<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115042</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2021 15:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2021 15:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คอนเทนต์น้ำดีเพื่อสังคมไทย...สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 8 คว้ารางวัลชนะเลิศ “สื่อสร้างสรรค์คุณธรรมอวอร์ด” ปี 2563 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรุงเทพฯ 30 สิงหาคม 2564 &amp;ndash; เป็นที่ยอมรับอย่างต่อเนื่อง...รายการธรรมะเรียลลิตี้ สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 8 โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ และ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้รับการประกาศชื่อคว้ารางวัลชนะเลิศ &amp;ldquo;สื่อสร้างสรรค์คุณธรรมอวอร์ด&amp;rdquo; ประจำปี 2563 (Moral Media Awards 2020) ประเภทรายการโทรทัศน์ พร้อมด้วยอีกหนึ่งรางวัล ประเภทบทเพลง จากผลงาน &amp;ldquo;เชิญอริยมรรค&amp;rdquo; ซึ่งประพันธ์โดยพระเมธีวชิโรดม (ท่าน ว.วชิรเมธี) ในงานสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 11 รูปแบบออนไลน์ ที่ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) และกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กระทรวงวัฒนธรรม ได้จัดโครงการรางวัลนี้ขึ้น เพื่อเชิดชูผู้ผลิตสื่อทั้งระดับบุคคล คณะบุคคล และหน่วยงานต่างๆ ที่สร้างสรรค์ผลงานส่งเสริมด้านคุณธรรมจริยธรรม และวิถีวัฒนธรรมไทย ทั้งนี้ รางวัลแห่งความภาคภูมิใจดังกล่าว สะท้อนความตั้งใจของเครือเจริญโภคภัณฑ์ และกลุ่มทรู ที่มุ่งมั่นผลิตสื่อและนำเสนอคอนเทนต์คุณภาพมาโดยตลอด เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม และสร้างแรงบันดาลใจให้คนในสังคมทำความดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115042</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม, Moral Media Awards 2020, กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์, คว้ารางวัลชนะเลิศ, ท่าน ว.วชิรเมธี, บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น, ประเภทบทเพลง, ประเภทรายการโทรทัศน์, พระเมธีวชิโรดม, รายการธรรมะเรียลลิตี้, วิถีวัฒนธรรมไทย, สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 8, สื่อสร้างสรรค์คุณธรรมอวอร์ด, ส่งเสริมด้านคุณธรรมจริยธรรม, เครือเจริญโภคภัณฑ์, เชิญอริยมรรค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210830/image_big_612c927b4f860.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108846</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/07/2021 18:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/07/2021 18:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทรู เร่งร่วมดูแลไทย ส่งกำลังใจและความช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยจากเหตุไฟไหม้โรงงานย่านกิ่งแก้ว ขยายเวลาการใช้งานลูกค้าทรูมูฟ เอช แบบเติมเงินนาน 30 วัน งดการตัดสัญญาณลูกค้ารายเดือนในกลุ่มทรู ถึงวันจันทร์ที่ 12 ก.ค. 64</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทรู ขอส่งความห่วงใย และร่วมบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้และระเบิดโรงงาน ซ.