<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>40642</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2019 20:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2019 20:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>DITP พานักธุรกิจบุกตะวันออกกลางโกยยอดสั่งซื้อเพียบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ จัดคณะผู้แทนการค้าอุตสาหกรรมก่อสร้างและธุรกิจบริการบินไปเปิดตลาดภูมิภาคตะวันออกกลางที่ประเทศโอมานและประเทศบาห์เรน ได้ยอดสั่งซื้อกลับมาร่วม 500 ล้านบาท ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากกับการเปิดตลาดให้กับผู้ประกอบการไทยในตลาดภูมิภาคตะวันออกกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
10 ก.ค. 62 นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมฯได้จัดกิจกรรมนำคณะผู้แทนการค้าอุตสาหกรรมก่อสร้างและธุรกิจการไปเปิดตลาดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ณ กรุงมัสกัต ประเทศโอมานและ กรุงมานามา ประเทศบาห์เรนเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยได้พบปะกับผู้ซื้อ/ผู้นำเข้าสินค้าโดยตรง และได้ทราบถึงโอกาสแนวทางในการขยายธุรกิจบริการและส่งออกสินค้า ตลอดจนเป็นการสร้างภาพลักษณ์สินค้าและบริการไทย และเพิ่มมูลค่าการค้าและการลงทุนไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับผลตอบรับจากประเทศโอมานมีผู้นำเข้าโอมานสนใจเข้าร่วมกิจกรรมถึง 70 ราย โดยในครั้งนี้ สคต. ณ เมืองดูไบ ได้นัดหมายให้บริษัทผู้นำเข้ารายใหญ่ของโอมานเข้าร่วมเจรจาการค้าในครั้งนี้ด้วย ได้แก่ Galfar Engineering &amp;amp; Contracting SAOG และ Khimji Ramdas Group (KR) โดยผู้ประกอบการไทยได้เจรจาการค้ากับคู่ค้าเฉลี่ย 13 ราย/บริษัท มูลค่าสั่งซื้อที่เกิดขึ้นในทันที คิดเป็นเงินจำนวน 8,580,000 บาท และมูลค่าสั่งซื้อที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายใน 1 ปี คิดเป็นเงินจำนวน 191,730,000 บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในส่วนของประเทศบาห์เรน มีผู้นำเข้าบาห์เรนสนใจเข้าร่วมกิจกรรม 67 ราย หนึ่งในผู้นำเข้าที่เข้าร่วมกิจกรรม มีบริษัท Nass Commercial โดยผู้ประกอบการไทยได้เจรจาการค้ากับคู่ค้าเฉลี่ย 8 ราย/บริษัท มูลค่าสั่งซื้อที่เกิดขึ้นในทันที คิดเป็นเงินจำนวน 14,520,000 บาท มูลค่าสั่งซื้อที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายใน 1 ปี คิดเป็นเงินจำนวน 296,670,000 บาท อย่างไรก็ตามผลจากการนำคณะผู้แทนคณะผู้แทนการค้าอุตสาหกรรมก่อสร้างและธุรกิจการไปเปิดตลาดในภูมิภาคตะวันออกกลางในสองประเทศ สร้างยอดการสั่งซื้อรวมกว่า 500 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40642</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP), กระทรวงพาณิชย์, บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์, บาห์เรน, โอมาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190710/image_big_5d25e73bbf48f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36033</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2019 10:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/05/2019 14:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>DITP บุกตลาดใหม่ “มาเก๊า” เมืองคนรวยที่สุดในเอเชีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;DITP เดินหน้าเปิดตลาดใหม่ &amp;ldquo;มาเก๊า&amp;rdquo; เมืองรองที่มี GDP รายได้ต่อหัวประชากรสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของเอเชีย โดยเตรียมผู้ประกอบการไทยจำนวน 50 รายเข้าร่วมงาน The Guangdong and Macao Branded Products Fair 2019 ในเดือนก.