<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>72089</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/07/2020 13:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2020 13:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ช.อ้น ณ บางช้าง&#039; มือกีต้าร์ชื่อดังพาลูกสาวบุญธรรมร้อง ปอศ.ถูกหลอกขายพระธาตุปลอม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ค.63 - ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) น.ส.พัสกร ยาชูชีพ อายุ 47 ปี เดินทางมาพร้อมกับพ่อบุญธรรมคือ นายสมชาย&amp;nbsp;ณ บางช้าง หรือ ช.อ้น ณ บางช้าง&amp;nbsp;มือกีต้าร์ชื่อดังของเมืองไทยแห่งวงเดอะฟอกซ์&amp;nbsp;ผู้ได้รับฉายา &amp;quot;ราชันกีตาร์&amp;quot;&amp;nbsp;และยังเป็นศิลปินจิตอาสาทำงานให้ด้านกู้ภัยให้กับสังคม และผู้เสียหายหญิงอีกราย พร้อมทีมทนายความ เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ต่อ พ.ต.ต.หญิง ศุภรดา วุฒิธนาพร รองหัวหน้างานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. เพื่อให้ดำเนินคดีกับนายธนัญชัย ศิลาลาส ที่ได้ฉ้อโกงหลอกขายพระธาตุปลอม พร้อมนำเอกสารผลการตรวจ และพระธาตุปลอมมาเป็นหลักฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.พัสกร กล่าวว่า รู้จักกับนายธนัญชัย&amp;nbsp;ขณะไปงานบุญที่วัดประมาณ 2 ปี ในฐานะผู้ใจบุญด้วยกัน จึงมีการติดต่อไปร่วมงานบุญกันบ่อยครั้ง ระหว่างนั้นเขาโพสต์ข้อความและภาพพระธาตุ ว่านั่งสมาธิปฎิบัติธรรมจนพระธาตุเสด็จ เมื่อไปทำบุญเจอกันอีก นายธนัญชัยจึงแบ่งพระธาตุให้สักการะ ด้วยความที่เขามักไปทำบุญและสร้างให้ตัวเองดูน่าเชื่อถือเป็นคนมีศีลมีธรรม ด้วยความศรัทธาจึงเช่ามาบูชาประมาณ 1.5 แสนบาท และนายธนัญชัยยังออกใบอนุโมทนาบุญมาให้ กระทั่งทราบความจริงว่า ใบอนุโมทนาบุญเป็นของปลอม เนื่องจากนำไปใช้ลดหย่อนภาษี และเจ้าหน้าที่แจ้งว่าองค์ประกอบไม่ครบ จึงเริ่มสงสัยและคุยกันในกลุ่มผู้ที่เช่าไปเช่นกัน พบว่าใบอนุโมทนาบุญแต่ละคนที่ได้รับกว่า 30 คน ไม่เหมือนกันสักแผ่นใบทั้งขนาด ลายเซ็น ไม่มีตราประทับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.พัสกร กล่าวต่อไปว่า จากนั้นจึงรวมตัวกันนำพระธาตุปลอมที่ได้มา ไปตรวจกับชมรมรักพระธาตุ และ ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต ผลการแยกองค์ประกอบธาตุพบว่า เป็นกรวด หิน และเรซิ่นไม่ใช่พระธาตุจริง จากนั้นผู้เสียหายรายอื่น จึงติดต่อไปแต่กลับถูกข่มขู่ อ้างรู้จักนักการเมือง และจะฟ้องร้องกลับหากเป็นคดีความ ตนไม่อยากได้เงินคืนแต่ต้องการให้ชายคนนี้เลิกพฤติกรรมดังกล่าว เพราะยังเห็นมีการโพสต์พระธาตุตลอด จึงไม่อยากให้ใครหลงเชื่อแบบตน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ช.อ้น ณ บางช้าง กล่าว่า ตนไม่ได้ถูกหลอก แต่ที่มาด้วย เพราะลูกสาวบุญธรรมโดนหลอกลวงจากความศรัทธา จึงไม่อยากให้คนแบบนี้อยู่ในสังคมหากินกับศาสนา หลอกลวงคนด้วยความเชื่อ อยากให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการให้ถึงที่สุด เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จะทำการสอบปากคำและรับเรื่องไว้ก่อน เพื่อตรวจสอบว่าเข้าข่ายความผิดตามที่ผู้เสียหายร้องทุกข์หรือไม่ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72089</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช.อ้น ณ บางช้าง, บก.ปอศ., หลอกขายพระธาตุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200721/image_big_5f168cc606da9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72021</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2020 17:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2020 17:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ช อ้น ณ บางช้าง&#039;จ่อร้องทุกข์ ถูกแก๊งตุ๋นทำบุญกระตุกหนวดเสือ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ช.