<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>98372</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2021 13:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2021 13:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยิ่งสาวยิ่งแซ่บ&#039;เบล บุษญา&#039;ลูกสาว&#039;บรรยิน&#039;คู่กรณี&#039;ดิว อริสรา&#039;ทำคลับเฮาส์เดือด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ สำหรับกรณีของ เบล-บุษญา ตั้งภากรณ์ ลูกสาวของ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีต รมช.พาณิชย์ ได้ออกมาเคลื่อนไหวถึงนางร้ายหน้าสวยอย่าง ดิว-อริสรา ทองบริสุทธิ์ อย่างดุเดือด โดยอ้างว่าถูกอีกฝ่ายเหยียดเพศและพูดพาดพิงไปถึงคุณพ่อของเธอ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล่าสุดในแอปพลิเคชั่นคลับเฮาส์ ทาง เบล บุษญา ได้เข้ามาตั้งชื่อห้องโดยใช้ชื่อว่า &amp;quot;มีอะไรจะเล่า&amp;quot; ซึ่งเจ้าตัวได้เผยเหตุการณ์ก่อนมีประเด็นกับ ดิว อริสรา แบบละเอียดยิบ ซึ่งงานนี้มีผู้สนใจเข้าร่วมฟังกันเป็นจำนวนมาก ก่อนที่จะมีสมาชิกรายหนึ่งได้ออกมาทวิตข้อความ สรุปเป็นข้อๆ ให้เข้าใจแบบง่ายๆ ถึงสาเหตุของการทะเลาะกันของ 2 สาวสุดฮอตในครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;คุณ บ. Vs ดารา ด.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- คุณ บ.ไปงานวันเกิดเพื่อนคนจีน ซึ่งนางเป็นเพื่อนกับแฟน ด.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- คุณ บ. บอกว่าไม่ได้ทักแฟน ด. เลย เพราะว่าแฟน ด. เคยมาจีบคุณ บ. แต่คุณเบลไม่ได้อะไร เพราะว่านิสัยเข้ากันไม่ได้ และฝ่ายชายมีแฟนอยู่แล้วในตอนนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- คุณ บ. ก็พยายามเลี่ยง แต่ในงานคุณ บ. ถือแก้วแชมเปญแฮปปี้กับทุกคนในงาน จนสุดท้ายเลยต้องทักทาย แฟน ด. โดยการชนไหล่ทักทาย (คุณ บ.บอกเป็นธรรมเนียมฝรั่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- สักพักดารา ด. ก็เข้ามา ถามว่าไปชนไหล่ทำไม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- คุณ บ. บอกว่าทักทายปกติ ไม่เห็นจะมีอะไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- ดารา ด. ก็สะบัดตูดหนี ไปอยู่กะกลุ่มเพื่อน แล้วก็พาดพิงถึงพ่อของคุณ บ. เป็นภาษาอังกฤษ ต่อหน้าคนทั้งงานและมาเหยียดเพศว่า ดูดิผัวทอม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- คุณ บ. ได้ยินทุกอย่างและเข้าใจภาษาอังกฤษ เลยไม่โอเค แถมตัวดารา ด. เองก็คบทอมมาก่อน (ทุกคนรู้)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- แฟนของคุณ บ. โกรธแทนคุณ บ. มาก จนทะเลาะกันเพราะแฟนคุณ บ.ไม่โอเคที่คุณ บ. ยอมให้คนมาดูถูก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- ขอข้ามเรื่องดีเทล แต่สุดท้ายแฟนคุณ บ.ไปงัดกับ แฟน ด. ก็ซัดใส่กันกัน 2 ฝ่ายแต่สุดท้ายฝ่ายโน้นก็พากันกลับบ้านไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- จริงๆ มีประเด็นกันมาก่อน เจอกันมาก่อน รู้จักกันมาก่อน แต่ขอพูดแค่เรื่องนี้ เพราะไม่โอเคที่มาดูถูกกัน มาสร้างภาพสร้างเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- คุณ บ.บอกว่าได้โทรไปหาแฟนเก่าของ ด. ว่าพี่รู้เรื่องมั้ย พี่ก็รู้ว่าหนูนิสัยยังไง ด.นิสัยยังไง บ้านพี่ (แฟนเก่ของ ด.) กับบ้านหนู (คุณ บ.) เราเกี่ยวข้องกันยังไง ทำไมเขาถึงกล้าให้พี่มาทำร้ายหนู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- แฟน ด. (คนปัจจุบัน) ก็คงช่วยอะไรไม่ได้ เพราะเจอศอกจากผู้หญิงไปคงเสียท่าเหมือนกัน (ผู้หญิง=แฟนคุณ บ.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- คุณ บ. ยินดีจ่ายค่าปรับเรื่องทำร้ายร่างกายนะ เพราะก็ผิดจริงๆ แต่ว่าไม่โอเคที่มาโดนดูถูกแบบนี้ ทั้งเรื่องพ่อ เรื่องเพศภาพ เรื่องอดีต&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ขอบคุณภาพประกอบจากอินสตาแกรม &amp;nbsp;bellebussaya&amp;nbsp; duearisara&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98372</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลับเฮาส์, ดิว อริสรา, บรรยิน ตั้งภากรณ์, มีอะไรจะเล่า, เบล บุษยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210405/image_big_606aa5a864a49.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90505</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สั่งประหารชีวิต บรรยินฆ่าชูวงษ์ หลักฐานมัดแน่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มหากาพย์เพื่อนฆ่าเพื่อน ศาลสั่งประหารชีวิต &amp;quot;บรรยิน&amp;quot; คดีสังหาร &amp;quot;เสี่ยชูวงษ์&amp;quot; บรรยายพยานหลักฐานยิบ ชี้ถูกตีด้วยของแข็ง ไม่ใช่อุบัติเหตุรถยนต์ ปกปิดปมปลอมเอกสารโอนหุ้น ด้าน &amp;quot;พี่สาวชูวงษ์&amp;quot; พอใจคำพิพากษา คุ้มค่ากับที่รอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 20 มกราคม 2564 ที่ศาลอาญาพระโขนง ถ.สรรพาวุธ ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ 4915/2559 ที่นางศิริรัตน์ แซ่ตั๊ง ภรรยาของนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง หรือเสี่ยจืด นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างระดับประเทศ กับพวก และพนักงานอัยการ ร่วมกันเป็นโจทก์ที่ 1-5 ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีต รมช.พาณิชย์ และอดีต ส.ส.นครสวรรค์ หลายสมัย เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) (7)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2558 นายชูวงษ์ อายุ 50 ปี เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์หรูยี่ห้อเลกซัสสีดำ ทะเบียน ภฉ 1889 กทม. ชนต้นไม้ มี พ.ต.ท.บรรยิน จำเลย เป็นคนขับ มีนายชูวงษ์นั่งข้างๆ โดยชนต้นไม้ริม ถ.เฉลิมพระเกียรติ ร.9 ระหว่างซอย 48 กับซอย 50 แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กทม. เป็นเหตุให้นายชูวงษ์ถึงแก่ความตาย ซึ่งโจทก์มีพยานหลักฐานเชื่อได้ว่าจำเลยกับพวกร่วมกันฆาตกรรมอำพรางนายชูวงษ์ แต่ พ.ต.ท.บรรยิน จำเลย ให้การปฏิเสธอ้างเป็นอุบัติเหตุ เหตุเกิดที่ ต.บางโฉลง กับ ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ และแขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ต่อเนื่องเกี่ยวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลอ่านคำพิพากษาให้ พ.ต.ท.บรรยิน จำเลย ฟังผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ไปยังตัวจำเลยที่เรือนจำบางขวาง ซึ่งจำเลยถูกจำคุกในคดีปลอมเอกสารโอนหุ้นของนายชูวงษ์และคดีอุ้มฆ่าพี่ชายของผู้พิพากษา ขณะที่บรรยากาศในวันนี้ มีนางวันเพ็ญ ธนธรรมสิริ พี่สาวของนายชูวงษ์, อัยการและทนายความโจทก์, นางวราภรณ์ ตั้งภากรณ์ ภรรยา และนายวรภัทร์ ตั้งภากรณ์ ลูกชายของ พ.ต.ท.