<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>90424</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/01/2021 17:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/01/2021 12:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลสั่งประหารชีวิต &#039;บรรยิน&#039; คดีฆ่า &#039;เสี่ยชูวงษ์&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ม.ค. 64 -&amp;nbsp;ที่ศาลอาญาพระโขนง ถ.สรรพาวุธ ศาลอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำ 4915/2559 ที่นางศิริรัตน์ แซ่ตั๊ง ภรรยาของนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง หรือเสี่ยจืด นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างระดับประเทศ กับพวก และพนักงานอัยการ ร่วมกันเป็นโจทก์ที่ 1-5 ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีต รมช.พาณิชย์ และอดีต ส.ส.นครสวรรค์ หลายสมัย เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้&amp;nbsp;ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา&amp;nbsp;289&amp;nbsp;(4) (7)

กรณีเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2558&amp;nbsp;นายชูวงษ์ อายุ 50 ปี เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์หรูยี่ห้อเลกซัสสีดำ ทะเบียน ภฉ 1889 กทม. ชนต้นไม้ มี พ.ต.ท.บรรยิน จำเลย เป็นคนขับ มีนายชูวงษ์นั่งข้างๆ&amp;nbsp;โดยชนต้นไม้ริม ถ.เฉลิมพระเกียรติ ร.9 ระหว่างซอย 48 กับซอย 50 แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กทม. เป็นเหตุให้นายชูวงษ์ ถึงแก่ความตาย ซึ่งโจทก์มีพยานหลักฐานเชื่อได้ว่าจำเลยกับพวกร่วมกันฆาตกรรมอำพรางนายชูวงษ์ แต่&amp;nbsp;พ.ต.ท.บรรยิน จำเลย ให้การปฏิเสธอ้างเป็นอุบัติเหตุ&amp;nbsp;เหตุเกิดที่ ต.บางโฉลง กับ ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ และแขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ต่อเนื่องเกี่ยวกัน

วันนี้ศาลอ่านคำพิพากษาให้ พ.ต.ท.บรรยิน จำเลย ฟังผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ไปยังตัวจำเลยที่เรือนจำบางขวาง ซึ่งจำเลยถูกจำคุกในคดีปลอมเอกสารโอนหุ้นของนายชูวงษ์และคดีอุ้มฆ่าพี่ชายของผู้พิพากษา ขณะที่บรรยากาศในวันนี้ มีนางวันเพ็ญ ธนธรรมสิริ พี่สาวของนายชูวงษ์, อัยการและทนายความโจทก์, นางวราภรณ์ ตั้งภากรณ์ ภรรยา และ นายวรภัทร์ ตั้งภากรณ์ ลูกชายของ พ.ต.ท.บรรยิน พร้อมทีมทนายความเดินทางมาศาล โดยศาลอนุญาตให้สื่อมวลชนถ่ายภาพภายในห้องพิจารณาคดีก่อนเริ่มอ่านคำพิพากษาได้

ต่อมาศาลขึ้นนั่งบัลลังค์ ใช้เวลาอ่านคำพิพากษานานประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง เสร็จสิ้นในเวลา 12.00 น. โดยศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งห้าและจำเลยแล้ว&amp;nbsp;คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ทั้งห้ามีพยานกลุ่มพนักงานสืบสวนสอบสวนมานำสืบว่า จำเลยให้การในชั้นสอบสวนว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยขับรถพาผู้ตายออกจากสนามกอล์ฟเมื่อเวลาประมาณ&amp;nbsp;21.00 น.&amp;nbsp;เพื่อไปส่งผู้ตายที่บ้านโดยไม่ได้แวะที่ใด ระหว่างทางขณะที่จำเลยขับรถด้วยความเร็วประมาณ&amp;nbsp;80&amp;nbsp;กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อขับรถไปถึงบริเวณ ถ.เฉลิมพระเกียรติ ร.9&amp;nbsp;ระหว่างซอย&amp;nbsp;50&amp;nbsp;และซอย&amp;nbsp;48&amp;nbsp;มีรถยนต์จากฝั่งตรงข้ามวิ่งแซงสวนทางล้ำเข้ามาในช่องทางเดินรถที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;จากซ้ายที่จำเลยใช้อยู่ จำเลยจึงต้องหักเลี้ยวรถหลบไปทางซ้าย รถยนต์กระแทกขอบทางเท้าและพุ่งผ่านรั้วลวดหนามเข้าไปตรงบริเวณที่รกร้างข้างทางและชนเข้ากับต้นไม้เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ส่วนนายชาญศักดิ์ คนสนิทของจำเลยให้การในชั้นสอบสวนว่า ขับรถออกจากสนามกอล์ฟเมื่อเวลาประมาณ 21.00 น.&amp;nbsp;เช่นกัน