ค. พร้อมชี้อุตสาหกรรม &amp;ldquo;อาหาร-สปา-เฟอร์นิเจอร์&amp;rdquo; มีศักยภาพเติบโตได้ดีในมาเก๊า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์&amp;nbsp; เปิดเผยว่า หน่วยงานส่งเสริมการค้าและการลงทุนของมาเก๊าMacao Trade and Investment Promotion Institute (IPIM) ได้เตรียมการจัดงาน The Guangdong and Macao Branded Products Fair 2019 ระหว่างวันที่ 26- 28 กรกฎาคม 2562&amp;nbsp; ซึ่งปีนี้เป็นการจัดงานครั้งที่ 12&amp;nbsp; และไทยได้รับเกียรติเป็นประเทศที่ได้รับเชิญเข้าร่วมงาน โดยในการนี้ IPIM ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ เมืองฮ่องกง ได้ร่วมกันเตรียมจัดผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงานในคูหาประเทศไทย &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ในปีที่ผ่านมามี Exhibitors เข้าร่วม 382 ราย ในพื้นที่ 9,000 ตารางเมตร และมีผู้เข้าชมงานจำนวน 80,000 คน ซึ่งครั้งนี้นับได้ว่าเป็นการเปิดประตูบานใหม่เพื่อแนะนำสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดมาเก๊า เมืองรองที่มี GDP รายได้ต่อหัวประชากรสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของเอเชีย&amp;rdquo; นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นางชณันภัสร์ พิศาลอภิพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง กล่าวว่า สคต.ฮ่องกง กำลังดำเนินการแผนบุกเมืองรองมาเก๊า ถึงแม้จะเป็นเมืองรองในด้านการค้า และการเมือง แต่เป็นเมืองท่องเที่ยว Super Rich ที่ GDP ต่อหัวของประชากรสูงที่สุดในเอเชีย นอกจากจะร่วมกับ IPIM นำผู้ประกอบการไทย 50 ราย นำสินค้าไทยเข้าร่วมงาน The Guangdong and Macao Branded Products Fair 2019 แล้วทางIPIM จะได้นำคณะผู้ประกอบการมาเก๊าเยือนประเทศไทยเพื่อหาโอกาสการค้าการลงทุนร่วมกันในเดือนกันยายน 2562 ต่อไปด้วย ทั้งนี้&amp;nbsp; IPIM และ สคต.ฮ่องกง ได้เตรียมความพร้อมให้ความรู้กับผู้ประกอบการมาเก๊าในเรื่องของการค้า การลงทุน การทำธุรกิจ การสร้างแบรนด์ ดีไซน์และ Creative Economy ของไทย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;โดยจัดสัมมนาเรื่อง Learning Thailand &amp;ndash; Branding Innovative Transformation, Digital Marketing, Business Management เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2562&amp;nbsp; อีกทั้งได้เชิญผู้ส่งออกของไทยซึ่งเชี่ยวชาญใน 3 อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ และมีโอกาสในตลาด มาเก๊า ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร สปา และฟอร์นิเจอร์ เข้าร่วมงานสัมมนาฯ ได้แก่คุณ David Chi Wai Lau ประธานบริษัท Do Food อุตสาหกรรมสปาและความงาม คุณธเนศ จิระเสวกดิลก ผู้ร่วมก่อตั้ง Divana Spa และอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และดีไซน์ โดยมีคุณจิระชัย ตั้งกิจงามวงศ์ เข้าร่วมเป็นวิทยากรรับเชิญด้วย โดยมีสื่อมวลชน และนักธุรกิจผู้ประกอบการชาวมาเก๊าให้ความสนใจคับคั่ง&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ในงานสัมมนาฯ ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการมาเก๊าเข้าร่วมงานกว่า 150 คน รวมถึงสื่อมวลชน สื่อสิ่งพิมพ์ และโทรทัศน์ เข้าสัมภาษณ์และลงเนื้อหาข่าวใน Macau Daily ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่ได้รับความนิยมในมาเก๊าด้วย&amp;rdquo; นางชณันภัสร์ กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สำหรับผู้ที่สนใจสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์http://www.ditp.go.th หรือสอบถามข้อมูลได้ที่โทรสายตรง กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ 1169&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36033</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DIPT), กระทรวงพาณิชย์, บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์, บุกตลาด, มาเก๊า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190516/image_big_5cdd174d98b3a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34854</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2019 10:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2019 10:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“พาณิชย์”นัดเอกชนถกเป้าส่งออกหลังประเมินโต 8% ทำได้ยาก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 พ.