<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>17213</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2018 14:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2018 13:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เรื่องเยียวยาให้ดูที่คน ไม่ใช่ที่เงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลายเป็นปัญหาข้อพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชนจนได้&amp;nbsp; สำหรับเรื่องการขอมาตรการเยียวยาลูกค้าที่ใช้งานบนคลื่น 850 MHz และ 1800 MHzของ&amp;nbsp; บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT ที่กำลังจะสิ้นสุดสัมปทานในวันที่ 15 กันยายนที่จะถึงนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งที่ผ่านมาทั้งสองบริษัท พยายามอย่างต่อเนื่องในการยื่นเรื่องขอให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ให้มีมติเยียวยา ลูกค้าที่ใช้ซิมคลื่นความถี่ดังกล่าวอยู่ ให้ยังสามารถใช้งานได้ตามปกติ และจะไม่เกิดปัญหาซิมดับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ที่ผ่านมา กสทช. มองมาตรการเยียวยาเป็นเรื่องต่อรองผลประโยชน์ โดยตั้งเงื่อนไขในการอนุมัติ โดยเฉพาะการระบุว่า จะต้องเข้ามาประมูลคลื่นใหม่เท่านั้นถึงจะได้รับการเยียวยา&amp;nbsp; ซึ่งในฐานะผู้กำกับดูแลการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ ผู้ใช้งาน ให้สามารถใช้งานได้ตามปกติเรียบร้อย น่าจะเป็นปัจจัยที่สำคัญกว่าจะหาเงินเข้ารัฐได้เท่าไหร่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;อย่างการให้สัมภาษณ์ของ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ที่ระบุว่า &amp;quot;ที่ประชุมต้องการเห็นข้อมูลล่าสุดของลูกค้าดีแทคที่ใช้คลื่นดังกล่าวมีเหลืออยู่เท่าไหร่ มาประกอบการตัดสินใจการเยียวยาคลื่น เพราะข้อมูลล่าสุดที่ กสทช.ทราบ คือ วันที่ 31 ก.ค. 2561 มีจำนวน 3.46 แสนเลขหมาย ลูกค้า 1800 MHz แบ่งเป็นลูกค้ารายบุคคล 1.6 แสนเลขหมาย ลูกค้าองค์กร 1.7 แสนเลขหมาย และเป็นลูกค้าคลื่น 850 MHz จำนวน 9.5 หมื่นเลขหมาย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ไม่แน่ใจว่า กสทช. จะดึงเรื่องการช่วยเหลือออกไป โดยดูจำนวนผู้ใช้ทำไม&amp;nbsp; ทั้งๆที่เรื่องการสื่อสาร เป็นสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ที่ควรจะใช้งานได้ ไม่ใช่ดูว่า มีจำนวนมากถึงช่วย มีจำนวนน้อยแล้วไม่ช่วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ซึ่งในข้อเท็จจริงแล้ว ก็ยังมีหลายสาเหตุที่ทำให้ลูกค้าไม่ได้เปลี่ยนซิม บางคนอาจจะไม่อยากย้ายค่าย&amp;nbsp; บางคนอาจจะไม่รับรู้ข่าวสาร บางคนอาจจะไม่เข้าใจ และไม่รู้ว่า ตัวเองใช้ซิมคลื่นอะไร บางคนอาจจะเป็นผู้สูงอายุที่ไม่รู้เรื่องเปลี่ยนค่าย ย้ายเบอร์ ย้ายซิม และคงทำเองไม่ได้ และอีกหลายเหตุผล ฯลฯ ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็ไม่ควรได้รับผลกระทบจากการต่อรองของ กสทช. ในครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกันเรื่องการเยียวยาก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ของ กสทช. เพราะในปี 2556 ก็เคยออกประกาศมาตรการเยียวยาให้กับผู้ใช้บริการของ TRUE และ DPC (บริษัทในเครือ AIS) มาแล้วในครั้งที่ คลื่นย่านความถี่ 1800 MHz หมดอายุสัมปทานโดยได้เยียวยา 26 เดือน ขณะเดียวกันในปี&amp;nbsp; 2558&amp;nbsp; คลื่นความถี่ย่าน&amp;nbsp; 900 MHz ของ AIS สิ้นสุดสัญญาสัมปทาน ก็ได้เข้าสู่ประกาศมาตรการเยียวยาฯ ราว 9 เดือนโดยอัตโนมัติเนื่องจากยังไม่มีผู้ให้บริการรายใหม่เข้ามารับช่วงคลื่นต่อ ซึ่งการเยียวยาก็ไม่ใช่ที่จะเป็นการใช้งานฟรี เพราะสุดท้ายเอกชนก็ต้องจ่ายเงินคืนให้กับรัฐ สำหรับสองรายที่ผ่านไปจะมีกรณีพิพาทเรื่องการจ่ายคืนและยังค้างจ่าย แต่กลับกันกรณีดีแทคและ กสท โทรคมนาคม กลับแสดงความชัดเจนว่าจะจ่ายให้ กสทช.