<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111716</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2021 09:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2021 09:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอสซีจี โชว์กำไรครึ่งปีแรกโต 27% รับโควิด-19กระทบธุรกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
31 ก.ค. 2564 นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (SCC) เปิดเผยว่าสำหรับงบการเงินรวมก่อนสอบทานของเอสซีจี ในไตรมาสที่ 2/2564 มีรายได้จากการขาย 133,555 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักจากราคาขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น ตามการปรับตัวของราคาน้ำมันโลก และเพิ่มขึ้น 9% จากไตรมาสก่อน จากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของทุกกลุ่มธุรกิจ โดยมีปัจจัยหลักมาจากราคาขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ประกอบกับมีกำลังการผลิตส่วนเพิ่ม ทำให้ปริมาณขายยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากปัญหาเรื่องการขนส่ง โดยมีกำไรสำหรับงวด 17,136 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 83% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักจากส่วนต่างราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ และส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่เพิ่มขึ้น และเพิ่มขึ้น 15% จากไตรมาสก่อน จากส่วนต่างราคาสินค้าเคมีภัณฑ์เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2564 เอสซีจีมีรายได้จากการขาย 255,621 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากราคาขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยมีกำไรสำหรับงวด 32,050 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 96% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากส่วนต่างราคาสินค้าเคมีภัณฑ์และส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อีกทั้งครึ่งปีแรกของปี 2564 เอสซีจีมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม 86,861 ล้านบาท คิดเป็น 34% ของรายได้จากการขายรวม ทั้งนี้ ยังมีสัดส่วนของการพัฒนาสินค้าใหม่ และ Service Solution เช่น โซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์ โซลูชันบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ คิดเป็น 15% และ 5% ของรายได้จากการขายรวม ตามลำดับ&amp;rdquo;นายรุ่งโรจน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ รวมการส่งออกจากประเทศไทย ในครึ่งปีแรกของปี 2564 ทั้งสิ้น 112,272 ล้านบาท คิดเป็น 44% ของยอดขายรวม เพิ่มขึ้น 30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนสินทรัพย์รวมของเอสซีจี ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2564 มีมูลค่า 812,051 ล้านบาท โดย 39% เป็นสินทรัพย์ในอาเซียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-10 กระทบต่อธุรกิจ เช่น ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เนื่องจากไซด์งานก่อสร้างต้องปิดตัว และคาดว่าหากจะมีคำสั่งให้กลับมาเปิดได้ก็ต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว เนื่องจากอาจจะมีการชะลอการตัดสินใจซื้อ โดยภาพรวมในไตรมาสที่ 2/2564 ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มีรายได้จากการขาย 46,416 ล้านบาท &amp;nbsp;เพิ่มขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากยอดการส่งออกสินค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เป้าหมายครึ่งปีหลัง เป้าหมายครึ่งปีหลัง ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ เช่น ซีเมนต์ ก่อสร้าง คงกระทบต่อเนื่อง ไซด์ก่อสร้างต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว คิดว่าความไม่แน่นอนมีสูง ส่วนอื่นๆ คิดว่าดีมานด์ความต้องการจะเริ่มฟื้นตัว อย่างเคมีภัณฑ์ หรือบรรจุภัณฑ์ แม้จะมีมาตรการห้ามเดินทางแต่การอุปโภคบริโภคยังมีอยู่ ยังมีการส่งของโลจิสติกส์ ผลกระทบอาจไม่มาก แต่หากเกิดกรณีติดเชื้อของเราเอง หรือคู้ค่า ก็จะมีผลกระทบกับกำลังการผลิตลดลง ตอนนี้จึงไม่รู้จะประมาณการณ์สถานการณ์อย่างไร ยังรอดูการแพร่ระบาดที่มีต่อเนื่อง&amp;rdquo;นายรุ่งโรจน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111716</URL_LINK>
