเกษตรกร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนันต์ อักษรศรี รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ในฐานะโฆษกกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ได้รับรายงานด่วนจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรปทุมธานี สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 จ.ชัยนาท และสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ว่า ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (กก.2 บก.ปคบ.) สนธิกำลังกันปฏิบัติการล่อซื้อปุ๋ยเคมีที่ได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรจำนวนมากในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี ว่ามีบริษัทซึ่งตั้งอยู่บริเวณ ต.โพธิ์แทน อ.องครักษ์ จ.นครนายก ลักลอบจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปุ๋ยเคมี โดยเป็นการกลับกระสอบถุงปุ๋ยและบรรจุเพื่อนำมาขายให้เกษตรกร คณะเจ้าหน้าที่จึงติดต่อขอซื้อผลิตภัณฑ์ปุ๋ยเคมีดังกล่าว จำนวน 100 กระสอบ และปุ๋ยเคมีธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเสริม จำนวน 3 กระสอบ โดยนัดส่งมอบและจ่ายเงินค่าสินค้าที่สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงแห่งหนึ่งบริเวณ ต.ลำไทร อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ได้มีการสั่งซื้อและนัดหมายสถานที่และเวลาในการส่งมอบสินค้าดังกล่าวแล้ว คณะเจ้าหน้าที่ได้แบ่งกำลังออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนหนึ่งได้เดินทางไปซุ่มดูบริเวณบริษัทซึ่งเป็นแหล่งผลิตตามที่ได้รับแจ้ง พบรถยนต์จำนวน 2 คัน บรรทุกปุ๋ยเคมีออกมาจากบริษัทมุ่งหน้าไปยังจุดนัดหมายที่สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง จ.ปทุมธานี ซึ่งมีคณะเจ้าหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตรและเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก 1 ชุดรอรับสินค้า &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยคณะเจ้าหน้าที่ได้แสดงตนและแจ้งความประสงค์เพื่อตรวจสอบผลิตภัณฑ์สินค้าที่บรรทุกมาภายในรถยนต์ ซึ่งได้รับการชี้แจงว่าผลิตภัณฑ์ปุ๋ยเคมีที่ตรวพบดังกล่าวมีโรงงานผลิตอยู่ที่ จ.นครนายก เจ้าหน้าที่จึงได้ขยายผลไปตรวจค้นโรงงานผลิตปุ๋ยดังกล่าว ซึ่งจากการเข้าตรวจสอบพบปุ๋ยเคมีบรรจุในกระสอบพลาสติกที่สานกลับด้าน ขนาดบรรจุ 50 กิโลกรัม จำนวน 995 กระสอบ ปุ๋ยเคมีสูตร 13-3-5 บรรจุในกระสอบพลาสติกสานขนาดบรรจุ 50 กิโลกรัม จำนวน 200 กระสอบ และปุ๋ยเคมีสูตร 13-3-10 บรรจุในกระสอบพลาสติกสานขนาดบรรจุ 50 กิโลกรัม จำนวน 556 กระสอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจำนวนผลิตภัณฑ์ปุ๋ยเคมีที่ตรวจพบต้องสงสัยว่าผิดกฎหมายมีปริมาณมากจำนวน 92.40 ตัน ซึ่งยากต่อการเคลื่อนย้ายและเก็บรักษา เจ้าพนักงานจึงได้ร่วมกันตรวจยึด อายัดผลิตภัณฑ์ปุ๋ยเคมีที่ตรวจพบไว้ที่สถานที่ผลิต และเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตรได้เก็บตัวอย่างปุ๋ยเคมีเพื่อนำมาตรวจสอบคุณภาพในห้องปฏิบัติการของกรมวิชาการเกษตร เพื่อจะได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ความผิดในเบื้องต้นจากการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานผลิตปุ๋ยเคมีที่ต้องขึ้นทะเบียน