บรรยิน พร้อมทีมทนายความเดินทางมาศาล โดยศาลอนุญาตให้สื่อมวลชนถ่ายภาพภายในห้องพิจารณาคดีก่อนเริ่มอ่านคำพิพากษาได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลใช้เวลาอ่านคำพิพากษานานประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง เสร็จสิ้นในเวลา 12.00 น. โดยศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งห้าและจำเลยแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดตรงบริเวณใกล้กับจุดที่รถยนต์ชนต้นไม้พบว่า จำเลยใช้ช่องทางเดินรถที่ 1 จากซ้ายและขับรถที่ความเร็วประมาณ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งโจทก์ทั้งห้ายังมีกลุ่มพยานผู้เชี่ยวชาญผู้ทำการทดสอบการขับรถเบิกความยืนยันว่า จากการทดสอบพบว่าจำเลยใช้ความเร็วรถขณะชนทางเท้าและปะทะกับต้นไม้ที่ประมาณ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จึงเชื่อว่าขณะที่จำเลยหักเลี้ยวรถไปทางซ้ายและชนกับทางเท้าจำเลยใช้ความเร็วรถประมาณ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกจากนี้ พยานกลุ่มเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยนำสืบว่า เมื่อไปถึงจุดที่รถยนต์ชนต้นไม้ ผู้ตายไม่มีสัญญาณชีพแล้ว ไม่สามารถปั๊มหัวใจจนกลับมามีสัญญาณชีพได้ และม่านตาขยาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พยานกลุ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญนำสืบว่า จากการชันสูตรศพผู้ตาย พบบาดแผลบวมช้ำที่ศีรษะด้านหลังซ้ายพื้นที่ 8?6 เซนติเมตร บาดแผลถลอกบริเวณคาง กระดูกคอข้อที่ 6 และ 7 หัก และพบเศษเนื้อสัตว์และผักเต็มกระเพาะอาหาร และระบุสาเหตุการตายว่า เลือดออกใต้เยื้อหุ้มสมองชั้นใน สมองบวม จากการกระทบกระแทกของแข็ง ทั้งยังมีพยานกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการขับรถเบิกความว่า รถยนต์คันเกิดเหตุมีเบาะรองศีรษะ เมื่อเกิดอุบัติเหตุไม่น่าส่งผลให้กระดูกคอข้อที่ 6 และ 7 หัก และมีความเห็นทำนองว่าสภาพบาดแผลที่พบอันเป็นสาเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายไม่สอดคล้องกับลักษณะการเกิดอุบัติเหตุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การที่ตรวจพบเศษอาหารเต็มกระเพาะอาหารของผู้ตาย แสดงว่าผู้ตายถึงแก่ความตายหลังจากรับประทานอาหารมื้อสุดท้ายประมาณครึ่งชั่วโมงถึง 1 ชั่วโมง เมื่อจำเลยขับรถพาผู้ตายออกจากสนามกอล์ฟเมื่อเวลา 20.11 น. และเกิดเหตุรถยนต์ชนต้นไม้เมื่อเวลาประมาณ 22.00 น. จึงเป็นเวลาเกือบ 2 ชั่วโมง จึงเชื่อว่าผู้ตายถึงแก่ความตายมาก่อนที่จะเกิดเหตุรถยนต์ชนต้นไม้ และบาดแผลบวมช้ำที่ศีรษะด้านหลังซ้ายของผู้ตาย กระดูกต้นคอผู้ตายข้อที่ 6 และ 7 หัก และรอยถลอกใต้คางของผู้ตาย ไม่ได้เกิดจากการที่รถยนต์ชนต้นไม้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โจทก์ทั้งห้ายังมีพยานกลุ่มพนักงานสืบสวนสอบสวนเบิกความอีกว่า จำเลยร่วมกับผู้อื่นที่ไม่ทราบชื่อและจำนวนที่แน่นอนวางแผนฆ่าผู้ตาย โดยสร้างเรื่องราวว่าในวันเกิดเหตุผู้ตายมีนัดเล่นกอล์ฟกับจำเลยและผู้ใหญ่ที่ผู้ตายเคารพนับถือไว้ ผู้ตายจึงจำต้องไปเล่นกอล์ฟด้วยโดยไม่อาจปฏิเสธได้ หลังจากนั้นวางแผนอ้างว่าจะขับรถพาผู้ตายไปส่งที่บ้าน แต่กลับใช้โอกาสดังกล่าวร่วมกับพวกฆ่าผู้ตาย โดยใช้อาวุธที่เป็นวัตถุของแข็งไม่มีคมตีผู้ตายจนถึงแก่ความตาย ณ บริเวณสถานที่ใดที่หนึ่งใน ต.บางโฉลง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นจุดที่ปรากฏข้อมูลการใช้สัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยจากเสาส่งสัญญาณบางโฉลงใน 1 และเสาซอยรัตนราช ที่ห่างกันเพียงประมาณ 1 กิโลเมตร และห่างจากสนามกอล์ฟประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นเวลานานถึง 37 นาที และอำพรางคดีว่าสาเหตุการตายของผู้ตายเกิดจากอุบัติเหตุรถยนต์ชนต้นไม้ตรงบริเวณ ถ.เฉลิมพระเกียรติ ร.9 ระหว่างซอย 50 และซอย 48 แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การกระทำของจำเลยกับพวก จึงเป็นการร่วมกันกระทำโดยเจตนาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเพื่อเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิด เพื่อปกปิดความผิดของตน หรือเพื่อเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดที่ตนได้กระทำไว้ จำเลยกระทำความผิดด้วยความโลภอยากได้ในทรัพย์สินของผู้อื่นเป็นอย่างมาก โดยอาศัยโอกาสและความไว้เนื้อเชื่อใจในความเป็นเพื่อนสนิทระหว่างจำเลยกับผู้ตาย และคบคิดกับพวกด้วยการวางแผนและลงมือฆ่าผู้ตาย จากนั้นปกปิดการกระทำโดยสร้างเรื่องและอำพรางคดีว่าสาเหตุการตายของผู้ตายเกิดจากอุบัติเหตุ เมื่อถูกจับกุมดำเนินคดี ก็มิได้รู้สำนึกในการกระทำของตนและบรรเทาผลร้ายแต่อย่างใด แต่กลับปฏิเสธและต่อสู้คดีมาโดยตลอด ทั้งจำเลยยังเคยรับราชการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจชั้นสัญญาบัตร มีความรู้ด้านกฎหมาย จึงควรต้องมีสำนึกและความรู้ผิดชอบชั่วดี แต่จำเลยกลับกระทำความผิดโดยมิได้ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) (7) ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษประหารชีวิต ส่วนที่โจทก์ที่ 5 มีคำขอให้นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.636/2563 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ (คดีปลอมเอกสารโอนหุ้นของนายชูวงษ์) และต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.69/2563 ของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง (คดีอุ้มฆ่าพี่ชายของผู้พิพากษา) นั้น เนื่องจากศาลมีคำพิพากษาลงโทษประหารชีวิตจำเลย จึงไม่อาจนับโทษจำคุกต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังเสร็จสิ้นฟังคำพิพากษา นางวันเพ็ญ ธนธรรมศิริ พี่สาวของนายชูวงษ์ เปิดเผยว่า รู้สึกพอใจกับคำตัดสินของศาล คุ้มค่ากับระยะเวลาที่รอมานาน ขอบคุณองค์คณะผู้พิพากษาที่ให้ความเป็นธรรมกับครอบครัว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90505</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, บรรยิน ตั้งภากรณ์, ประหารชีวิต, ร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น, ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ศาลสั่งประหารชีวิต, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210120/image_big_600832c66c3d7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90441</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/01/2021 14:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/01/2021 14:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พี่สาวชูวงษ์&#039; พอใจคำพิพากษาประหาร &#039;บรรยิน&#039; คุ้มค่ากับที่รอ-ครอบครัวได้รับความเป็นธรรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ม.ค.64 - นางวันเพ็ญ ธนธรรมศิริ พี่สาวของนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง ให้สัมภาษณ์ภายหลังศาลพิพากษาประหารชีวิต พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีต รมช.พาณิชย์ และอดีต ส.ส.นครสวรรค์ หลายสมัย &amp;nbsp;ว่า รู้สึกพอใจกับคำตัดสินของศาล คุ้มค่ากับระยะเวลาที่รอมานาน &amp;nbsp;ขอบคุณองค์คณะผู้พิพากษาที่ให้ความเป็นธรรมกับครอบครัว และขอบคุณสื่อที่ติดตามคดีนี้มาโดยตลอด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ส่วนตัวเชื่อว่ามีคนอื่นที่ร่วมกันฆาตกรรมน้องชายตนเอง เนื่องจากในคดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษาก็มีผู้ร่วมลงมือก่อเหตุ พร้อมกับขอแสดงความเสียใจไปยังผู้พิพากษาที่ต้องสูญเสียพี่ชายจากคดีโอนหุ้น&amp;quot; นางวันเพ็ญ &amp;nbsp;กล่าว.&lt;/p&gt;