ค. 2562 น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือร่วมกับภาคเอกชน เพื่อประเมินสถานการณ์การส่งออกไตรมาส 2 ปี 2562 ว่า กรมฯ ได้หารือร่วมกับภาคเอกชน ทั้งภาคการเกษตร และภาคอุตสาหกรรม เพื่อประเมินแนวโน้มการส่งออก โดยเบื้องต้น ประเมินว่า หากจะผลักดันการส่งออกให้ได้ตามเป้าหมาย 8% การส่งออกในช่วงที่เหลือต้องทำให้ได้เดือนละ 2.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แต่เท่าที่ประเมินในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ยังทำไม่ได้ ซึ่งกรมฯ จะขอประเมินตัวเลขเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นเดือนที่ 4 อีกครั้ง หากยังไม่ได้ ก็ต้องมาพิจารณาถึงการปรับเป้าหมายการส่งออกของปีนี้ใหม่ โดยจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน หลังจากที่กรมฯ ได้ประชุมร่วมกับผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ซึ่งเป็นตัวแทนด้านการตลาดที่อยู่ในประเทศต่างๆ เพื่อรับฟังทิศทางในแต่ละตลาดในช่วงปลายเดือนพ.ค.2562 นี้ก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาและร่วมมือกับภาคเอกชนในการผลักดันการส่งออก ที่ประชุมได้เห็นชอบให้มีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนและเพิ่มขีดความสามารถทางการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งกรมฯ จะดำเนินการจัดตั้งโดยทันที และจะประชุมร่วมกับภาคเอกชนเป็นระยะๆ หากมีประเด็นที่เห็นควรเสนอขอความเห็นชอบในระดับนโยบาย ก็จะนำเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) พิจารณาสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนั่น อังอุบลกุล รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนประเมินว่าการส่งออกในปีนี้ น่าจะทำได้มูลค่า 257,750 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.1% ลดลงจาก 3.1% ที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้ โดยสินค้าเกษตรคาดว่าจะขยายตัวได้เพียง 1.6% โดยสินค้าสำคัญ เช่น ข้าว ปริมาณส่งออกจาก 11 ล้านตันเหลือ 9.5 ล้านตัน มันสำปะหลัง ลด 10% น้ำตาล ลด 8% ส่วนยางพารา เพิ่ม 5% อาหาร เพิ่ม 5% แต่ถ้ารัฐสนับสนุนน่าจะบวกได้มากกว่านี้ ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 2.3% มาจากอิเล็กทรอนิกส์ เพิ่ม 1.4% ยานยนต์และชิ้นส่วน เพิ่ม 3% เครื่องใช้ไฟฟ้า เพิ่ม 1.1% เม็ดพลาสติก เพิ่ม 2% อัญมณี รวมทองคำ เพิ่ม 3% น้ำมัน เพิ่ม 2% วัสดุก่อสร้าง เพิ่ม 5% ผลิตภัณฑ์ยาง เพิ่ม 7% เครื่องจักร เพิ่ม 3% สิ่งทอ เพิ่ม 3% เคมีภัณฑ์ เพิ่ม 2%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ภาคเอกชนประเมินว่าการส่งออกทั้งปี จะขยายตัวได้ 2.1% มาจากการประเมินคำสั่งซื้อที่เข้ามา และบางสินค้าแม้จะส่งออกได้ปริมาณเพิ่มขึ้น แต่ราคาลดลง ซึ่งส่งผลต่อภาพรวมการส่งออกของไทย รวมทั้งยังมีปัจจัยภายนอกที่เข้ามากระทบต่อการส่งออกของไทย แต่เอกชนหวังว่าถ้ามีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้น อย่างสินค้าเกษตรทั่วโลกเจอภัยธรรมชาติ ปัญหาสงครามการค้าคลี่คลาย ก็จะเป็นแรงหนุนให้การส่งออกเติบโตมากกว่านี้ได้&amp;rdquo;นายสนั่นกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34854</URL_LINK>
                <HASHTAG>บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์, ปรับเป้าส่งออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190108/image_big_5c346df7214bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31718</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2019 15:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2019 15:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ ดันอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยลุยต่างประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