กิ่งแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ทั้งส่งข้อความ SMS แจ้งเตือนการอพยพ ออกมาตรการดูแลลูกค้ากลุ่มทรู ครอบคลุมพื้นที่รัศมี 10 กิโลเมตรห่างจากโรงงานที่เกิดเหตุ โดยขยายวันใช้งานเพิ่ม 30 วันสำหรับลูกค้าเติมเงิน และระงับการตัดสัญญาณลูกค้ารายเดือนกลุ่มทรู ถึง 12 กรกฎาคม 2564 พร้อมให้บริการปรึกษาปัญหาสุขภาพเบื้องต้นฟรีผ่านแอป True HELATH กับทีมแพทย์ชีวี และฟรีค่าบริการจัดส่งยาถึงบ้าน อีกทั้งส่งทีมวิศวกรเข้าพื้นที่ ดูแลคุณภาพเครือข่าย และติดตั้งรถโมบายล์ชุมสายเคลื่อนที่เร็ว (COW) พร้อมติดตั้งจุดกระจายสัญญาณ WiFi ให้ใช้ฟรี ในบริเวณศูนย์พักพิงชั่วคราว ตลอดจนส่งมอบความช่วยเหลือเบื้องต้น ทั้งน้ำดื่ม หน้ากากอนามัย และซิมทรูมูฟ เอช แก่ผู้ประสบภัยและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลและเป็นกำลังใจให้ผู้ได้รับผลกระทบได้ก้าวผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างเข้มแข็งไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายพีรธน เกษมศรี ณ อยุธยา หัวหน้าคณะผู้บริหารด้าน Strategic Content &amp;amp; Public Affairs บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า &amp;ldquo;จากเหตุการณ์เพลิงไหม้โรงงานย่านกิ่งแก้วที่เกิดขึ้น และรุนแรงถึงขั้นประกาศสั่งอพยพประชาชนในรัศมี 5 กิโลเมตร ออกจากพื้นที่ทันทีนั้น กลุ่มทรู ในฐานะที่เป็นองค์กรสื่อสารโทรคมนาคมไทย ตระหนักถึงความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งสื่อสาร แจ้งเตือนเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวได้รับทราบโดยเร็วที่สุด จึงได้ตัดสินใจใช้เครือข่ายทรูมูฟ เอช ช่วยเตือนภัย หลังประเมินสถานการณ์แล้วว่ามีผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยส่งข้อความ SMS แจ้งข่าวการอพยพไปยังผู้ใช้บริการทั้งในจ.สมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร ประมาณ 5 ล้านราย ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ทันท่วงที มีผู้กดลิงก์ที่ส่งแนบไปเพื่ออ่านข่าวเพิ่มเติมในรายละเอียดเป็นจำนวนมาก อีกทั้งมีเสียงตอบรับจากลูกค้าที่เป็นบวกตามโซเชียลมีเดีย เนื่องจากเป็นรายเดียวที่ส่งแจ้งเตือนข้อความที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ไม่ได้ติดตามข่าวตลอด 24 ชั่วโมง ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มทรู ยังตระหนักดีว่าการสื่อสารในภาวะวิกฤตเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง กลุ่มทรู จึงส่งทีมวิศวกรเข้าพื้นที่ เพื่อตรวจสอบและดูแลคุณภาพเครือข่าย เพิ่มความมั่นใจ และร่วมอำนวยความสะดวกให้ผู้ประสบภัย และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ ที่เร่งระดมกำลังเข้าช่วยเหลือ ให้สามารถติดต่อสื่อสารได้อย่างราบรื่นต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ ยังเป็นผู้ให้บริการเพียงรายเดียวที่ติดตั้งรถโมบายล์ชุมสายเคลื่อนที่เร็ว (COW) และติดตั้งจุดกระจาย สัญญาณ WiFi เพื่อให้ใช้ฟรี ในบริเวณศูนย์พักพิงชั่วคราว ณ องค์การบริหารส่วนตำบลบางพลีใหญ่ และโรงเรียนวัดบางพลีใหญ่&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;สำหรับมาตรการดูแลลูกค้านั้น กลุ่มทรู พร้อมร่วมบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ได้รับผลกระทบที่อยู่ในพื้นที่รัศมี 10 กิโลเมตรห่างจากโรงงานที่เกิดเหตุ* ทั้งใน จ.สมุทรปราการ และกรุงเทพฯ โดยขยายวันใช้งานเพิ่ม 30 วัน สำหรับลูกค้าทรูมูฟ เอช แบบเติมเงิน ซึ่งสามารถตรวจสอบวันใช้งานโดย กด #123# และระงับการตัดสัญญาณ สำหรับลูกค้าที่ใช้บริการรายเดือนของกลุ่มทรู ทั้งทรูมูฟ เอช ทรูออนไลน์ และ ทรูวิชั่นส์ ถึงวันที่ 12 ก.