ตามกฎเพื่อให้รัฐมีรายได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมครั้งนี้ทำไมถึงมีการดึงเรื่องไว้อย่างยาวนาน จนเกือบจะถึงสิ้นสุดสัมปทาน ซึ่งก็มีความสุ่มเสี่ยงที่จะมีผู้ใช้งานเดือดร้อนเป็นอันมาก ซึ่งไม่ควรใช้ ผู้ใช้บริการเป็นตัวประกัน ในเกมแห่งการต่อรอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แน่นอนการที่ถูกปฏิเสธ ที่จะได้รับการเยียวยา ทางดีแทค ก็มีการตั้งคำถามเช่นกันว่า ก่อนหน้านี้ผู้ให้บริการของทั้งสองคลื่นความถี่ล้วนได้รับความคุ้มครองให้สามารถใช้บริการอย่างต่อเนื่องตามปกติ แล้วเหตุใดผู้ใช้บริการ ดีแทค จึงไม่ควรได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเช่นเดียวกับผู้ใช้บริการของผู้ให้บริการรายอื่น ทั้งๆที่เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน&amp;nbsp; ขณะที่เรื่องการประมูลคลื่น 900 MHz ทางดีแทค ก็แสดงความสนใจ เพียงแต่ติดบางเงื่อนไขเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องนี้ทำให้ นายราจีฟ บาวา รองประธานเจ้าหน้าที่ บริหาร กลุ่มกิจการองค์กรและพัฒนาธุรกิจ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวในงานแถลงข่าวล่าสุดว่า ลูกค้าสัมปทานจะมีราว 346,000 เลขหมาย และมี 90,000 เลขหมายที่ใช้เฉพาะ 850 MHz แต่ยังมีลูกค้าในระบบใบอนุญาตอีกมากที่ โรมมิ่งบน 850 MHz ฉะนั้น หาก กสทช.ไม่ให้ดีแทคเข้าสู่มาตรการเยียวยาลูกค้าหลังสิ้นสุดสัมปทาน ด้วยการเปิดให้ ใช้คลื่น 850 MHz ต่อเป็นการชั่วคราว จะทำให้มีลูกค้าราว 1 ล้านเลขหมายที่ได้รับผลกระทบด้านคุณภาพบริการ&amp;nbsp; เพราะยังต้องพึ่งคลื่น 850 MHz เป็นหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;กสทช.ยังไม่มีความชัดเจน จึงตัดสินใจยื่นขอรับความคุ้มครองจากศาลปกครองกลาง เพราะถ้าไม่ได้รับคุ้มครอง บางพื้นที่ก็จะซิมดับ บางพื้นที่คุณภาพด้อยลง ก็จะทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้จากเราไป ซึ่งหากลูกค้าหนีหายไปจำนวนมากแล้ว ก็ยากจะดึงกลับมา ฉะนั้นต่อให้ กสทช.จัดประมูลคลื่นรอบใหม่ ก็จะเกิดคำถามว่า แล้วจะซื้อคลื่นกลับมาทำไม เมื่อลูกค้าหายไปหมดแล้ว&amp;nbsp; ขณะที่การประมูลคลื่น 900 MHz ที่ กสทช.จัดขึ้นก่อนหน้านี้ มีเงื่อนไขการติดตั้งระบบป้องกันคลื่นรบกวนที่เป็นภาระเกินกว่าที่จะรับได้ รวมถึงดีแทคจำเป็นต้องใช้เวลาติดตั้งอุปกรณ์ใหม่กว่า 2 ปี ดังนั้นต่อให้ประมูลคลื่นได้ก็ยังใช้งานไม่ได้ทันที จึงไม่เข้าประมูล &amp;ldquo; นายราจีฟ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ กสทช. ก็เข้าใจว่า&amp;nbsp; คลื่นความถี่ 850 MHz เป็นคลื่นที่มีความสำคัญต่อผู้ใช้งานพื้นที่ชนบทหรือผู้ที่อาศัยในพื้นที่ห่างไกล ดังนั้นคลื่นนี้จึงมีความสำคัญต่อการคุ้มครองให้ใช้บริการต่อเนื่องเป็นการชั่วคราว เพื่อไม่ให้ผู้ใช้งานได้รับผลกระทบจนกว่าคลื่นความถี่จะถูกนำไปใช้งานด้วยการจัดสรรให้ผู้ประกอบการรายใหม่ ซึ่งเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของ กสทช. ที่จะคุ้มครองลูกค้าร่วมกับดีแทค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ดีเมื่อเรื่องพิพาทไปถึงขั้นตอนของศาลปกครองแล้ว ก็คงต้องจับตา ที่ประชุม กสทช. ในวันที่ 12 ก.ย.นี้ ว่าจะมีมาตรการเยียวยาออกมาหรือไม่ ซึ่งหากไม่มี มติ เรื่องนี้ออกมา ก็คงจะได้เห็นปรากฏการณ์ ซิมดับเป็นครั้งแรก และหากกรณีดังกล่าวขึ้นมา กสทช.ก็ต้องตอบคำถามต่อสังคมให้ได้ว่า เกิดขึ้นเพราะอะไร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ดีตอนนี้ทางดีแทค ก็ไม่ได้อยู่นิ่งเฉย และพยายามอย่างถึงที่สุดให้ปัญหา หรือ ความเสี่ยงที่ตามมาเกิดขึ้นน้อยที่สุด ล่าสุดก็มีการเพิ่มเสาสัญญาณไปแล้วทั้งปีที่แล้วและปีนี้ แต่ก็ยังมีผลกระทบอยู่ ทั้งยังพยายามเจรจากับ บมจ.กสท โทรคมนาคม (แคท) เพื่อขอโรมมิ่งบนคลื่น 850 MHz&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17213</URL_LINK>