แต่จากการสืบสวนสอบสวน พบภาพรถยนต์ของจำเลยขับผ่านกล้องวงจรปิดตรงบริเวณธนาคารกสิกรไทย สาขาถนนบางนา-ตราด กม.18&amp;nbsp;ที่ตั้งอยู่ตรงปากทางเข้าออกสนามกอล์ฟเมื่อเวลา&amp;nbsp;20.11&amp;nbsp;น.&amp;nbsp;และพบรถยนต์ของนายชาญศักดิ์ขับผ่านกล้องวงจรปิดดังกล่าวเมื่อเวลา&amp;nbsp;20.14&amp;nbsp;น.&amp;nbsp;นอกจากนั้นยังตรวจสอบพบข้อมูลการใช้สัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่เสาบางโฉลงใน&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ตรงบางนา-ตราด กม.16&amp;nbsp;เมื่อเวลา&amp;nbsp;20.29&amp;nbsp;น.&amp;nbsp;และที่เสาซอยรัตนราช ตรงบางนา-ตราด กม.17&amp;nbsp;เมื่อเวลา&amp;nbsp;21.06&amp;nbsp;น.&amp;nbsp;ซึ่งเสาทั้งสองตั้งอยู่ห่างจากสนามกอล์ฟประมาณ&amp;nbsp;3&amp;nbsp;กิโลเมตร จึงเชื่อว่า จำเลยขับรถพาผู้ตายออกจากสนามกอล์ฟเมื่อเวลาประมาณ&amp;nbsp;20.11&amp;nbsp;น.&amp;nbsp;มิใช่&amp;nbsp;21.00 น.&amp;nbsp;อย่างที่จำเลยกล่าวอ้าง

และจากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดตรงบริเวณใกล้กับจุดที่รถยนต์ชนต้นไม้พบว่า จำเลยใช้ช่องทางเดินรถที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;จากซ้ายและขับรถที่ความเร็วประมาณ&amp;nbsp;30&amp;nbsp;กิโลเมตรต่อชั่วโมง เท่านั้น ซึ่งโจทก์ทั้งห้ายังมีกลุ่มพยานผู้เชี่ยวชาญผู้ทำการทดสอบการขับรถเบิกความยืนยันว่า จากการทดสอบพบว่าจำเลยใช้ความเร็วรถขณะชนทางเท้าและปะทะกับต้นไม้ที่ประมาณ&amp;nbsp;30&amp;nbsp;กิโลเมตรต่อชั่วโมง จึงเชื่อว่าขณะที่จำเลยหักเลี้ยวรถไปทางซ้ายและชนกับทางเท้าจำเลยใช้ความเร็วรถประมาณ&amp;nbsp;30&amp;nbsp;กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกจากนี้ พยานกลุ่มเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยนำสืบว่า เมื่อไปถึงจุดที่รถยนต์ชนต้นไม้ ผู้ตายไม่มีสัญญาณชีพแล้ว ไม่สามารถปั๊มหัวใจจนกลับมามีสัญญาณชีพได้ และม่านตาขยาย

พยานกลุ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญนำสืบว่า จากการชันสูตรศพผู้ตาย พบบาดแผลบวมช้ำที่ศีรษะด้านหลังซ้ายพื้นที่&amp;nbsp;8&amp;times;6&amp;nbsp;เซนติเมตร บาดแผลถลอกบริเวณคาง กระดูกคอข้อที่&amp;nbsp;6&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;7&amp;nbsp;หัก และพบเศษเนื้อสัตว์และผักเต็มกระเพาะอาหาร และระบุสาเหตุการตายว่า เลือดออกใต้เยื้อหุ้มสมองชั้นใน สมองบวม จากการกระทบกระแทกของแข็ง ทั้งยังมีพยานกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการขับรถเบิกความว่า รถยนต์คันเกิดเหตุมีเบาะรองศีรษะ เมื่อเกิดอุบัติเหตุไม่น่าส่งผลให้กระดูกคอข้อที่&amp;nbsp;6&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;7&amp;nbsp;หัก และมีความเห็นทำนองว่าสภาพบาดแผลที่พบอันเป็นสาเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายไม่สอดคล้องกับลักษณะการเกิดอุบัติเหตุ อีกทั้งการที่ตรวจพบเศษอาหารเต็มกระเพาะอาหารของผู้ตาย แสดงว่าผู้ตายถึงแก่ความตายหลังจากรับประทานอาหารมื้อสุดท้ายประมาณครึ่งชั่วโมงถึง&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ชั่วโมง เมื่อจำเลยขับรถพาผู้ตายออกจากสนามกอล์ฟเมื่อเวลา&amp;nbsp;20.11&amp;nbsp;น.&amp;nbsp;และเกิดเหตุรถยนต์ชนต้นไม้เมื่อเวลาประมาณ&amp;nbsp;22.00 น.&amp;nbsp;จึงเป็นเวลาเกือบ&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ชั่วโมง จึงเชื่อว่าผู้ตายถึงแก่ความตายมาก่อนที่จะเกิดเหตุรถยนต์ชนต้นไม้ และบาดแผลบวมช้ำที่ศีรษะด้านหลังซ้ายของผู้ตาย กระดูกต้นคอผู้ตายข้อที่&amp;nbsp;6&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;7&amp;nbsp;หัก และรอยถลอกใต้คางของผู้ตาย ไม่ได้เกิดจากการที่รถยนต์ชนต้นไม้

โจทก์ทั้งห้ายังมีพยานกลุ่มพนักงานสืบสวนสอบสวนเบิกความอีกว่า จำเลยมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับ น.ส.อุรชา วชิรกุลฑล บุตรสาวของ น.ส.ศรีธรา และ น.ส.กัญฐณา และได้ร่วมกับ น.ส.อุรชา และ น.ส.กัญฐณา ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมเพื่อโอนหุ้นของผู้ตายไปยัง น.ส.ศรีธรา และ น.ส.กัญฐณา ส่วนจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความลอยๆ โดยมิได้นำพยานหลักฐานหรือผู้เชี่ยวชาญมาหักล้าง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า เพื่อมิให้ผู้ตายทราบถึงการกระทำความผิดที่จำเลยร่วมกับ น.ส.อุรชา และ น.ส.กัญฐณา ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมในการโอนหุ้นของผู้ตายไปให้ น.ส.ศรีธรา หรือ น.ส.อุรชา และ น.ส.กัญฐณา

