<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111854</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2021 16:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/08/2021 16:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บรรยง&#039; ทอดทางให้ลง3ข้อ &#039;สมเกียรติชายชาติทหาร&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ส.ค.64 - นายบรรยง พงษ์พานิช อดีตบอร์ดการบินไทย โพสต์เฟซบุ๊ก &amp;#39;Banyong Pongpanich&amp;#39; ระบุ &amp;nbsp;ถึงนาทีนี้&amp;hellip;จากการต่อต้านของประชาชนจำนวนมาก&amp;nbsp;น่าจะแจ้งชัดแล้วว่า พลอ.ประยุทธ จันทร์โอชา ไม่สามารถที่จะบริหารประเทศในฐานะนายกรัฐมนตรีได้อีกต่อไป
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงต่อประเทศชาติ และต่อตัวท่านอีกต่อไป ผมขอแนะนำขั้นตอนการลงจากตำแหน่งอย่างยังพอมีเกียรติบ้างดังต่อไปนี้&amp;nbsp;ให้ท่านประกาศสัญญาต่อประชาชนว่า 1.จะดำเนินการทุกวิถีทางให้มีแก้รัฐธรรมนูญภายในสองสัปดาห์ในเรื่องการเข้าสู่อำนาจ โดยตัดอำนาจในการเลือกนายกฯของสว. จะเปลียนวิธีการเลือกตั้งให้กลับไปตามรธน.2540&amp;nbsp;&amp;nbsp;2.จะประกาศยุบสภาทันทีที่ดำเนินการข้อ1 เสร็จสิ้น หรือเมื่อชัดเจนว่าดำเนินการไม่ได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.จะไม่รับการเป็นนายกรักษาการ ระหว่างรอเลือกตั้งใหม่
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่เป็นวิธีเดียวเท่านั้นที่จะยังรักษาเกียรติของชายชาติทหารไว้ได้บ้าง โดยไม่ทำให้ประเทศชาติต้องเสียหายมากไปกว่านี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;ประชาชนบางส่วน รวมทั้งผมด้วยก็จะยังชื่นชมในความกล้าหาญเพื่อชาติของท่าน
&amp;nbsp;จึงเรียนมาเพื่อพิจารณา.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111854</URL_LINK>
                <HASHTAG>บรรยง พงษ์พาณิชย์, บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200513/image_big_5ebc01e793663.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32779</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2019 10:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2019 10:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บรรยง&#039;วอนฟัง&#039;ปิยบุตร&#039;บ้าง ไม่ต้องเชื่อก็ได้ แต่ฟังเสียหน่อยก่อนด่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 เม.ย.62- นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด (มหาชน) ให้ฟังนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่บ้าง โดยระบุข้อความว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฟังเขาบ้างเถอะครับ&amp;hellip;&amp;hellip;ไม่ต้องเชื่อก็ได้ แต่ฟังเสียหน่อยก่อนด่านะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนนี้ บริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp;ได้รับความไว้วางใจจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ โอนทรัพย์สินหลายพันล้านบาท ให้เป็นผู้ดูแลจัดการแทน.
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32779</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายปิยบุตร แสงกนกกุล, บรรยง พงษ์พาณิชย์, บริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190402/image_big_5ca2dc6f1249d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10620</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2018 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2018 09:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หลอนทุกปี! ตีข่าวป่วนขึ้นภาษีแวต 10% ขย่มเศรษฐกิจ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์ อีโค โฟกัส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลอนทุกปี! ตีข่าวป่วนขึ้นภาษีแวต 