                <HASHTAG>850 MHz, 900 MHz, CAT, กสท, กสทช., คลื่น 1800 MHz, คลื่นความถี่, ดีแทค, นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช., บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180910/image_big_5b9610f037a91.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12835</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2018 22:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ควัก10ล.เยียวยา ผู้โดยสารบีทีเอส โบ้ยไม่ผิดทั้งหมด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คีรี กาญจนพาสน์&amp;quot; ตั้งโต๊ะแถลง พร้อมควัก 10 ล้านบาทเยียวยาผู้โดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอสขัดข้อง &amp;nbsp;โบ้ยไม่ใช่ความผิดของตนทั้งหมด อย่าให้ต้องมารับทุกเรื่อง ตัดพ้ออุตส่าห์ลงทุนแก้รถติด ถ้ารู้ว่ามีปัญหาจะพับโครงการตั้งแต่แรก ตอกกลับพวกวิจารณ์ใช้อารมณ์ แต่ไม่มีความรู้ทางธุรกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด(มหาชน) หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส เปิดแถลงว่า &amp;nbsp;จากกรณีรถไฟฟ้าขัดข้องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น บีทีเอสได้ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบผ่านการชดเชยค่าเดินทาง ซึ่งคาดว่าจะมียอดชดเชยประมาณ 10 ล้านบาทสำหรับมาตีการชดเชยแบ่งเป็นผู้โดยสารประเภทตั๋วเที่ยวเดียวหรือซื้อแบบหยอดเหรียญ ที่เปลี่ยนใจไม่เดินทางช่วงเวลาดังกล่าวและนำบัตรติดตัวไปด้วย สามารถมาใช้บริการได้ภายใน 14 วัน และหากไม่ประสงค์จะเดินทาง สามารถขอเงินคืนได้ภายในวันที่ 31 ก.ค.2561
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนบัตรประเภทเติมเงินสำหรับบุคคลทั่วไป นักเรียน นักศึกษา และผู้สูงอายุ สามารถแจ้งขอสิทธิ์รับเที่ยวเดินทางพิเศษ 3 เที่ยว และบัตรประเภทเดินทาง 30 วัน สำหรับบุคคลทั่วไป นักเรียน นักศึกษา ที่มีเที่ยวเดินทางเหลือในช่วงล่าช้าสามารถขอเที่ยวพิเศษ 6 เที่ยว โดยผู้โดยสารสามารถนำบัตรโดยสารติดต่อขอเติมเที่ยวพิเศษที่ห้องจำหน่ายตั๋วโดยสารทุกสถานีตั้งแต่วันที่ 7-31 ก.ค.นี้ และใช้เดินทางได้ภายใน 45 วันนับจากวันเติมเที่ยวพิเศษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ ในอนาคตหากเกิดกรณีความล่าช้ามากกว่า 30 นาทีนั้น บีทีเอสจะประกาศแจ้งเตือนให้ผู้โดยสารรับทราบ เพื่อนำตั๋วในเที่ยวเดินทางดังกล่าวกลับมารับการชดเชยได้ทุกกรณี แต่ทั้งนี้ต้องออกช่องสแกนตั๋วที่จัดไว้ให้ในแต่ละสถานีเพื่อบันทึกข้อมูลการเดินทาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ปัญหาที่เกิดขึ้นตั้งแต่ให้บริการมาตั้งแต่ 19 ปี ถือว่ารุนแรง และที่ผ่านมาขอยืนยันอีกครั้งว่าไม่มีฝ่ายใดผิดทั้งหมด โดยบีทีเอสไม่เคยโทษเป็นความผิดของ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือแม้แต่บีทีเอสก็ไม่ได้ผิดทั้งหมด ตามข้อเท็จจริงการเยียวยาครั้งนี้ต้องการชดเชยความเสียหายผู้เดินทางที่ไม่สามารถเดินทางได้ตามเวลา และมั่นใจว่าการเยียวยาครั้งนี้เป็นไปตามมาตรฐาน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานกรรมการบีทีเอสกล่าวยืนยันว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่ความผิดของบีทีเอส และไม่ใช่ความผิดของฝ่ายใดเลย เป็นเรื่องปกติที่ระบบขนส่งซึ่งรองรับผู้โดยสารวันละเกือบ 1 ล้านคน ย่อมต้องมีข้อผิดพลาด ดังนั้นปัญหาในครั้งนี้จึงเป็นเรื่องรุนแรงมาก ซึ่งตนก็พยายามทำดีที่สุดแล้ว แต่จะให้บีทีเอสมารับผิดชอบทุกเรื่องคงไม่ได้ ที่ผ่านมาเจอวิกฤติทางการเงินหลายด้านกว่าจะมีกำไรเหมือนทุกวันนี้ อีกทั้งการลงทุนที่ผ่านมาบีทีเอสทำเองหมด ทั้งลงทุนก่อสร้างและเดินรถ แตกต่างจากปัจจุบัน ที่รัฐบาลสนับสนุนค่าก่อสร้างรถไฟฟ้าสายใหม่ ทว่าเอกชนที่บริหารก็ยังมีผลประกอบการไม่คุ้มทุน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อยากขอความเห็นใจผู้ที่ลงทุนก่อสร้างรถไฟฟ้าสายแรก ซึ่งสามารถแก้ปัญหารถติดในกรุงเทพฯ มาได้เกือบ 20 ปี จนเมืองพัฒนาไปได้มากตามโครงข่ายรถไฟฟ้า ทั้งนี้ หากวันนั้นรู้ว่าจะมีปัญหาเยอะแบบนี้ คงตัดสินใจไม่ลงทุนรถไฟฟ้าบีทีเอส ทั้งนี้ สิ่งที่ผมได้ชี้แจงนั้นไม่มีการใช้อารมณ์อธิบายแต่อย่างใด เป็นไปตามเหตุผลแท้จริงทั้งสิ้น ส่วนกรณีโซเชียลฯ มีการต่อว่าอย่างรุนแรงเรื่องการยกเลิกสัมปทานบีทีเอสนั้น เข้าใจว่าผู้เผยแพร่คงทำด้วยอารมณ์ และความไม่รู้เรื่องของหลักการสัญญาทางธุรกิจซึ่งเป็นความรู้พื้นฐานอยู่แล้ว แต่บางคนอาจไม่ทราบหรือถึงขั้นพูดไปโดยไม่เคยทำสัญญา&amp;quot; นายคีรีกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคีรีกล่าวอีกว่า ในอนาคตบีทีเอสจะเดินหน้าปรับปรุงระบบการสื่อสารและการประชาสัมพันธ์ให้ผู้โดยสารเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น โดยระบบสื่อสารในวันที่ 6 ก.