	ศาลสั่งประหารชีวิต &amp;#39;บรรยิน&amp;#39; คดีฆ่า &amp;#39;เสี่ยชูวงษ์&amp;#39;


&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90441</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชูวงษ์ แซ่ตั๊ง, บรรยิน ตั้งภากรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210120/image_big_6007d6088295c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86983</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/12/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/12/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จำคุกตลอดชีวิต บรรยินคดีอุ้มฆ่า พี่ชายผู้พิพากษา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ศาลสั่งคุกตลอดชีวิต &amp;quot;บรรยิน&amp;quot; กับพวก ร่วมกันอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา ข่มขู่ให้ยกฟ้องคดีโอนหุ้น จำเลยที่ 2 โดนเบาสุดคุก 33 ปีเศษ &amp;ldquo;อธิบดีศาลคดีทุจริตฯ&amp;rdquo; แนบความเห็นแย้งควรประหารบรรยิน ร้ายแรงจำนนหลักฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.2563 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำพิพากษาคดีอุ้มฆ่านายวีรชัย ศกุนตะประเสริฐ พี่ชายของ น.ส.พนิดา ศกุนตะประเสริฐ ผู้พิพากษาอาวุโส ศาลอาญากรุงเทพใต้ อดีตเจ้าของสำนวนโอนหุ้นเสี่ยชูวงษ์ หมายเลขดำ อท.69/2563 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 3 เป็นโจทก์ และ น.ส.พนิดา เป็นโจทก์ร่วม ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อายุ 56 ปี อดีต รมช.พาณิชย์, นายมานัส ทับทิม อายุ 67 ปี, นายณรงค์ศักดิ์ ป้อมจันทร์ อายุ 48 ปี, นายชาติชาย เมณฑ์กูล อายุ 31 ปี, นายประชาวิทย์ หรือตูน ศรีทองสุข อายุ 33 ปี และ ด.ต.ธงชัย หรือ ส.จ.อ๊อด วจีสัจจะ อายุ 63 ปี ทั้งหมดภูมิลำเนา จ.นครสวรรค์ เป็นจำเลยที่ 1-6
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้ศาลเบิกตัวจำเลยที่ 1-6 จากเรือนจำมารับฟังคำพิพากษา ศาลใช้เวลาอ่านคำพิพากษาต่อหน้าพวกจำเลยที่ห้องเวรชี้ โดยให้สื่อมวลชนรับฟังคำพิพากษาที่ถ่ายทอดผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์มาที่ห้องพิจารณา 708 ซึ่งคำพิพากษามีรายละเอียดมาก ใช้เวลาในการอ่านนานประมาณ 2 ชั่วโมง บรรยายเกี่ยวกับพฤติการณ์ความผิดของจำเลยที่ร่วมปฏิบัติการอุ้มนายวีรชัยเมื่อวันที่ 4 ก.พ.2563 แล้วข่มขู่ผ่านโทรศัพท์ให้ น.ส.พนิดา ผู้พิพากษาคดีโอนหุ้นนายชูวงษ์ แซ่ตั้ง หรือเสี่ยจืด มีคำพิพากษายกฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน กับพวกที่เป็นจำเลยในคดีดังกล่าว โดยมีการต่อยนายวีรชัยจนเสียชีวิต และนำศพไปเผาอำพรางคดี &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิเคราะห์คำเบิกความ พยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายที่นำสืบหักล้างกันแล้ว มีคำพิพากษาว่าการกระทำของ พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานแต่งเครื่องแบบตำรวจโดยไม่มีสิทธิเพื่อกระทำความผิดอาญาฯ จำคุก 1 ปี, ฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน โดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานฯ จำคุก 1 ปี, ฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใดเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายฯ ให้ลงโทษประหารชีวิต, ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนฯ ลงโทษประหารชีวิต และฐานร่วมกันซ่อนเร้นทำลายศพฯ อำพรางคดี จำคุก 4 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำเลยที่ 1 ให้การรับข้อเท็จจริงบางส่วน นับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ฐานแต่งเครื่องแบบตำรวจโดยไม่มีสิทธิเพื่อกระทำความผิดอาญาฯ จำคุก 8 เดือน, ฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน โดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานฯ จำคุก 8 เดือน, ฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใดเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายฯ จำคุกตลอดชีวิต, ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนฯ จำคุกตลอดชีวิต และฐานร่วมกันซ่อนเร้นทำลายศพฯ อำพรางคดี จำคุก 2 ปี 8 เดือน แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ให้นับโทษจำคุกตลอดชีวิตในคดีนี้ ต่อจากโทษจำคุกคดีโอนหุ้นเสี่ยชูวงษ์ของศาลอาญากรุงเทพใต้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายมานัส จำเลยที่ 2 มีความผิดเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักสุด ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต แต่จำเลยที่ 2 ให้การรับข้อเท็จจริงบางส่วน นับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายณรงค์ศักดิ์ จำเลยที่ 3 มีความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใดเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายฯ ให้ลงโทษประหารชีวิต, ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนฯ ลงโทษประหารชีวิต, ฐานร่วมกันซ่อนเร้นทำลายศพฯ อำพรางคดี จำคุก 4 ปี ซึ่งจำเลยที่ 3 กระทำความผิดภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ จึงให้เพิ่มโทษเป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใดเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายฯ จำคุกตลอดชีวิต, ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนฯ จำคุกตลอดชีวิต, ฐานร่วมกันซ่อนเร้นทำลายศพฯ อำพรางคดี จำคุก 2 ปี 8 เดือน แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชาติชาย จำเลยที่ 4 และนายประชาวิทย์ จำเลยที่ 5 ให้ลงโทษฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใดเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายฯ ลงโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 4-5 ให้การรับข้อเท็จจริงบางส่วน นับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด.ต.ธงชัย หรือ ส.จ.