แต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตามพระราชบัญญัติปุ๋ย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี และปรับตั้งแต่ 40,000-200,000 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องที่กรมวิชาการเกษตรยอมไม่ได้ และจะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามกฎหมายให้ถึงที่สุด เพราะถือเป็นการสร้างความเดือดร้อนและเป็นการซ้ำเติมเกษตรกรในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งหากปล่อยให้ปุ๋ยเคมีปลอมและไม่ได้มาตรฐานจำนวนดังกล่าวหลุดรอดไปสู่เกษตรกรจะทำให้เกิดความเสียหายเป็นมูลค่าถึง 1,611,170 บาท จึงขอความร่วมมือให้เกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบหรือทราบเบาะแสการกระทำผิดดังกล่าว แจ้งให้เจ้าหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตรทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคได้ทราบ เพื่อจะได้เข้าไปดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดต่อไป โดยสามารถแจ้งได้ที่โทรศัพท์หมายเลข 0-2940-5434&amp;rdquo; โฆษกกรมวิชาการเกษตรกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108982</URL_LINK>
                <HASHTAG>บก.ปคบ., ปทุมธานี, ปุ๋ยเถื่อน, ผลิตปุ๋ยเถื่อ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เปิดโรงงานผลิตปุ๋ย, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210707/image_big_60e5a16eca75d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62725</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2020 14:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2020 14:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทลายโกดังยึดอุปกรณ์ป้องกันโควิด-19สินค้าควบคุมมูลค่ากว่า 13 ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 เม.ย.63 - ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค(บก.ปคบ.) พล.ต.ต.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบก.ปคบ. เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา นายชาตรี อารีวงศ์ ผู้อำนวยการกองตรวจสอบและปฏิบัติการร่วมกันแถลงผลปฏิบัติการจับกุมหน้ากากอนามัย อุปกรณ์ชุดตรวจไวรัสโควิด-19 ชุดตรวจป้องกัน PPE เครื่องวัดอุณหภูมิแบบอินฟาเรด และเจลแอลกอฮอล์ รวมมูลค่าของกลางกว่า 113,990,000 บาท

พล.ต.ต.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากปคบ.ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนผ่านทางเพจเฟซบุ๊กกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค และสายด่วน ปคบ.1135 ว่ามีการลักลอบนำเข้าสินค้าควบคุม (หน้ากากอนามัย และเจลแอลกอฮอล์) มาเพื่อจำหน่าย จึงได้สืบสวนจนทราบว่าโกดังเลขที่ 60/10-11 ซ.บางกระดี่ 16 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ เป็นแหล่งเก็บสินค้าควบคุม(หน้ากากอนามัย) ต่อมาวันที่ 8 เมษายน 2563 ได้ขออนุมัติหมายค้น ตามหมายค้นศาลแขวงธนบุรี ที่ 10/2563 ลงวันที่ 8 เมษายน 2563 เข้าตรวจสอบโกดังดังกล่าวพบนายมานะ ถาวร เป็นผู้ดูแลสถานที่ ผลการตรวจค้นพบของกลาง 10 รายการ ประกอบด้วย 1.หน้ากากอนามัย 160,000 ชิ้น 2.หน้ากากผ้า(PITTA MASK) 81,600 ชิ้น 3.เจลแอลกอฮอล์ 473,974 ขวด 4.เครื่องวัดอุณหภูมิแบบยิงอินฟาเรด 1,280 ชิ้น 5.