จำเลยจึงร่วมกับผู้อื่นที่ไม่ทราบชื่อและจำนวนที่แน่นอนวางแผนฆ่าผู้ตาย โดยสร้างเรื่องราวว่าในวันเกิดเหตุ ผู้ตายมีนัดเล่นกอล์ฟกับจำเลยและผู้ใหญ่ที่ผู้ตายเคารพนับถือไว้ ผู้ตายจึงจำต้องไปเล่นกอล์ฟด้วยโดยไม่อาจปฏิเสธได้ หลังจากนั้นวางแผนอ้างว่าจะขับรถพาผู้ตายไปส่งที่บ้าน แต่กลับใช้โอกาสดังกล่าวร่วมกับพวกฆ่าผู้ตาย โดยใช้อาวุธที่เป็นวัตถุของแข็งไม่มีคมตีผู้ตายจนถึงแก่ความตาย ณ บริเวณสถานที่ใดที่หนึ่งใน ต.บางโฉลง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นจุดที่ปรากฏข้อมูลการใช้สัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยจากเสาส่งสัญญาณบางโฉลงใน&amp;nbsp;1&amp;nbsp;และเสาซอยรัตนราช ที่ห่างกันเพียงประมาณ&amp;nbsp;1&amp;nbsp;กิโลเมตร และห่างจากสนามกอล์ฟประมาณ&amp;nbsp;3&amp;nbsp;กิโลเมตร เป็นเวลานานถึง&amp;nbsp;37&amp;nbsp;นาที และอำพรางคดีว่าสาเหตุการตายของผู้ตายเกิดจากอุบัติเหตุรถยนต์ชนต้นไม้ตรงบริเวณ ถ.เฉลิมพระเกียรติ ร.9&amp;nbsp;ระหว่างซอย&amp;nbsp;50&amp;nbsp;และซอย&amp;nbsp;48&amp;nbsp;แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร

การกระทำของจำเลยกับพวก จึงเป็นการร่วมกันกระทำโดยเจตนาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเพื่อเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิด เพื่อปกปิดความผิดของตน หรือเพื่อเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดที่ตนได้กระทำไว้ จำเลยกระทำความผิดด้วยความโลภอยากได้ในทรัพย์สินของผู้อื่นเป็นอย่างมาก โดยอาศัยโอกาสและความไว้เนื้อเชื่อใจในความเป็นเพื่อนสนิทระหว่างจำเลยกับผู้ตาย และคบคิดกับพวกด้วยการวางแผนและลงมือฆ่าผู้ตาย จากนั้นปกปิดการกระทำโดยสร้างเรื่องและอำพรางคดีว่าสาเหตุการตายของผู้ตายเกิดจากอุบัติเหตุ เมื่อถูกจับกุมดำเนินคดี ก็มิได้รู้สำนึกในการกระทำของตนและบรรเทาผลร้ายแต่อย่างใด แต่กลับปฏิเสธและต่อสู้คดีมาโดยตลอด ทั้งจำเลยยังเคยรับราชการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจชั้นสัญญาบัตร มีความรู้ด้านกฎหมาย จึงควรต้องมีสำนึกและความรู้ผิดชอบชั่วดี แต่จำเลยกลับกระทำความผิดโดยมิได้ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง

พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา&amp;nbsp;289&amp;nbsp;(4) (7) ประกอบมาตรา&amp;nbsp;83&amp;nbsp;ให้ลงโทษประหารชีวิต ส่วนที่โจทก์ที่&amp;nbsp;5&amp;nbsp;มีคำขอให้นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.636/2563&amp;nbsp;ของศาลอาญากรุงเทพใต้ (คดีปลอมเอกสารโอนหุ้นของนายชูวงษ์) และต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.69/2563&amp;nbsp;ของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง (คดีอุ้มฆ่าพี่ชายของผู้พิพากษา) นั้น เนื่องจากศาลมีคำพิพากษาลงโทษประหารชีวิตจำเลย จึงไม่อาจนับโทษจำคุกต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90424</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชูวงษ์, บรรยิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200518/image_big_5ec2054473afc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70020</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2020 12:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2020 12:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เริ่มชัด! อดีต ส.ส.นครสวรรค์ ให้การแผนชิงตัว &#039;บรรยิน&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 มิ.ย.63 - ที่กองบังคับการปราบปราม(บก.ป.)&amp;nbsp; พ.ต.ท.นุกูล แสงศิริ อดีต ส.ส.จังหวัดนครสวรรค์ เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนในฐานะพยานคดีการวางแผนชิงตัว พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีต รมช.พาณิชย์ ผู้ต้องหาคดีร่วมกันอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ หลังได้รับการติดต่อจากนายสุธน หรือโจ ทองศิริ ลูกน้อง พ.ต.ท.บรรยิน แต่ พ.ต.ท.นุกูล ปฏิเสธไม่ร่วมแผนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.ท.นุกูล กล่าวสั้นๆ เพียงว่าขอให้การกับพนักงานสอบสวนก่อน ยืนยันว่าไม่มีความกังวลใจกับการมาให้ปากคำวันนี้แต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีรายงานว่า พนักงานสอบสวนจะสอบปากคำ พ.ต.ท.นุกูล ในประเด็นตามที่เป็นข่าวไปก่อนหน้านี้ว่าเจ้าตัวได้รับการติดต่อจากนายสุธน อย่างไร และทราบรายละเอียดแผนการชิงตัวอย่างไรบ้าง&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนยังได้ออกหมายเรียกให้นายกรณ์ กันเที่ยง ทนายความที่ประกันตัวนายสุธน หรือโจ มาเข้าพบในวันที่ 30 มิถุนายน ส่วนนายวรภัทร์ ตั้งภากรณ์ ลูกชาย พ.ต.ท.บรรยิน ให้เข้ามาพบวันที่ 1 ก.ค.นี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70020</URL_LINK>