อ้น ณ บางช้าง ร็อกเกอร์สตาร์ชื่อดัง บิดาของศิลปินอย่าง เอ๋-นรินทร ณ บางช้าง , ช เอ ณ บางช้าง, ฐาปนา ณ บางช้าง หรือ แฮ็ค วงแคลช รวมถึง&amp;nbsp; ฮันเตอร์ ณ บางช้าง เจ้าของบีธเพลงโง่ๆ &amp;nbsp;ที่กำลังโด่งดังในช่อง VIROFT STUDIO อยู่ในขณะนี้ &amp;nbsp;ร่วมด้วย นางสาวพัสกร ยาชูชีพ (ลูกสาวบุญธรรม)&amp;nbsp; พร้อมผู้เสียหายอีกจำนวนหนึ่ง และทนายความ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะเดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์ เกี่ยวกับพฤติกรรมแก๊งหลอกลวงต้มตุ๋นทำบุญพระธาตุ &amp;nbsp;หลังจากที่แก๊งดังกล่าวได้หาเหตุติดต่อสื่อสารกับตัวของ ช.อ้น ณ บางช้าง ตั้งแต่ปี 2559 พร้อมอ้างตนเป็นผู้ดำเนินธุรกิจใหญ่โต ก่อนจะออกอุบายแอบอ้างเรื่องการทำบุญ มาชักชวนให้ ช.อ้น และผู้ร่วมเสียหายทั้งหลาย ได้สูญเสียทรัพย์สินกันหลายต่อหลายครั้ง ณ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ในวันอังคารที่&amp;nbsp; 21 กรกฎาคม 2563 เวลา 11.00 น. &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72021</URL_LINK>
                <HASHTAG>ช.อ้น ณ บางช้าง, บก.ปอศ., เอ๋-นรินทร ณ บางช้าง, แก๊งหลอกลวง, แจ้งความร้องทุกข์, แฮ็ค วงแคลช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200720/image_big_5f1571d0b65cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14315</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รวบโจรโมซัมบิก รีดค่าไถ่ยิงอัยการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอฟบีไอประสานทางการไทยรวบหัวหน้าองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติหมายเลข 1 ของโมซัมบิก พฤติการณ์โหดเหี้ยม อุ้มรีดค่าไถ่ 100 ล้านบุคคลสำคัญและนักธุรกิจกว่า 50 รายทั้งในและนอกประเทศ รายใดไม่ยอมจ่ายถูกฆ่าทิ้ง เคยจับอัยการที่ทำคดียิงหัวถึง 16 นัด รวมทั้งฆ่านักข่าว ก่อนหนีเข้ามากบดานในไทยกว่า 3 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) วันที่ 29 กรกฎาคมนี้ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. แถลงข่าวรจับกุมตัวนายโมมาเด
&amp;nbsp;แอสซิฟ อับดุล ซาตาร์ (Momade Assif Abdul SATAR) สัญชาติโมซัมบิก ผู้ต้องหาที่ทางการโฆซัมบิกต้องการตัวมากที่สุด หลังก่อเหตุอุกฉกรรจ์ ลักพาตัวเรียกค่าไถ่ ฆาตกรรมเจ้าหน้าที่รัฐ แล้วหลบหนีเข้ามาหลบซ่อนตัวที่ประเทศไทยนานกว่า 3 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.สุรเชษฐ์กล่าวว่า ทางการไทยได้รับการประสานงานจากประเทศสหรัฐอเมริกาให้ช่วยติดตามตัวนายโมมาเด ผู้ต้องหาตามหมายแดงของอินเตอร์โพล มีความผิดข้อหาครอบครองอาวุธ ฆาตกรรม และลักพาตัว ซึ่งเป็นที่ต้องการตัวของประเทศโมซัมบิกเป็นอย่างมาก โดยประเทศโมซัมบิกได้มีการประสานไปยังเอฟบีไอประจำภูมิภาคแอฟริกา ให้ประสานไปยังเอฟบีไอภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ต้องหาได้หลบหนีเข้ามาในประเทศไทย โดยใช้ชื่อในหนังสือเดินทางว่านายซาฮิม โมฮำหมัด อัสลาม กระทั่งวันที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบทราบว่ามีชายซึ่งมีตำหนิรูปพรรณตรงกับผู้ต้องหาปรากฏตัวอยู่ที่ล็อบบี้โรงแรมมาริออท ซอยสุขุมวิท 57 กทม. จึงแสดงตัวขอตรวจสอบหนังสือเดินทาง ซึ่งชายดังกล่าวไม่สามารถแสดงได้ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวและพิมพ์ลายนิ้วมือทั้ง 10 นิ้ว ไปส่งตรวจพิสูจน์ที่กองพิสูจน์หลักฐานกลาง เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับลายนิ้วมือตามหมายแดงของอินเตอร์โพล พบว่าเป็นลายนิ้วมือเดียวกับผู้ต้องหา ซึ่งการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายเป็นลักษณะบุคคลต้องห้ามตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง จึงเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร จากการตรวจสอบพบว่าผู้ต้องหาเข้ามาอยู่ในประเทศไทยนาน 3 ปีแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ทางการโมซัมบิกยืนยันว่า ระหว่างที่ผู้ต้องหารายนี้ได้หลบหนีออกนอกประเทศในระยะเวลาประมาณ 3 ปี ยังได้มีการสั่งให้องค์กรของตนดำเนินการลักพาตัวและเรียกค่าไถ่บุคคลต่างๆ ในประเทศโมซัมบิก และอีกหลายประเทศในทวีปแอฟริกา ซึ่งพบว่ามีการลักพาตัวนักธุรกิจที่เข้าไปทำธุรกิจในประเทศโมซัมบิกเพื่อเรียกค่าไถ่รวมแล้วกว่า 50 ครั้ง โดยแต่ละครั้งจะเรียกค่าไถ่เป็นเงินประมาณ 100 ล้านบาท หากไม่ได้รับเงินจะฆ่าเหยื่อ โดยมีเหยื่อถูกฆาตกรรมไปแล้ว 2 ราย และยังได้ทำร้ายและฆ่าเจ้าหน้าที่ของทางการโมซัมบิก และครอบครัวของเจ้าหน้าที่ที่ทำคดีองค์กรนี้ โดยเหยื่อรายหนึ่งคืออัยการที่ถูกยิงศีรษะถึง 16 นัด รวมถึงก่อเหตุฆ่าสื่อมวลชน ทำให้เป็นที่หวาดกลัวของเจ้าหน้าที่ รวมถึงประชาชนเป็นอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.สุรเชษฐ์กล่าวว่า จะแบล็กลิสต์ผู้ต้องหารายนี้ถาวร ไม่ให้เดินทางกลับเข้ามายังประเทศไทยได้อีก นอกจากนี้ระหว่างการจับกุมตัว ผู้ต้องหาเสนอเงินสินบนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย เจ้าหน้าที่จะส่งตัวกลับประเทศโมซัมบิกภายในสัปดาห์หน้า และจะขยายผลถึงลูกน้องที่อยู่ในประเทศไทยต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14315</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซาฮิม โมฮำหมัด อัสลาม, บก.ปอศ., พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอฟบีไอ, แอสซิฟ อับดุล ซาตาร์, โมซัมบิก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180729/image_big_5b5dc2491ef9b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14314</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับฉ้อโกง100ล้าน แก๊งค้าเงินดิจิทัล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;บิ๊กโจ๊ก&amp;quot; แถลงจับ 6 ผู้ต้องหาชายหญิง ร่วมแก๊งค้าเงินดิจิทัล ลวงประชาชนหลากอาชีพในหลายจังหวัดนับพันราย หอบเงินร่วมลงทุนมูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้าน เจอข้อหาร่วมฉ้อโกงประชาชน เผย 2 หัวหน้าจนมุม ก่อนหน้านี้ติดคุกอยู่ที่ชลบุรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมนี้ ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รอง ผบก.ทท.1, พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รอง ผบก.ทท.2 และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศปอส.ตร. ร่วมแถลงข่าวจับกุมผู้ร่วมขบวนการหลอกให้ลงทุนสกุลเงินดิจิทัล รวม 6 ราย ประกอบด้วย นางเขมรัศมิ์ อนันต์นิตยกิจ, น.ส.สุลาวรรณ พิมยา, น.ส.ภัณทิรา ศิริมงคล, น.ส.พรทิพย์ สืบประดิษฐ์สุข, น.ส.ศศิมนต์ ว่อง และนายพยุหพล สุภา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.สุรเชษฐ์เปิดเผยว่า สืบเนื่องจาก ศปอส.ตร.ได้รับร้องเรียนจากประชาชนซึ่งตกเป็นเหยื่อบริษัท เวิร์ลด์ บิท เทรด (World Bit Trade) ชักชวนให้นำเงินมาลงทุน รับประกันผลตอบแทนสูง จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง กระทั่งสืบทราบว่าบริษัทดังกล่าวมีการจดทะเบียนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ประกอบธุรกิจเกี่ยวการซื้อ ขาย เก็งกำไรราคาของสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) อาทิ บิตคอยน์ และอีเทอเรียม รับประกันรายได้วันละ 1% ของเงินลงทุน สูงสุด 300 วัน หรือ 300% และหากชักชวนผู้อื่นมาร่วมลงทุนจะได้เพิ่ม 10% ของเงินลงทุน แต่เมื่อผู้เสียหายเข้าลงทุนกลับไม่ได้ตามที่ตกลงไว้ มีผู้เสียหายหลงเชื่อนับพันราย แต่มีแจ้งความไว้เพียงประมาณ 50 ราย หลายพื้นที่ อาทิ กทม. ชลบุรี สงขลา และเชียงใหม่ มูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอง ผบช.