กระทรวงพาณิชย์ ชูอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย ประกาศศักยภาพ 3 กลุ่มธุรกิจเด่นในต่างประเทศในเดือนมีนาคม 2562&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;19 มี.ค. 62 นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงที่รัฐบาลต้องการผลักดันให้เกิดการเติบโตอย่างเป็นรูปธรรม โดยประมาณการว่าตลาดดิจิทัลคอนเทนต์ไทยในปี 2561 จะมีมูลค่ารวม 2.6 หมื่นล้านบาท กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจึงกำหนดดำเนินโครงการส่งเสริมตลาดธุรกิจดิจิทัลคอนเทนต์และธุรกิจเกี่ยวเนื่องสู่ตลาดต่างประเทศ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจ และส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศในฐานะเมืองสร้างสรรค์ของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สำหรับการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเป็นอีกช่องทางที่สำคัญในการสร้างโอกาสทางค้าระหว่างประเทศให้กับผู้ประกอบการไทย โดยในปีนี้กรมจะนำผู้ประกอบการซอฟต์แวร์เกม จำนวน 7 บริษัท เข้าร่วมงาน Game Connection America 2019 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 &amp;ndash; 22 มีนาคม 2562 ณ &amp;nbsp;เมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในงานเจรจาธุรกิจเกมที่ใหญ่ที่สุดของโลก มีผู้เข้าร่วมงานแต่ละครั้งกว่า 3,000 ราย 60 ประเทศทั่วโลก ซึ่งการเข้าร่วมงานจะเป็นการสร้างโอกาสให้กับประกอบการไทยในการเจรจาธุรกิจแล้ว ยังเป็นการประชาสัมพันธ์ให้กับผู้ประกอบการในต่างประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของธุรกิจบันเทิง กรมได้บูรณาการร่วมกันระหว่าง กระทรวงวัฒนธรรม และกรมการท่องเที่ยว นำผู้ประกอบการธุรกิจบันเทิงไทย 22 ราย ประกอบด้วย 4 ประเภทธุรกิจ ได้แก่ กลุ่มผู้ผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์และแอนิเมชั่น กลุ่มบริการเกี่ยวเนื่องกับภาพยนตร์และวีดิทัศน์ กลุ่มผู้ผลิตรายการ และละครโทรทัศน์ และกลุ่มผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีไทย เข้าร่วมงานแสดงสินค้า Hong Kong International Film &amp;amp; TV Market 2019 (FILMART) ระหว่างวันที่ 18 &amp;ndash; 21 มีนาคม 2562 ณ เมืองฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;และกลุ่มธุรกิจโฆษณา ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศร่วมมือกับสมาคมโฆษณาเอเชียแปซิฟิก นำผู้ประกอบการธุรกิจโฆษณา จำนวน 7 ราย เข้าร่วมงานมหกรรมโฆษณาเอเชียแปซิฟิก (ADFEST 2019) งานอีเว้นท์ระดับนานาชาติสำหรับธุรกิจนี้ เพื่อส่งเสริมการขยายเครือข่ายทางการค้าให้กว้างขวางมากขึ้น รวมถึงเพื่อแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมโฆษณาไทยให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับสากล โดยกำหนดขึ้นระหว่างวันที่ 20 &amp;ndash; 23 มีนาคม 2562 ณ ศูนย์ประชุมพีช (Pattaya Exhibition and Convention Hall : PEACH) เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31718</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ, การค้า, บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์, อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190319/image_big_5c90a1949cde0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31154</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/03/2019 16:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/03/2019 16:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>DITP เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมการค้าระหว่างประเทศ ชูกลยุทธ์การทำงานยึดมั่นการผลักและพัฒนา &amp;ldquo;ผู้ประกอบการ ช่องทางการตลาด ผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจไทยโตต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 มี.