                <HASHTAG>บรรยิน, พ.ต.ท.นุกูล แสงศิริ, อาชญากรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200629/image_big_5ef97afd2684c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69612</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2020 17:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2020 17:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รอดยาก! คุมเข้ม &#039;บรรยิน&#039; สืบพยานคดีฆ่า &#039;เสี่ยชูวงษ์&#039; ทนายโจทก์มั่นใจพยานหลักฐานเอาผิดได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 มิ.ย. 63 - ที่ศาลอาญาพระโขนง ถนนสรรพาวุธ ศาลนัดสืบพยานโจทก์ ในคดีหมายเลขดำที่ 4915/2559 ที่นางศิริรัตน์ แซ่ตั๊ง ภรรยานายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง อดีตนักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างระดับประเทศ กับพวก และพนักงานอัยการ ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในความผิดฐาน ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยรอบศาลอาญาพระโขนง มีการวางกำลังกำลังตำรวจทั้งพื้นที่ สน. บางนา, ตำรวจกองกำกับการสายตรวจปฏิบัติการพิเศษ 191 รวมทั้งกองปราบปราม ประจำทางเข้าและทางออกของศาล เพื่อเข้มงวดการรักษาความปลอดภัย นอกจากนี้ทางเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้และตรวจสอบวัตถุระเบิดหรืออีโอดี ได้เข้าทำการตรวจพื้นที่บริเวณโดยรอบของศาล ก่อนมีการสืบพยาน มีขบวนรถตำรวจกองปราบฯ พร้อมด้วยชุดปฎิบัติการพิเศษหนุมาน นำขบวนรถราชทัณฑ์นำตัว พ.ต.ท.บรรยิน จากเรือนจำบางขวางไปที่ศาลอาญาพระโขนง โดยไม่อนุญาตให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องร่วมฟังการสืบพยาน และไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปบริเวณพื้นที่ศาล ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเอนก คำชุ่ม ทนายความฝ่ายโจทก์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้การสืบพยานโจทก์กำหนดขึ้นในเดือน เม.ย.-พ.ค. แต่ติดปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ศาลจึงเลื่อนนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรก ตั้งแต่วันที่ 2 มิ.ย. มีการสอบไปแล้วประมาณ 13 ปาก ส่วนใหญ่เป็นผู้เชี่ยวชาญ เช่น แพทย์ เจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลสิรินธร เจ้าหน้าที่กู้ภัย ส่วนวันนี้ มีนำสืบพยานโจทก์ รวม 2 ปาก คือ ตำรวจ 2 นาย ทำหน้าที่ตรวจสอบสภาพรถยนต์คันเกิดเหตุของนายชูวงษ์ และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานที่เก็บวัตถุพยานต่างๆ ในรถยนต์ รวมถึงคราบเลือด ส่วนพยานคนในครอบครัวไม่เชื่อว่านายชูวงษ์เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ส่วนตัวมั่นใจว่านัดสืบพยานในเดือนหน้า พยานหลักฐานที่มีสามารถจะเอาผิด พ.ต.ท.บรรยิน ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเวลา 14.00 น. นายวรภัทร์ ตั้งภากรณ์ หรือบอส บุตรชาย พ.ต.ท.บรรยิน ได้ขับรถยนต์ปอร์เซ่ ทะเบียน ฆฌ39 กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมฟังการสืบพยาน กระทั่งเวลา 14.40 น. เจ้าหน้าที่นำตัว พ.ต.ท.บรรยิน ขึ้นรถควบคุมผู้ต้องหากลับเรือนจำกลางบางขวาง ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ และชุดปฎิบัติการพิเศษหนุมานกองปราบปราม โดยศาลนัดสืบพยานต่อไปวันที่ 30 มิ.ย. 2563 และวันที่ 1 ก.