<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>100971</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘บิ๊กตู่’รับบกพร่องไม่สวมแมสก์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ประชุม ครม.ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ครื้นเครง &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; หยอกรัฐมนตรี ขอให้ระมัดระวังตัวด้วย ตำรวจพร้อมไปหาทุกท่านที่ไม่ได้ใส่แมสก์ ยอมรับบกพร่องเอง ขอให้จบ แต่ &amp;quot;ตุ๊ดตู่&amp;quot; ไม่ยอมจบด้วย เชื่อจัดฉาก ชี้ปรับ 6 พันไม่ได้เพราะนายกฯ เป็นผู้ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ถึงกรณีที่ผู้ว่าฯ กทม. และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามาเปรียบเทียบปรับ 6,000 บาท ในทำเนียบฯ หลังจากไม่สวมหน้ากากอนามัยขณะนั่งประชุมร่วมกับคณะที่ปรึกษาว่า หลังจากที่มีการนำภาพขึ้นเฟซบุ๊ก ตนเห็นข่าวจากโทรทัศน์และเฟซบุ๊กแล้วก็รู้สึกไม่สบายใจ จึงได้ปรึกษาฝ่ายกฎหมายให้ประสานไปยัง กทม. ว่ากรณีที่ไม่ใส่หน้ากากอนามัยขณะประชุมถือว่ามีความผิดหรือไม่ ซึ่งก็ได้รับแจ้งว่ามีความผิด และเขาได้นำเจ้าหน้าที่มาเปรียบเทียบปรับ ก็แค่นั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมยอมรับว่าผมบกพร่อง เรื่องไหนที่มันจบก็ให้มันจบไป เรื่องมันจบไปแล้วก็ให้มันจบไป สิ่งสำคัญที่สุดต้องเข้าใจว่ามีกฎหมายหลายตัว ทั้งของตำรวจ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และมาตรการต่างๆ ของผู้ว่าราชการจังหวัดที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นต้องพิจารณาว่าทำอย่างไรจึงจะไม่ถูกปรับเมื่อออกนอกเคหสถาน ที่สำคัญคือการสวมหน้ากากในสถานที่สาธารณะ แม้ว่าจะอยู่คนเดียวก็ตาม ในวัดถ้ามากกว่า 1 คนก็ต้องสวมหน้ากาก จัดรายการในสตูดิโอก็ต้องสวมหน้ากากทุกคน เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบอนุโลมไม่ต้องใส่หน้ากาก สิ่งเหล่านี้คือพื้นฐาน ซึ่งต้องทำความเข้าใจกับกฎหมายที่มีอยู่ปัจจุบันว่าต้องใส่หน้ากากกันอย่างไร ส่วนการขับรถยนต์นั้น ถ้านั่งหลายคนก็ต้องใส่ ตนนั่งรถมาก็ใส่มาตลอดทาง เพราะเราไม่ต้องการแพร่เชื้อให้กับคนอื่นหรือคนใกล้ตัว ต้องระวังทั้งหมด&amp;quot; นายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า บรรยากาศการประชุมโดยรวมเป็นไปด้วยดี โดย พล.อ.ประยุทธ์ได้เล่นมุกและแซวกลับรัฐมนตรีเป็นระยะๆ โดยเฉพาะเรื่องที่ตนเองถูกปรับ 6,000 บาท โดย พล.อ.ประยุทธ์ชี้แจงว่า เป็นความสะเพร่าของตนเอง แต่ไม่ได้ถอดตลอดเวลา ถอดเป็นบางครั้ง ขณะเดียวกันยังได้กำชับรัฐมนตรีแบบขำๆ ว่า &amp;ldquo;ขอให้ทุกท่านระมัดระวังตัวด้วย ตำรวจพร้อมไปหาทุกท่านที่ไม่ได้ใส่&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า การปรับ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ใส่แมสก์ เชื่อว่าคงเป็นการเตี๊ยมกันไว้แน่นอน ไม่เชื่อว่าผู้ว่าฯ กทม.จะกล้าลงมือเปรียบเทียบปรับ พล.อ.