ชุดตรวจหาเชื้อโรค 4,500 กล่อง 6.ชุดป้องกันโรค PPE 4,000 ชุด 7.ถังบรรจุเจลล้างมือขนาด 40 ลิตร จำนวน 88 ถัง 3,520 ลิตร 8.เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์เกี่ยวข้องที่ใช้กับแหล่งจ่ายไฟฟ้าประธาน สำหรับใช้ในที่อยู่อาศัย (ลำโพง) จำนวน 190 หน่วย 9.ของเล่นไม่แสดงเครื่องหมายมอก. จำนวน 48 หน่วย 10.เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์เกี่ยวข้องที่ใช้กับแหล่งจ่ายไฟฟ้าประธาน สำหรับใช้ในที่อยู่อาศัย (กล่องรับสัญญาณ) จำนวน 280 หน่วย มูลค่าของกลางที่ตรวจยึด 113,990,000 บาท
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ประชาชนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เชื้อไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดอีกทั้งบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อมากที่สุด เพราะต้องเผชิญใกล้ชิดกับผู้ป่วยซึ่งหน้ากากอนามัยชุดป้องกันเชื้อโรค PPE เปรียบเสมือนเป็นเสื้อเกราะให้กับบุคลากรทางการแพทย์ในการต่อสู้กับโรคระบาดรัฐบาล ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติเล็งเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าวจึงมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยเฉพาะกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคควบคุมกำกับดูแลและป้องกันการกำหนดราคาซื้อราคาจำหน่ายหรือการกำหนดเงื่อนไขและวิธีปฏิบัติทางการค้าอันไม่เป็นธรรม รวมทั้งสร้างความมั่นใจในมาตรฐานของสินค้า เพื่อความปลอดภัยของประชาชน ตำรวจบก. ปคบ. จึงได้ดำเนินการตรวจสอบโดยลงพื้นที่ร่วมกับอย. กรมการค้าภายใน รวมทั้งภาคประชาชนในการตรวจสอบและดำเนินการความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของหลายภาคส่วนที่ทำให้การตรวจค้นพบของกลางเป็นจำนวนมาก จากการสอบถามคนดูเเลภายในโรงงานรับว่ามีการนำเจลเเอลกอฮอล์มาผสมกันเองภายในโรงงานจริง ซึ่งสินค้าที่ตรวจพบมีทั้งผลิตเองเเละนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งในส่วนนี้ต้องตรวจสอบเเละเตรียมเเจ้งข้อเเตกต่างกันออกไป พร้อมเตรียมติดต่อเจ้าของโกดังมาสอบปากคำเเจ้งข้อหาต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เภสัชกรหญิงสุภัทรา กล่าวว่า อย.และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะร่วมมือกันปฏิบัติหน้าที่เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคโดยจะขยายผลเข้าตรวจสอบหาโรงงานที่ลักลอบผลิต นำเข้าและจำหน่าย หากพบผู้ได้รับอนุญาตฯ รายใดมีส่วนเกี่ยวข้องจะดำเนินคดีอาญาและใช้มาตรการทางปกครองทันที และขอเตือนผู้ประกอบการอย่าซ้ำเติมสถานการณ์โควิด-19 ลักลอบนำเข้าอุปกรณ์ชุดตรวจไวรัสโควิด-19 เครื่องวัดอุณหภูมิอินฟาเรด หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์อื่น ๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตโดยเด็ดขาด สำหรับผู้ผลิตเครื่องสำอางควรนำเข้าหรือเลือกวัตถุดิบแอลกอฮอล์สำหรับผลิตเจสแอลกอฮอล์ให้ดีก่อนซื้อ ห้ามใช้เมทิลแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด เพราะจะเกิดอันตรายกับผู้บริโภค แนะให้ซื้อจากร้านที่น่าเชื่อถือและขอเอกสารระบุรายละเอียดของวัตถุดิบ (CoA) เพื่อความมั่นใจในคุณภาพ นอกจากนี้ยังพบแป้งเปียกผสมสีบรรจุขวดติดฉลากว่าเป็นเจลแอลกอฮอล์จัดเป็นเครื่องสำอางปลอม อย. พร้อมเอาผิดกับผู้ประกอบการที่ไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภคทุกกรณี

เภสัชกรหญิงสุภัทรา กล่าวย้ำว่า ส่วนเจลแอลกอฮอล์ ทางอย.ได้รับการร้องเรียนจากเจ้าของผลิตรายใหญ่รายหนึ่งว่ามีการผลิตเจลแอลกอฮอล์เลียนแบบ จากโรงงานเถื่อน ซึ่งไม่ได้คุณภาพและนำเลขจดแจ้งของผลิตภัณฑ์อื่นมาแสดง จึงฝากเตือนประชาชนที่จะซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ต่างๆไปบริจาค จะต้องตรวจสอบว่ามีคุณภาพหรือไม่ ผ่านการรองรับจากอย.หรือไม่ โดยสามารถเข้าไปตรวจสอบเลขจดทะเบียนได้ที่เว็บไซต์ของอย. เนื่องจากหากเป็นสินค้าไม่ได้คุณภาพ จะเกิดอันตรายต่อผู้ใช้ได้ โดยการจับกุมครั้งนี้ยังมีลักษณะพิเศษ คือ พบชุดPPE ที่บุคลากรทางการแพทย์จำเป็นต้องใช้ เวลาเข้าไปตรวจผู้ที่เข้าข่ายติดเชื้อและรักษาผู้ติดเชื้อ หากไม่ได้คุณภาพจะทำให้บุคลากรทางการแพทย์ได้รับอันตรายได้เช่นกัน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้บริโภคอย่าซื้ออุปกรณ์ชุดตรวจโรคโควิด 19 ทางเว็บเพจหรือสื่อออนไลน์มาใช้โดยเด็ดขาด เพราะในการตรวจวิเคราะห์จะต้องกระทำโดยผู้ประกอบวิชาชีพที่มีความชำนาญในการอ่านและแปลผล หากมีการตรวจด้วยตนเองแล้วเกิดข้อผิดพลาดอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดคิดว่าตนเองไม่ติดเชื้อ จะทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อมากขึ้น และอย่าหลงเชื่อโฆษณาขายยาต้านไวรัสทางเว็บเพจอ้างช่วยรักษาโรคไวรัสโคโรนา เพราะการใช้ยาดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ การซื้อมาใช้เองอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยา ที่สำคัญกฎหมายไม่อนุญาตให้ขายยาผ่านทางอินเทอร์เน็ต เสี่ยงได้รับยาไม่มีคุณภาพหรือยาปลอมและการเลือกซื้อเครื่องสำอางเจลแอลกอฮอล์ขอให้ตรวจสอบเลขจดแจ้งของผลิตภัณฑ์ก่อนซื้อทุกครั้งโดยสามารถตรวจสอบได้ที่ Oryor Smart Application หรืออย. ตรวจเลขหรือ Line @ Fdathai เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค และขอเตือนไปยังร้านจำหน่ายทั่วประเทศให้ระมัดระวังในการเลือกสินค้าเข้ามาจำหน่ายต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องตามกฎหมายและซื้อจากแหล่งจำหน่ายที่เชื่อถือได้ อีกทั้งฝากถึงประชาชนผู้บริโภคช่วยกันเป็นหูเป็นตาหากพบการลักลอบผลิตนำเข้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมายขอให้แจ้งมาที่สายด่วนอย. 1556

ทั้งนี้มีความผิดตามพ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ.2558 พ.ร.บ.เครื่องมือแพทย์ พ.ศ.2551 พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมพ.ศ.2511 และพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการพ.ศ.2542 .&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62725</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อย., บก.ปคบ., อุปกรณ์ป้องกันโควิด, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200410/image_big_5e901940101fd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53418</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/12/2019 11:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/12/2019 11:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับอดีตรปภ.ลวงโลกเปิดเพจหลอกรับจ้างหิ้วของตุ๋นเหยื่อสูญนับล้าน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ธ.ค.62-ที่บก.ปคบ. พล.ต.ต.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบก.ปคบ. พ.ต.อ.ธวัชปิ่นประยงค์ รอง ผบก.ปคบ. พ.ต.อ.เชษฐ์พันธ์ กิติเจริญศักดิ์ ผกก.1 บก.ปคบ. ร่วมแถลงผลการจับกุม นายรชานนท์ โสภาพ อดีต รปภ. วัย 34 ปี อ้างตนเองเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดัง เปิดเพจ กว่า 10 เพจ เช่น เพจ Boomba รับฝากซื้อหิ้วของอาหารใน กทม. เพจ Hippo เค้กโบราณ ป.ประดิษฐ์ บริการจัดส่งทั่วประเทศ &amp;nbsp;เพจ คอร์นบีฟ ข้าวหน้าเนื้อ เนื้อกระเทียม จัดส่งทั่งประเทศ &amp;nbsp;เพจ นมจิตรลดา จัดส่งทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ต.ณัฐศักดิ์ &amp;nbsp;กล่าวว่า คนร้ายเปิดเพจลวงโลก รับ&amp;quot;หิ้วของ&amp;quot;ทำมานานกว่า 4 &amp;nbsp;ปี เน้นลูกค้าทางสื่อโชเชียล &amp;nbsp;หลอกตุ๋นเหยื่อกว่า 1 พันราย สูญเงินกว่า 1 ล้านบาท โดยการหลอกขายสินค้าที่ราคาไม่แพงมากนัก เพราะผู้เสียหายจะไม่แจ้งความร้องทุกข์ &amp;nbsp;โดยผู้ต้องหาสร้างโปรไฟล์จากการออกรายการทีวีและสื่อสิ่งพิมพ์ ให้กับตนเอง เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในการหลอกลวงผู้เสียหาย &amp;nbsp;ซึ่งภายหลังก่อเหตุ จะนำเงินที่หลอกได้มาเที่ยวเตร่ ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และเมื่อเงินหมดก็จะหลอกลวงเหยื่อรายใหม่ เพื่อนำเงินมาประทังชีวิต จากสืบสวนทราบว่าผู้ต้องหาไม่มีที่พักเป็นหลักแหล่ง ใช้ชีวิตหลบซ่อนตาม สวนสาธารณะ ห้างสรรพสินค้าต่างๆ และอาศัยคอมพิวเตอร์จากร้านเกมส์เพื่อติดต่อกับลูกค้าเพื่อหลอกขายสินค้าต่างๆ และหลับนอน จากการสอบถามทราบว่าผู้ต้องหาไม่ยอมเช่าบ้านเพื่อพักอาศัยหรือหาที่อยู่เป็นหลักแหล่ง เพราะเชื่อว่าตำรวจจะติดตามตัวไม่ได้ แต่สุดท้ายไม่รอดถูกตำรวจ กก.1 บก.ปคบ. และตำรวจกองปราบปราม จับกุมตัวได้ภายในร้านเกมส์ ย่านราม2 &amp;nbsp;มาดำเนินคดีข้อหา ฉ้อโกงประชาชน ม.341 ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินส่มปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับม.343 ระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ ข้อหานำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ &amp;nbsp;พ.ร.บ.คอมพ์ฯ ม.14 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนพ.ต.ต.อนันต์ กล่าวว่า ต้องใช้เวลาติดตามคนร้ายรายนี้อยู่นาน &amp;nbsp; ต้องติดต่อล่อซื้ออาหารกระป๋องคอมบีฟ ผ่านเพจของคนร้าย เสียเงินโอนไปหลายรอบ เพื่อตรวจสอบหาพิกัดคนร้าย และต้องไปดักเฝ้ารอตามร้านเกมส์ย่านรามคำแหงที่เปิดบริการใช้คอมพ์ &amp;nbsp;เพราะนายรชานนท์ ไม่ยอมใช้คอมพ์ฯ ของตัวเอง รู้ว่าเมื่อใช้งานร้านเกมส์เสร็จ ลุกออกนอกร้านคอมพ์ฯ ในร้านจะรีเซ็ตล้างข้อมูลคนใช้ทันทีเพื่อให้ลูกค้ารายใหม่ตรวจค้นในตัวพบสมุดบัญชีธนาคาร 9 เล่ม บัตรเอทีเอ็ม 8 ใบ ของธนาคารต่างๆ เงินสดอีกประมาณ 1 หมื่นบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายรชานนท์ กล่าวว่า ตอนกลางคืนนอนร้านเกมส์ กลางวันจะไปนั่งเล่น-นอนเล่นห้องสมุดมหาวิทยาลัยรามคำแหง อาบน้ำอาบท่าเปลี่ยนเสื้อผ้าห้องน้ำมหาวิทยาลัย อ้างว่ามีปัญหาการเงิน &amp;nbsp; ต้องเอาเงินไปช่วยน้อย คนทวงเงินที่โอนก็แจ้งกลับว่าจะเคลียร์ให้หมดทุกรายวันที่ 31 ธ.