อ๊อด จำเลยที่ 6 ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใดเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายฯ ลงโทษประหารชีวิต จำเลยที่ 6 ให้การรับข้อเท็จจริงบางส่วน นับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกตลอดชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายบวรศักดิ์ ทวิพัฒน์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้ทำความเห็นแย้งคำพิพากษาขององค์คณะผู้พิพากษาสำนวนคดีนี้ไว้แนบท้ายด้วย มีประเด็นสำคัญช่วงหนึ่งเกี่ยวกับ พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 อ้างว่ามีมูลเหตุจูงใจมาจากจำเลยที่ 1 กับพวกไม่ได้รับความเป็นธรรมในการพิจารณาคดีของศาลอาญากรุงเทพใต้ โดย น.ส.พนิดา โจทก์ร่วมไม่บันทึกคำพยานที่สำคัญที่ฝ่ายจำเลยที่ 1 กับพวกซักถามหรือถามค้านพยาน เมื่อจำเลยที่ 1 กับพวกยื่นคำร้องคัดค้านขอถอนโจทก์ร่วมออกจากการเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนและองค์คณะต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ อธิบดีฯ พิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อประธานศาลฎีกาเพื่อคัดค้านผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน ประธานศาลฎีกาพิจารณาแล้วมีความเห็นว่า กรณีมิใช่เหตุที่จะคัดค้านผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน จึงไม่มีเหตุโอนสำนวน และมีคำสั่งให้ยุติเรื่อง ซึ่งในกรณีเช่นนี้หาใช่ฝ่ายจำเลยที่ 1 กับพวกจะหมดหนทางที่จะได้รับความเป็นธรรม โดยจำเลยที่ 1 อาจยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาสืบพยานในประเด็นคำพยานที่อ้างว่ามีความสำคัญนั้น และหากศาลไม่อนุญาตก็สามารถยื่นคำร้องคัดค้านเพื่อใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกา โดยขอให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาพิจารณามีคำวินิจฉัยให้สืบพยานในประเด็นคำพยานที่อ้างว่ามีความสำคัญนั้นได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำเลยที่ 1 เคยรับราชการตำรวจตำแหน่งพันตำรวจโท และเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับรัฐมนตรีมาก่อน ประกอบกับมีทนายความช่วยแก้ต่างคดีให้ แต่จำเลยที่ 1 กับพวกในคดีนี้ กลับใช้วิธีการที่ผิดกฎหมายเพื่อให้เจ้าพนักงานปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่โดยไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรง สมควรลงโทษในสถานหนักเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง และเป็นการป้องปรามมิให้มีการกระทำความผิดในลักษณะเช่นนี้อีก &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท้ายความเห็นแย้งสรุปได้ว่า คำรับสารภาพของจำเลยที่ 1-2 และ 4-6 เพราะจำนนต่อพยานหลักฐานที่ปรากฏจากภาพกล้องวงจรปิด ข้อมูลจากพยานบุคคลต่างๆ ที่พนักงานสอบสวนสอบปากคำ รวมทั้งข้อมูลจากรายงานการสืบสวนและพยานหลักฐานต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในสำนวนการสอบสวน ฝ่ายจำเลยได้ตรวจสอบและขอคัดถ่ายในชั้นตรวจพยานหลักฐานของศาล ไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ไม่เป็นเหตุบรรเทาโทษที่จะลดโทษให้ ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 3 ตลอดชีวิตสถานเดียว สำหรับจำเลยที่ 1-2, 4-6 เมื่อร่วมโทษทุกกระทงแล้ว คงให้ประหารชีวิตสถานเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า สำหรับการทำความเห็นแย้งของอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางในคดีนี้นั้น เป็นไปตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 11 บัญญัติไว้ว่า ประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น และผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ต้องรับผิดชอบในราชการของศาลให้เป็นไปโดยเรียบร้อย และให้มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ด้วย โดย (1) นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีใดๆ ของศาลนั้น หรือเมื่อได้ตรวจสำนวนคดีใดแล้วมีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ โดยความเห็นแย้งดังกล่าวจะถูกแนบไปพร้อมกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเพื่อประกอบการพิจารณา หากมีการนำคดีขึ้นสู่ศาลสูงต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86983</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา, จำคุกตลอดชีวิต, บรรยิน ตั้งภากรณ์, ร้ายแรงจำนนหลักฐาน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201215/image_big_5fd8c50ebdce2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86916</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/12/2020 16:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/12/2020 13:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประหาร &#039;บรรยิน&#039; พร้อมลูกน้องคดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา แต่ให้การเป็นประโยชน์ลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ธ.ค.63 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำพิพากษาคดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา อดีตเจ้าของสำนวนโอนหุ้นเสี่ยชูวงษ์ หมายเลขดำ อท.69/2563 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 3 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อายุ 56 ปี อดีต รมช.พาณิชย์, นายมานัส ทับทิม อายุ 67 ปี, นายณรงค์ศักดิ์ ป้อมจันทร์ อายุ 48 ปี, นายชาติชาย เมณฑ์กูล อายุ 31 ปี, นายประชาวิทย์ หรือตูน ศรีทองสุข อายุ 33 ปี และ ด.ต.ธงชัย หรือ สจ.อ๊อด วจีสัจจะ อายุ 63 ปี ทั้งหมดภูมิลำเนา จ.นครสวรรค์ เป็นจำเลยที่ 1-6&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในความผิด 9 ข้อหา ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ ตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อ.) มาตรา 289, ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้ใดเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ เป็นเหตุให้ผู้ถูกเอาตัวไปถึงแก่ความตาย มาตรา 309, 313, ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มาตรา 310, ฐานร่วมกันข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป มาตรา 139, 140, ฐานเป็นซ่องโจร โดยสมคบกันเพื่อกระทำผิดที่มีระวางโทษประหารชีวิต มาตรา 210, ฐานร่วมกันพยายามข่มขืนใจผู้อื่น ให้กระทำการใดโดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป มาตรา 213, ฐานร่วมกันซ่อนเร้น ทำลายศพเพื่อปิดบังการตายและสาเหตุการตาย มาตรา 199, ฐานร่วมกันกระทำการใดๆ แก่ศพก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้นเพื่ออำพรางคดี ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) มาตรา 150 ทวิ, ฐานร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน มาตรา 145 ประกอบ ป.อ.