                <HASHTAG>บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย, ผลประกอบการ, รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210430/image_big_608b71751178e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42071</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2019 09:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2019 09:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอสซีจีพลาดเป้ารายได้-กำไรลด27%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ค. 2562 นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2562 ของเอสซีจีมีกำไร 9,079 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 27% ซึ่งหากรวมรายการหักเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานเพิ่มเป็น 400 วัน เหลือกำไร 7,044 ล้านบาท มีรายได้จากการขาย 109,094 ล้านบาท ลดลง 9% เนื่องจากราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ที่มีรายได้ 45,995 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 19% ธุรกิจแพคเกจจิ้งมีรายได้ 20,402 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 6% ตามความต้องการซื้อที่ลดลง ซึ่งได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ และการแข็งค่าของเงินบาทที่ส่งผลต่อส่วนต่างราคาสินค้าปรับตัวลดลง ประกอบกับการขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ 1,150 ล้านบาท

ทั้งนี้ หากพิจารณาผลประกอบการในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เอสซีจีมีกำไร 20,741 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 16% ซึ่งหากรวมรายการหักเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานเพิ่มเป็น 400 วัน เหลือกำไร 18,706 ล้านบาท มีรายได้จากการขายรวม 221,473 ล้านบาท ลดลง 7% เนื่องจากราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง ส่วนต่างราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ปรับตัวลดลงจากผลกระทบของสงครามการค้า อีกทั้งรายได้จากการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศรวมการส่งออกในครึ่งแรกของปีอยู่ที่ 88,825 ล้านบาท คิดเป็น 40% ของยอดขายรวม ลดลง 11%&amp;nbsp;

&amp;ldquo;ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างทบทวนเป้าหมายยอดขายปีนี้ทั้งปีใหม่ จากเดิมคาดไว้ปีนี้โต 5-10% เนื่องจากราคาขายในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ลดลง 9% เพราะผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท ขณะที่ในเชิงปริมาณการขายส่วนใหญ่จะคงที่ มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างไตรมาส 2 ที่มีรายได้จากการขาย 45,928 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% แต่หากมองแนวโน้มยอดขายปีนี้ทั้งปีเบื้องต้นคาดว่าจะลดลงจากปีก่อน 9-10% เริ่มเห็นสัญญาณได้จากกำไรในช่วง 6 เดือนแรกลดลง 16% ดังนั้นในช่วงที่เหลือของปีนี้จะหวังให้ธุรกิจขยายตัวคงเป็นไปได้ยาก&amp;rdquo;

นายรุ่งโรจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ล่าสุดได้ทบทวนงบลงทุนปีนี้อยู่ที่ 7.5 หมื่นล้านบาท ลดลงจากแผนเดิมตั้งเป้าหมายลงทุนอยู่ที่ 8.5 หมื่นล้านบาท หลังจากครึ่งแรกของปีนี้ใช้งบลงทุนไปแล้ว 3.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งในระยะข้างหน้าบริษัทยังคงมองหาการลงทุนซื้อธุรกิจใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักและเห็นโอกาสในการทำกำไรได้เร็ว ส่วนการลงทุนของรัฐบาลมองว่าหากภาครัฐสามารถเดินหน้าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ได้โดยเร็ว สามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้ตามเป้าหมายจะสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้มาก