ค. 2564 ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยเข้าใจถึงความเครียดที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่รุนแรงและไม่เคยคาดคิดมาก่อน จึงจัดเตรียมบริการให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพเบื้องต้นฟรี ผ่านแอป True Health และฟรี ค่าบริการจัดส่งยา ทั้งผู้อยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ และสำหรับผู้ที่ต้องการปรึกษาปัญหาสุขภาพทั้งกายและใจกับทีมแพทย์ชีวี เพียงดาวน์โหลดและลงทะเบียนแอป True HEALTH แล้วเลือกแผนกที่ต้องการปรึกษา พร้อมกรอกรหัส &amp;lsquo;RESCUE&amp;rsquo; ในขั้นตอนการชำระเงิน ตั้งแต่วันที่ 6 - 31 ก.ค. 2564 อีกทั้ง ทีมงานทรู ยังได้ลงพื้นที่ มอบความช่วยเหลือ ทั้งน้ำดื่มทรู หน้ากากอนามัย และซิมทรูมูฟ เอช ให้แก่ผู้ประสบภัยและเจ้าหน้าที่ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว และสำหรับพนักงานที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว กลุ่มทรู ยังได้จัดมาตรการดูแลและอำนวยความสะดวก พร้อมสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเข้าพักที่พักชั่วคราวได้ด้วย&amp;rdquo; นายพีรธน กล่าวสรุป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ กลุ่มทรู ขอแสดงความห่วงใยและเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบและครอบครัว ก้าวผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างเข้มแข็งไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; *สำหรับพื้นที่เฝ้าระวังรัศมี 10 กิโลเมตรห่างจากโรงงานที่เกิดเหตุ ทั้งในจังหวัดสมุทรปราการ คือ ตำบลบางพลีใหญ่ ตำบลหนองปรือ ตำบลราชาเทวะ ตำบลบางโฉลง ตำบลศีรษะจรเข้น้อย ตำบลบางแก้ว และในจังหวัดกรุงเทพฯ คือ แขวงประเวศ แขวงลาดกระบัง แขวงคลองสามประเวศ แขวงคลองสองต้นนุ่น แขวงหนองบอน แขวงดอกไม้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#TrueTogether #คุณค่าของกันมีกันและกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108846</URL_LINK>
                <HASHTAG>COW, SMS แจ้งเตือนการอพยพ, True HELATH, TrueTogether, คุณค่าของกันมีกันและกัน, ทรู, นายพีรธน เกษมศรี ณ อยุธยา, บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น, บรรเทาความเดือดร้อน, ปรึกษาปัญหาสุขภาพ, ผู้ประสบภัย, รถโมบายล์ชุมสายเคลื่อนที่เร็ว, ระเบิดโรงงาน, สมุทรปราการ, เพลิงไหม้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210706/image_big_60e43dcec931c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45155</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2019 12:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2019 09:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คืน&quot;นกกระเรียนพันธุ์ไทย &quot;กลับสู่ธรรมชาติ         </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ตามพื้นที่ชุ่มน้ำที่ในประเทศไทย &amp;nbsp;เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารสำคัญของสัตว์น้อยใหญ่มากมาย รวมทั้ง นกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่ในอดีตพบเจอได้ง่าย แต่ ปัจจุบันนกกระเรียนไทย กลายเป็นสัตว์หายาก สาเหตุเนื่องจากการพัฒนาและการขยายตัวของเมืองทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำหลายแห่งเสื่อมโทรม มีการทำเกษตรที่ใช้สารเคมี &amp;nbsp;หรือการล่า ที่ยังคงมีการลักลอบทำกันอยู่ทั้งเพื่อนำไปเป็นสัตว์ในครอบครองและเพื่อบริโภค ทำให้เมื่อ 50 ปีที่แล้ว นกกระเรียนพันธุ์ได้ถูกระบุเป็นสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วในธรรมชาติ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ความสุ่มเสี่ยงสูญพันธุ์ของนักกระเรียนพันธุ์ไทย ทำให้ต่อมา ได้มีการจัดให้นกกระเรียนพันธุ์ไทยเป็น&amp;nbsp;1 ในสัตว์ป่าสงวนตาม พรบ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.&amp;nbsp;2535&amp;nbsp;และเป็นสัตว์ในบัญชี 2&amp;nbsp;ของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก ต. บ้านบัว จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ชุ่มน้ำ &amp;nbsp; ก็เคยเป็นแหล่งอยู่อาศัยของนกกระเรียนพันธุ์ไทยจำนวนมากมาก่อน จากหลักฐานภาพถ่ายของครอบครัว ครูคุ้ม เอี่ยมศิริ ชาวบ้านอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก ต. ประโคนชัย อ.ประโคนชัย &amp;nbsp;บ้านบัว จ.บุรีรัมย์ หรือในบันทึกลานกระเรียน ในรัชกาลที่ 5 เป็นหลักฐานว่าเคยมีนกระเรียนอยู่มากมายในจ.บุรีรัมย์ &amp;nbsp;แต่ก็ประสบปัญหาเหมือนพื้นที่ชุ่มน้ำอื่นๆ คือ นกกระเรียนค่อยๆลดจำนวนลงและเสี่ยงต่อการสูญหาย &amp;nbsp; และเมื่อมีกฎหมายคุ้มครองนักกระเรียนไทยให้เป็นสัตว์สงวน มีความพยายามอนุรักษ์ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่บริเวณตะเข็บชายแดนบุรีรัมย์กับกัมพูชา ได้นำนกกระเรียนไทยมาบริจาค นอกจากนี้ ยังมีคนที่ครอบครองนกกระเรียนดังกล่าว ได้นำมาส่งคืนอีก ประมาณ 20 ตัว รวมกับที่มีอยู่ในสวนสัตว์นครราชสีมา&amp;nbsp;ซึ่งเป็นสถานที่เพาะขยายพันธุ์นกกระเรียนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไข่นกกระเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลูกนกกระเรียนที่เสัียชีวิตแล้วถูกดองไว้ในขวดเพื่อจัดแสดงในนิทรรศการเกี่ยวกับนกกระเรียนพันธุ์ไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;จนในปี&amp;nbsp;2552&amp;nbsp;มีลูกนกกระเรียนที่เกิดใหม่รวม&amp;nbsp;100&amp;nbsp;ตัว&amp;nbsp;องค์การสวนสัตว์(อสส.)&amp;nbsp;จึงได้มีโครงการปล่อยนกกระเรียนกลับคืนสู่ธรรมชาติใน&amp;nbsp;6&amp;nbsp;แหล่งทั้งที่&amp;nbsp;เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงโขงหลง&amp;nbsp;เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบงคาย&amp;nbsp;เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด&amp;nbsp;เขตห้ามล่าสัตว์ป่าห้วยตลาดและห้วยจระเข้มาก&amp;nbsp;เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบางพระ&amp;nbsp;&amp;nbsp;เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว&amp;nbsp;และทุ่งกะมัง&amp;nbsp;&amp;nbsp;แต่ก็พบว่าไม่ประสบผลสำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปล่อยนกระเรียน10ตัว คืนสู่ธรรมชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;และในปี &amp;nbsp;2554&amp;nbsp;ได้มีการทดลองปล่อยนกกระเรียนไทย จำนวน&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ตัว อีกครั้งที่&amp;nbsp;เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก จังหวัดบุรีรัมย์ จากการติดตามพบว่านกกระเรียนดังกล่าวสามารถดำรงชีวิตอยู่ในธรรมชาติได้ตามปกติ เป็นสัญญาณบ่งชี้ได้ดีว่า พื้นที่ชุ่มน้ำเนื้อที่เกือบ 4 พันไร่แห่งนี้ มีความอุดมสมบูรณ์ มีแหล่งอาหารที่เพียงพอ อีกทั้งชาวบ้านยังทำการเกษตรแบบอินทรีย์ &amp;nbsp;และมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์นกกระเรียน เป็นเหตุผลให้เกิดการจัดตั้ง ศูนย์อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย ตำบลสะแกโพรง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยองค์การสวนสัตว์(อสส.) ร่วมกับ บริษัทน้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด(มหาชน) บมจ.