ค. 2563&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69612</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชูวงษ์ แซ่ตั๊ง, บรรยิน, ศิริรัตน์ แซ่ตั๊ง, อาชญากรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200518/image_big_5ec205d30453e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69378</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2020 13:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2020 13:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บรรยิน&#039;อ่วม! กองปราบจ่อแจ้ง4ข้อหาเพิ่มพยายามแหกคุก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มิ.ย. 63 - ที่กองบังคับการปราบปราม(บก.ป.) พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป.กล่าวภายหลังประชุมคณะทำงานสืบสวนสอบสวนกรณีคนร้ายวางแผนชิงตัว พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีต รมช.พาณิชย์ ระหว่างการคุมตัวไปตรวจดูพยานที่ศาล โดยประชุมเป็นเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสืบสวนของตำรวจพบว่ามีความชัดเจนเรื่องขบวนการชิงตัว พ.ต.ท.บรรยิน ระหว่างคุมตัวไปศาลจริง ไม่ได้มีเพียงหลักฐานคำให้การของนายโจ และนายท็อป ที่ถูกสั่งให้ไปหาทางช่วยเหลือ พ.ต.ท.บรรยิน จริง โดยตำรวจมีหลักฐานทั้งพยานบุคคลและเอกสารที่สามารถดำเนินคดี พ.ต.ท.บรรยิน ได้ใน 4 ข้อหา ฐานเป็นผู้ใช้-จ้างวาน สนับสนุนผู้อื่นให้กระทำผิด ส่วนพฤติการณ์ไปลักพาตัวเข้าข่ายข่มขืนใจเจ้าพนักงานถือเป็นความผิดตาม มาตรา 139 ป.อาญา, มาตรา 191 ช่วยผู้ต้องขัง และ มาตรา 309-310 หน่วงเหนี่ยวกักขัง ซึ่งการเรียกสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดรวมถึงการแจ้งข้อกล่าวหานั้น ภายในสัปดาห์นี้ทุกอย่างต้องมีความชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.เอนก ยืนยันว่า แม้เหตุการณ์จะยังไม่เกิดขึ้น แต่ พ.ต.ท.บรรยิน มีเจตนาที่จะก่อเหตุจริง ก็ถือว่ามีความผิดต้องรับโทษ 1 ใน 3 ซึ่งพนักงานสอบสวนกำลังรวบรวมพยานหลักฐาน ก่อนเข้าไปแจ้งข้อหากับ พ.ต.ท.บรรยิน ภายในเรือนจำโดยตั้งขึ้นเป็นคดีใหม่ ทั้งนี้ตำรวจไม่ให้น้ำหนักคำให้การของลูกน้อง พ.ต.ท.บรรยิน ที่ระบุว่า มีแผนวางระเบิดข้างเรือนจำ ก่อนล้มเสาธงและปีนขึ้นเฮลิคอปเตอร์ เพราะสอบสวนอย่างละเอียดแล้วพบเป็นเรื่องที่กุขึ้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่พบว่ามีผู้ร่วมขบวนการรายอื่นๆ โดยนายโจ คิดว่า พ.ต.ท.บรรยิน มีทีมงาน แต่เมื่อติดต่อไปยังอดีต ส.ส.ก็ไม่ร่วมด้วย แผนการหลบหนีจึงเป็นเพียงแผนการคร่าวๆ เท่านั้น.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69378</URL_LINK>
                <HASHTAG>4ข้อหา, กองปราบ, บรรยิน, พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ, แหกคุก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200622/image_big_5ef0524898449.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69228</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2020 16:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2020 16:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เลขาฯศาล ประสานตำรวจร่วมจัดกำลังคุ้มกันรอบศาลทุกนัดคดี &#039;บรรยิน&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 มิ.ย.63 - นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมที่จะเบิกตัว พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ จำเลยคดีอุ้มฆ่าพี่ชายของผู้พิพากษา มาศาลในการนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 22 มิ.ย.นี้ ว่า ขณะนี้คดีสำคัญที่ พ.ต.ท.บรรยิน ตกเป็นจำเลยมีอยู่ 2 คดี คือคดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษาที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ และคดีฆาตกรรม นายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ที่ศาลอาญาพระโขนง การดำเนินการเรื่องแผนรักษาความปลอดภัยจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนแรก เจ้าพนักงานตำรวจศาล ส่วนที่ 2 คือการประสานกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อขอส่งกำลังเจ้าหน้าที่มาดูแลความปลอดภัย ป้องกันเหตุร้ายหรือการชิงตัวจำเลย เราดำเนินการไปทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเรื่องต้องใช้กำลังแค่ไหนและเฝ้าระวังจุดไหนบ้างนั้น ตรงนี้อยู่ในแผนรักษาความปลอดภัยที่จะต้องเป็นความลับ เพื่อไม่ให้ผู้ประสงค์ที่จะก่อเหตุทราบถึงยุทธวิธี เรามีการประเมินสถานการณ์อยู่ตลอด ทราบว่าทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการส่งเจ้าหน้าที่มาหลายหน่วย ทั้งจาก บชน., กองปราบฯ รวมถึงหน่วยพิเศษอื่น ซึ่งถือว่าเป็นแผนการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด จะมาดูแลทุกนัดที่ พ.