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงที่สร้างความผันผวนในตลาดค่อนข้างสูงมากอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะให้น้ำหนักเรื่องเศรษฐกิจโลกชะลอตัวจากผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ รวมถึงติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างประเทศอิหร่าน-สหรัฐ ที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบตลาดโลกผันผวนสูงกว่าปัจจัยพื้นฐาน เพื่อปรับกลยุทธ์ด้านการผลิตและการค้ารับมือในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม บริษัทยังมองหาโอกาสทางการค้าในตลาดอื่นมากขึ้น เพื่อชดเชยการส่งออกสินค้าไปยังประเทศจีน

&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42071</URL_LINK>
                <HASHTAG>บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย, รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส, เอสซีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180529/image_big_5b0c37e1e36f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27952</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2019 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2019 09:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เอสซีจีโวยอดขายปี 61 โต 6% แต่กำไรวูบ 19%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ม.ค. 2562 นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่าปี 2561 บริษัทมีผลประกอบการปี 2561 มีรายได้จากการขาย 478,438 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6% ซึ่งเป็นยอดขาย สินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม 184,965 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 5% ต่อปีก่อน คิดเป็น 39% ของยอดขายรวม ขณะที่ทำกำไรสำหรับปีนี้ได้ 44,748 ล้านบาท ลดลง 19% เนื่องจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกทั้งสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ผันผวน และการแข็งค่าของเงินบาทส่งผลกระทบต่อภาพรวมผลประกอบการของเอสซีจี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในปี 2562 บริษัทมีแผนลงทุน 60,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 46,000 ล้านบาท มีกระแสเงินสด 57,000 ล้านบาท มีหุ้นกู้ครบกำหนดออกทดแทน 15,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายธุรกิจในต่างประเทศในโครงการที่มีศักยภาพและคุ้มค่าการลงทุน รวมถึงการลงทุนในส่วนของสตาร์ตอัพชั้นนำที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิตอลประมาณ​ 5,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนมีสัดส่วนการลงทุนอยู่ที่ 10-15% และเน้นการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนาให้มากขึ้นจากปีก่อนอยู่ที่ 4,700 ล้านบาท รวมถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุน ตั้งเป้าหมายรายได้ปี 2562 เติบโต 5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โดยคาดปริมาณการใช้ปูนซีเมนต์ในประเทศปีนี้น่าจะเติบโตได้ 3-5% จากปีก่อนโต 3% โดยประเมินความต้องการใช้ปูนจะขยายตัวในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ต่อเนื่องจากครึ่งหลังของปีที่ผ่านมาสามารถเติบโตได้ดีซึ่งต้องติดตามแนวโน้มการลงทุนครึ่งหลังของปีนี้อีกครั้งว่าจะมีทิศทางอย่างไร ส่วนการเมืองในประเทศจะมีผลต่อธุรกิจมากน้อยแค่ไหนนั้น ยังเร็วเกินไปที่จะประเมิน ต้องรอผลเลือกตั้งให้มีความชัดเจนอีกครั้ง&amp;rdquo;นายรุ่งโรจน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปี 2562 เอสซีจียังคงเน้น 2 กลยุทธ์หลัก คือ การสร้างเสถียรภาพทางการเงินเพื่อรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรของเอสซีจีในปีที่ผ่านมาโต 