<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>99852</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2021 17:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2021 17:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดระลอก3กดธุรกิจอสังหาชะลอตัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี 2563 ได้ส่งผลกระทบกับภาคอสังหาริมทรัพย์อย่างมาก ทำให้หลายค่ายต่างต้องปรับตัวเพื่อรองรับ โดยเฉพาะล่าสุดที่มีการระบาดระลองใหม่ที่มาจากคลัสเตอร์สถานบันเทิง จะส่งผลอย่างไรกับภาคอสังหาริมทรัพย์ อยากให้ติดตามชมกูรูทางด้านนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิชัย วิรัตกพันธ์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กล่าวว่า จากการรายงานผลการจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลในภาวะปัจจุบัน พบว่าไตรมาสแรกปี 2564 มีค่าดัชนีเท่ากับ 46.3 โดยยังมีค่าดัชนีทรงตัวเท่ากับไตรมาสก่อน และยังต่ำกว่าค่ากลางที่ระดับ 50 ติดต่อกันถึง 8 ไตรมาส ซึ่งเป็นผลกระทบที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ไตรมาสสองปี 2562 จากการมาตรการแอลทีวีในเดือน เม.ย.2562 ทำให้ผู้ประกอบการมีความกังวลต่อธุรกิจการพัฒนาที่อยู่อาศัยอย่างเห็นได้ชัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกอบกับในไตรมาสแรกปี 2564 สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดยังมีการแพร่ระบาดต่อเนื่องไปในบางพื้นที่ อีกทั้งผลกระทบจากเศรษฐกิจไทยที่เพิ่งเริ่มมีการฟื้นตัวอย่างช้าๆ จึงทำให้ผู้ประกอบการยังมีความเชื่อมั่นในการประกอบธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยต่ำกว่าค่ากลางที่ 50.0 &amp;nbsp;
ธุรกิจอสังหายังทรงตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดินา แม้นเลิศ รองกรรมการผู้จัดการสายงานบริหารโครงการ บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) มองว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ครั้งนี้นับว่ามีความรวดเร็วเป็นอย่างมาก แต่ล้วนเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนล้วนต่างเคยรับมือกันมาแล้ว ดังนั้นภาพรวมคาดว่าสถานการณ์ยังอยู่ในสภาวะทรงตัว ในส่วนมุมมองต่อผู้บริโภคนั้นมีปัจจัยเรื่องอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ และมีมาตรการของรัฐบาลลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท มีผลถึงสิ้นปี 2564 ซึ่งเป็นมาตรการที่จะช่วยลดภาระของผู้ซื้อ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนมุมของผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มาตรการดังกล่าวถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์มีมุมมองเชิงบวกต่อสถานการณ์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และมีความเชื่อมั่น &amp;nbsp;ในการลงทุนในอนาคตมากยิ่งขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ทิศทางการลงทุนด้านอสังหาฯ ในพื้นที่ภาคตะวันออก ปัจจุบันบริษัทมีโครงการบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมโซนตะวันออก (รามอินทราและบางนา) รวม 3 โครงการ ได้แก่ ชวนชื่น ซิตี้ วัชรพล-รามอินทรา, ชวนชื่น ทาวน์ วิลเลจ บางนา, ชวนชื่น ไพร์ม วิลเลจ บางนา ซึ่งทั้ง 3 โครงการ ในไตรมาส 1/2564 มียอดขายที่เติบโตขึ้นจากไตรมาส 4/2563 ถึง 10%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอนโดฯ เปิดขายใหม่ลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรเชษฐ กองชีพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟีนิกซ์ พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลล็อปเม้นท์ แอนด์ คอนซัลแทนซี่ จำกัด กล่าวว่า การแพร่ระบาดรอบ 3 ซึ่งเกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร ทำให้การแพร่ระบาดรอบนี้มีผลโดยตรงต่อกรุงเทพมหานครมากที่สุด เพราะเป็นการแพร่ระบาดในกลุ่มของคนทำงานที่ใช้ชีวิตหรือเดินทางแบบคนกรุงเทพฯ ทั่วไป ดังนั้น การแพร่ระบาดในรอบนี้มีความเป็นไปได้ที่อาจจะมีผลต่อภาวะเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่น และการใช้จ่ายของคนไทยมากที่สุดกว่าครั้งที่ผ่านมา อีกทั้งยังอาจจะเป็นการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่แตกต่างจากที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตลาดอสังหาฯ ไทยชะลอตัวลงแบบชัดเจนมากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ โครงการคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ลดลงแบบชัดเจนในปี 63 มีคอนโดฯ เปิดขายใหม่ประมาณ 21,000 ยูนิต และในไตรมาสที่ 1/64 มีคอนโดฯ เปิดขายใหม่ 3,838 ยูนิต ลดลงกว่า 17% จากไตรมาสที่ 1/63 และจากทิศทางการลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ของผู้ประกอบการต่างๆ ที่ประกาศแผนการลงทุนกันออกมาแล้วในช่วงที่ผ่านมา ก็มีความเป็นไปได้ที่จำนวนคอนโดฯ เปิดขายใหม่ในปี 64 อาจไม่แตกต่างจากปี 63 และมีความเป็นไปได้ที่จะน้อยกว่า เพราะผู้ประกอบการหลายรายเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในโครงการบ้านจัดสรรอย่างชัดเจน และในบางรายไม่มีการลงทุนในโครงการคอนโดฯ เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หาช่องทางปรับตัวสู้โควิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า หลังจากที่มีการฉีดวัคซีนต้องจับตาตลาดอสังหาฯ อย่างใกล้ชิด เพราะแม้ในมุมหนึ่งวัคซีนจะเป็น Game Changer ที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เพิ่มโอกาสให้สามารถกลับมาเปิดประเทศ แต่ในอีกมุมหนึ่งยังมีหลากหลายปัจจัยที่จะส่งผลต่อความมั่นใจของผู้บริโภค อาทิ ประสิทธิภาพของวัคซีน ตลอดจนการดูแลของทุกภาคส่วนไม่ให้การ์ดตก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตั้งแต่ต้นปี แผนของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ส่วนหนึ่งหันมาเน้นเปิดตัวโครงการใหม่ในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อให้แน่ใจว่าสถานการณ์เศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคจะฟื้นตัวอย่างเต็มที่ เมื่อมีสถานการณ์การแพร่ระบาดกลับมาอีกระลอก จะเป็นปัจจัยให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เฝ้าระวังและพิจารณาหาช่องทางการปรับตัวอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง&amp;rdquo; นายพีระพงศ์ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สิ่งสำคัญของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งในช่วงก่อนและหลังการมีวัคซีนยังคงเป็นเรื่องเดียวกัน คือเรื่องการปรับตัว และความสามารถในการอ่านตลาดให้ขาด มองให้ออกว่าความต้องการของตลาดในสถานการณ์นั้นๆ อยู่ตรงไหน เซ็กเมนต์ไหน และปรับตัวอย่างรวดเร็ว ไปให้ทัน ภาพรวมผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์น่าจะมีภูมิคุ้มกันพอสมควรแล้ว สำหรับออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้เอง ได้สร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองอย่างต่อเนื่อง และยังคงเชื่อว่าดีเอ็นเอ &amp;ldquo;Disruptor Mindset&amp;rdquo; ขององค์กรจะช่วยพาให้บริษัทปรับตัวรับมือทุกสถานการณ์ได้อย่างมั่นคง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพีระพงศ์ กล่าวถึงภาพรวมของตลาดในพื้นที่ตะวันออกว่า แม้ในระยะสั้น เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จะได้รับผลกระทบจากข่าวการแพร่ระบาดของ COVID-19 แต่ในระยะยาว EEC ยังคงเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพอย่างมาก ถือเป็นศูนย์กลางการลงทุนและการเติบโตแห่งอนาคต มีปัจจัยบวกจากการสนับสนุนการเติบโตของภาครัฐผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ รถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง, สุวรรณภูมิ, อู่ตะเภา) รถไฟรางคู่เชื่อม 3 ท่าเรือ เชื่อมต่อเขตอุตสาหกรรมทั่วประเทศไปยังท่าเรือหลัก 3 แห่ง คือ ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานฯ และโครงการเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (EECd)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในปี 2563 เป็นช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ระลอกแรกก็ยังมีการขอรับส่งเสริมการลงทุน มูลค่าการลงทุนกว่า 2 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 43% ของการขอรับส่งเสริมการลงทุนทั้งประเทศ และมีแนวโน้มของภาคธุรกิจอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่เป็น New S Curve เข้ามาลงทุนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เมื่อการเดินทางระหว่างประเทศกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง จะส่งผลให้ความต้องการการพักอาศัยระยะยาว (Long Stay) ในพื้นที่นี้สูงขึ้นอย่างมาก&amp;quot; นายพีระพงศ์ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพีระพงศ์ กล่าวว่า สำหรับออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้เองก็มีโครงการในพื้นที่ดังกล่าวหลายโครงการ อาทิ นอตติ้ง ฮิลล์ ระยอง (Notting Hill Rayong), เคนซิงตัน ระยอง (Kensington Rayong), ไนท์บริดจ์ ดิ โอเชี่ยน ศรีราชา (KnightsBridge the Ocean Sriracha) เป็นต้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดเปิดตัวแฮมป์ตัน ศรีราชา (Hampton Sriracha) โครงการร่วมทุนกับกลุ่มดุสิตธานี เป็นเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์หรู 5 ดาว มูลค่าโครงการ 1,400 ล้านบาท โดยโครงการดังกล่าวถือเป็น Investment Property เต็มรูปแบบแห่งแรกของทั้ง 2 บริษัท ผสมผสานจุดแข็งของทั้งคู่ ทั้งศิลปะการดีไซน์และศาสตร์แห่งการบริการ ต่อยอดสู่การพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มีการบริการมาตรฐานโรงแรมควบคู่การบริหารจัดการค่าเช่ารายเดือนแบบคอนโดมิเนียม การันตีผลตอบแทนแก่ผู้ลงทุนสูงสุด 5-9% ต่อปี* จ่ายเงินปันผล Pool Dividend ทุกไตรมาส (ปีละ 4 ครั้ง) ยาวต่อเนื่อง 10 ปี* อีกทั้งยังสามารถซื้อ-ขายเปลี่ยนมือได้ตลอดเวลา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บมจ.เอพี ไทยแลนด์ กล่าวว่า โอกาสรอดของธุรกิจอสังหาฯ ท่ามกลางการต้องเผชิญกับสภาวะปรากฏการณ์ระลอกคลื่น (Ripple Effect) ความเสียหายที่เกิดจากโควิด-19 นั้น นอกจากแผนการบริหารจัดการภายในองค์กรเพื่อสร้างความแข็งแกร่งแล้วนั้น การบริหารจัดการพอร์ตสินค้าให้มีสินค้าพร้อมขายและกระจายไปในหลายทำเล เพื่อสร้างโอกาสและความได้เปรียบในการแข่งขันที่มากขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่นำมาซึ่งความสำเร็จในวันนี้ ควบคู่ไปกับการมี EMPOWER LIVING เป็นเป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่การส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีที่ลูกค้าสามารถเลือกได้&amp;quot; นายวิทการกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนการเปิดตัวโครงการในช่วงไตรมาส 2 บริษัทเตรียมเปิดตัวสินค้าแนวราบ จำนวน 5 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 2,660 ล้านบาท โดยทั้งหมดมีแผนจะเปิดขายในช่วงเดือนมิถุนายน แบ่งเป็น บ้านเดี่ยว 2 โครงการ มูลค่ารวม 1,650 ล้านบาท และทาวน์โฮม 3 โครงการ มูลค่ารวม 1,010 ล้านบาท โดยในปี 2564 นี้ตั้งเป้าจะมีโครงการอสังหาฯ ที่พัฒนาอยู่ทั่วประเทศ 145 โครงการ มูลค่าพร้อมขายกว่า 118,128 ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นางสาวเพชรลดา พูลวรลักษณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การฉีดวัคซีนช่วยสร้างความมั่นใจและเห็นโอกาสในการฟื้นตัวของสภาพเศรษฐกิจมากขึ้น อย่างไรก็ดี สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจสร้างแรงกดดันระยะสั้นให้แก่ตลาดอสังหาริมทรัพย์และภาพรวมเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 2/2564 ได้ สำหรับเมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ได้ทำแผนการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง หรือ Business Continuity Plan เพื่อให้บริษัทมีแผนการดำเนินธุรกิจสำหรับรองรับทุกสถานการณ์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99852</URL_LINK>
                <HASHTAG>นางสาวเพชรลดา พูลวรลักษณ์, นายพีระพงศ์ จรูญเอก, นายศักดินา แม้นเลิศ, บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้, บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน), บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน), สุรเชษฐ กองชีพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210418/image_big_607c044b97b87.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60863</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2020 13:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2020 13:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ORI” ยอดขายปึ้ก Q1 กวาดยอดแล้วกว่า 4,500 ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 มี.ค. 2563 นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เปิดเผยว่า สถานการณ์ของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมทุกกลุ่มในปีนี้ ถือเป็นสถานการณ์แห่งความท้าทาย เนื่องจากมีปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยากอย่าง COVID-19 เข้ามากระทบ อย่างไรก็ดี ยอดขายของบริษัทในช่วงไตรมาส 1/2563 ยังถือว่าเป็นไปได้อย่างยอดเยี่ยมภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว โดยยอดขายล่าสุด ณ วันที่ 24 มี.ค.2563 อยู่ที่ราว 4,500 ล้านบาท หรือคิดเป็น 21% ของเป้ายอดขายทั้งปี 2563