มาตรา 33, 80, 83, 91, 92 และยังยื่นฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 ข้อหาที่ 10 ฐานสวมเครื่องแบบหรือประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงาน เพื่อให้คนอื่นเข้าใจว่าตนมีสิทธิและแต่งเครื่องแบบตำรวจโดยไม่มีสิทธิเพื่อกระทำผิดอาญา มาตรา 146&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 3 ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งหกเมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2563 จำเลยที่ 2-6 ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ส่วน พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 ถูกแยกคุมขังเรือนจำกลางบางขวาง ภายหลังจากมีข่าววางแผนเพื่อหลบหนีออกจากเรือนจำและจับตัวประกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้จำเลยที่ 3 แถลงให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ขณะที่ต่อมา พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2, 4, 5 ถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา เป็นให้การรับสารภาพ (จำเลยที่ 2 ให้การภาคเสธโดยรับสารภาพบางประเด็น)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ศาลเบิกตัวจำเลยที่ 1-6 จากเรือนจำมารับฟังคำพิพากษา ศาลใช้เวลาอ่านคำพิพากษาซึ่งมีรายละเอียดความยาวนานประมาณ 2 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยศาลพิเคราะห์คำเบิกความ พยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายที่นำสืบหักล้างกันแล้วเห็นว่า พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 และ นายณรงค์ศักดิ์ จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และข้อหาอื่น ลงโทษบทหนักสุดให้ประหารชีวิต ให้การเป็นประโยชน์ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกตลอดชีวิตทั้งสองสถานเดียว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมานัส จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานสนับสนุนฆ่าผู้อื่น ให้จำคุกตลอดชีวิต ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ส่วนนายชาติชาย จำเลยที่ 4 และนายประชาวิทย์ จำเลยที่ 5 มีความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ให้ประหารชีวิต ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว และ ด.ต.ธงชัย หรือ สจ.อ๊อด จำเลยที่ 6 มีความผิดฐานร่วมกันสนับสนุนให้มีการหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ให้ประหารชีวิต ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;///////&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86916</URL_LINK>
                <HASHTAG>บรรยิน ตั้งภากรณ์, ประหารชีวิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200518/image_big_5ec205d30453e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77416</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2020 18:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2020 18:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บรรยิน&#039; กลับคำให้การ ยอมรับสารภาพก่อเหตุอุ้มฆ่าเผาพี่ชายผู้พิพากษาจริง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.ย.63 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลนัดสืบพยานคดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา อดีตเจ้าของสำนวนโอนหุ้นเสี่ยชูวงษ์ หมายเลขดำ อท.69/2563 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 3 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อายุ 56 ปี อดีต รมช.พาณิชย์, นายมานัส ทับทิม อายุ 67 ปี, นายณรงค์ศักดิ์ ป้อมจันทร์ อายุ 48 ปี, นายชาติชาย เมณฑ์กูล อายุ 31 ปี, นายประชาวิทย์ หรือตูน ศรีทองสุข อายุ 33 ปี และ ด.ต.ธงชัย หรือ สจ.อ๊อด วจีสัจจะ อายุ 63 ปี ทั้งหมดภูมิลำเนา จ.นครสวรรค์ เป็นจำเลยที่ 1-6&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในความผิด 9 ข้อหา ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ ตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อ.) มาตรา 289, ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้ใดเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ เป็นเหตุให้ผู้ถูกเอาตัวไปถึงแก่ความตาย มาตรา 309, 313, ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มาตรา 310, ฐานร่วมกันข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป มาตรา 139, 140, ฐานเป็นซ่องโจร โดยสมคบกันเพื่อกระทำผิดที่มีระวางโทษประหารชีวิต มาตรา 210, ฐานร่วมกันพยายามข่มขืนใจผู้อื่น ให้กระทำการใดโดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป มาตรา 213, ฐานร่วมกันซ่อนเร้น ทำลายศพเพื่อปิดบังการตายและสาเหตุการตาย มาตรา 199, ฐานร่วมกันกระทำการใด ๆ แก่ศพก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้นเพื่ออำพรางคดี ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) มาตรา 150 ทวิ, ฐานร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน มาตรา 145 ประกอบ ป.อ.มาตรา 33, 80, 83, 91, 92 และยังยื่นฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 ข้อหาที่ 10 ฐานสวมเครื่องแบบหรือประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงาน เพื่อให้คนอื่นเข้าใจว่าตนมีสิทธิและแต่งเครื่องแบบตำรวจโดยไม่มีสิทธิเพื่อกระทำผิดอาญา มาตรา 146&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 3 ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งหกเมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2563 จำเลยที่ 2-6 ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ สำหรับ นายณรงค์ศักดิ์ จำเลยที่ 3แถลงให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยทนายความจำเลยที่ 3ขอยื่นคำให้การในวันนัดตรวจหลักฐาน ส่วน พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 ขณะนี้ถูกแยกไปขังยังเรือนจำกลางบางขวาง ภายหลังจากมีข่าววางแผนเพื่อหลบหนีออกจากเรือนจำและจับตัวประกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้อัยการโจทก์, น.ส.พนิดา ศกุนตะประเสริฐ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอาญากรุงเทพใต้ โจทก์ร่วม, จำเลยทั้งหก และ นายบัญชา ชัยจำ ทนายจำเลยที่ 1 นายธนากร คูณคำ ทนายจำเลยที่ 1 และในฐานะผู้รับมอบฉันทะทนายจำเลยที่ 2 น.ส.สุญญตา พูลทรัพย์ ทนายจำเลยที่ 3 นายชัย วจีสัจจะ ผู้รับมอบฉันทะทนายจำเลยที่ 4 และที่ 5และนายสมนึก โพธิ์ทะเล ทนายจำเลยที่ 6 มาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่ศาลกำหนดวันนัดสืบพยานที่โจทก์และจำเลยทั้งหกอ้างตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 25 มิ.ย. 2563 ไปแล้วนั้น เนื่องจากจำเลยที่ 1, 2, 4, 5 ยื่นคำให้การใหม่ โดยจำเลยที่ 1 พ.ต.ท.บรรยิน ยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา เป็นให้การรับสารภาพ ตามคำให้การฉบับลงวันที่ 19 ส.