9% ซึ่งถือว่าแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับผลประกอบการของอุตสาหกรรมในภาพรวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลยุทธ์ที่สอง คือการบริหารจัดการการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว โดยเน้นการพัฒนานวัตกรรมโมเดลธุรกิจใหม่ๆ เช่น การให้บริการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำสำหรับผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ การขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยการออกแบบบรรรจุภัณฑ์รวมกับลูกค้า การให้บริการสำรวจความเสียหายโครงสร้างอาคารด้วยอุปกรณ์ทางวิศวกรรมที่แม่นยำ เป็นต้น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมและสร้างการเติบโตให้ธุรกิจอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในระยะยาว เอสซีจีจะเดินหน้าขยายโอกาสส่งออกนวัตกรรมสินค้าและบริการตามทิศทางตลาดโลกเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และเร่งเดินหน้าโครงการลงทุนที่จะช่วยสร้างการเติบโตให้ธุรกิจได้ในอนาคตทั้งตลาดอาเซียนที่ขยายตัวต่อเนื่องรวมถึงตลาดใหม่ที่มีศักยภาพและเติบโตรวดเร็วเช่น การส่งออกสินค้าเคมีภัณฑ์ไปยังตลาดจีน และการรุกธุรกิจค้าปลีกและโลจิสติกส์ในภูมิภาคต่างๆ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27952</URL_LINK>
                <HASHTAG>SCG, กำไรลด, บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย, ผลประกอบการปี 61, ยอดขายพุ่ง, แผนลงทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180529/image_big_5b0c37e1e36f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15025</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/08/2018 07:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/08/2018 07:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“เอสซีจี”จับมือบุญถาวร ตั้งธุรกิจค้าปลีกแบบใหม่ เน้นออกแบบสินค้าจับกลุ่มตกแต่ง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เอสซีจี&amp;rdquo; เร่งเครื่องธุรกิจค้าปลีก ร่วมทุน &amp;ldquo;บุญถาวร&amp;rdquo; เปิดร้านรูปแบบใหม่ รับออกแบบสินค้าและบริการเกี่ยวกับบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (เอสซีจี) แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) &amp;nbsp;ว่า บริษัทเอสซีจี ดิสทริบิวชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัท ถือหุ้นทั้้งหมดได้เข้าทำสัญญาร่วมทุนกับบริษัทบุญถาวรกรุ๊ป จำกัด เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุนดำเนินธุรกิจร้านค้าปลีก รับออกแบบสินค้าและบริการเกี่ยวกับบ้าน และที่อยู่อาศัยแบบครบวงจรในประเทศไทย ภายใต้การบริหารจัดการแบบแฟรนไชส์ในการจัดจำหน่ายสินค้า เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะด้านการตกแต่งทั้งภายในและภายนอกอาคาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บริษัทร่วมทุนดังกล่าว มีทุนจดทะเบียน 380 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นเอสซีจี ดิสทริบิวชั่น อยู่ที่ 51% และบุญถาวร อยู่ที่ 49% โดยคาดว่าจะเริ่มเปิดดำเนินการได้ในไตรมาสแรก ปี 62 ซึ่งการร่วมทุนนี้จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งของบริษัทให้เข้าถึงและครอบคลุมความต้องการของตลาดผู้บริโภคได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บุญถาวรมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ยาวนานในธุรกิจร้านค้าปลีกที่จัดจำหน่ายสินค้าประเภทตกแต่งภายในและภายนอกอาคาร และมียอดขายรวมของกลุ่มธุรกิจปี 60 ประมาณ 12,000 ล้านบาท โดยจะยังคงดำเนินธุรกิจเดิมต่อไปภายหลังการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่นี้้แล้ว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิธิ ภัทรโชค รองประธานฝ่ายธุรกิจผลิตภัณฑ์ก่อสร้างและจัดจำหน่าย เอสซีจี กล่าวว่า