ค.นี้ บีทีเอสจะมีการนำเข้าระบบกรองสัญญาณจากต่างประเทศ ซึ่งจะมาถึงตอนเช้าก่อนติดตั้งที่ขบวนรถก่อนทดสอบการใช้งาน และมั่นใจว่าช่วงเสาร์-อาทิตย์นี้ ระบบการสื่อสารต่างๆ จะมีความเสถียรมากที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการแก้ปัญหาความแออัดภายในสองปีนับจากนี้นั้น จะเริ่มทยอยรับมอบรถไฟฟ้าเพิ่มเพื่อวิ่งในเส้นทางสายสีเขียว คาดว่าจะเพิ่มปริมาณรองรับผู้โดยสารได้ 10%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ บริษัทเตรียมเปิดช่องทางใหม่ในการแจ้งข้อมูลการให้บริการ โดยจะมีแอปพลิเคชันในชื่อ &amp;lsquo;BTS SkyTrain&amp;rsquo; ให้ดาวน์โหลด ทั้งใน Apple App Store และ Google Play Store ซึ่งบริษัทจัดทำขึ้นโดยมีจุดเด่นที่สุดอยู่ที่การแจ้งเหตุการณ์รถไฟฟ้าขัดข้อง และการแจ้งความหนาแน่นของแต่ละสถานีแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับทราบข้อมูลก่อนใช้บริการ โดยคาดว่าแอปพลิเคชันนี้จะพร้อมใช้งานในวันที่ 1 ส.ค.นี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12835</URL_LINK>
                <HASHTAG>BTS SkyTrain, คีรี กาญจนพาสน์, บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น, บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน), บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด(มหาชน), หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180705/image_big_5b3e2f596f8e2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7875</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฉับไว!ชงคลื่น1800 กสทช.ประมูลสนองม.44รัฐบาลเร่งแก้กม.สรรหา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สนอง ม.44 ให้อยู่ต่อ! กสทช.ฉับไว เคาะประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ 4 ส.ค. แบ่งขาย 3 ใบ 15 เมก ราคาเริ่มต้น 37,457 ล้านบาท และเคาะราคาเพิ่มครั้งละ 75 ล้านบาท ขณะที่ &amp;quot;ดีแทค&amp;quot; งอแง เรียกร้องกสทช.ทบทวนราคาเริ่มต้น &amp;nbsp;&amp;quot;มีชัย&amp;quot; เผยการสรรหา กสทช.มีปัญหาเพราะตีความเจตนารมณ์กฎหมายไปคนละทาง ทั้งที่ไม่มีอะไรต้องพิสดาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แถลงว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช.มีมติอนุมัติร่างประกาศหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 45 เมกะเฮิรตซ์ โดยแบ่งเป็น 3 ใบอนุญาต ขนาดใบละ 15 เมกะเฮิรตซ์ อายุใบอนุญาต 15 ปี ราคาเริ่มต้น 37,457 ล้านบาท โดยจะจัดการประมูลในวันที่ 4 ส.ค.61
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ หลักเกณฑ์การเข้าประมูลคลื่นความถี่ในครั้งนี้ ได้กำหนดหลักประกันการประมูลเท่ากับ 1,873 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาสุดท้ายจากการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ในครั้งก่อน คือถ้ามีผู้เข้าร่วมการประมูล 4 ราย จะประมูล 3 ใบอนุญาต มีผู้เข้าร่วมการประมูล 3 ราย จะประมูล 2 ใบอนุญาต ระยะเวลาการอนุญาต 15 ปี ราคาที่เพิ่มต่อการเคาะในแต่ละครั้ง 75 ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านกรอบเวลาการเตรียมการประมูล สำนักงาน กสทช.จะนำประกาศไปลงในราชกิจจานุเบกษาภายในวันที่ 4 พ.ค.61 จากนั้นจะมีการประกาศเชิญชวนเข้าร่วมประมูลและเผยแพร่เอกสารชี้ชวนการลงทุน (IM) รวมทั้งชี้แจงต่อสาธารณะระหว่างวันที่ 15 พ.ค.-14 มิ.ย.61 และกำหนดการยื่นคำขอรับใบอนุญาตในวันที่ 15 มิ.ย.61 กสทช.กำหนดจะพิจารณาคุณสมบัติขั้นแรก ระหว่างวันที่ 16 มิ.ย.-31 ก.ค.61 หลังจากนั้นจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติเป็นผู้เข้าร่วมประมูลภายในวันที่ 2 ก.ค.61&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้น จะเป็นขั้นตอนการเตรียมความพร้อมผู้เข้าร่วมประมูล ในระหว่างวันที่ 1-3 ส.ค.61 กสทช.จะจัดชี้แจงขั้นตอนการประมูล (Information Session) และทดสอบการประมูล (Mock Auction) ก่อนที่จะเปิดให้เคาะราคาในวันที่ 4 ส.ค.61 เพื่อให้ทันก่อนที่สัญญาสัมปทานระหว่าง บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) &amp;nbsp;กับ บมจ.กสท โทรคมนาคม (กสท.) จะสิ้นสุดลงในวันที่ 15 ก.ย.61 หากประมูลช้ากว่านี้จะก่อให้เกิดความเสียหาย
