<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>17706</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ความหวังของพ่อแม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เคยเขียนอยู่บ่อยๆ ถึงพ่อแม่ในยุคนี้ที่ไม่ค่อยมีเวลาและเลี้ยงลูกด้วยการยื่นโทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ตให้ พอเด็กเป็นโรคสมาธิสั้น (ADHD) บกพร่องทางการเรียนรู้ (LD) หรือประสาทสัมผัสบกพร่อง (Sensory Processing Disorder) มีปัญหาในการเรียนหรือการเข้าสังคมก็ไม่ยอมรับว่าลูกตัวเองผิดปกติ ยกให้เป็นภาระของครูในการดูแลกลุ่มที่ยอมรับและพาไปหาหมอก็คิดว่าหาหมอแล้ว กินยาแล้ว ก็คาดหวังว่าลูกน่าจะหาย พอไม่หายก็หลงเชื่อโฆษณาซื้อคอร์สต่างๆ บ้าง ซื้อวิตามินเสริมให้ลูกกินบ้าง โดยลืมไปว่าโรคพวกนี้ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคที่กินยาฆ่าเชื้อแล้วจะหายได้ แต่เป็นโรคที่เกิดจากการทำงานของสมองผิดปกติ ต้องอาศัยความรัก ความเข้าใจ การสื่อสารและการสอนอย่างถูกวิธี แต่พ่อแม่ประเภทนี้กลับแสวงหาสิ่งที่เรียกว่า fix quick ในการรักษาลูกโดยไม่คิดจะศึกษา ทำความเข้าใจและใช้ความรักในการรักษา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าตกใจก็คือเกิดชมรมและเครือข่ายมากมายที่ใช้พ่อแม่เหล่านี้เป็นเครื่องมือในการขอเงินจากกองทุนแต่ไม่ได้มีความโปร่งใสในการจัดกิจกรรม ส่วนใหญ่จะแนะนำให้นำลูกไปจดทะเบียนคนพิการเพื่อรับเงินสนับสนุนจากรัฐ การที่เด็กคนหนึ่งมีบัตรคนพิการทั้งๆ ที่เขามีศักยภาพที่จะพัฒนาได้ คุณคิดว่าเด็กคนนั้นจะรู้สึกอย่างไร คุณหมอในวงการนี้หลายท่านก็ทราบดีถึงกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อดูดเงินกองทุนเหล่านี้แต่ก็พูดไม่ออก คนที่มาร่วมกิจกรรมก็ไม่ได้อะไรกลับไป ที่เคยเจอกับตัวเองก็คือนัดเจอกันที่โลตัสถ่ายบัตรประชาชนรับเงินแล้วก็แยกย้ายกันกลับ เป็นอะไรที่น่าตกใจมาก บางกลุ่มก็ตั้งชมรมหาเงินเข้ากระเป๋าอย่างโจ่งแจ้ง อาศัยการให้สัมภาษณ์ออกสื่อบ่อยๆ แต่ละคนที่ออกมาไม่ได้เลี้ยงลูกจนสำเร็จเลยสักคน และเมื่อตรวจสอบดูก็ไม่ได้มีความรู้ความสามารถหรือจบการศึกษาที่พอจะการันตีในสิ่งที่พูดออกสื่อได้เลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยิ่งออกสื่อมากเท่าไหร่พ่อแม่ที่มีความหวังก็เฮโลกันไป สุดท้ายก็พบกับความผิดหวัง ชื่อเสียงของชมรมเหล่านี้ก็เริ่มเป็นที่รู้จักในทางที่ไม่ดีจากปากต่อปากของพ่อแม่ที่ได้เข้าไปสัมผัส อยากจะวิงวอนพ่อแม่ให้ค้นหาข้อมูลให้ดีๆ ก่อนที่จะหลงเชื่อคำแนะนำอะไร โดยเฉพาะเรื่องการใช้ยาและอาหารเสริมที่ขายกันเกลื่อนทางออนไลน์ ต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น สำหรับตัวบุคคลให้ค้นหาทางกูเกิลว่าจบอะไรมา มีประสบการณ์ตรงแค่ไหน และมีความสำเร็จอะไรเป็นที่ประจักษ์ แต่ต้องไม่ลืมว่าไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว เพราะศักยภาพและบริบทของเด็กแต่ละคนไม่เท่ากัน เลิกแสวงหาสิ่งที่เรียกว่า fix quick เพราะอะไรที่ too good to be true ยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องระวัง เป็นกำลังใจให้พ่อแม่ทุกคนนะคะ อย่าลืมว่า &amp;ldquo;ยา&amp;rdquo; ที่ดีที่สุดคือ &amp;ldquo;ความรัก&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ครู&amp;rdquo; ที่ดีที่สุดคือ &amp;ldquo;พ่อแม่&amp;rdquo; ค่ะ.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จิตติมา กุลประเสริฐรัตน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(g.jittima02@gmail.com)
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17706</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิตติมา กุลประเสริฐรัตน์, บกพร่องทางการเรียนรู้, ประสาทสัมผัสบกพร่อง, เป็นเรื่องเป็นราว, โรคสมาธิสั้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180117/image_big_5a5f23f7bc12c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17153</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การใช้ยากับเด็กสมาธิสั้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทุกครั้งที่ได้รับเชิญไปบรรยายเรื่องการดูแลเด็กสมาธิสั้น มักจะเจอคำถามยอดฮิตว่าควรให้ลูกกินยาหรือไม่ ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นเพียงแม่คนหนึ่งที่จบทางด้านการสื่อสารเพื่อการพัฒนา ไม่ได้มีความรู้ทางด้านการแพทย์ มีเพียงประสบการณ์ตรงในการเลี้ยงลูกที่เป็นเด็กสมาธิสั้น (ADHD) และบกพร่องทางการเรียนรู้ (LD) ให้ใช้ชีวิตได้อย่างปกติโดยเรียนจบ MBA จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทยและทำงานในบริษัทชั้นนำ คำตอบง่ายๆ ก็คือ เด็กแต่ละคนมีอาการไม่เหมือนกัน และมาจากสภาพแวดล้อมการเลี้ยงดูที่ต่างกัน การที่เด็กคนหนึ่งหายอาจจะไม่ใช่สูตรสำเร็จที่ใช้ได้กับเด็กทุกคน พ่อแม่ย่อมรู้จักลูกของตัวเองดีที่สุด การจ่ายยาก็อยู่ในดุลยพินิจของจิตแพทย์เจ้าของไข้ ยาจะมีผลข้างเคียงกับเด็กแต่ละคนไม่เท่ากัน พ่อแม่ต้องสังเกตอาการของลูก หากไม่สบายใจควรปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ หากไม่ถูกใจกับคำตอบของหมอลองเปลี่ยนหมอเพื่อหา second opinion ไม่ใช่ตัดสินใจหยุดยาเอง หรือเชื่อคำบอกเล่าจากผู้หวังดีที่ไม่ได้มาคลุกคลีหรือใกล้ชิดกับลูกเราเลย หลายรายที่ลูกอาการแย่ลงจนถึงขั้นแก้ไขลำบาก เพราะแสวงหาและเชื่อกับคำตอบที่ตรงใจกับสิ่งที่ตนเองอยากได้ยิน มากกว่าความจริงที่ต้องเผชิญและมานั่งแก้ไข
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ พ่อแม่ที่ซื้อยาตามคำโฆษณาโดยไม่ดูว่าคนที่มาเป็นพรีเซนเตอร์ขายนั้นเป็นใคร บางรายเป็นแค่ครูเพลงขายยาสารพัดโรค ทั้งรักษาตา รักษาโรคสมาธิสั้น โดยอ้างว่าเป็นอาหารเสริม พอเราเข้าไปถามในเพจก็จะโดนบล็อก ยาที่ขายก็ราคากล่องละ 2 พันกว่าบาท ถ้ายานี้มีสรรพคุณจริงครูเพลงคนนี้คงดังก้องโลกไปแล้ว ผู้เขียนเคยแจ้งไปทาง อย.ก็พบว่าพวกที่ขายยาตามเพจนั้นเลี่ยงกฎหมายโดยใช้คำว่าอาหารเสริม พ่อแม่ประเภทต้องการสิ่งที่เรียกว่า fix quick ก็หลงเชื่อ จ่ายเงินซื้ออย่างง่ายดาย ซึ่งน่าแปลกใจว่าพ่อแม่เหล่านี้เชื่อครูเพลงมากกว่าเชื่อหมอ ส่วนใหญ่จะเป็นพ่อแม่ที่ยอมทุ่มเงินแต่ไม่ทุ่มเทเวลา ความรัก และความเอาใจใส่ในการดูแลลูกอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จในการรักษาลูก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าเราพาลูกไปหาหมอ สิ่งหนึ่งที่ต้องเตรียมไปคือข้อมูล และอาการ ตลอดจนพฤติกรรมของลูกอย่างละเอียด ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการวินิจฉัยอาการลูกของเรา การสื่อสารกับลูกอย่างถูกวิธีก็เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญมาก ทั้งภาษาพูดที่สื่อสารออกไปต้องบวกกับภาษากายที่เชื่อมโยงถึงความรักความอบอุ่นในการส่งถึงลูก ต้องระลึกอยู่เสมอว่าที่ลูกผิดปกติเพราะยีนของพ่อแม่ ในแต่ละครั้งที่เราพยายามที่จะแก้ไขลูก คนเป็นลูกเองก็มีความพยายามที่จะต่อสู้ไปพร้อมกับเรา แต่ด้วยศักยภาพของลูกอาจจะไม่พร้อม หรือไม่เป็นไปตามความคาดหวังของพ่อแม่ อย่าให้ลูกต้องแบกความคาดหวังของพ่อแม่ อย่าเปรียบเทียบลูกเรากับใคร แค่สอนให้เขาทำให้เต็มที่ตามศักยภาพที่ลูกมีก็พอ อย่าไปกดดัน เพราะจะทำให้ลูกเครียดและไปต่อไม่ได้ การสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการเรียนรู้ก็สำคัญมาก ต้องให้ลูกได้เรียนรู้ผ่านการสัมผัส จับต้องได้ โดยใช้กิจกรรมที่สนุกสนาน ประกอบด้วยดนตรี การเคาะจังหวะ ทำนอง คำกลอน เพื่อกระตุ้นสมองซีกขวาให้เด็กเรียนรู้ด้วยความเพลิดเพลิน และเกิดความจำโดยไม่เครียดจนเกินไป อยู่ที่สองมือเราเท่านั้นค่ะ และจากสถิติมีเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ของเด็กกลุ่มนี้ที่หายและใช้ชีวิตอย่างประสบความสำเร็จได้ ซึ่งก็เกิดจากปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น เป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวสู้ไปกับลูกนะคะ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จิตติมา กุลประเสริฐรัตน์ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; (g.jittima02@gmail.com)
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17153</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิตติมา กุลประเสริฐรัตน์, บกพร่องทางการเรียนรู้, เด็กสมาธิสั้น, เป็นเรื่องเป็นราว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180117/image_big_5a5f23f7bc12c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