ค. 2563 ว่า จำเลยที่ 1 ได้ก่อเหตุในคดีนี้จริง โดยร่วมกับจำเลยที่ 3 จัดเตรียมอุปกรณ์ เช่น น้ำมัน ยางรถยนต์ สังกะสี อิฐบล็อก เพื่อไปใช้เผาทำลายศพนายวีรชัย ศกุนตะประเสริฐ โดยนำอุปกรณ์ดังกล่าวไปไว้ยังจุดเกิดเหตุที่เผาศพนายวีรชัย ที่บริเวณเขาใบไม้ อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2563 การเตรียมการดังกล่าวต้องการจับตัวนายวีรชัยมาเพื่อบังคับ ขู่เข็ญและต่อรองคดีกับ น.ส.พนิดา ศกุนตะประเสริฐ โจทก์ร่วมในคดีนี้ ซึ่งเป็นผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.305/2561 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ จำเลยที่ 1 มีเจตนาจะนำตัวนายวีรชัยไปกักขังไว้ที่บ้านพักที่ใช้สำหรับหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งตั้งอยู่ที่ อ.ตาคลี และหากหลังจากจับตัวนายวีรชัยมาขังไว้แล้ว การต่อรองและบังคับขู่เข็ญกับ น.ส.พนิดา ไม่สำเร็จผล โดย น.ส.พนิดาไม่ทำตามข้อเรียกร้อง จำเลยที่ 1 อาจต้องฆ่านายวีรชัยและเผาทำลายศพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2563 จำเลยที่ 1 กับพวก ได้จับกุมตัวนายวีรชัยขึ้นรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นสปอร์ตไรเดอร์ คันเกิดเหตุ เพื่อนำตัวไปกักขังและต่อรองกับ น.ส.พนิดา โดยจะนำตัวนายวีรชัยไปบ้านพักที่อำเภอตาคลี ระหว่างเดินทางนายวีรชัยดิ้นรนขัดขืนการควบคุมตัวขณะนั่งอยู่ที่เบาะหลัง กับจำเลยที่ 4 และที่ 5 จำเลยที่ 3 ซึ่งนั่งอยู่เบาะหน้าด้านซ้าย ได้หันไปชกต่อยนายวีรชัยเพื่อให้หยุดการดิ้นรนขัดขืน เป็นเหตุให้นายวีรชัยถึงแก่ความตาย ทั้งที่ การต่อรองกับ น.ส.พนิดา ยังไม่บรรลุผลตามข้อเรียกร้อง จำเลยที่ 1 รับว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 3 ติดตามตัวนายวีรชัยและ น.ส.พนิดาในช่วงวันที่ 7, 8, 12, 13, 14, 15, 16, 17 และ 20 ม.ค. 2563 จริง &amp;nbsp;และรับว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5&amp;nbsp;คุมตัวนายวีรชัยจากหน้าศาลอาญากรุงเทพใต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจำเลยที่ 1 แต่งกายชุดตำรวจและเป็นผู้ขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นสปอร์ตไรเดอร์ คันเกิดเหตุจริง โดยมีจำเลยที่ 3 นั่งเบาะหน้าด้านซ้ายข้างคนขับ ส่วนจำเลยที่ 4 และที่ 5 นั่งเบาะหลังรถคันดังกล่าว เพื่อควบคุมตัวนายวีรชัย ระหว่างควบคุมตัว นายวีรชัยอยู่บนรถและขณะกำลังขับรถมีเสียงโทรศัพท์เรียกเข้ามายังโทรศัพท์ของนายวีรชัยรวม 3 ครั้ง จำเลยที่ 3 เป็นผู้พูดโต้ตอบกับบุคคลปลายสาย เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถถึงทางแยกจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเลยจากแยกบางบัวทองไปแล้ว ได้จอดรถลงไปปัสสาวะ มีจำเลยที่ 3 ตามไปด้วย ระหว่างอยู่นอกรถมีเสียงโทรศัพท์ของนายวีรชัยดังขึ้น จำเลยที่ 3 จึงรับโทรศัพท์และพูดคุยกับผู้ที่โทรศัพท์เข้ามา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งทาง น.ส.พนิดา ยอมที่จะทำการตามที่พูดในคลิปเสียง แต่ขอคุยกับพี่ชายก่อน จากนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ขึ้นมาบนรถยนต์คันดังกล่าว เพื่อให้นายวีรชัยพูดคุยกับบุคคลที่โทรศัพท์เข้ามา แต่ปรากฏว่านายวีรชัยไม่สามารถพูดสายได้ เข้าใจว่านายวีรชัยได้เสียชีวิตไปแล้ว แล้วจำเลยที่ 3 ได้ปิดโทรศัพท์ของนายวีรชัยและไม่ได้ใช้โทรศัพท์ติดต่อกับใครอีกเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยที่ 1 ขอให้การรับสารภาพว่า ได้ร่วมกับจำเลยที่ 3 นำศพนายวีรชัยไปทำการเผาเพื่อทำลายที่บริเวณเขาใบไม้ อ.ตาคลี ตามที่โจทก์ฟ้องจริง และขอให้การรับว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 3 ขับรถนำเถ้ากระดูก สังกะสี เศษยางรถยนต์ อิฐบล็อก ไปทิ้งตามจุดต่างๆ คือ ริมถนนข้างทางใกล้หมู่บ้านนิคมเขาบ่อแก้ว บริเวณใกล้สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาของหมู่บ้านกลางแดด อ.เมือง จ.นครสวรรค์ จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นผู้นำโทรศัพท์ กระเป๋าสตางค์ของนายวีรชัย และแผ่นป้ายทะเบียนรถไปทิ้งที่แม่น้ำปิงผู้เดียว จำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาจะก่อเหตุดังกล่าวเพื่อกระทบกระทั่งต่อองค์กรศาล หรือก้าวล่วง หรือดูหมิ่นเหยียดหยามองค์กรศาล แต่เป็นเรื่องเฉพาะตัวด้วยเห็นว่า น.ส.พนิดา ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนในคดีอาญาของศาลอาญากรุงเทพใต้ ทำหน้าที่อย่างลำเอียง ขาดความเที่ยงธรรม และมีอคติกับจำเลยที่ 1 ในระหว่างการพิจารณาคดีดังกล่าวโดยตลอด ทำให้เกิดความกดดันและขาดสติยั้งคิดจึงได้กระทำความผิดในคดีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การไม่ระบุวันที่ ขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธ เป็นให้การภาคเสธ โดยขอให้การรับสารภาพว่า จำเลยที่ 2 ได้ขับรถยนต์ยี่ห้อฟอร์ด รุ่นเอฟเวอร์เรส พาจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไปรับจำเลยที่ 4 และที่ 5 และพบจำเลยที่ 6 ที่หน้าสถานีอนามัย ต.หนองกรด อ.เมือง จ.นครสวรรค์ เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2563 เวลาประมาณ 9.00 น.แล้วขับรถคันดังกล่าวไปส่งจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 ที่บ้านเลขที่ 9/3 ซอยคลังมนตรี ถนนประชาชื่น เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ถึงบ้านพักหลังดังกล่าวเวลาประมาณ 13.30 นาฬิกา จำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกไปซื้อข้าว ซื้อน้ำ และซื้อบัตร Easy Pass ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 จริง จำเลยที่ 2 รับว่าได้พาจำเลยที่ 3 ไปเฝ้าติดตาม น.ส.พนิดา และนายวีรชัยในช่วงวันที่ 7, 13, 14, 15, 16, 17 และ 20 ม.ค. 2563 โดยได้รับคำสั่งจากจำเลยที่ 1 ให้เป็นผู้บอกทางแก่จำเลยที่ 3 ในการขับรถเพื่อเฝ้าติดตาม น.ส.พนิดา กับนายวีรชัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2563 จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ยี่ห้อฟอร์ด รุ่นเอฟเวอร์เรส ออกจากบ้านเลขที่ 9/3 ซอยคลังมนตรี เวลาประมาณ 15.30 นาฬิกา เพื่อไปจอดรอจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ที่แยกลำสาลี จ.สุพรรณบุรี โดยทำตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 2 รับจำเลยที่ 5 ขึ้นรถที่แยกลำสาลี จากนั้นขับรถไปรอรับจำเลยที่ 4 ที่แยกชัยนาท-ตาคลี ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ,4 &amp;nbsp;และที่ 5 ไปส่งที่บ้านหนองกรด ในคืนวันที่ 4 ก.พ. 2563 จริง จำเลยที่ 2 เป็นผู้นำรถยนต์โตโยต้า รุ่นสปอร์ตไรเดอร์คันก่อเหตุ จากบ้านของจำเลยที่ 1 ไปเก็บไว้ที่บริษัทสัตตะพลัง จำกัด ต.นครสวรรค์ตก อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ในคืนวันที่ 4 ก.พ. 2563 และเป็นผู้นำแร๊คหลังคา บันไดและแผ่นป้ายทะเบียนไปติดตั้งรถยนต์คันดังกล่าวที่บริษัทสัตตะพลัง จำกัด ในวันที่ 5 ก.พ. 