ปัจจุบันมีกลุ่มลูกค้ายุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบที่มีสไตล์ เน้นความสวยงามที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่นักออกแบบและช่างรับเหมาติดตั้งที่มีคุณภาพหาได้ยาก ทำให้บริษัทได้ร่วมทุนกับบุญถาวร เพื่อดำเนินธุรกิจร้านค้าปลีกแบบเฉพาะทาง จัดจำหน่ายสินค้าตกแต่งทั้งภายในภายนอกที่มีดีไซน์ให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่หลังคา ฝาฝ้า กระเบื้อง ห้องน้ำ ห้องครัว พร้อมบริการออกแบบและติดตั้ง โดยนักออกแบบและช่างติดตั้งที่มีคุณภาพ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15025</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจค้าปลีก, บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย, บุญถาวร, รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส, ออกแบบสินค้าเกี่ยวกับบ้าน, เอสซีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180425/image_big_5ae046db4397e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14042</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/07/2018 21:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รีไซเคิลขยะลดมลพิษ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญหาขยะมูลฝอย ที่เกิดจากการอุปโภค บริโภค กิจกรรมทั้งหลายของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน ชุมชน ตลาด ร้านค้า และโรงงาน ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ของทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศไทย ที่ทำให้เกิดปัญหาทางสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องทั้งทางน้ำและทางอากาศ ไม่ว่าจะเป็นการเกิดก๊าซเรือนกระจก ที่มีสาเหตุจากขยะเทกอง ที่ปล่อยก๊าซมีเทน ซัลเฟอร์กับคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา ปัญหาขยะในทะเลที่ส่งผล กระทบต่อสภาพแวดล้อมและชีวิตความเป็นอยู่ของสัตว์ในทะเล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เกิดมาจากพฤติกรรมการบริโภคและการแยกขยะจากต้นทางการจัดการขยะที่ไม่ได้มาตรฐานก่อให้เกิดมลพิษ รวมถึงการไม่เกิดการนำกลับมาใช้ซ้ำ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากผลดังกล่าวทำให้เกิดปัญหาขยะล้มเมือง ซึ่งจากผลการสำรวจของกรมควบคุมมลพิษ พบว่าประเทศไทยมีปริมาณขยะสูงขึ้นต่อเนื่องขึ้นทุกปี ซึ่งรายงานจากกรมควบคุมมลพิษ พบว่าขยะมูลฝอยชุมชนของประเทศไทยปี 2559 มีปริมาณถึง 27.06 ล้านตันต่อปี เทียบเท่าตึกใบหยก 2 จำนวน 140 ตึก คิดเป็นประมาณ 74,130 ตันต่อวัน เฉลี่ยเป็นปริมาณขยะ 1.14 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน ยังไม่รวมขยะตกค้างสะสมที่เพิ่มขึ้นทุกปีไม่ต่ำกว่าปีละ 10 ล้านตัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากปริมาณขยะที่เกิดขึ้นนั้น บางส่วนสามารถที่จะย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ หรือขยะอินทรีย์ แต่บางส่วน ย่อยสลายตามธรรมชาติได้ยาก หรือนําไปรีไซเคิลแล้วไม่คุ้มทุน ต้องนำไปกำจัด ได้แก่ ซองขนม กล่องโฟม ถุงพลาสติก และยังมีบางส่วนที่เป็นขยะอันตราย ต้องนําไปกําจัดหรือบําบัดด้วยวิธีเฉพาะ เช่น หลอดไฟ ขวดยา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม แม้ว่าที่ผ่านมาประเทศไทยจะมีความพยายามในการรีไซเคิลและกำจัดขยะอย่างถูกต้องมากขึ้น แต่แนวโน้มปริมาณขยะในแต่ละปีเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน รวมถึงการกำจัดอย่างไม่ถูกวิธี อาทิ การเทกอง เผากลางแจ้ง เผาในเตาที่ไม่มีระบบกำจัดมลพิษทางอากาศ และฝังกลบแบบเทกองควบคุม หรือไม่ถูกจัดการเลย ทำให้เกิดการตกค้างและเป็นมลพิษจำนวนมาก โดยเฉพาะขยะกลุ่มพลาสติกซึ่งข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ พบว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานั้นมีขยะพลาสติกเกิดขึ้นประมาณปีละ 2 ล้านตัน และในจำนวนนี้มีส่วนหนึ่งที่ถูกทิ้งลงในทะเล ส่งผลให้ประเทศไทยติดอันดับที่ 6 ของโลกที่ทิ้งขยะลงทะเล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น