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายฐากรกล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีที่จัดให้มีการประมูลแล้วหากไม่มีผู้เข้าร่วมการประมูล สำนักงาน กสทช.จะออกหลักเกณฑ์การประมูลใหม่ภายใน 1 เดือน เพื่อนำคลื่นความถี่มาประมูลอีกครั้งหนึ่ง หรือจะมีการพิจารณาปรับลดใบอนุญาตให้เล็กลง หรือเหลือใบละ 5 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 9 ใบอนุญาต
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม กสทช.ให้ตัดสิทธิ์บริษัท แจส โมบาย เข้าประมูลในครั้งนี้ เนื่องจากได้ทิ้งใบอนุญาตในการประมูลครั้งก่อน และเพื่อป้องกันการทิ้งใบอนุญาตอีก ร่างประกาศฉบับนี้ได้ปรับให้มีความเข้มขึ้น โดยสำนักงาน กสทช.จะยึดหลักประกันการประมูล 1,873 ล้านบาท และการคิดค่าปรับอีก 5,619 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 7,492 ล้านบาท
คลื่น 900 รฟท.ขอ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ &amp;nbsp;เนื่องจากยังไม่มีผลการศึกษาที่ชัดเจนเกี่ยวกับการรบกวนสัญญาณกับคลื่นที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ขอใช้งานกับระบบรถไฟความเร็วสูง กสทช.จึงมีมติให้ชะลอการประมูลออกไป จนกว่าจะได้ข้อสรุปผลการศึกษาดังกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราเชื่อว่าการเปิดประมูลคลื่นความถี่ในครั้งนี้ จะมีผู้เข้าร่วมประมูลอย่างแน่นอน เนื่องจากทุกค่ายยังมีความจำเป็นในการถือครองคลื่นเพิ่มขึ้น แม้ว่าปัจจุบันจะมีการถือครองคลื่น 55 MHz บ้าง 45 MHz บ้าง แต่จากการประเมินของ ITU ยังคงห่างไกลมาก ซึ่งในประเทศควรมีคลื่นราว 720 MHz เพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในอนาคต&amp;quot; นายฐากรกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) หรือดีแทค กล่าวว่า ดีแทคมีความกังวลต่อมติคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่กลับไปใช้แนวทางเดิมสำหรับการประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz ซึ่งไม่ส่งผลดีอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคม ไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินนโยบายสร้างประเทศไทย 4.0 ในส่วนการประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz นั้น ดีแทคกำลังรอประกาศเชิญชวนและเผยแพร่สรุปข้อสนเทศ (Information Memorandum) ฉบับสมบูรณ์ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลาร์สกล่าวว่า ดีแทคนำเสนอให้ 1.ขอให้พิจารณาราคาเริ่มต้นการประมูลของการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ให้เหมาะสมเพิ่มขึ้นกับผู้บริโภคในประเทศไทย 2.ขนาดของคลื่นความถี่ที่จะให้อนุญาต โดยการกำหนดใบอนุญาตคลื่นความถี่ ชุดละ 2x5 MHz (แทนขนาด 2x15 MHz) ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมการประมูลสามารถเลือกประมูลจำนวนคลื่นความถี่ที่เหมาะสม ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของผู้ใช้งานแต่ละราย สอดคล้องกับแผนธุรกิจและการลงทุน และยังเป็นการส่งเสริมการแข่งขันในตลาด&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และ 3.การพิจารณาทบทวนข้อกำหนด N-1 (การกำหนดจำนวนใบอนุญาตที่นำมาประมูลต้องน้อยกว่าจำนวนผู้เข้าร่วมประมูล) ในการประมูลคลื่น 1800 MHz ซึ่งควรยกเลิกกฎนี้ เนื่องจากส่งผลเสียต่อการแข่งขันและผู้ใช้งานในภายหลังประมูล เนื่องจากกฎนี้จะทำให้เกิดสภาวะเสมือนการขาดแคลนคลื่นความถี่จากที่มีอยู่เดิม และผู้เข้าประมูลบางรายอาจถูกจำกัดสิทธิ์การเข้าประมูล โดยทั้งหมดนี้จะทำให้เกิดการลดการแข่งขันในตลาด และลดโอกาสและทางเลือกของผู้บริโภค