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยที่ 2 ขอให้การปฏิเสธว่า ไม่ได้ร่วมหรือรับรู้ในการตระเตรียมการกับ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่เตรียมซื้อน้ำมัน สังกะสี ยางรถยนต์ และอิฐบล็อกไปเพื่อเผาอำพรางศพนายวีรชัย ไม่มีส่วนร่วมประชุมหรือรับรู้ในการแบ่งหน้าที่กันทำในการก่อเหตุครั้งนี้ ทั้งอั้งยี่หรือซ่องโจร ไม่ได้ร่วมประชุมขณะอยู่บ้านเลขที่ 9/3 ซอยคลังมนตรี ก่อนที่จะไปจับตัวนายวีรชัยที่หน้าศาลอาญากรุงเทพใต้ ไม่ได้ไปร่วมไปจับกุมตัวนายวีรชัยที่หน้าศาลอาญากรุงเทพใต้ ไม่ได้ร่วมบังคับขู่เข็ญและหน่วงเหนี่ยวกักขัง น.ส.พนิดาและนายวีรชัย ไม่ได้ร่วมฆ่าโดยไตร่ตรอง ไม่ได้เรียกค่าไถ่จนเป็นเหตุให้นายวีรชัยถึงแก่ความตาย ไม่ได้แต่งกายเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ไม่ได้ไปร่วมเผาทำลายศพนายวีรชัยที่เขาใบไม้ ไม่ได้นำชิ้นส่วนเถ้ากระดูกและกระดูกของศพนายวีรชัยและเศษวัสดุไปทิ้งข้างทางหรือแม่น้ำเจ้าพระยา และไม่ได้นำกระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์ของนายวีรชัย โทรศัพท์ของจำเลยที่ 3 กับแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ไปทิ้งที่แม่น้ำปิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยที่ 4 และที่ 5 ยื่นคำให้การฉบับลงวันที่ 14 ส.ค. 2563 รับสารภาพว่า ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ข่มขืนใจนายวีรชัยโดยใช้กำลังประทุษร้ายจับตัวนายวีรชัยขึ้นรถยนต์โตโยต้า รุ่นสปอร์ตไรเดอร์ คันเกิดเหตุ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังนายวีรชัยให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 309 วรรคแรก มาตรา 310 วรรคแรก จริง แต่ไม่ได้ทำร้ายนายวีรชัย ส่วนข้อหาอื่นนั้นจำเลยที่ 4 และที่ 5 ขอให้การปฏิเสธเสียทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1, ที่ 2, ที่ 4 และที่ 5 ให้การรับสารภาพ รวมทั้งคำแถลงโต้แย้งพยานหลักฐานของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ยื่นต่อศาล ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 14 ส.ค. 2563 นั้น เปลี่ยนแปลงไป อันส่งผลให้ข้อเท็จจริงตามที่ให้การรับสารภาพนั้นยุติไปบางส่วน และทำให้ความจำเป็นในการสืบพยานหลักฐานตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมอ้างไว้เดิมเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน จึงให้ยกเลิกวันนัดสืบพยานหลักฐานตามที่กำหนดไว้เดิม และกำหนดวันนัดสืบพยานหลักฐานใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อสอบถามโจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยที่ 1, ที่ 2, และที่ 4 ถึงที่ 6 ถึงความจำเป็นในการสืบพยานหลักฐานแล้ว เห็นสมควรนัดสืบพยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมอ้างปาก โจทก์ร่วม ร.ต.อ.กิจติพล ,พ.ต.ต.ณัฐพงศ์ ,พ.ต.ท.หญิงปัทมาพ.ต.ท.ปรัชญ์ ,พ.ต.ท.ศราวุธ ,พ.ต.ต.พิทยา,พ.ต.อ. อเนก และนายนิมิตร เมณฑ์กูล ,นางประชุม วจีสัจจะ ซึ่งทั้งสองเป็นพยานที่จำเลยที่ 4-6 ยังโต้แย้งคัดค้านอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนพยานหลักฐานฝ่ายจำเลยคงให้ไต่สวนตามจำนวนที่กำหนดไว้เดิม ยกเว้นพยานของจำเลยที่ 1 ปาก พ.ต.ท.ภิรมย์ เมืองไสย&amp;nbsp;ที่จำเลยที่ 1 แถลงไม่ติดใจสืบพยานปากนี้&amp;nbsp;ให้เลื่อนไปนัดสืบพยานที่โจทก์และโจทก์ร่วมอ้างปากนายนิมิตและนางประชุม ในลักษณะการประชุมทางจอภาพ โดยให้พยานทั้งสองปากไปเบิกความที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ตามวิธีการที่กำหนดไว้เดิมในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 25 มิ.ย. 2563 ในวันที่ 12 ต.ค. 2563 เวลา 9.00 น.ให้ส่งพยานเอกสารไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพื่อให้พยานตรวจดูก่อนเข้าเบิกความ&amp;nbsp;หมายเรียกพยานทั้งสองปากไปศาลในวันนัด กับให้โจทก์ประสานพนักงานสอบสวนเพื่อติดตามตัวพยานให้เดินทางไปศาลในวันนัดอีกทางหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่ศาลนี้ ให้นัดสืบพยานที่โจทก์และโจทก์ร่วมอ้างปาก โจทก์ร่วม และ ร.ต.อ.กิจติพล ในวันที่ 12 ต.ค. 2563 ตั้งแต่เวลา 10.00-16.30 น. &amp;nbsp;สืบพยานปาก พ.ต.ต.ณัฐพงศ์, พ.ต.ท.หญิงปัทมา ,พ.ต.ต.ปรัชญ์ และ พ.ต.ท.ศราวุธ ในวันที่ 19 ต.ค. 2563 ตั้งแต่เวลา 9.00-16.30 น. และสืบพยานปาก พ.ต.ต.พิทยา ,พ.ต.ท.เอกสิทธิ์ และ พ.ต.อ.อเนก ในวันที่ 22 ต.ค. 2563 ตั้งแต่เวลา 9.30 น. นัดสืบพยานที่ฝ่ายจำเลยอ้างในวันที่ 26, 29 ต.ค. 2563 ตั้งแต่เวลา 9.00-16.30 น.&amp;nbsp;หมายเรียกพยานที่โจทก์และโจทก์ร่วมอ้างมาศาลในวันนัด เบิกตัวจำเลยทั้งหกมาศาลในวันนัด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77416</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีอุ้มฆ่า, บรรยิน ตั้งภากรณ์, ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200518/image_big_5ec205d30453e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77415</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2020 18:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2020 18:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บรรยิน&#039; กลับคำให้การ ยอมรับสารภาพก่อเหตุอุ้มฆ่าเผาพี่ชายผู้พิพากษาจริง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.ย.63 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลนัดสืบพยานคดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษา อดีตเจ้าของสำนวนโอนหุ้นเสี่ยชูวงษ์ หมายเลขดำ อท.69/2563 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 3 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อายุ 56 ปี อดีต รมช.พาณิชย์, นายมานัส ทับทิม อายุ 67 ปี, นายณรงค์ศักดิ์ ป้อมจันทร์ อายุ 48 ปี, นายชาติชาย เมณฑ์กูล อายุ 31 ปี, นายประชาวิทย์ หรือตูน ศรีทองสุข อายุ 33 ปี และ ด.ต.ธงชัย หรือ สจ.อ๊อด วจีสัจจะ อายุ 63 ปี ทั้งหมดภูมิลำเนา จ.นครสวรรค์ เป็นจำเลยที่ 1-6&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในความผิด 9 ข้อหา ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ ตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อ.) มาตรา 289, ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้ใดเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ เป็นเหตุให้ผู้ถูกเอาตัวไปถึงแก่ความตาย มาตรา 309, 313, ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มาตรา 310, ฐานร่วมกันข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป มาตรา 139, 140, ฐานเป็นซ่องโจร โดยสมคบกันเพื่อกระทำผิดที่มีระวางโทษประหารชีวิต มาตรา 210, ฐานร่วมกันพยายามข่มขืนใจผู้อื่น ให้กระทำการใดโดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป มาตรา 213, ฐานร่วมกันซ่อนเร้น ทำลายศพเพื่อปิดบังการตายและสาเหตุการตาย มาตรา 199, ฐานร่วมกันกระทำการใด ๆ แก่ศพก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้นเพื่ออำพรางคดี ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) มาตรา 150 ทวิ, ฐานร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน มาตรา 145 ประกอบ ป.