เพื่อลดปัญหาดังกล่าวทั้งภาครัฐและเอกชนได้พยามยามรณรงค์ให้ลดการทิ้งขยะ รวมถึงการรีไซเคิลขยะ&amp;nbsp; โดยส่วนภาคเอกชนเองเริ่มรณรงค์คัดแยกขยะในองค์กร นำส่วนที่ยังใช้ประโยชน์ได้ไปรีไซเคิลหรือจำหน่าย ช่วยกันฝังกลบขยะอินทรีย์ให้ย่อยสลายเองตามธรรมชาติ หรือทำปุ๋ย ส่วนที่เหลืออยู่ใช้วิธีเผาทำลายด้วยเตาเผาขยะเทคโนโลยีสูงที่มีระบบควบคุมอากาศ โดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้า น้ำมัน หรือแก๊ส&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ได้ร่วมมือกับ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี ดำเนินโครงการความร่วมมือทางด้านเทคโนโลยีสำหรับถนนจากพลาสติกรีไซเคิล&amp;rdquo; เพื่อเปลี่ยนขยะพลาสติกให้เป็นส่วนประกอบในการทำถนนยางมะตอย โดยโครงการนี้จะช่วยลดปัญหาขยะพลาสติกในทะเลและในชุมชน รวมถึงคุณสมบัติของพลาสติกจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของถนน พร้อมลดการเกิดก๊าซเรือนกระจกจากการทำถนน และเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมประเทศไทยไปสู่การเป็นเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างเป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ก็ต้องยอมรับว่า แม้ภาคเอกชนและรัฐบาลจะพยายามลดขยะโดยการรีไซเคิลและการส่งเสริมโครงการโรงไฟฟ้าขยะ แต่ก็ยังไม่สามารถกำจัดขยะไปได้หมด เพราะ ปริมาณขยะที่เกิดขึ้นนั้นมีจำนวนมากกว่าการกำจัด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และส่วนหนึ่งมีปัจจัยมาจากผู้บริโภคเช่นกัน ที่ไม่ยอมรับที่ให้มีโรงไฟฟ้าขยะในพื้นที่ของตัวเอง เพราะกลัวเรื่องปัญหามลพิษ การส่งกลิ่น และยังมีปัญหาของการเสียประโยชน์ของผู้ทรงอิทธิพลในท้องถิ่น ทำให้มีการคัดค้านโรงไฟฟ้าขยะมาโดยตลอด จนในหลายพื้นที่ไม่สามารถสร้างได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่สำคัญอีกประการ คือ การสร้างความเข้าใจให้กับชาวบ้างอย่างมีนัยแอบแฝง บ้างก็ไม่เปิดเผยข้อมูลที่แท้จริง บ้างก็เปิดเผยข้อมูลเมื่อมีเหตุการณ์คัดค้านเกิดขึ้น บ้างก็แปลงทุนก่อนทำการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน เพราะเกรงว่าราคาที่ดินจะเพิ่มขึ้น ส่วนกลุ่มที่คัดค้านนั้นบ้างก็มาคัดค้านเพราะไม่เข้าใจ บ้างก็เป็นส่วนหนึ่งของผู้เสียผลประโยนช์ บ้างก็ค้านเพราะเป็นอาชีพ มักอ้างเพื่อประโยชน์ของประเทศ ปะปนกันไปหมด จนทำให้หลายๆ โครงการต้องชะลอหรือเลิกล้มไป สร้างความสูญเสียให้กับประเทศอย่างมากมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น หากจะคัดค้านหรือไม่เห็นด้วยกับโครงการเหล่านี้ น่าจะเปิดใจยอมรับข้อมูลของแต่ละฝ่ายอย่างจริงใจ ก่อนที่จะตัดสินใจว่าโครงการเหล่านั้นเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม แล้วค่อยยกมือคัดค้านหรือเห็นด้วย จะดีกว่าไหม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่าเอาแต่หลับหูหลับตาคัดค้านจนทำให้ประเทศเสียโอกาส ล้าหลังเพื่อนบ้านไปมากกว่านั้น.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;บุญช่วย&amp;nbsp; ค้ายาดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14042</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, กล่องโฟม, ก๊าซเรือนกระจก, ถุงพลาสติกใส่ยา, บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย, บริษัท ดาว ประเทศไทย, บุญช่วย  ค้ายาดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10227</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2018 00:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2018 00:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> SCC ทุ่ม 173,000 ล้านบาท ลงทุนกิจการปิโตรเวียดนาม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;SCC ลงทุน 173,000 ล้านบาท ปิโตรเวียดนาม พร้อมถือหุ้น 100% คาดเปิดเชิงพาณิชย์ตามแผนปี 66&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (เอสซีซี) เปิดเผยว่า บริษัทวีนา เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (วีเอสซีจี) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในธุรกิจเคมิคอลส์ของบริษัท ได้ลงนามในสัญญากับ เวียดนาม ออย แอนด์ แก๊ซ กรุ๊ป (ปิโตรเวียดนาม) เพื่อซื้อหุ้นสัดส่วน 29% ใน ลอง ซอง ปิโตรเคมิคอลส์ จำกัด (แอลเอสพี) ที่ราคา 2,900 ล้านบาท โดยคาดว่าการทำธุรกรรมดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในปลายเดือน มิ.