10% ขย่มเศรษฐกิจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นข่าวที่ถูกหยิบยกขึ้นมาสร้างกระแสโจมตีถล่มทุกรัฐบาลไม่ว่าจะยุคใดสมัยใด สำหรับเรื่องการ &amp;ldquo;ปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จาก 7% เป็น 10%&amp;rdquo; เรียกว่ามาตามนัดทุกปี ที่จะเกิดจากการแชร์ข่าวดังกล่าวผ่านโซเชียลมีเดีย สร้างความวิตกกังวล และความไม่พอใจให้กับประชาชนอยู่เรื่อง ๆ เป็นแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาทุกปีจริง ๆ แม้ว่าที่ผ่านมาทุกรัฐบาลจะพยายามชี้แจงให้เห็นถึงข้อเท็จจริงถึงความจำเป็น และความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับขึ้นอัตราภาษีดังกล่าว ว่า &amp;ldquo;ยังไม่ถึงเวลา&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ยังไม่มีความจำเป็น&amp;rdquo; แต่ดูเหมือนจะแรงสู้กระแสที่ถูกสร้างขึ้นมาโจมตีไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา ระบุเกี่ยวกับการขยายการคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ออกไปอีก 1 ปี และจัดเก็บในอัตรา 9% ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2561 ตรงนี้เองอาจเป็นจุดที่ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนได้ แต่หากพิจารณาในรายละเอียดที่แท้จริง จะพบว่า การจัดเก็บภาษีแวตตามเพดานที่กำหนดไว้สูงสุด จะต้องจัดเก็บในอัตรา 10% แบ่งเป็นการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 9% และภาษีท้องถิ่นอีก 1% ตามสัดส่วนการคำนวณภาษีท้องถิ่นที่คิดอัตรา 10% ของแวต หรือหากแวตจัดเก็บ 10% ภาษีท้องถิ่นคิด 10% ของแวต ก็จะได้เท่ากับภาษีท้องถิ่น 1% นั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน การคงอัตราภาษีแวตไว้ที่ 7% ที่เกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลานานแล้วนั้น การคิดคำนวณก็คิดเช่นเดียวกัน คือ หากจัดเก็บภาษีแวตที่ 7% จะแบ่งเป็นภาษีท้องถิ่น 10% ของภาษีแวต หรือเท่ากับภาษีท้องถิ่น 0.7% และภาษีแวตจะอยู่ที่ 6.3% เมื่อรวมกันแล้วจะได้ภาษีแวตที่จัดเก็บในอัตราแท้จริงที่ 7% นั่นเอง ส่วนตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2561 เป็นต้นไปจะคงอัตราหรือจะขึ้นอัตราเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้นจะเป็นปัจจัยหลักในการพิจารณาของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และล่าสุดกับปี 2561 ข่าวการปรับขึ้นภาษีแวตก็ มาตามนัด! อีกเช่นกัน ร้อนถึงหน่วยงานรับผิดชอบอย่าง &amp;ldquo;กระทรวงการคลัง&amp;rdquo; ที่ต้องเร่งออกมาชี้แจงเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด และช่วยคลายความวิตกกังวลของประชาชนทั่วประเทศ โดย ประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมาระบุว่า กระทรวงการคลังเตรียมจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม จาก 10% เป็น 7% ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย. 2561 ออกไปอีก 1 ปี ด้วยเหตุผลสำคัญ คือ เศรษฐกิจของไทยกำลังขยายตัวไปได้ด้วยดี จึงไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่จะปรับขึ้นอัตราภาษีดังกล่าวในขณะนี้ ซึ่งนั่นเป็นเครื่องสะท้อนชัดเจนว่า กระแสข่าวลือที่ว่า อัตราภาษีแวตจะปรับเพิ่มเป็น 10% ในวันที่ 1 ต.ค.นี้ จึงไม่เป็นความจริง!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การขึ้นภาษีแวตเป็น 10% มีการลือกันทุกปี เพราะยังมีบางกลุ่มที่ต้องการหาเรื่องสร้างข่าวลือเพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยปั่นป่วน แม้ว่ากระทรวงการคลังจะตอบแทนรัฐบาลไม่ได้ว่าจะมีการขยายเวลาการลดอัตราาภาษีแวตต่อไปอีกหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลจะต้องพิจารณา แต่ก็อยากให้ย้อนดูผลในอดีตที่ผ่านมาด้วยว่า มีการขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีแวตที่ 