ต.ท.บรรยิน มาขึ้นศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าในทางข่าวกรองมีการรายงานเบาะแสบ้างหรือไม่ นายสราวุธ กล่าวว่า ปกติเราจะได้รับรายงานข่าวกรองตลอดเวลา การเตรียมความพร้อมของสำนักงานศาลฯ ที่มีการประสานทั้งหน่วยงานข้างนอก รวมถึงการวางกำลังรักษาความปลอดภัยของเราเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าที่ปรากฏเป็นข่าว พ.ต.ท.บรรยิน มีการวางแผนแหกคุก โดยจะใช้วิธีจับตัวประกันต่อรอง ซึ่งเป็นพฤติการณ์รุนแรงแบบเดียวกับที่เคยจับตัวพี่ชายผู้พิพากษา ตรงนี้ผู้พิพากษามีการหวั่นถึงความไม่ปลอดภัยหรือไม่ นายสราวุธ กล่าวว่า การทำหน้าที่ของผู้พิพากษาจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง อิสระ ฉะนั้นการดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาเป็นหน้าที่ของสำนักงานศาลยุติธรรมที่จะต้องดูแลให้เกิดความปลอดภัย ทางสำนักงานศาลฯ พร้อมดำเนินการให้ หากมีการร้องขอเข้ามา เราพร้อมดำเนินการทุกอย่าง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69228</URL_LINK>
                <HASHTAG>บรรยิน, สราวุธ เบญจกุล, แหกคุก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200601/image_big_5ed4e9c23876d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69227</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2020 15:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2020 15:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขังเดี่ยว &#039;บรรยิน&#039; คุกบางขวาง จัดจนท.คุม 24 ชั่วโมง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;20 มิ.ย.63 - นายมนตรี บุญนาค ผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง เปิดเผยกรณีพ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ จำเลยในคดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา และคดีอื่นๆ วางแผนแหกคุกและขู่อุ้มภรรยาผู้บังคับบัญชาเรือนจำ จนถูกย้ายมาขังที่เรือนจำกลางบางขวางว่า พ.ต.ท.บรรยินถูกย้ายมาขังที่เรือนจำบางขวางได้ 5-6 วันแล้ว เรือนจำได้ทำการประเมินความเครียด รวมทั้งทดสอบทางจิตวิทยาและติดตามพฤติกรรมผ่านกล้องวงจรปิดของเรือนจำ โดยมีเจ้าหน้าที่คอยจับตาดูแลตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากก่อนหน้านี้ผู้ต้องขังเคยพยายามทำร้ายตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&amp;quot; สำหรับกระแสข่าวที่มีความพยายามจะหลบหนีนั้น เรือนจำไม่มีข้อมูล แต่ได้กำหนดมาตรการควบคุมผู้ต้องขังพิเศษเท่านั้น ซึ่งรายที่ต้องควบคุมดูแลเป็นพิเศษการคุมตัวไปศาลต้องรัดกุมที่สุด ส่วนแผนการแหกคุกตนคงไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นจริงหรือไม่ แต่ได้วางแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุดังกล่าว โดยขณะนี้เรือนจำอนุญาตให้เฉพาะทนายเข้าเยี่ยมได้เท่านั้น&amp;quot; ผู้บัญชาการเรือนจำบางขวาง กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;ขณะที่แหล่งข่าวจากกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางเรือนจำกลางบางขวางได้แยกพ.ต.ท.บรรยินออกมาขังเดี่ยว และจัดเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คอยควบคุมดูแลตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากก่อนหน้านี้ผู้ต้องขังมีพฤติกรรมที่ทำร้ายตัวเอง&amp;nbsp; ซึ่งการแยกพ.ต.ท.บรรยิน ออกมาขังเดี่ยวไม่ถือว่าเป็นการลงโทษ แต่เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายแรง เพราะการขังร่วมกับผู้ต้องขังอื่นจำนวนมากเช่นเดียวกับการขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ จะทำให้พ.ต.ท.บรรยินสร้างความสนิทสนมกับผู้ต้องขังคดีอื่น และใช้เงินซื้อตัวเจ้าหน้าที่หรือผู้ต้องขังไว้เป็นพวก เพื่อวางแผนก่อเหตุจลาจลในเรือนจำ หรือวางแผนจัดหาทนายประกันตัวออกไปก่อเหตุแหกหักชิงตัวประกันอีก&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&amp;quot;อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์พฤติกรรมพยายามฆ่าตัวตายของพ.