ประยุทธ์ 6,000 บาท ซึ่งดูเสมือนเป็นการรับผิดชอบ ทั้งที่ไม่ได้รับผิดชอบอะไรเลย แต่เกิดจากเหตุความสะเพร่า เลอะเลือน จึงต้องจัดฉากตามหลัง เพื่อบอกถึงการแสดงความรับผิดชอบแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ซึ่งความรับผิดชอบ ไม่ใช่การจ่ายค่าปรับ 6,000 บาท แต่ต้องเป็นความรับผิดชอบเต็มที่ เพราะเป็นคนประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ดึงอำนาจอื่นใดที่อยู่ภายใต้กำกับของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับโควิด มาอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์และ ศบค.ทั้งหมด&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจตุพรกล่าวว่า ปรากฏการณ์กลุ่มหมอไม่ทนล่ารายชื่อให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล พ้นจาก รมว.สาธารณสุขนั้น ไม่แฟร์ เพราะคนที่มีอำนาจสูงสุดคือ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องรับผิดชอบและต้องถูกไล่เป็นอันดับที่ 1 แล้วนายอนุทินเป็นอันดับที่ 2 แต่สิ่งแปลกประหลาดคือไม่แตะต้องนายกฯ ในฐานะคนรับผิดชอบโดยตรงเลย จึงทำให้คอการเมืองสงสัยที่คนหนึ่งเป็นแพะ แต่อีกคนหนีความรับผิดชอบไป คนมีอำนาจเต็มตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่รับผิดชอบอะไรเลย รับผิดชอบอย่างเดียวคือเวลาพูดไม่ต้องใส่หน้ากาก แล้วจ่ายค่าปรับ 6,000 บาท และได้รับคำสรรเสริญเยินยอ ทั้งที่เป็นความโหลยโท่ยทั้งหมด ตั้งแต่การบริหารจัดการวัคซีนที่ไม่มี รมต.สาธารณสุขมารับผิดชอบ ก็เป็นความแปลกประหลาดแล้ว การเข้าชื่อไล่นายอนุทินนั้น ไม่ได้หมายความว่าคนไทยจะลืมพล.อ.ประยุทธ์ที่มีอำนาจสูงสุดไป ดังนั้นความล้มเหลวทั้งหมด ไม่ว่าการบริหารวัคซีน และพื้นที่การ์ดตกทั้งหลาย ทั้งบ่อนการพนัน ผับบาร์ สนามมวย ก็อยู่ภายใต้การดูแลของประยุทธ์ทั้งสิ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ประชาชนทุกคนต้องปฏิบัติตามประกาศ หากทำผิดต้องถูกเปรียบเทียบปรับ ไม่มี 2 มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม ท่านนายกฯ ไม่ได้ตั้งใจ แต่เมื่อทำผิดท่านก็แสดงความรับผิดชอบทันที ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ถูกต้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ฝากถึงพี่น้องประชาชนด้วย ออกจากบ้านต้องสวมหน้ากากอนามัย อย่างไรก็ตาม ตนอยากให้ทุกฝ่ายให้กำลังใจกันและกัน&amp;nbsp; โดยเฉพาะการให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ และให้กำลังใจประชาชนทั่วประเทศในการต่อสู้กับวิกฤติโควิด-19 ตนไม่อยากเห็นการออกมาตำหนิกันไปมา โดยเฉพาะพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ที่ผ่านมาอะไรที่เป็นประโยชน์รัฐบาลก็รับฟัง อยากให้พักการเมืองไว้ก่อน แล้วมาช่วยกัน อยากเห็นความรักความสามัคคีของคนไทยทุกคน ตนเชื่อว่าเราจะผ่านมันไปได้อย่างแน่นอน ขอเพียงทุกคนช่วยกัน&amp;quot; นายธนกรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(โฆษก ตร.) กล่าวถึงการจับดำเนินคดีผู้ฝ่าฝืนไม่สวมใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าเมื่อออกนอกเคหสถาน