<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>98017</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2021 17:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2021 17:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สิงห์ เอสเตท เปิดแคมเปญ “ฃ ขวดคืนค่า” ตั้งตู้ RVM ชวนรีไซเคิลขวดพลาสติก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1เม.ย.64- นายณัฐวุฒิ มัธยมจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการพัฒนาธุรกิจพักอาศัย บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp;กล่าวว่า บริษัทมุ่งเน้นการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับลูกบ้านและคำนึงถึงผลกระทบจากปัญหาขยะในชุมชน จึงได้จัดทำโครงการ &amp;ldquo;ฃ ขวด คืนค่า&amp;rdquo; ที่ติดตั้งตู้รีไซเคิลขวดพลาสติก หรือ RVM (Reverse Vending Machine) เพื่อส่งเสริมให้ลูกบ้านในโครงการ The ESSE เกิดความเข้าใจในการแยกขวด PET ออกจากขยะประเภทอื่นๆ โดยพลาสติกที่ได้จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตู้ RVM รับคืนขวด และตู้ Reward Vending Machine แลกของรางวัล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;สิงห์ เอสเตท มีเป้าหมายในการผลักดันการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกอย่างยั่งยืน และสร้างความตระหนักรู้ถึงคุณค่าของวัสดุรีไซเคิล รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้บริโภคคัดแยกขยะอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะอย่างยิ่งขวด PET เพื่อช่วยลดขยะพลาสติกและสร้างคุณค่าให้กับวัสดุ เพราะปัจจุบันปัญหาการจัดการขยะเป็นปัญหาระดับชาติ โดยในแต่ละปีคนไทยทั้งประเทศทิ้งขยะรวมกันมากกว่า 27 ล้านตัน ซึ่งเฉพาะในกรุงเทพฯ มีปริมาณมากถึง 1 ใน 5 ของทั้งหมด นอกจากนี้จากสถิติของไทยรัฐออนไลน์เกี่ยวกับขยะในปี 2563 พบว่ามีขยะไหลผ่านปากแม่น้ำลงอ่าวไทยรวมกว่า 25,741 ชิ้นต่อวัน หรือกว่าปีละ 9,395,000 ชิ้น การจัดการขยะพลาสติกอย่างถูกต้องจึงเป็นประเด็นเร่งด่วน การจัดการขยะพลาสติกหรือขวด PET จะผ่านกระบวนการคืนรูปโพลีเมอร์ หรือ Repolymerization ที่ทำให้พลาสติกสามารถนำมาหมุนเวียนรีไซเคิลซ้ำได้สูงสุดถึง 100 ครั้ง ดังนั้นการแยกขวด PET เพื่อนำไปรีไซเคิลจึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญที่ช่วยไขปัญหาขยะได้&amp;rdquo; นายณัฐวุฒิ กล่าวโดยตู้ RVM จะเป็นตู้รับคืนขวดพลาสติก เมื่อนำขวดใส่เข้าไปในตู้แล้ว จะมีกระบวนการบีบอัดเพื่อลดขนาดของขวดเพื่อนำไปรีไซเคิล นอกจากนี้ทุกครั้งที่มีการคืนขวดที่ตู้ RVM ลูกบ้านจะได้รับคะแนนสะสมและเปลี่ยนคะแนนเพื่อสนับสนุนถุงแดงให้กับหน่วยงานภาครัฐ สำหรับนำไปใช้ประโยชน์ด้านการดูแลและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 หรือสะสมคะแนนเพื่อนำไปแลกเป็นของรางวัลอื่นๆ ได้ที่เครื่องแลกของรางวัล เช่น น้ำดื่มสิงห์ เจลล้างมือ และถุงผ้ารักษ์โลก ทั้งนี้ขวดพลาสติกที่รับคืนจะเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลจึงช่วยแก้ปัญหาขยะพลาสติกอย่างเป็นรูปธรรมภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน และสังคมที่ยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณัฐวุฒิ มัธยมจันทร์ สาธิตการใช้ตู้ RVM&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน โครงการ &amp;ldquo;ฃ ขวด คืนค่า&amp;rdquo; เริ่มต้นแล้ว โดยในระยะแรกจะติดตั้งตู้ RVM รับคืนขวดพลาสติก และตู้แลกของรางวัลที่โครงการ The ESSE Sukhumvit 36 ซึ่งเป็นคอนโดมีเนียมระดับซูเปอร์ลักชัวรีภายใต้แนวคิด A Harmony of Contrast ในทำเลติดรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีทองหล่อ โดยทดลองติดตั้งมาแล้วประมาณ 1 เดือน ซึ่งได้รับขวดสำหรับรีไซเคิลแล้วมากกว่า 1,000 ขวด ทั้งนี้ บริษัทมีเป้าหมายที่จะติดตั้งตู้ RVM ในทุกโครงการของ The ESSE ในอนาคต
&lt;/p&gt;