ค. &amp;nbsp;เพจ&amp;quot;ตามล่าคนโกง&amp;quot; มีผู้เสียหายรวมประมาณ 200 ราย นำข้อมูลที่ถูกฉ้อโกงไปแบ่งกันเพื่อต้องการให้ตำรวจจับกุมคนร้ายรายนี้มาดำเนินคดีให้ได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53418</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตุ๋นเหยื่อ, บก.ปคบ., มิจฉาชีพ, รปภ.ลวงโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191228/image_big_5e06da56219f4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24058</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/12/2018 12:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/12/2018 12:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กโจ๊ก&#039;โชว์อีก! จับแก๊งลวงเสริมอึ๋มเน่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ธ.ค. 61 - ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ &amp;nbsp;หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) แถลงข่าวจับกุมตัว น.ส.ดิธินี ใจกุศล อายุ 33 ปี และ น.ส.หฤทัย รัตนวิไลสกุล อายุ 32 ปี เครือข่ายหลอกลวงให้ทำศัลยกรรมโดยอ้างว่าดำเนินกิจการโดยแพทย์เฉพาะทางผู้ชำนาญการและนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ เผยว่า พฤติการณ์ทั้ง 2 คน ประมาณต้นเดือนมิถุนายน 2561 ผู้กล่าวหาทราบข้อมูลในโซเชียลมีเดีย โปรแกรมเฟสบุ๊ก โฆษณาศัลยกรรมเสริมความงามให้แก่บุคคลทั่วไป โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง มีรายละเอียดเกี่ยวกับการผ่าตัดเสริมหน้าอกด้วยซิลิโคน ระบุค่าบริการ 21,000 บาท และค่ายา 1,000 บาท มีรูปภาพประกอบการโฆษณาดังกล่าว ผู้กล่าวหาสนใจจึงได้ติดต่อกลับไปในเพจดังกล่าว พบว่ามีผู้ใช้เฟซบุ๊ก ชื่อ น.ส.ดิธินี &amp;nbsp;หรือแอล ใจกุศล ซึ่ง น.ส.ดิธินี ได้มอบให้ นางลลิตา แก้วใส เป็นผู้แทนในการติดต่อกับผู้กล่าวหา ผ่านทาง Line ซึ่ง นางลลิตา &amp;nbsp;ได้แนะนำให้ผู้กล่าวหาไปตรวจเลือดเพื่อนำผลการตรวจไปมอบยัง มาสเตอร์พีชคลินิก ย่านสยามสแควร์ แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาวันที่ 29 มิ.ย.61 ผู้กล่าวหาจึงได้โอนเงินค่าบริการให้กับ น.ส.ดิธินี หรือแอล จำนวน 20,000 บาท และโอนชำระค่ายา จำนวน 1,000 บาท ในวันที่ 18 ก.ค.61 ต่อมาวันที่ 19 ก.ค.61 ผู้กล่าวหาได้เดินทางไปรับการผ่าตัดที่ มาสเตอร์พีชคลินิก ย่านสยาม สแควร์ พบกับ น.ส.หฤทัย &amp;nbsp;รัตนวิไลสกุล เป็นผู้ผ่าตัดเสริมหน้าอกให้ และ น.ส.หฤทัย ยังนัดให้ผู้กล่าวหา ไปตรวจแผลผ่าตัดและตัดไหมเย็บ ในวันที่ 17 ส.ค.61 ที่เอ็มซีคลินิก ย่านสี่แยกรัชโยธิน แขวงพหลโยธิน ซึ่งต่อมาแผลผ่าตัดของผู้กล่าวหา เริ่มมีอาการเจ็บปวดบริเวณผ่าตัดและฟอกช้ำ มีหนองไหล และเลือดซึมตลอดเวลา จึงได้แจ้ง น.ส.หฤทัย ให้ทราบแล้ว แต่ได้อ้างว่าเป็นปกติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ผู้กล่าวหาไม่เชื่อ เนื่องจากเมื่อมีการผ่าตัดเสริมหน้าอกให้กับผู้กล่าวหาสถานที่ดังกล่าว ก็จัดแพทย์คนอื่นที่ไม่เป็นไปตามที่โฆษณาไว้ &amp;nbsp;ผู้กล่าวหาจึงไปรับการรักษาอาการดังกล่าวจาก รพ.ราชบุรี เนื่องจากแพทย์และสถานเสริมความงามดังกล่าวไม่แสดงความรับผิดชอบต่อความเสียหายของผู้กล่าวหา ต่อมาผู้กล่าวหาทราบภายหลังว่า มีผู้หญิงหลายคนได้รับความเสียหายและเดือดร้อนเช่นเดียวกับผู้กล่าวหา ดังนั้นผู้กล่าวหากับพวก จึงพากันมาร้องทุกข์กับ พงส. ประจำ ศปอส.ตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เบื้องต้นแจ้งข้อหา ​​&amp;ldquo;ร่วมกันทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายนั้นได้รับอันตรายสาหัส, ร่วมกันก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณหรือสาระสำคัญประการอื่นอันเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ , โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนอันมิใช่ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24058</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลินิกเสริมหน้าอก, จับแก๊งลวงเสริมหน้าอกเน่า, บก.ปคบ., บิ๊กโจ๊ก, ปทุมวัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181212/image_mid_5c109d48cc741.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9353</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2018 21:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/05/2018 21:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘เบลล่า-มะปราง’เข้าพบพนักงานสอบสวน ปคบ.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เบลล่า-ราณี แคมเปน พร้อมด้วย มะปราง-วิรากานต์ เสณีตันติกุล ในฐานะเจ้าของ เจ้าของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมแบรนด์ Be curve (บีเคิร์ฟว) พร้อมด้วยทนายความ ได้นำเอกสารที่มีการจดทะเบียนบริษัทและได้ขึ้นทะเบียนกับทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มามอบให้ตำรวจ บก.ปคบ. รวมถึงชี้แจงในประเด็นที่เป็นกระแสข่าวเรื่องการโฆษณาสินค้าเกินจริง&amp;nbsp; ในการโฆษณาผลิตภัณฑ์ Be curve&amp;nbsp;&amp;nbsp; (บีเคิร์ฟว)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเบลล่า ได้เปิดเผยว่า รู้สึกไม่สบายใจ เลยติดต่อผ่านทนายความเพื่อขอขเมาพบอยากเข้ามาแสดงความจริงใจและรับผิดชอบต่องานของตนเอง ไม่ได้เตรียมเอกสาร เข้ามาให้ข้อมูลในฐานะพยานเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;หลักๆ จะเป็นภาพของตัวเบลที่เข้าไปอยู่ในโฆษณาบางโฆษณา บางภาพที่เข้าข่ายโฆษณาเกินจริง เบลไม่ได้เป็นคนจัดทำโฆษณาตัวนี้ เป็นแค่ผู้แสดงแบบค่ะ ในส่วนของหุ้นส่วน เบลรับผิดชอบในเรื่องการประชาสัมพันธ์และดูแลภาพลักษณ์ แต่ส่วนภาพโฆษณาที่ออกไป เบล ไม่ได้ดูแลด้านนี้ อำนาจเป็นของมะปรางค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราได้ถ่ายทำโฆษณาไป แต่ทางบริษัทของมะปรางจะนำไปดำเนินการทำการตลาดต่อ แต่เบลไม่ได้มีการตรวจสอบเรื่องข้อความอะไรต่างๆ เพราะไม่มีอำนาจหน้าที่ตรงนี้ แต่พอเห็นข้อความก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ รีบดำเนินการขอเข้ามาพบเจ้าหน้าที่ทันทีเลยค่ะ ซึ่งทางบริษัทของมะปรางจะเป็นคนดำเนินการเรื่องนี้ทั้งหมด เราก็มีการพูดคุยเรื่องนี้กันกับมะปรางตลอดค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9353</URL_LINK>
                <HASHTAG>Be curve, บก.ปคบ., บีเคิร์ฟว, มะปราง วิรากานต์, อย., เบลล่า ราณี, เบลล่า-มะปราง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180516/image_big_5afc4237af6e3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