ค. 62- น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ในปี 2562 กรมฯ ยังคงเดินหน้าบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาคการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นแรงผลักสำคัญให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวมาโดยตลอด โดยแนวทางการทำงาน จะยึดมั่นที่จะพัฒนา &amp;ldquo;ผู้ประกอบการ ช่องทางการตลาด ผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการ รวมถึงการให้บริการของกรมฯ&amp;rdquo; เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการและประชาชนด้านการค้าระหว่างประเทศอย่างเต็มรูปแบบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในด้านการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ จะผลักดันให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) มีโอกาสเข้าตลาดการค้าระหว่างประเทศ โดยการใช้ช่องทางการค้าออนไลน์ ซึ่งเป็นโอกาสใหม่จากการเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาผู้ประกอบการท้องถิ่นในต่างจังหวัด การพัฒนาผู้ประกอบการหน้าใหม่ เพื่อช่วยบ่มเพาะและพัฒนาจนสามารถส่งออกได้ ซึ่งสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ จะเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนให้กับผู้ประกอบการทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านการขยายช่องทางการตลาด โดยได้เน้นการขยายตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น จีนและอินเดีย ส่วนตลาดอาเซียน โดยเฉพาะใน CLMV เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะผลักดันธุรกิจบริการ เพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศ สำหรับการปรับปรุงงานบริการ กรมฯ จะเดินหน้าปรับขั้นตอนการให้บริการ เน้นอำนวยความสะดวกกับผู้ประกอบการเป็นหลัก และนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์มากขึ้น เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการให้บริการข้อมูล และสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ง่ายขึ้นและตรงตามความต้องการยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31154</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการค้าระหว่างประเทศ, บรรจงจิตต์   อังศุสิงห์, ผู้ประกอบการ, อาเซียน, อินเดีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190312/image_big_5c877a8de92b1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30536</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2019 13:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2019 13:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>DITP ชี้ ฮ่องกง ปักหมุดตั้งสำนักงานการค้าดึงต่างชาติแห่ลงทุนในไทยDITP เชื่อมั่น ฮ่องกง ตั้ง HKETO ในไทย ดันความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติพุ่งจ่อลงทุน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ ในโครงการEEC</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP)กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การเปิดสำนักงานเศรษฐกิจและการค้าฮ่องกง หรือ Hong Kong Economic and Trade Office (HKETO)ประจำประเทศไทย ซึ่งเป็นสำนักงานลำดับที่ 13 ของฮ่องกงที่เปิดขึ้นทั่วโลก และเป็นแห่งที่ 3 ในอาเซียน ต่อจากสิงคโปร์ และ อินโดนีเซีย สะท้อนว่า ฮ่องกงมองเห็นถึงศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนที่เชื่อมต่อกับ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในด้านการค้าและการลงทุนในสายตานักลงทุน