<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111863</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2021 17:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2021 08:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อีวีรับเทรนด์โลกลดปล่อยคาร์บอน  GPSCคิกออฟรง.แบตเตอรี่มุ่งสู่พลังงานสะอาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกทั้งในด้านพลังงานที่อยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านจากการใช้พลังงานฟอสซิล ไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนมากยิ่งขึ้น เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ โดยประเทศส่วนใหญ่ในโลกได้ให้ความสำคัญกับการตั้งเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้เหลือศูนย์ในปี พ.ศ.2593 ขณะที่รัฐบาลได้เร่งผลักดันแผนพลังงานแห่งชาติ โดยมุ่งเน้นการกำหนดเป้าหมายในการสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ให้สอดรับกับทิศทางด้านพลังงานของประเทศอื่นๆ ทั่วโลก และที่สำคัญต้องสอดรับกับเป้าหมายการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ยานยนต์ไฟฟ้า หรือ Electric Vehicle (EV-อีวี) จึงถือเป็นตัวเลือกสำคัญ ซึ่งปัจจุบันเราจะเห็นได้ชัดว่ามีการใช้รถอีวีตามท้องถนนมากยิ่งขึ้น ซึ่ง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่ากำลังการผลิตรถอีวีโลกน่าจะพุ่งแตะ 22.7 ล้านคันในปี 2568 สะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันในตลาดรถอีวีที่ตามมาว่าน่าจะมีแนวโน้มทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้นในระยะข้างหน้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเทศไทยนั้น นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) กล่าวว่า แนวทางการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ของประเทศ โดยพุ่งเป้าไปสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลก มีเป้าหมายการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์นั่งและรถกระบะทั้งสิ้น 725,000 คัน ประเภทรถจักรยานยนต์จะมีการผลิตทั้งสิ้น 675,000 คัน คิดเป็น 30% ของการผลิตในปี 2573 รวมถึงการผลิตแบตเตอรี่เพื่อตอบสนองการผลิตในประเทศด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกที่จะนำพาประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำในอนาคต ดังนั้นเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle หรือ BEV) ถือว่ามีประสิทธิภาพใกล้เคียงรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมให้รองรับการเติบโตของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าหรือรถอีวี จึงเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องสนับสนุนให้เกิดขึ้น ซึ่งที่ผ่านมากำหนดให้อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมผลักดันเศรษฐกิจ ดังนั้นการเปิดโรงงานผลิตแบตเตอรี่ที่ทันสมัยในภูมิภาคเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยรักษาจุดยืนการเป็นผู้นำฐานการผลิตยานยนต์ในภูมิภาค และต่อยอดเปลี่ยนผ่านตัวเองเข้าสู่เทคโนโลยีการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ได้เร็วขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ผ่านมา บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ หรือ GPSC เปิดโรงงานผลิตหน่วยกักเก็บพลังงาน (แบตเตอรี่) ด้วยเทคโนโลยีเซมิโซลิดแห่งแรกในภูมิภาคอาเซียน ตั้งอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานกรรมการ GPSC กล่าวว่า โรงงานแบตเตอรี่แห่งนี้ถือเป็นแห่งแรกของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย กำลังการผลิต 30 เมกะวัตต์ชั่วโมง (MW) ด้วยทุน 1,100 ล้านบาท และในอนาคตจะขยายขึ้นเป็น 1 กิกะวัตต์ชั่วโมง (GWh) ต่อปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;โรงงานแห่งนี้จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับอุตสาหกรรมด้านพลังงานของไทยที่จะมุ่งไปสู่ทิศทางพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมใหม่ในอนาคต เพื่อนำมาสู่ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนแนวทางการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (net zero emission) ตามเป้าหมายของรัฐบาล&amp;quot; นายไพรินทร์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ด้าน นายวรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ GPSC กล่าวว่า ตามเป้าหมายของ GPSC ที่จะมีกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอยู่ที่ 8,000 เมกะวัตต์สำหรับเป้าหมายการจัดตั้งโรงงานแบตเตอรี่แห่งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบพลังงานทดแทน &amp;nbsp;ด้วยนวัตกรรมการผลิตแบตเตอรี่เซเซมิ-โซลิด ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการผลิตของบริษัท 24 เอ็มเทคโนโลยี จากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งบริษัทได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการผลิตและจัดจำหน่าย โดยโรงงานดังกล่าวจะผลิตจีเซลล์ (G-Cell) แบบลิเทียมไอรอนฟอสเฟต ที่มีจุดเด่นในเรื่องความปลอดภัยในการใช้งานสูง และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า รวมทั้งยังสามารถรีไซเคิลได้ง่ายเมื่อแบตเตอรี่หมดอายุการใช้งาน จึงเป็นแบตเตอรี่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรวัฒน์ กล่าวว่า ลูกค้าหลักของบริษัทนั้นเป็นกลุ่ม ปตท. กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (SME) รวมไปถึงผู้ประกอบการที่ต้องใช้แบตเตอรี่เป็นส่วนประกอบของสินค้า โดยในระยะแรกจะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้ผลิตและใช้งานระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) และยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ด้วยลักษณะการใช้งานที่เหมาะสมกับจุดแข็งของจีเซลล์แบบลิเทียมไอรอนฟอสเฟต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนการดำเนินงานครั้งนี้จะเสริมสร้างความพร้อมด้านพลังงานให้กับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า การเพิ่มขึ้นของการผลิตและใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ฯลฯ ซึ่งจะสร้างศักยภาพการแข่งขันให้กับประเทศ และเสริมคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนคนไทยตามนโยบายรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวรวัฒน์ กล่าวว่า บริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษาและพิจารณาแผนการลงทุนในโรงงานผลิตแบตเตอรี่ขนาดกิกะสเกล (Giga-scale) โดยมีแผนขยายกำลังการผลิตเป็น 1 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปีใน 2 ปีข้างหน้า และขยายเป็น 5 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปีใน 5 ปีข้างหน้า ก่อนขยายสู่กำลังการผลิต 10 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปีใน 10 ปี คาดว่าจะใช้เงินลงทุน 30,000 ล้านบาท ส่วนพื้นที่สำหรับตั้งโรงงานดังกล่าวได้ภายในปี 2565 เบื้องต้นศึกษาพื้นที่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และใกล้โรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เนื่องจากลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกำลังการผลิตแบตเตอรี่ 30 เมกะวัตต์แรกนั้น จะผลิตป้อนความต้องการในประเทศเป็นหลัก เบื้องต้นหาเทียบเท่าความสามารถในการป้อนรถตุ๊กๆ ได้ 3,000 คัน หรือรถบัส 150 คันต่อปี โดยในอนาคตมีแผนส่งออกแบตเตอรี่ด้วย
เดินหน้าโรงงานผลิตแบต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ หรือ EA หนึ่งในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร ได้เดินหน้าโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่ดำเนินการภายใต้บริษัทย่อยชื่อ บริษัท อมิตา เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ ATT ระยะที่ 1 ซึ่งมีขนาดกำลังการผลิต 1 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี ปัจจุบันอยู่ระหว่างการทดสอบการทำงานของเครื่องจักรทั้งระบบ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มการผลิตจริง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในระยะแรกจะจำหน่ายแบตเตอรี่ไปยังกลุ่มธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าภายในกลุ่มของบริษัท เช่น รถบัสไฟฟ้า และเรือไฟฟ้า หลังจากนั้นจะทยอยเพิ่มกำลังการผลิตส่วนถัดไป เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของตลาด นอกจากนี้ บริษัทได้เตรียมความพร้อมโดยจัดตั้งบริษัท ศูนย์ทดสอบแบตเตอรี่ ยานยนต์ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ จำกัด หรือ BEV เพื่อใช้ในการวิจัยและพัฒนา และให้บริการทดสอบและรับรองคุณภาพของแบตเตอรี่ รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ของยานยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น โดยบริษัทดังกล่าวได้ดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111863</URL_LINK>
                <HASHTAG>บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ หรือ GPSC, บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) (EA), พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ยานยนต์ไฟฟ้า, รถบัสไฟฟ้า, วรวัฒน์ พิทยศิริ, โรงงานผลิตหน่วยกักเก็บพลังงาน (แบตเตอรี่), ไพรินทร์ ชูโชติถาวร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210801/image_big_610677ab954c1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