ทรูคอร์ปอเรชั่น และหน่วยงานพันธมิตร ที่ได้มีการปล่อยนกกระเรียนเพิ่มอีก 10 ตัว เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ของจังหวัด และดูแลอนุรักษ์เหล่านกกระเรียนพันธุ์ไทยเพื่อให้เป็นถิ่นอาศัยและขยายพันธ์ต่อไปในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเบญจพล นาคประเสริฐ ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์ กล่าวว่า เป็นการต่อยอดการดำเนินงานโครงการอนุรักษ์ถิ่นอาศัยของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ ที่มีความสำคัญระดับโลกในพื้นที่ภาคการผลิต ของกองทุนสิ่งแวดล้อม โดยเป็นงบประมาณสนับสนุนการก่อสร้างจากบริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด(มหาชน) ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้และอนุรักษ์ ที่เชื่อมโยงกับวิถีชุมชน อีกทั้งยังต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณัฐวัฒน์ แปวกระโทก นักวิจัยภาคสนาม สวนสัตว์นครราชสีมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นายณัฐวัฒน์ แปวกระโทก นักวิจัยภาคสนาม สังกัดสำนักอนุรักษ์และวิจัยองค์การสวนสัตว์ สวนสัตว์นครราชสีมา&amp;nbsp;ได้เล่าว่า นกกระเรียนพันธุ์ไทย(Eastern Sarus Crane)&amp;nbsp;นับว่ามีลักษณะเด่นที่บินได้สูงที่สุดในชนิดพันธุ์ย่อยของนกกระเรียนพันธุ์เอเชีย ที่มีอีก 2 สายพันธุ์ ได้แก่&amp;nbsp;นกกระเรียนพันธุ์อินเดีย(Indian Sarus Crane)&amp;nbsp;ในสายพันธุ์ย่อยนับว่ามีขนาดใหญ่ที่สุด และนกกระเรียนสายพันธุ์ออสเตรเลีย (Australian Sarus Crane)&amp;nbsp;ที่มีขนาดเล็กที่สุด ในช่วงที่ไม่มีการพบนกกระเรียนที่ไทย&amp;nbsp;ก็จะพบได้ในบางประเทศเท่านั้น คือ กัมพูชา พม่า และเวียดนาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พื้นที่บางส่วนที่จัดแสดงนกกระเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นักวิจัยภาคสนาม เล่าต่อว่า&amp;nbsp;จากการที่นกกระเรียนสูญหายไปในธรรมชาติ ทำให้เกิดโครงการวิจัยเพื่อขยายพันธุ์นกกระเรียนทั้งแบบเทียมและแบบธรรมชาติ เพื่อปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ ซึ่งก็ได้มีการเรียนรู้จากมูลนิธินกกระเรียนสากล (International Crane Foundation) รัฐวิสคอนซิล สหรัฐอเมริกา&amp;nbsp;ทั้งวิธีการเลี้ยง ที่ผู้เลี้ยงต้องส่วมชุดมาสคอสเพื่อให้กลมกลืน การผสมพันธุ์ มาปรับใช้ในประเทศไทยจนประสบผลสำเร็จ โดยได้เลือกพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก จังหวัดบุรีรัมย์&amp;nbsp;แห่งเดียวในประเทศไทย จากการคัดเลือกโดยผู้เชี่ยวชาญ ที่มีความเหมาะสมทั้งพื้นที่ที่พบว่ามีหญ้าแห้วทรงกระเทียม เป็นพืชตระกูลกก คล้ายกับสมหวังที่รับประทาน ซึ่งเป็นอาหารทดแทน กินในช่วงฤดูแล้งได้ และชาวบ้านที่มีความเข้าใจและพร้อมมีส่วนร่วมในการดูแลอนุรักษ์ ให้เป็นพื้นที่ปล่อยนกกระเรียนคืนสู่ธรรมชาติ โดยมีการใส่หวงขาที่ตัวนกเพื่อทำการติดตาม เพราะเป็นพื้นที่กว้างขนาดใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ดังนั้นตั้งแต่ปี 