ดีแทคเตรียมความพร้อม
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ดีแทคจะเร่งยื่นหนังสือนำเสนอแผนธุรกิจและแผนความคุ้มครองผู้ใช้บริการตามมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาตสัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ.2556 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2558) เพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการให้สามารถใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้สัญญาให้บริการเดิม ในขณะเดียวกัน ดีแทคกำลังพยายามอย่างเต็มที่ในการโอนย้ายลูกค้าที่ยังคงค้างในระบบด้วยข้อเสนอทางการตลาด เพื่อให้ลูกค้าที่มีอยู่จำนวนหนึ่งได้มีประสบการณ์ในการใช้งานดิจิทัล และเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่แก่ลูกค้าที่ใช้งาน 2G จะได้เข้าสู่ดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงบน 4G และ 3G
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดีแทคอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมและจัดทำแผนความคุ้มครองผู้ใช้บริการภายใต้ประกาศดังกล่าว และจะนำเสนอต่อ กสทช.ในเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อให้ลูกค้าได้รับบริการดีที่สุดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกระบวนการเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นแล้วกับผู้ให้บริการมือถือรายอื่นๆ ที่หมดสัมปทานลง และเข้าสู่มาตรการเยียวยาคุ้มครองลูกค้า&amp;quot; นายลาร์สกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และสมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงการออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 7/2561 ว่าด้วยการยกเลิกและระงับกระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง &amp;nbsp;กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่าที่ประชุม คสช.ได้ระบุถึงปัญหาที่เกิดกับกระบวนการสรรหา และจำเป็นต้องแก้ไข พ.ร.บ.กสทช. (ฉบับที่ 2) ใน 2 ประเด็น ส่วนรายละเอียดของบทบัญญัติที่จะแก้ไขนั้น ตนไม่ทราบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เข้าใจว่ากระบวนการแก้ไขกฎหมายนั้น ต้องให้ กสทช.ปรับแก้ ก่อนส่งให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา และส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาตามกระบวนการ ซึ่งตาม พ.ร.บ.กสทช. ระบุว่าเมื่อกระบวนการสรรหาต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ ต้องทำให้เสร็จภายใน 30 วัน หากไม่ระงับการสรรหาไว้ก่อน ปัญหาอาจจะเกิดซ้ำได้ และการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวอาจจะแก้ไขไม่ทัน แม้ตนจะเสนอในวงประชุม คสช.ว่าให้ใช้การพิจารณาแบบ 3 วาระรวด เขาบอกอาจจะไม่ทัน จึงใช้คำสั่ง มาตรา 44 ออกมาเป็นแนวทางให้ระงับไว้ก่อน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายมีชัยบอกว่า ประเด็นที่เป็นปัญหาคือส่วนของการแปลความบทบัญญัติของคุณสมบัติ หรือรายละเอียดของบุคคลที่มีสิทธิเข้ารับการสรรหา ที่ตีความต่างไปจากบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้อกำหนดให้บุคคลที่เคยทำหน้าที่ตำแหน่ง อธิบดีหรือเทียบเท่าสามารถเข้ารับสมัครได้ แต่กรรมการสรรหาตีความว่าต้องเป็นตำแหน่งขององค์กรนิติบุคคล ทั้งที่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุว่าให้เป็นนิติบุคคลหรือไม่ ขณะที่ประเด็นที่ สนช.อภิปรายในที่ประชุมต่อจำนวนบุคคลที่เสนอชื่อให้ สนช.ลงมติ ที่ต้องเสนอจำนวน 14 คน แบ่งเป็นด้านละ 2 คน แต่พบมีผู้ที่คุณสมบัติไม่ครบและมีลักษณะต้องห้าม ทำให้จำนวนที่เสนอไม่ครบ จึงตีกลับบัญชีรายชื่อ เพราะไม่มีตัวเลือก ทั้งนี้ ตามหลักการตนไม่ทราบว่าสามารถแก้ไขกฎหมาย กสทช.เพื่อปลดล็อกให้ส่วนที่ไม่มีปัญหาเดินหน้าไปก่อนได้หรือไม่