ทั้งไทยและต่างประเทศมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ฮ่องกงมองว่า ไทยมีศักยภาพที่เหมาะหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นระบบโลจิสติกส์ เป็นประเทศที่เชื่อมต่อกับ CLMV และยังเป็นศูนย์กลางอาเซียน ถือเป็นจุดเด่นที่สำคัญของไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น นอกจากนี้หากมองในด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับฮ่องกง ถือว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมายาวนาน ซึ่งการเปิด HKETO ในไทย จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนจีนและฮ่องกงมากยิ่งขึ้น&amp;rdquo; นางสาวบรรจงจิตต์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวต่อว่า HKETO มีบทบาทสำคัญที่จะช่วยเสริมศักยภาพด้านการลงทุนระหว่าง 2 ประเทศ เพราะ HKETOจะช่วยสนับสนุนและเชื่อมโยงองค์ความรู้กับองค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (HKTDC)ที่เดิมมีอยู่แล้ว ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนไทยมีศักยภาพด้านการลงทุนในจีนและฮ่องกงมากยิ่งขึ้น ไม่เป็นเพียงผู้ส่งออกเพียงอย่างเดียว พร้อมกันนี้ไทยและฮ่องกงยังมีความร่วมมือระหว่างบริษัท อินโนสเปช (ไทยแลนด์) จำกัด กับ ไซเบอร์พอร์ต ฮ่องกง ซึ่งจะนำความรู้ความเชี่ยวชาญมาช่วยส่งเสริมความแข็งแกร่งให้กลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพ(Startup)ของไทยอีกด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นางชณันภัสร์ พิศาลอภิพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง กล่าวว่า HKETO แห่งที่ 3 ในอาเซียน ตั้งอยู่ที่ อาคารสาทรสแควร์ถนนสาทร ทำหน้าที่เหมือนสำนักงานทูตพาณิชย์ในต่างประเทศ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ทั้งชาวไทยและฮ่องกงคอยให้คำปรึกษา และให้ข้อมูลด้านการค้าการลงทุนระหว่างกัน ซึ่งการที่ฮ่องกงเลือกตั้ง HKTDC ในไทย ได้ตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อศักยภาพเศรษฐกิจไทย รวมถึงสร้างความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ มีหลายอุตสาหกรรมที่นักลงทุนฮ่องกงสนใจเข้ามาลงทุนในไทย โดยเฉพาะในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อาทิ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่( S-Curve) คือ อุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพในการต่อยอด (First S-Curve) อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ , อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ , การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการแปรรูปอาหาร และ อุตสาหกรรมอนาคต (New S-Curve)เพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด อาทิ เครื่องจักรอัตโนมัติและหุ่นยนต์ การบินและโลจิสติกส์ และการแพทย์ครบวงจร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดยในปีนี้ไทยจะเน้นผลักดันส่งออกด้านธุรกิจบริการมากขึ้นเนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก โดยเฉพาะธุรกิจประเภทศูนย์การแพทย์แบบครบวงจร (Wellness Center)ที่มีความพร้อมในทุกด้านซึ่งปัจจุบันพบว่ามีผู้สูงอายุ หรือ วัยเกษียณชาวฮ่องกง เดินทางมาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศได้อย่างต่อเนื่อง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สำหรับ ฮ่องกงถือว่าเป็นคู่ค้าที่สำคัญของอาเซียน ซึ่งในปี 2018 มีมูลค่าระหว่างกันถึง 120,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 11% ซึ่งฮ่องกงเป็นนักลงทุนอันดับที่ 5 ของไทย และคาดว่ามูลค่าการส่งออกไทยกับฮ่องกง ในปี 2561 จำนวน 12,563 ล้านเหรียญสหรัฐ จะขยายตัวถึง 12% ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ในปี2562&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ(DITP) www.ditp.go.th หรือโทรสายตรงการค้าระหว่างประเทศ 1169&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30536</URL_LINK>