2554&amp;nbsp;&amp;ndash;&amp;nbsp;ปัจจุบัน ได้มีการปล่อยนกกระเรียนทั้งหมด 114 ตัว มีชีวิตรอดในธรรมชาติ 71 ตัว เกิดในธรรมชาติ 15 ตัว และ&amp;nbsp;ในสวนสัตว์นครราชสีมาที่พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ราวๆ 100 ตัว และคาดว่าในทุกปีจะมีการปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ประมาณ 10-15 ตัว หรือขึ้นอยู่กับการว่างไข่ในปีนั้นๆด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp;นักวิจัยภาคสนาม&amp;nbsp;เล่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นายทองพูน อุ่นจิตต์ ผู้ใหญ่บ้านสวาย ตำบลสะแกโพรง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ได้เล่าให้ฟังว่า จากคำบอกเล่าของรุ่นพ่อแม่ที่มีอายุ 80 ปี &amp;nbsp;ว่าในพื้นที่อ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก มีการพบนกกระเรียนพันธุ์ไทยแบบนี้ แต่ก็มีการล่านำมาเป็นสัตว์เลี้ยงและบริโภคเพราะเมื่อก่อนยังไม่มี&amp;nbsp;พรบ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า&amp;nbsp;จนมันหายไปไม่เคยอีกเลย จนกระทั่งได้มีโครงการปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทยคืนสู่ธรรมชาติ ก็ต้องไปทำความเข้าใจกับชาวบ้านว่าจะมีการอยู่รวมกันอย่างไร เพราะด้วยวิถีนกกระเรียนที่กิน หอย ปู ปลา และวัชพืชในนาข้าว ก็ไม่ได้เป็นปัญหา อุ้งเท้าของมันก็ไม่ได้ทำลายนาเสียหาย เมื่อนกกระเรียนวางไข่ หรือเวลาบินไปที่ไหนก็จะมีการรายงานกันอยู่ตลอด เพราะหวังว่านกกระเรียนจะมีการขยายพันธุ์สู่ธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ห่วงขาไว้ใส่นกระเรียนที่ผ่านการผสมพันธุ์ เพื่อขยายจำนวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในศูนย์อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย จะมีการจัดแสดงประวัติความเป็นมาของนกกระเรียนชนิดพันธุ์ต่างๆ และความเป็นมาของนกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่มีทั้งโหลดองลูกนกกระเรียน ไข่ ขน หรือห่วงขาที่ใช้สำหรับติดตามนกกระเรียน รวมไปถึงหอดูนก และพื้นที่จัดแสดงนกกระเรียนพันธุ์ไทย 2 ตัว เพื่อให้ผู้ที่มาเยือนได้ชมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พื้นที่ไว้บางส่วนที่มีไว้่เพื่อจัดแสดงนกกระเรียน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังสามารถติดตามดูนกกระเรียนพันธุ์ได้ง่ายขึ้น ดร.ธีรพล ถนอมศักดิ์ยุทธ์ หัวหน้าคณะผู้บริหาร ด้านนวัตกรรมและความยั่งยืน บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวถึง การจัดทำแอปพลิเคชัน Doo Nok (ดูนก) ซึ่งจัดว่าเป็นโครงการระยะยาว เพื่อเป็นอีกช่องทางในการรับทราบจุดที่จะพบนกกระเรียนพันธุ์ไทย โดยมีฟังก์ชั่นพิเศษในการทราบพิกัดที่จะพบเจอนก และยังเป็นการรวบรวมข้อมูลพันธุ์นกกว่า 500 ชนิด สามารถดาวน์โหลดได้แล้วทั้งในระบบ iOS App store และ Google Play store&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นกกระเรียนพันธุ์ไทยที่จัดแสดง


&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45155</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธีรพล ถนอมศักดิ์ยุทธ์, นกกระเรียนพันธุ์ไทย, บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น, ศูนย์อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย, สวนสัตว์นครราชสีมา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190906/image_big_5d725210b9e73.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