โดยยืนยันว่าการปรับครั้งแรกต้องปรับขั้นต่ำ 6,000 บาท ความผิดครั้งที่ 2 ปรับ 12,000 บาท และความผิดครั้งที่ 3 สูงสุดเป็นเงิน 20,000 บาท แต่ทั้งนี้ กฎหมายมีหลักเกณฑ์ลดค่าปรับได้ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นตามสภาพของบุคคล เช่น เด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ขวบ ผู้ที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ผู้ที่มีภาพสังคมเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเสียค่าปรับ เป็นต้น ซึ่งพนักงานสอบสวนสามารถพิจารณาให้น้อยกว่าที่กำหนดได้ โดยต้องไปต่ำกว่า 1 ใน 3 จ่ายไม่ต่ำกว่า 2,000 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย หากผู้ถูกกระทำผิดไม่ยินยอมให้ปรับขั้นต่ำเป็นเงิน 6,000 บาท หรือไม่สามารถนำค่าปรับมาเสียตามที่เปรียบเทียบได้แล้ว พนักงานสอบสวนต้องทำสำนวนคดีส่งฟ้องศาล เพื่อให้ศาลใช้ดุลยพินิจพิจารณาต่อไป&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; พล.ต.ต.ยิ่งยศกล่าวอีกว่า พนักงานสอบสวนใช้วิจารณญาณในการดำเนินคดีกับผู้ที่ฝ่าฝืน แต่ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนคำนึงถึงเจตนารมณ์ในการออกข้อบังคับเพื่อระงับยับยั้งโรคระบาด เนื่องจากข้อประกาศของแต่ละจังหวัดมีเจตนาที่เขียนไว้ชัดเจน ว่าเมื่อออกนอกเคหสถานให้สวมใส่หน้ากาก จึงขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการพิจารณาปฏิบัติตามข้อประกาศ เพราะเชื่อว่า คงไม่มีตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปสอดส่องผู้กระทำผิดได้อย่างทั่วถึง พร้อมกำชับตำรวจในจังหวัดที่ออกคำสั่งให้สวมหน้ากาก ให้บังคับใช้กฎหมายเป็นไปในมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งยอมรับว่าความเข้าใจคลาดเคลื่อนมีอยู่บ้าง แต่ไม่ทำให้ผลการปฏิบัติเสียหาย ตอนนี้ได้ทบทวนซักซ้อมทำความเข้าใจอัตราค่าปรับกันแล้ว ปัญหากฎหมายใหม่ที่เราไม่เคยใช้กันมาก่อน ตนคิดว่าต้องปรับตัวอีกสักระยะหนึ่ง แต่มั่นใจว่าผู้ปฏิบัติบังคับใช้กฎหมายแบบวิญญูชนทั่วไป ไม่จับตะพึดตะพือ โดยจะรับข้อคิดเห็นจากสังคม เพื่ออุดช่องว่าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษก ตร.ยังกล่าวถึงการเตรียมใช้สายด่วน 191 เป็นสื่อกลางในการประสานรับเรื่องราวร้องทุกข์ เพื่อส่งต่อข้อมูลให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 หลังพบว่ามีปัญหาเกี่ยวกับศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ไม่เพียงพอในการรับเรื่องจากประชาชนทั่วประเทศ โดยขั้นตอนยังอยู่ระหว่างซักซ้อมการปฏิบัติกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. จะแถลงความชัดเจนเรื่องนี้อีกครั้ง ในวันพุธที่ 28 เมษายน เวลา 10.00 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100971</URL_LINK>
                <HASHTAG>บกพร่องไม่สวมแมสก์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210427/image_big_60881e070a312.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