7% ต่อเนื่องทุกปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กระทรวงการคลังดีดลูกคิดคำนวณตัวเลขการขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีแวตไว้ที่ 7% ว่า การขยายระยะเวลาออกไปอีก 1 ปี จะทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ประมาณ 3 แสนล้านบาท ตัวเลขจำนวนมหาศาลนี้ เพิ่มขึ้นตามภาพรวมเศรษฐกิจและจีดีพีของไทยที่มีขนาดใหญ่ขึ้ันต่อเนื่อง และด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ขยายเพิ่มขึ้นนี้เอง ทำให้การใช้จ่าย อุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ก็มีผลทำให้การจัดเก็บภาษีแวตขยายตัวตามไปนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นั่นเป็นการยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า ภาษีจากการใช้จ่ายอุปโภคบริโภคอย่าง &amp;ldquo;แวต&amp;rdquo; มีความสำคัญต่อรายได้ของรัฐบาลอย่างมหาศาล แต่หากมองในมุมเศรษฐกิจโดยรวมแล้ว การขยายระยะเวลาการจัดเก็บภาษีแวตไว้ที่ 7% ต่อไป จะมีผลดีต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจให้เดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องและเป็นไปตามเป้าหมายมากกว่า ดังนั้นหากมองในภาพรวม การขยายระยะเวลาการจัดเก็บภาษีแวตไว้ที่ 7% จึงอาจเป็นประโยชน์ในระยะยาวกับประเทศมากกว่าการโกยรายได้ 3 แสนล้านบาท ซึ่งคิดภาพตามได้ทันทีว่าหากรัฐบาลปรับขึ้นภาษีแวตในช่วงเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวเช่นนี้ จะทำให้การใช้จ่ายภาคประชาชนเกิดอาการ ช็อค! ซึ่งคงไม่เป็นผลดีกับเศรษฐกิจไทยในระยะยาวอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน &amp;ldquo;กรมสรรพากร&amp;rdquo; หัวเลี้ยวหัวแรงหลักในการจัดเก็บภาษีดังกล่าว ออกมาขยายความถึงความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะปรับขึ้นอัตราภาษีแวต ว่า แทบเป็นไปไม่ได้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมสรรพากรและกระทรวงการคลังยังไม่มีแนวคิดที่จะปรับขึ้นภาษีแวตในขณะนี้ เพราะเป็นว่ายังไม่มีความจำเป็นต่อเศรษฐกิจไทยที่ยังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวนี้เองไม่ได้มีสัญญาณของความร้อนแรงจนเกินไป หรือภาคการคลังเองก็ยังไม่ได้มีปัญหาเรื่องการจัดเก็บรายได้จนทำให้ต้องปรับขึ้นภาษีดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร อธิบายในรายละเอียดเพิ่มเติมด้วยว่า การขยายเวลาการลดอัตราภาษีแวตออกไปอีก จะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ให้เกิดการสะดุด และที่ผ่านมาประเทศไทยเองก็มีการขยายเวลาการลดอัตราภาษีดังกล่าวมาโดยตลอด ตั้งแต่ปี 2535 ที่เริ่มเก็บภาษีแวต ซึ่งในกฎหมายประมวลรัษฎากรให้เก็บในอัตรา 10% แต่ได้มีการออกพระราชกฤษฎีกาประกาศลดอัตราภาษีแวตให้เหลือ 7% มาโดยตลอด ทำให้ที่ผ่านมาเราจะได้เห็นการขยายเวลาการลดการจัดเก็บภาษีแวตเหลือ 7% มาโดยตลอดทุกปี หรือมีบางช่วงเท่านั้นที่ขยายเพิ่มเป็น 2 ปี พอใกล้ช่วงครบระยะเวลาที่ขยาย รัฐบาลก็จะมีการทบทวนตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และมีคำสั่งขยายเวลาเพิ่มมาโดยตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พูดกันง่าย ๆ ให้เข้าใจมากขึ้น ก็คือ ประเทศไทยอาจยังไม่อยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่ประประกาศขึ้นอัตราภาษีแวต ซึ่งเก็บจากฐานการใช้จ่าย อุปโภค บริโภคของประชาชนนั่นเอง ด้วยเหตุผลสำคัญคือ เศรษฐกิจของไทยยังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว ซึ่งการฟื้นตัวที่กำลังเกิดขึ้นนี้ไม่ได้มีความร้อนแรงมากเกินไป หรือประเทศไม่ได้เจอวิกฤติเศรษฐกิจจนเป็นเหตุผลให้ต้องนำเครื่องมือในการปรับขึ้นภาษีมาลดความร้องแรงลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่แปลกที่จะเกิดความไม่เข้าใจในทุก ๆ ปี เพราะในทุกปีตามกฎหมายที่ประกาศการคงอัตราภาษีแวตไว้ที่ 7% ทุกตัวอักษรก็ยังใช้เหมือนกันทุกปี เปลี่ยนเพียงวันที่เท่านั้น จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เชื่อได้ว่าคนที่มีการส่งต่อข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย หรืออื่น ๆ จนทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนและอาจเข้าใจผิดได้จริง ๆ แต่ก็ปฏิเสธได้ยากว่า มีกลุ่มคนบางส่วนที่หวังจะดิสเครดิตรัฐบาล เป็นคนที่คิดสิ่งไม่ดี หรือเป็นผู้ไม่หวังดีนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ค่อยเป็นค่อยไปนี้เอง คงเป็นเครื่องตอกย้ำได้ชัดเจนว่า ประเทศไทยอาจจะยังอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสมในการปรับขึ้นภาษีแวต เพราะการคงอัตราภาษีดังกล่าวจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการอุปโภคบริโภคของประชาชนได้ รวมทั้งยังช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้เป็นอย่างดีอีกด้วย อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการประกอบธุรกิจให้กับภาคเอกชน ซึ่งจะส่งผลทำให้ภาพรวมการบริโภคและการลงทุนของประเทศขยายตัวได้ต่อเนื่องและมั่นคงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บรรยง พงษ์พาณิชย์ อดีตคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ค &amp;ldquo;Banyong Pongpanich&amp;rdquo; เกี่ยวกับกรณีข่าวรัฐบาลมาเลเซียประกาศบังคับใช้อย่างเป็นทางการ กับการลดภาษีแวตเหลือ 0% จากปัจจุบันที่ 6% โดยระบุว่า ในส่วนของประเทศไทย สามารถจัดเก็บภาษีแวตได้ปีละ 7.5 แสนล้านบาท ถือเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญที่สุดของรัฐบาล หรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 31% ถ้าเลิกจัดเก็บ ก็ต้องไปเก็บทางอื่น เพราะการลดงบประมาณหรือการขาดดุลงบประมาณมากขนาดนั้นทำไม่ได้ (ถ้าทำก็เจ๊งทันที เข้าไอเอ็มเอฟทันที)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหมือนพวกเรียกร้องให้เลิกเก็บภาษีน้ำมัน ซึ่งเก็บได้รวมภาษีเงินได้ปิโตรเลียมปีละ 2.5 แสนล้านบาท เป็นรายได้กว่า 10% ของรายได้รัฐ ซึ่งถ้าเลิกเก็บในส่วนนี้ก็ต้องเลิกอย่างอื่น และมีงานวิจัยชัดว่า ภาษีน้ำมันนี้เก็บจากคนรวย 10% แรก มากกว่าจากคนจน 10% สุดท้ายถึง 27 เท่านั้น ดังนั้น หันไปควบคุมประสิทธิภาพการใช้งบประมาณกันดีกว่า ภาษีไทยรวมแค่ 17% ของจีดีพี ลดไม่ได้ มีแต่ต้องเก็บเพิ่ม และต้องพยายามเพิ่มจากคนรวยให้มากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่างที่มีผลต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ การใช้จ่ายของประชาชน ที่ปัจจุบันค่าครองชีพหลายตัวต่างพาเหรดปรับขึ้นราคากันแบบฉุดไม่อยู่ ด้วยเหตุผลเรื่องต้นทุนราคาเชื้อเพลิงที่ปรับขึ้น อาจเป็นตัวแปลสำคัญที่ชี้่เป็นชี้ตายว่า &amp;ldquo;ไทยยังไม่จำเป็นที่จะปรับขึ้นภาษีแวต&amp;rdquo; เพราะหากมีการปรับขึ้นจริงแล้วนั้น การรวมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่กำลังเพิ่งเริ่มต้นขึ้นนั้น อาจสะดุด! ล้มลงอีกครั้งก็เป็นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไทยยังจำเป็นต้องอาศัยการใช้จ่าย การอุปโภค และการบริโภคภายประชาชนในประเทศ เป็นตัวช่วยสำคัญส่งหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อีกทั้งการคงอัตราภาษีแวตไว้ที่ 7% ก็ยังมีผลต่อความเชื่้อมั่น ความมั่นใจและการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชน ทั้งในและต่างประเทศได้เป็นอย่างดี ซึ่งปัจจุบันทิศทางการลงทุนของภาคเอกชนเริ่มปรับตัวดีขึ้นจนกลายมาเป็นอีกเครื่องชี้เศรษฐกิจที่สำคัญในการขับเคลื่อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยได้เป็นอย่างดีอีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10620</URL_LINK>
                <HASHTAG>VAT, กรมสรรพากร, กระทรวงการคลัง, ครม., บรรยง พงษ์พาณิชย์, ภาษีมูลค่าเพิ่ม, รัฐบาล, อีโคโฟกัส, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180326/image_big_5ab8e39da3d18.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