ทท.กล่าวว่า บริษัทดังกล่าวมีนายภาษุ บางนงค์ และน.ส.วรรณทนีย์ เนียมสุวรรณ เป็นตัวการ มีผู้ร่วมขบวนการหลายคน โดยจะแบ่งหน้าที่ทำงานเป็นทีม ใช้วิธีโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ เฟซบุ๊ก ไลน์ หรือให้ผู้ร่วมขบวนการโทรศัพท์นัดชักชวนคนรู้จักให้มาฟังการชักชวนลงทุนว่าให้ผลตอบแทนสูงตามสถานที่ต่างๆ ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ต่อมาภายหลัง นายภาษุ บางนงค์ และ น.ส.วรรณทนีย์ เนียมสุวรรณ ตัวการถูกคุมขังที่เรือนจำชลบุรี เจ้าหน้าที่จึงขยายผลจับผู้ต้องหาทั้ง 6 รายได้ ซึ่งหลังจากนี้จะประสานทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อเข้ามาร่วมตรวจสอบ เนื่องจากการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดมูลฐานการฟอกเงิน ซึ่งหลังจากนี้จะดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเงิน เพื่อนำเงินมาคืนพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเสียหาย ทั้งนี้ ฝากประชาสัมพันธ์ไปยังพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากกรณีนี้ สามารถเข้ามาแจ้งความได้ที่ บก.ปอศ. หรือติดต่อมาที่สายด่วน 1155
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ธัญญารัตน์ สิทธิเจริญยศ อายุ 53 ปี ดีไซเนอร์ หนึ่งในผู้เสียหาย ให้การว่า กลุ่มผู้ต้องหามาชักชวนตนหลายครั้งเพื่อให้ร่วมลงทุนสกุลเงินดิจทัลดังกล่าว อ้างได้ผลตอบแทนสูง จึงหลงเชื่อร่วมลงทุน โอนเงิน 16 ครั้ง มูลค่ากว่า 2.7ล้านบาท ช่วงเดือน ก.ย.60 มีการเช็กผ่านเว็บตลอด ซึ่งเงินในเว็บดังกล่าวมีการปรับขึ้นตลอด กระทั่งผ่านไปประมาณ 1 เดือน จะถอนเงินออก ก็ไม่สามารถถอนได้ คนของบริษัทบ่ายเบี่ยงสารพัด อาทิ เว็บระบบล่ม จึงเดินทางแจ้งความในพื้นที่ จ.ชลบุรี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้ง 6 ถูกแจ้งข้อหาตามความผิดพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 ผู้ใดโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชน หรือกระทำด้วยประการใดๆ ให้ปรากฏแก่บุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ว่า ในการกู้ยืมเงิน ตนหรือบุคคลใดจะจ่ายหรืออาจจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้ตามพฤติการณ์แห่งการกู้ยืมเงิน ในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ โดยที่ตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าตนหรือบุคคลนั้นจะนำเงินจากผู้ให้กู้ยืมเงินรายนั้นหรือรายอื่นมาจ่ายหมุนเวียนให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงิน หรือโดยที่ตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าตนหรือบุคคลนั้นไม่สามารถประกอบกิจการใด ๆ โดยชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายในอัตรานั้นได้ และในการนั้นเป็นเหตุให้ตนหรือบุคคลใดได้กู้ยืมเงินไป ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน มีอัตราโทษตามมาตรา 12 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-10 ปี และปรับตั้งแต่ 500,000-1,000,000 บาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14314</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธัญญารัตน์ สิทธิเจริญยศ, บก.ปอศ., พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม, พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง, พยุหพล สุภา, พรทิพย์ สืบประดิษฐ์สุข, พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล, ภัณทิรา ศิริมงคล, วรรณทนีย์ เนียมสุวรรณ, ศศิมนต์ ว่อง, สุลาวรรณ พิมยา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เขมรัศมิ์ อนันต์นิตยกิจ, เงินดิจิทัล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180729/image_big_5b5dc233872c3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