ปัญหาการตีความ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ควรแก้ปัญหากระบวนการสรรหาที่มาจากการแปลความของบทบัญญัติกฎหมาย ด้วยการออกประกาศกรรมการสรรหา กสทช.ได้หรือไม่ ประธานกรธ.กล่าวว่า ไม่สามารถตอบได้ แต่เชื่อว่านายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ฐานะกรรมการสรรหา กสทช. ควรจะนำประเด็นที่ สนช.อภิปรายไปพิจารณาเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และทำความเข้าใจกับการสรรหาให้ชัดเจน หรือสอบถามมายังผู้ร่างรัฐธรรมนูญถึงการแปลความหมายก่อนกำหนดรายละเอียดคุณสมบัติผู้มีสิทธิเข้ารับสมัครก่อน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;จริงๆ การสรรหาไม่ได้พิสดารอะไร และเรื่องที่เกิดขึ้นจะไปโทษกรรมการสรรหาจนถึงขั้นเปลี่ยนตัวกรรมการไม่ได้ เพราะตามวิธีการของการให้ได้มาซึ่งกรรมการองค์กรอิสระทุกองค์กร สามารถใช้แมวมองเพื่อทาบทามบุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วนเข้ามาสู่กระบวนการคัดเลือกได้ แต่ตอนนี้ที่เขาไม่ใช้ คงเป็นเพราะกังวลว่าจะถูกมองว่าเป็นคนของคนนั้นคนนี้&amp;quot; นายมีชัยกล่าว &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในคำสั่งดังกล่าวให้ระงับการสรรหาไปก่อน ไม่เช่นนั้นจะต้องดำเนินการสรรหาให้ได้ภายใน 30 วัน หากใช้กติกาเดิมจะเกิดปัญหาเยอะตามที่มีการรายงานเข้ามา เช่น ระยะเวลา 30 วันในชั้นคณะกรรมการสรรหาไม่เพียงพอต่อการตรวจสอบคุณสมบัติ เป็นต้น จึงควรแก้ไขวิธีการสรรหาก่อน โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดูว่าต้องแก้ระเบียบการสรรหาอย่างไร ถ้าไม่มีการแก้ไขปัญหาเดิมๆ จะกลับมาอีก ส่วนระยะเวลาการแก้ไข แม้ไม่ได้กำหนดไว้ แต่ไม่มีอะไรชะงัก เพราะ กสทช.ชุดเดิมสามารถทำหน้าที่ต่อได้ และเผื่อไว้แล้วกรณีหากมีกรรมการ กสทช.ลาออก คนที่เหลือยังสามารถทำงานได้ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เขาคงรีบแก้ เนื่องจาก กสทช.ชุดเดิมก็ไม่อยากรักษาการนาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนที่ สนช.จะมีมติคว่ำการสรรหา กสทช. รู้ปัญหานี้ก่อนหรือไม่ รองนายกฯ ตอบว่า อาจจะเป็นส่วนหนึ่ง แต่ยอมรับว่ามันเป็นเหตุเป็นผลกัน เพราะมีรายงานเข้ามาว่ามันมีปัญหาอะไร หากทิ้งไว้จะเกิดปัญหาอะไร มันไม่ใช่ปัญหาของคุณสมบัติ แต่เป็นเรื่องวิธีการ โดย สนช.และ กสทช.คือผู้เห็นปัญหาดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุกล่าวถึงการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลว่า ที่ประชุม คสช. เมื่อ 24 เม.ย.เห็นชอบในหลักการเบื้องต้นเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล แต่ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ไปพูดคุยหารือกันเพิ่มเติมในรายละเอียด โดยมีหลักเกณฑ์ว่าจะช่วยเหลืออย่างไรให้เกิดความเป็นธรรม ทั้งกับผู้ประกอบการ ภาครัฐ ประชาชน และผู้ที่จะเข้ามาลงทุนรายอื่นๆ ก่อนที่จะนำมาเสนอที่ประชุม คสช.อีกครั้ง แต่ตอบไม่ได้ว่าจะใช้มาตรา 44 ในการช่วยเหลือหรือไม่ ทั้งนี้ ได้นำความคิดเห็นของทีดีอาร์ไอมาประกอบการพิจารณา โดยการช่วยเหลือนี้จะต้องมีความสมน้ำสมเนื้อ
พิจารณาสมน้ำสมเนื้อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองนายกฯ กล่าวว่า ส่วนที่ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงถึง 3 มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ และจะออกมาตรา 44 ในเร็วๆนี้นั้น ส่วนตัวไม่ทราบ ไม่รู้รายละเอียด แต่มาตรการเหล่านั้นคือแนวทางที่ผู้ประกอบการต่างพอใจ แต่รัฐต้องมาพิจารณาถึงความสมน้ำสมเนื้อเพื่อประโยชน์ของราชการ ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล และประชาชน รวมถึงนักลงทุนที่คิดจะมาลงทุนในทีวีดิจิทัลในอนาคต อย่างไรก็ตาม แม้ คสช.จะไม่ได้กำหนดเวลาว่าจะต้องไปพิจารณาจากนี้เท่าไร แต่เชื่อว่าจะพิจารณาไม่นาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายเขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากการที่ คสช.เตรียมออก ม.44 กับ 3 แนวทางในการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลนั้น มองว่า 1.