ต.ท.บรรยินยังเชื่อว่าไม่ได้ต้องการฆ่าตัวตายจริง แต่อาจเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อดึงดูดความสนใจและคอยสังเกตพฤติกรรมเจ้าหน้าที่ว่าจะดำเนินการกับพ.ต.ท บรรยิน อย่างไร ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาทจึงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ผู้ต้องขังอาจจะจับเจ้าหน้าที่หรือผู้อื่นเป็นตัวประกัน กรมราชทัณฑ์จึงต้องป้องกันเหตุให้รอบด้าน เพราะคนที่เข้าตาจนสามารถทำอะไรได้ทุกอย่าง &amp;quot;แหล่งข่าวระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;แหล่งข่าวจากกรมราชทัณฑ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการเบิกตัวพ.ต.ท.บรรยินไปศาลนั้น ที่ผ่านมาศาลมีคำสั่งให้เบิกตัวพ.ต.ท.บรรยิน ไปขึ้นศาลแล้วหลายครั้ง แต่ช่วงเกิดเชื้อไวรัสโคโรน่าระบาดกรมราชทัณฑ์และศาลยุติธรรมได้ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันให้ผู้ต้องขังเบิกความผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เร้นซ์ โดยพ.ต.ท.บรรยิน มีนัดตรวจหลักฐานที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ ซึ่งกรมราชทัณฑ์ก็ได้ทำหนังสือขออนุญาตศาลเพื่อขอให้พ.ต.ท.บรรยินเบิกความผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เร้นซ์ แต่ขณะนี้ศาลยังไม่มีคำสั่งใดๆ&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;รายงานข่าวระบุว่า ล่าสุดศาลทุจริตมีคำสั่งวันจันทร์(22 มิ.ย)ให้พิจารณาลับเฉพาะคนเกี่ยวข้องในคดีดังกล่าวเข้าห้องพิจารณาได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69227</URL_LINK>
                <HASHTAG>บรรยิน, มนตรี บุญนาค, เรือนจำ, แหกคุก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200518/image_big_5ec205d30453e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66616</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2020 14:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2020 14:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ศาลสั่งพิจารณาคดีลับ! &#039;บรรยิน&#039; กับพวกปฏิเสธอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา เว้นจำเลย 3 ให้การรับสารภาพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 พ.ค. 63 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลนัดสอบคำให้การจำเลยในเรือนจำ ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ คดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษาอดีตเจ้าของสำนวนโอนหุ้นเสี่ยชูวงษ์เมื่อช่วงเดือน ก.พ. 2563&amp;nbsp;หมายเลขดำ อท.69/2563 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 3 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อายุ 56 ปี อดีต รมช.พาณิชย์, นายมานัส ทับทิม อายุ 67 ปี, นายณรงค์ศักดิ์ ป้อมจันทร์ อายุ 48 ปี, นายชาติชาย เมณฑ์กูล อายุ 31 ปี, นายประชาวิทย์ หรือตูน ศรีทองสุข อายุ 33 ปี, ด.ต.ธงชัย หรือ สจ.อ๊อด วจีสัจจะ อายุ 63 ปี ทั้งหมดภูมิลำเนา จ.นครสวรรค์ เป็นจำเลยที่ 1-6&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในความผิด 9 ข้อหา ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ ตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อ.) มาตรา 289, ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้ใดเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ เป็นเหตุให้ผู้ถูกเอาตัวไปถึงแก่ความตาย มาตรา 309, 313, ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มาตรา 310, ฐานร่วมกันข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป มาตรา 139, 140, ฐานเป็นซ่องโจร โดยสมคบกันเพื่อกระทำผิดที่มีระวางโทษประหารชีวิต มาตรา 210 , ฐานร่วมกันพยายามข่มขืนใจผู้อื่น ให้กระทำการใดโดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป มาตรา 213, ฐานร่วมกันซ่อนเร้น ทำลายศพเพื่อปิดบังการตายและสาเหตุการตาย มาตรา 199, ฐานร่วมกันกระทำการใด ๆ แก่ศพก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้นเพื่ออำพรางคดี ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) มาตรา 150 ทวิ, ฐานร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน มาตรา 145 ประกอบ ป.