ย.61 ส่งผลให้บริษัทจะถือหุ้นโดยอ้อมในแอลเอสพีเพิ่มขึ้นจาก 71% เป็น 100%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สัดส่วนการถือหุ้น 100% แบ่งเป็น บริษัทวีนา เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด สัดส่วน 82% และบมจ.ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ สัดส่วน 18% เท่าเดิม โดยในส่วนทุน 40% ของเงินลงทุนรวมเอสซีซีในโครงการมูลค่า 5,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 173,000 ล้านบาท จะเพิ่มขึ้นจาก 53,392 ล้านบาท ที่เคยแจ้งไว้จากเดิมเป็น 70,000 ล้านบาท เนื่องมาจากการเข้าถือส่วนทุนที่เพิ่มขึ้นและการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการนี้คาดว่าจะเริ่มดำเนินการด้านวิศวกรรม จัดหาและก่อสร้าง (แอลพีซี) ได้ภายในไตรมาส 3 ปี 61 และจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ตามแผนในช่วงครึ่งแรกของปี 66 โดยรัฐบาลเวียดนามยังคงให้การสนับสนุนโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง ด้วยการให้สิทธิพิเศษในโครงการแอลเอสพีดังเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรชัย ประมลเจริญกิจ นักวิเคราะห์กลุ่มวัสดุก่อสร้าง บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง กล่าวว่า การเข้าไปลงทุนปิโตรเวียดนามของ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย ถือเป็นโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งการใช้เงินลงทุน 173,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็นเงินกู้ 60% และเงินทุน 40% โดยเงินทุนในส่วน 40% จะเป็นจำนวน 69,000 ล้านบาท เป็นระยะเวลา 5 ปี เฉลี่ยปีละ 13,000 ล้านบาท ซึ่งปกติปูนซิเมนต์ไทยมีเป้าหมายเงินลงทุนปีละ 50,000-60,000 ล้านบาท &amp;nbsp;ทำให้ครั้งนี้ไม่ต้องเพิ่มทุน ไม่เป็นภาระต่อบริษัท และไม่กระทบการจ่ายเงินปันผล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ผลประกอบการไตรมาสแรก ปี 61 บริษัทคาดว่ายอดขายรวมปีนี้ อาจเติบโตต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เติบโต 5-6% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่ากว่า 10% ทำให้ยอดขายจากการส่งออกลดลง ซึ่งการส่งออกมีสัดส่วนกว่า 40% จากยอดขายรวม แต่บริษัทได้ดำเนินนโยบายเน้นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยลดทอนผลกระทบจากค่าเงินได้พอสมควร โดยสัดส่วนสินค้าดังกล่าวเพิ่มเป็น 44% จากปีก่อนอยู่ที่ 39%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ บริษัทไม่มีแผนเพิ่มนโยบายการประกันความเสี่ยงค่าเงิน จากปัจจุบันไม่เกิน 50% เพราะไม่สามารถควบคุมได้ และปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ส่วนปีนี้บริษัทตั้งงบลงทุนรวม 50,000-60,000 ล้านบาท เช่น โครงการปิโตรคอมเพล็กซ์เวียดนาม, ลงทุนด้านวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจแบบดิจิทัลด้วย ส่วนงบลงทุนที่เหลือจะใช้สำหรับปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตไลน์การผลิตเดิม เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10227</URL_LINK>
                <HASHTAG>SCC, บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย, มย์แบงก์ กิมเอ็ง, รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส, ลอง ซอง ปิโตรเคมิคอลส์, เอสซีจี, เอสซีซี, แอลเอสพี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180529/image_big_5b0c37e1e36f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