                <HASHTAG>)กระทรวงพาณิชย์, กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ, บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190305/image_big_5c7e18e1e10f0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29870</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/02/2019 09:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/02/2019 09:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บาทแข็งทำรายได้ส่งออกหายไปแล้ว 4 แสนล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า ในวันที่ 25 ก.พ. 2562 น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จะเป็นประธานการประชุมประเมินสถานการณ์ส่งออกไตรมาส 1 ปี 2562 ร่วมกับตัวแทนภาคเอกชน เช่น สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือ (สรท.) และผู้ส่งออกในกลุ่มสำคัญต่างๆที่มีสัดส่วนการส่งออกสูงสุด 10 อันดับแรก โดยกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายการส่งออกปี 2562 ขยายตัว 8% ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงทั้งค่าเงินบาทแข็งค่า สงครามการค้าสหรัฐและจีน (เทรดวอร์) ราคาน้ำมันตกต่ำ การแข่งขันส่งออกสินค้าในภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าตั้งแต่ต้นปี 2561 ต่อเนื่องจนถึงต้นปี 2562 หรือแข็งค่าขึ้นมาประมาณ 6% ทำให้รายได้จากการส่งออกในรูปเงินบาทสูญเสียไป 4 แสนล้านบาท หรือคำนวณจากการส่งออกสินค้าไทยในปี 2561 ที่มีมูลค่าประมาณ 8 ล้านล้านบาท ถือเป็นปัญหาใหญ่ของภาคการส่งออกในขณะนี้

&amp;ldquo;ภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบหนัก คือภาคเกษตรและอาหาร เพราะใช้วัตถุดิบภายในประเทศเกือบ 100% ไม่ได้รับผลดีจากการนำเข้าวัตถุดิบมาผลิต โดยการแก้ไขของผู้ส่งออกที่ผ่านมา คือพยายามหาวิธีลดต้นทุน เพื่อจะได้เสนอราคาสินค้าให้กับผู้ซื้อได้ถูกลง แต่พอลดมากๆเมื่อมาถึงจุดนี้ตั้งราคาลำบาก บางรายแก้ปัญหาด้วยการยอมขายขาดทุน บางรายแก้ปัญหาด้วยการลดกำลังการผลิต เพราะรู้ว่าขายไปก็ขาดทุน&amp;rdquo; นายวิศิษฐ์ กล่าว

ทั้งนี้ แม้ว่าภาครัฐจะผลักดันให้ผู้ส่งออกทำประกันความเสี่ยงค่าเงินเพื่อแก้ไขปัญหาค่าเงินผันผวน แต่สถานการณ์ค่าเงินบาที่แข็งค่าขึ้นขณะนี้ ไม่ใช่ความผันผวน เพราะได้แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจาก 34 บาท/ดอลลาร์ เหลือ 31 บาท/ดอลลาร์ และไม่มีแนวโน้มว่าจะอ่อนค่าลงภายใน 1-2 เดือน ทำให้ต้นทุนสินค้าเกษตรได้รับผลกระทบมาก ดังนั้นหากค่าเงินบาทยังอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ เกรงว่าจะกระทบต่อขีดความสามารถการแข่งชันระยะยาว และทำให้ไทยเสียตลาดส่งออกสินค้าให้กับคู่แข่ง เพราะเมื่อขายแล้วขาดทุน จะเกิดการลดการผลิตจนถึงไม่ผลิต มีผลเสียต่อส่วนแบ่งตลาดส่งออกของไทย

&amp;ldquo;ได้หารือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งการประกันความเสี่ยงไม่ได้ช่วยผู้ประกอบการมากนัก เพราะค่าเงินเกินระดับความผันผวนที่ควรจะเป็น ซึ่งทางออกเรื่องนี้คงต้องให้แบงก์ชาติผลักดันลดการใช้เงินสกุลดอลาร์สหรัฐ และมาใข้เงินสกุลทางตรงกับประเทศที่เป็นคู่ค้า เช่น ค้าขายกับจีนก็ควรจะใช้เงินหยวน โดยปัญหาทั้งหมดจะรายงานในที่ประชุมที่จะหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ในวันที่ 25 ก.พ.นี้ด้วย รวมถึงสถานการณ์ของสงครามการค้าสหรัฐและจีน (เทรดวอร์) ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเปลี่ยนแปลงทางการค้า ทำให้ตลาดผู้ซื้อระมัดระวังการใช้จ่าย&amp;rdquo; นายวิศิษฐ์ กล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29870</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทบส่งออก, ค่าเงินบาท, บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190108/image_big_5c346df7214bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