ทั้งนี้ ยอดขายดังกล่าวแบ่งเป็นยอดขายจากกลุ่มธุรกิจคอนโดมิเนียม ทั้งโครงการที่เพิ่งเปิดขายเมื่อปี 2562 และโครงการสร้างเสร็จพร้อมอยู่ (Ready to move) รวมกว่า 3,000 ล้านบาท และจากกลุ่มธุรกิจบ้านจัดสรร อีกกว่า 1,500 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกระแสตอบรับที่ดีของโครงการเปิดตัวใหม่ 2 โครงการ ได้แก่ โครงการบริทาเนีย สายไหม และโครงการแกรนด์บริทาเนีย วงแหวน-รามอินทรา



&amp;ldquo;เราได้ทำแผนการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง หรือ Business Continuity Plan มาตั้งแต่ต้นปี พยายามทำการบ้านอย่างหนักมากในช่วงก่อนหน้านี้ เพื่อให้ผู้บริโภคยังคงมั่นใจ ไว้ใจ เข้าใจ และสามารถเข้าถึงโครงการของเราได้อย่างปลอดภัย ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้งผ่านมาตรการการจัดการ COVID-19 อย่างเข้มงวดในบริเวณสำนักงานขาย ตลอดจนการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ ทำให้เรายังคงได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค&amp;rdquo; นายพีระพงศ์ กล่าว



นายพีระพงศ์ กล่าวอีกว่า ปี 2563 ถือเป็นปีแห่งความท้าทาย โดยเฉพาะจากเรื่อง COVID-19 ที่สถานการณ์ยังมีความเปลี่ยนแปลงและมีมาตรการใหม่ๆ จากภาครัฐออกมาอย่างต่อเนื่อง บริษัทให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว จึงได้จัดประชุมผู้บริหารอยู่เป็นประจำ เพื่อให้สามารถออกมาตรการใหม่ๆ ได้อย่างทันท่วงที และในช่วงเวลานี้ บริษัทตระหนักดีว่าทุกภาคส่วนจำเป็นต้องมีความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) ซึ่งกันและกัน เพื่อให้ผ่านสถานการณ์อันยากลำบากไปได้ จึงพิจารณามาตรการใหม่ๆ เพื่อคน 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.มาตรการเพื่อผู้บริโภค ทั้งเพื่อกลุ่มที่กำลังพิจารณาจะซื้อโครงการของออริจิ้น และกลุ่มที่ปัจจุบันเป็นลูกบ้านออริจิ้นแล้ว 2.มาตรการเพื่อพนักงาน โดยมีมาตรการที่ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว เช่น การเปิดให้พนักงานบางส่วนที่ไม่ต้องทำงานเกี่ยวข้องกับลูกค้าโดยตรง สามารถ Work From Home ได้ตั้งแต่เมื่อวันจันทร์ที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา 3.มาตรการเชิงธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการธุรกิจ เดินหน้าจับมือพันธมิตรใหม่ๆ ในรูปแบบ Open Platform เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้บริโภค พร้อมทั้งพิจารณาปรับปรุงแผนให้ธุรกิจยังคงสามารถขับเคลื่อนไปได้ภายใต้ทุกสถานการณ์ โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นมาตรการใหม่ๆ ในทั้ง 3 ด้านดังกล่าว ออกมาอย่างต่อเนื่องในเดือน เม.ย.นี้



สำหรับปี 2563 บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งสิ้น 14 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 20,000 ล้านบาท โดยเปิดตัวไปแล้ว 2 โครงการในช่วงไตรมาส 1 คือ โครงการ บริทาเนีย สายไหม มูลค่าโครงการ 1,400 ล้านบาท และ โครงการ แกรนด์ บริทาเนีย วงแหวน-รามอินทรา มูลค่าโครงการ 1,900 ล้านบาท



&amp;ldquo;ตามปกติแล้ว ช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คือช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 เราจึงเชื่อมั่นว่า ด้วยยอดขายที่สามารถทำได้อย่างยอดเยี่ยมในไตรมาส 1 ประกอบกับยอดขายในไตรมาส 3 และ 4 ซึ่งสถานการณ์น่าจะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นแล้ว เราจะยังสามารถทำยอดขายได้ 21,500 ล้านบาทตามเป้า&amp;rdquo; นายพีระพงศ์ กล่าว



สำหรับบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) มีโครงสร้างธุรกิจหลากหลาย ประกอบด้วย 1.ธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อการขาย (Residential Development Business) พัฒนาคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรรมาแล้ว 73 โครงการ เช่น แบรนด์ พาร์ค ออริจิ้น (PARK ORIGIN) ดิ ออริจิ้น (The Origin) ไนท์บริดจ์ (KnightsBridge), นอตติ้ง ฮิลล์ (Notting Hill), เคนซิงตัน (Kensington) และ บริทาเนีย (BRITANIA) รวมมูลค่าโครงการกว่า 114,000 ล้านบาท 2.ธุรกิจที่สร้างรายได้ต่อเนื่อง (Recurring Income Business) เช่น โรงแรม เซอร์วิส อพาร์ตเมนท์ ค้าปลีก 3.ธุรกิจบริการ (Service Business) เช่น ธุรกิจการจัดการอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจตัวแทนซื้อ ขาย เช่า อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ และยังมีวิสัยทัศน์ในการขยายประเภทธุรกิจใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60863</URL_LINK>
                <HASHTAG>บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้, พีระพงศ์ จรูญเอก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180513/image_big_5af7c1fa02f34.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40767</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2019 09:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2019 09:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ORI บุกตลาดคนรุ่นใหม่ เปิดคอนโดแบรนด์ ดิ ออริจิ้น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12 ก.ค. 2562 นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI) เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งหลังปี 2562 ว่า บริษัทยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง โดยใน โดยในไตรมาส 3 มีแผนเปิดตัวโครงการใหม่มูลค่ารวม 12,500 ล้านบาท ได้แก่โครงการพาร์ค ออริจิ้น ราชเทวี โครงการเคนซิงตัน ดิสทริค ระยอง โครงการภายใต้แบรนด์ดิ ออริจิ้น 3 โครงการ และโครงการบ้านแบรนด์ บริทาเนีย บางนา-สุวรรณภูมิ 1 โครงการ ส่วนไตรมาส 4 &amp;nbsp;เปิดโครงการการใหม่มูลค่ารวม 7,000-8,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามแผนที่จะมีการพัฒนาโครงการใหม่มูลค่ารวม 27,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บริษัทมีแผนในการขยายตลาดโดยเจาะกลุ่มผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ อายุประมาณ 23-28 ปี ล่าสุดได้เปิดตัวแบรนด์ ดิ ออริจิ้น ซึ่งในปีนี้บริษัทมีแผนเปิดตัวทั้งหมด 6 โครงการ ได้แก่โครงการ ดิ ออริจิ้น ราม 209 อินเตอร์เชนจ์ มูลค่า 1,930 ล้านบาท โครงการ ดิ ออริจิ้น รัชดา-ลาดพร้าว มูลค่า 740 ล้านบาท โครงการ ดิ ออริจิ้น ลาดพร้าว 15 มูลค่า 440 ล้านบาท &amp;nbsp;โครงการ ดิ ออริจิ้น สุขุมวิท 105 มูลค่า 1,340 ล้านบาท โครงการ ดิ ออริจิ้น รามอินทรา 83 มูลค่า 2,030 ล้านบาท และ โครงการ ดิ ออริจิ้น พหล-สะพานใหม่ มูลค่า 1,220 ล้านบาท&amp;rdquo;นายพีระพงศ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้บริษัทยังคงมีวิสัยทัศน์ภายใต้แนวคิดลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลาง โดยเฉพาะความต้องการของผู้บริโภคที่มีความหลากหลาย บริษัทจึงได้พัฒนาสินค้าให้มีความเป็นสมาร์ทโพรดักส์ รวมถึงการให้บริการที่เป็นเลิศเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าให้ได้รับความสะดวก ทั้งนี้บริษัทจึงได้พัฒนาฟังก์ชั่นเพื่อให้บริการใหม่ๆให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังได้พัฒนาแอปพิเคชั่น Origin Connect ภายใต้แนวคิด&amp;rdquo;ต่อ...ติด...ให้ชีวิตง่ายขึ้น&amp;rdquo;ซึ่งเป็นแอปพลิเคชั่นที่เชื่อมโยงลูกค้าเข้าระบบบริการหลังการขาย ปัจจุบันบริษัทได้เริ่มเปิดใช้ในบางโครงการแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวโน้มยอดขายในช่วงครึ่งหลังของปีนี้บริษัทคาดว่าจะทำได้อีก 15,000 ล้านบาท จากในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ที่สามารถสร้างยอดขายได้ถึง 7,290 ล้านบาท ส่งผลให้ครึ่งปีแรกที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายแล้ว 13,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 46% ของเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้ 28,000 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถทำยอดขายได้ตามเป้าหมายแน่นอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40767</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดิ ออริจิ้น, บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้, พีระพงศ์ จรูญเอก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180513/image_big_5af7c1fa02f34.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