อ.มาตรา 33, 80, 83, 91, 92 และยังยื่นฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 ข้อหาที่ 10 &amp;nbsp;ฐานสวมเครื่องแบบหรือประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงาน เพื่อให้คนอื่นเข้าใจว่าตนมีสิทธิและแต่งเครื่องแบบตำรวจโดยไม่มีสิทธิเพื่อกระทำผิดอาญา มาตรา 146 โดยอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 3 ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งหกเมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2563 ซึ่งจำเลยทั้งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถึงเวลานัด ศาลอ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยทั้งหกฟังจนเป็นที่เข้าใจในพฤติการณ์และข้อหาที่ฟ้องแล้ว พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1, นายมานัส จำเลยที่ 2, นายชาติชาย จำเลยที่ 4, นายประชาวิทย์ หรือตูน จำเลยที่ 5, ด.ต.ธงชัย หรือ สจ.อ๊อด จำเลยที่ 6 แถลงยืนยันให้การปฏิเสธ โดยจำเลยที่ 4, 5, 6 ได้ยื่นคำแถลงเป็นเอกสารต่อศาลในวันนี้ ส่วน พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 และนายมานัส จำเลยที่ 2 จะยื่นคำแถลงเป็นเอกสารต่อศาลในวันนัดตรวจหลักฐาน สำหรับ นายณรงค์ศักดิ์ จำเลยที่ 3 แถลงให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยทนายความจำเลยที่ 3 ขอยื่นคำให้การในวันนัดตรวจหลักฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิจารณาแล้ว เพื่อความสะดวกในการตรวจพยานหลักฐานและการพิจารณาคดี มอบหมายให้เจ้าพนักงานคดีแนะนำคู่ความและช่วยควบคุมให้เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย หากพบว่ามีข้อบกพร่องหรือข้อขัดข้องเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาหรือการได้มาของพยานหลักฐานที่คู่ความอ้างอิงก็ให้รายงานต่อศาลพร้อมด้วยแนวทางแก้ไขโดยเร็ว โดยให้คู่ความยื่นบัญชีระบุพยาน คำแถลงเกี่ยวกับประเด็นและความจำเป็นต้องสืบพยาน รวมทั้งวิธีการให้ได้มาซึ่งพยานหลักฐานนั้นต่อเจ้าพนักงานคดี ภายใน 30 วันนับแต่วันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลและคู่ความในวันนัดตรวจพยานหลักฐานเป็นไปด้วยความรวดเร็ว &amp;nbsp;และเพื่อเป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่อยู่ในบริเวณศาล จึงเห็นสมควรให้พิจารณาเป็นการลับ โดยให้โจทก์, พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 และทนายความจำเลยที่ 1-2 มาศาลอาญาคดีทุจริตฯ เพื่อดำเนินการตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานร่วมกับเจ้าพนักงานคดีในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ เวลา 10.00 น. และให้นัดตรวจสอบพยานหลักฐานโดยศาล (แถลงรายละเอียดที่ได้สรุปบัญชีพยาน 2 ฝ่ายต่อหน้าศาล) ในวันเดียวกันที่ 22 มิ.ย.นี้ เวลา 13.30 น. โดยห้ามไม่ให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่ความเข้าอยู่ในห้องพิจารณา ยกเว้นบุคคลที่กฎหมายกำหนดเข้าอยู่ในห้องพิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และให้โจทก์, จำเลยที่ 2-6 พร้อมด้วยทนายความมาศาล เพื่อดำเนินการตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานร่วมกับเจ้าพนักงานคดีในวันที่ 25 มิ.ย.นี้ เวลา 10.00 น. และให้นัดตรวจสอบพยานหลักฐานโดยศาล (แถลงบัญชีพยาน 2 ฝ่ายต่อหน้าศาล) ในวันเดียวกันที่ 25 มิ.ย.นี้ เวลา 13.30 น. โดยห้ามไม่ให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่ความเข้าอยู่ในห้องพิจารณาเช่นกัน อย่างไรก็ดี หากคู่ความไม่มาในวันนัดตรวจหลักฐานดังกล่าว หรือไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาลดังกล่าว ศาลจะพิจารณาตรวจพยานหลักฐานไปตามรูปคดีที่ปรากฏในสำนวนและตามรายงานของเจ้าพนักงานคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66616</URL_LINK>
                <HASHTAG>บรรยิน, พี่ชายผู้พิพากษา, อุ้มฆ่า, ิาชญากรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200518/image_big_5ec205d30453e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