	
		
			
			&lt;p&gt;วิธีการใส่ขวดตู้ RVM&lt;/p&gt;

			&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
			
		
	


&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;


	
		
			
			&lt;p&gt;ถุงผ้ารักษ์โลก&lt;/p&gt;

			&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
			
		
	

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98017</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฃ ขวด คืนค่า, นายณัฐวุฒิ มัธยมจันทร์, บมจ. สิงห์ เอสเตท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210401/image_big_60659cd0bcccf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97014</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2021 16:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2021 16:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สิงห์ เอสเตท ได้สิทธิ์ซื้อหุ้น 30% ในโรงงานผลิตไฟฟ้าและความร้อนร่วม  (Co-generation power plant) ขนาดใหญ่ 3 แห่ง ขายไฟฟ้าล่วงหน้าแล้วเกือบ 70% ของกำลังผลิตทั้งหมด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กรุงเทพฯ &amp;ndash; วันนี้ บมจ. สิงห์ เอสเตท (S) บริษัทผู้พัฒนาและลงทุนอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย ประกาศว่า บริษัทได้รับสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในการเข้าซื้อหุ้นสามัญ 30% ในโรงงานผลิตไฟฟ้าและความร้อนร่วม (Co-generation power plant) ขนาดใหญ่ จำนวน 3 แห่ง ซึ่งมีกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้ารวมกัน 400 เมกะวัตต์ โดยเป็นสิทธิ์ซื้อที่ราคาพาร์ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมทั้งสิ้น 1,392 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแห่งแรกนั้น เป็นโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าและพลังงานความร้อนร่วม ของบริษัท อ่างทอง เพาเวอร์ จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเวิลด์ ฟู๊ด วัลเลย์ ไทยแลนด์ จังหวัดอ่างทอง โดยดำเนินการผลิตอยู่แล้ว ด้วยกำลังการผลิตอยู่ที่ 123 เมกะวัตต์ ส่วนแห่งที่สองและสาม เป็นโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าแห่งใหม่ที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง มีบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (ราชบุรี) 1 จำกัด และบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (ราชบุรี) 2 จำกัด เป็นเจ้าของใบอนุญาต ตั้งอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมเวิลด์ ฟู๊ด วัลเลย์ ไทยแลนด์ มีกำหนดเปิดดำเนินการในปี พ.ศ. 2566 โดยจะมีกำลังการผลิตอยู่ที่โรงงานละ 140 เมกะวัตต์ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การเข้าซื้อหุ้นโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าทั้งสามแห่งจะเริ่มขึ้นเมื่อได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นของบมจ. สิงห์ เอสเตท ซึ่งมีกำหนดจัดการประชุมสามัญประจำปีในวันที่ 23 มษายนพ.ศ. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ประธานกรรมการ บมจ. สิงห์ เอสเตท เปิดเผยว่า &amp;ldquo;เราได้สิทธิ์ซื้อหุ้นโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยเงื่อนไขที่น่าดึงดูดใจเป็นอย่างยิ่ง ถือเป็นหนึ่งจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะทำให้สิงห์ เอสเตท ก้าวไปสู่การเป็นหนึ่งในบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผลิตกระแสไฟฟ้า และให้บริการด้านวิศวกรรมอันดับต้นๆ ของประเทศไทย และเป็นส่วนหนึ่งในการเดินหน้าขยายธุรกิจของเราให้ใหญ่ขึ้นสามเท่า เป็นบริษัทที่มีรายได้ 20,000 ล้านบาทต่อปี ภายในระยะเวลาสามปี&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเร็วๆ นี้สิงห์ เอสเตท ได้ประกาศว่า ปี 2564 จะเป็นปีที่สำคัญในการก้าวเข้าสู่เฟสต่อไปของการพัฒนาธุรกิจของสิงห์ เอสเตท โดยการเดินหน้าเข้าสู่ธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ที่จะมาส่งเสริมซึ่งกันและกันกับ 3 กลุ่มธุรกิจที่เป็นแกนหลักแต่เดิม