แนวทางการอนุญาตให้พักชำระหนี้ได้ 3 งวด ใน 5 งวดที่เหลือในปี 61-65 เพื่อมีกำลังเก็บเงินไว้ทำธุรกิจให้เกิดสภาพคล่อง แต่การพักชำระหนี้ 3 งวดจะต้องจ่ายดอกเบี้ย 1.5% นั้น มองว่ามาตรการแรกนี้เป็นผลดีจริง เห็นจากพอมีข่าวออกมา หุ้นของกลุ่มทีวีดิจิทัลดีขึ้น ถือเป็นการเห็นปัญหาความเดือดร้อนจริงที่รัฐบาลพร้อมเข้าช่วยเหลือ หลังจากที่ผู้ประกอบการนำใบอนุญาตไปขอกู้แบงก์ไม่ได้เพราะทางแบงก์มองใบอนุญาตด้อยค่าอีกต่อไปแล้ว หลังจากนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละช่องในการวางแผนการดำเนินงานหลังจากได้รับความช่วยเหลือเบื้องต้น และอาจจะมีทั้งยอมจ่ายต่อเนื่องและพักชำระหนี้ พร้อมยอมจ่ายดอกเบี้ยเพิ่ม ขึ้นอยู่กับโพซิชันนิงของแต่ละช่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.แนวทางเกี่ยวกับค่าโครงข่าย กสทช.จะช่วยจ่ายค่าเครือข่ายให้ครึ่งหนึ่ง หรือ 50% เป็นเวลา 2 ปี เป็นมาตรการที่ยังต้องรอดูรายละเอียดความชัดเจนมากกว่านี้ เบื้องต้นมองว่าเป็นผลดีทั้งต่อผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลและผู้ให้บริการโครงข่ายทั้ง 4 ราย แต่ในความช่วยเหลือดังกล่าวจะต้องมีเงื่อนไขอะไรเพิ่มเติมบ้าง เช่น จำนวนลูกค้าที่ใช้บริการ นำมาคิดคำนวณด้วยหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.แนวทางการอนุญาตให้โอนใบอนุญาตได้ หากมีผู้สนใจอยากขอซื้อต่อก็สามารถโอนกิจการได้นั้น ปัจจุบันหลายๆ ช่องได้มีกลุ่มทุนเข้าไปให้ความช่วยเหลืออยู่แล้ว ซึ่งมาตรการความช่วยเหลือในข้อนี้ ต้องลงลึกรายละเอียดให้ชัดเจนว่าสามารถโอนใบอนุญาตได้นั้น หมายถึงสามารถเปลี่ยนได้ในระดับคู่สัญญาเลยหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เป็นเรื่องปกติที่กลุ่มทุนระดับมหาเศรษฐีต้องการที่จะเป็นเจ้าของสื่อ จากที่มีธุรกิจอื่นๆ อยู่ในมือ อย่างที่เกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศ ซึ่งในไทยเองก็เช่นเดียวกัน ดังนั้นทีวีดิจิทัลจึงยังเป็นธุรกิจที่นักลงทุนสนใจเป็นเจ้าของ แม้ว่าสถานการณ์ทีวีดิจิทัลจะได้รับความเดือดร้อน&amp;rdquo; นายเขมทัตต์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศ กสทช. เรื่อง แผนความถี่วิทยุสำหรับกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล โดยระว่า เพื่อให้มีความเหมาะสม มีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสาธารณะ และรองรับการขยายโครงข่าย สำหรับการให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล ทั้งสถานีหลักและสถานีเสริม อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 27 (1) แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มาตรา 27 (5) และ (24) แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 กสทช.จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป 2.บรรดาประกาศ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งอื่นใดในส่วนที่ได้กำหนดไว้แล้วในประกาศนี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับประกาศนี้ ให้ใช้ประกาศนี้แทน 3.ให้ยกเลิกประกาศ กสทช. เรื่อง แผนความถี่วิทยุสำหรับกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล ลงวันที่ 16 ก.ค.2558 และให้ใช้แผนความถี่วิทยุสำหรับกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล ดังมีรายละเอียดตามแผนความถี่วิทยุ กสทช. ผว.102-2561 แนบท้ายประกาศนี้แทน ประกาศ ณ วันที่ 13 มี.ค.2561.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7875</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสทช., คลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์, นักลงทุน, นายฐากร ตัณฑสิทธิ์, บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น, บริษัท แจส โมบาย  บรอดแบรนด์ จำกัด, พิจารณาราคาเริ่มต้นการประมูล, ม.44, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หุ้นของกลุ่มทีวีดิจิทัล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180425/image_big_5ae08e84e90f7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