ซึ่งประกอบไปด้วย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ ธุรกิจโครงการที่พักอาศัย และธุรกิจรีสอร์ตและโรงแรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราต้องการสร้างธุรกิจนี้ให้ยิ่งใหญ่ อย่างมั่นคง และมีผลตอบแทนที่แน่นอนสม่ำเสมอ พร้อมๆ กับการสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการเติบโต โดยที่เราจะใช้ประโยชน์จากการผนึกกำลังกันของ 4 กลุ่มธุรกิจของสิงห์ เอสเตท มาเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน&amp;rdquo; นายจุตินันท์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. สิงห์ เอสเตท กล่าวว่า &amp;ldquo;ใบอนุญาตโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดกำลังการผลิตระดับนี้ ไม่ใช่สิ่งที่จะหามาได้ง่ายๆ เพราะฉะนั้นเราจึงรู้สึกยินดีมากเป็นพิเศษที่ได้รับสิทธิ์ในการเข้าเป็นผู้ถือหุ้นในโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าที่สำคัญถึง 3 แห่ง ในสัดส่วนที่ค่อนข้างมาก ซึ่งจะทำให้เรามีฐานธุรกิจที่มั่นคงในอุตสาหกรรมผลิตกระแสไฟฟ้าได้ทันที โดยไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สิทธิ์ในการเข้าซื้อหุ้นที่เราได้รับนั้นน่าดึงดูดใจเป็นอย่างมาก คือ การที่ไฟฟ้าจำนวน 270 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นเกือบ 70% ของกระแสไฟฟ้าที่ทั้ง 3 โรงไฟฟ้านี้จะผลิตได้รวมกันนั้น ขายได้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว และจะเป็นราคาตามที่ตกลงกันแล้วด้วย ซึ่งทำให้เรามั่นใจได้ว่า เราจะสร้างรายได้เข้ามาได้อย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน เสริมศักยภาพให้กับสิงห์ เอสเตท ในการเป็นธุรกิจที่จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้เป็นอย่างดีในทุกสถานการณ์ (Resilient Business)&amp;rdquo; นางฐิติมากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางฐิติมากล่าวต่อไปว่า อ่างทอง เพาเวอร์ เป็นโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยที่ทำกำไรได้โดยไม่จำเป็นต้องขายไฟให้กับผู้ใช้ทั่วไป และกระแสไฟฟ้าจำนวน 75% ของกระแสไฟฟ้าทั้งหมดที่ผลิตได้ ได้ถูกทำสัญญาซื้อโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 25 ปี ทั้งนี้ นางฐิติมากล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า &amp;ldquo;การใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลกำไรจนสูงขึ้นกว่าอัตราที่ประเมินไว้ในขั้นต้น&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คาดการณ์ว่า โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง จะสร้างรายได้ราว 7,500 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2567&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การเข้าซื้อหุ้นในโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าทั้ง 3 โรงนี้ จะสร้างผลตอบแทนที่น่าดึงดูดใจเป็นอย่างมากให้กับสิงห์ เอสเตท และมากไปกว่านั้นคือจะสร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจทั้งหมด ด้วยการเข้ามาส่งเสริมซึ่งกันและกัน กับธุรกิจต่างๆ ของสิงห์ เอสเตท (Synergy benefits) ทั้งนี้ ธนาคารจะให้เงินกู้กับทางเราเพื่อมาลงทุนในโครงการนี้ในช่วงแรกก่อน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้วเราจึงค่อยลงทุนเองในภายหลัง และในจำนวนที่ไม่มาก&amp;rdquo; นางฐิติมากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิงห์ เอสเตท มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่ต่ำ อยู่ที่ 0.96 เท่า และสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อีก 25,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97014</URL_LINK>
                <HASHTAG>Co-generation power plant, นางฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์, นายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี, บมจ. สิงห์ เอสเตท, ผลิตกระแสไฟฟ้า, สิงห์ เอสเตท, อ่างทอง เพาเวอร์, โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210323/image_big_6059b3b5871c7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