อ.มาตรา 33, 80, 83, 91, 92 และยังยื่นฟ้อง พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 ข้อหาที่ 10 ฐานสวมเครื่องแบบหรือประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงาน เพื่อให้คนอื่นเข้าใจว่าตนมีสิทธิและแต่งเครื่องแบบตำรวจโดยไม่มีสิทธิเพื่อกระทำผิดอาญา มาตรา 146&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 3 ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งหกเมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2563 จำเลยที่ 2-6 ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ สำหรับ นายณรงค์ศักดิ์ จำเลยที่ 3แถลงให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยทนายความจำเลยที่ 3ขอยื่นคำให้การในวันนัดตรวจหลักฐาน ส่วน พ.ต.ท.บรรยิน จำเลยที่ 1 ขณะนี้ถูกแยกไปขังยังเรือนจำกลางบางขวาง ภายหลังจากมีข่าววางแผนเพื่อหลบหนีออกจากเรือนจำและจับตัวประกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้อัยการโจทก์, น.ส.พนิดา ศกุนตะประเสริฐ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอาญากรุงเทพใต้ โจทก์ร่วม, จำเลยทั้งหก และ นายบัญชา ชัยจำ ทนายจำเลยที่ 1 นายธนากร คูณคำ ทนายจำเลยที่ 1 และในฐานะผู้รับมอบฉันทะทนายจำเลยที่ 2 น.ส.สุญญตา พูลทรัพย์ ทนายจำเลยที่ 3 นายชัย วจีสัจจะ ผู้รับมอบฉันทะทนายจำเลยที่ 4 และที่ 5และนายสมนึก โพธิ์ทะเล ทนายจำเลยที่ 6 มาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่ศาลกำหนดวันนัดสืบพยานที่โจทก์และจำเลยทั้งหกอ้างตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 25 มิ.ย. 2563 ไปแล้วนั้น เนื่องจากจำเลยที่ 1, 2, 4, 5 ยื่นคำให้การใหม่ โดยจำเลยที่ 1 พ.ต.ท.บรรยิน ยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา เป็นให้การรับสารภาพ ตามคำให้การฉบับลงวันที่ 19 ส.ค. 2563 ว่า จำเลยที่ 1 ได้ก่อเหตุในคดีนี้จริง โดยร่วมกับจำเลยที่ 3 จัดเตรียมอุปกรณ์ เช่น น้ำมัน ยางรถยนต์ สังกะสี อิฐบล็อก เพื่อไปใช้เผาทำลายศพนายวีรชัย ศกุนตะประเสริฐ โดยนำอุปกรณ์ดังกล่าวไปไว้ยังจุดเกิดเหตุที่เผาศพนายวีรชัย ที่บริเวณเขาใบไม้ อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2563 การเตรียมการดังกล่าวต้องการจับตัวนายวีรชัยมาเพื่อบังคับ ขู่เข็ญและต่อรองคดีกับ น.ส.พนิดา ศกุนตะประเสริฐ โจทก์ร่วมในคดีนี้ ซึ่งเป็นผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.305/2561 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ จำเลยที่ 1 มีเจตนาจะนำตัวนายวีรชัยไปกักขังไว้ที่บ้านพักที่ใช้สำหรับหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งตั้งอยู่ที่ อ.ตาคลี และหากหลังจากจับตัวนายวีรชัยมาขังไว้แล้ว การต่อรองและบังคับขู่เข็ญกับ น.ส.พนิดา ไม่สำเร็จผล โดย น.ส.พนิดาไม่ทำตามข้อเรียกร้อง จำเลยที่ 1 อาจต้องฆ่านายวีรชัยและเผาทำลายศพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2563 จำเลยที่ 1 กับพวก ได้จับกุมตัวนายวีรชัยขึ้นรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นสปอร์ตไรเดอร์ คันเกิดเหตุ เพื่อนำตัวไปกักขังและต่อรองกับ น.ส.พนิดา โดยจะนำตัวนายวีรชัยไปบ้านพักที่อำเภอตาคลี ระหว่างเดินทางนายวีรชัยดิ้นรนขัดขืนการควบคุมตัวขณะนั่งอยู่ที่เบาะหลัง กับจำเลยที่ 4 และที่ 5 จำเลยที่ 3 ซึ่งนั่งอยู่เบาะหน้าด้านซ้าย ได้หันไปชกต่อยนายวีรชัยเพื่อให้หยุดการดิ้นรนขัดขืน เป็นเหตุให้นายวีรชัยถึงแก่ความตาย ทั้งที่ การต่อรองกับ น.ส.พนิดา ยังไม่บรรลุผลตามข้อเรียกร้อง จำเลยที่ 1 รับว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 3 ติดตามตัวนายวีรชัยและ น.ส.พนิดาในช่วงวันที่ 7, 8, 12, 13, 14, 15, 16, 17 และ 20 ม.ค. 2563 จริง &amp;nbsp;และรับว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5&amp;nbsp;คุมตัวนายวีรชัยจากหน้าศาลอาญากรุงเทพใต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจำเลยที่ 1 แต่งกายชุดตำรวจและเป็นผู้ขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นสปอร์ตไรเดอร์ คันเกิดเหตุจริง โดยมีจำเลยที่ 3 นั่งเบาะหน้าด้านซ้ายข้างคนขับ ส่วนจำเลยที่ 4 และที่ 5 นั่งเบาะหลังรถคันดังกล่าว เพื่อควบคุมตัวนายวีรชัย ระหว่างควบคุมตัว นายวีรชัยอยู่บนรถและขณะกำลังขับรถมีเสียงโทรศัพท์เรียกเข้ามายังโทรศัพท์ของนายวีรชัยรวม 3 ครั้ง จำเลยที่ 3 เป็นผู้พูดโต้ตอบกับบุคคลปลายสาย เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถถึงทางแยกจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเลยจากแยกบางบัวทองไปแล้ว ได้จอดรถลงไปปัสสาวะ มีจำเลยที่ 3 ตามไปด้วย ระหว่างอยู่นอกรถมีเสียงโทรศัพท์ของนายวีรชัยดังขึ้น จำเลยที่ 3 จึงรับโทรศัพท์และพูดคุยกับผู้ที่โทรศัพท์เข้ามา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งทาง น.ส.พนิดา ยอมที่จะทำการตามที่พูดในคลิปเสียง แต่ขอคุยกับพี่ชายก่อน จากนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ขึ้นมาบนรถยนต์คันดังกล่าว เพื่อให้นายวีรชัยพูดคุยกับบุคคลที่โทรศัพท์เข้ามา แต่ปรากฏว่านายวีรชัยไม่สามารถพูดสายได้ เข้าใจว่านายวีรชัยได้เสียชีวิตไปแล้ว แล้วจำเลยที่ 3 ได้ปิดโทรศัพท์ของนายวีรชัยและไม่ได้ใช้โทรศัพท์ติดต่อกับใครอีกเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยที่ 1 ขอให้การรับสารภาพว่า ได้ร่วมกับจำเลยที่ 3 นำศพนายวีรชัยไปทำการเผาเพื่อทำลายที่บริเวณเขาใบไม้ อ.ตาคลี ตามที่โจทก์ฟ้องจริง และขอให้การรับว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 3 ขับรถนำเถ้ากระดูก สังกะสี เศษยางรถยนต์ อิฐบล็อก ไปทิ้งตามจุดต่างๆ คือ ริมถนนข้างทางใกล้หมู่บ้านนิคมเขาบ่อแก้ว บริเวณใกล้สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาของหมู่บ้านกลางแดด อ.เมือง จ.นครสวรรค์ จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นผู้นำโทรศัพท์ กระเป๋าสตางค์ของนายวีรชัย และแผ่นป้ายทะเบียนรถไปทิ้งที่แม่น้ำปิงผู้เดียว จำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาจะก่อเหตุดังกล่าวเพื่อกระทบกระทั่งต่อองค์กรศาล หรือก้าวล่วง หรือดูหมิ่นเหยียดหยามองค์กรศาล แต่เป็นเรื่องเฉพาะตัวด้วยเห็นว่า น.ส.พนิดา ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนในคดีอาญาของศาลอาญากรุงเทพใต้ ทำหน้าที่อย่างลำเอียง ขาดความเที่ยงธรรม และมีอคติกับจำเลยที่ 1 ในระหว่างการพิจารณาคดีดังกล่าวโดยตลอด ทำให้เกิดความกดดันและขาดสติยั้งคิดจึงได้กระทำความผิดในคดีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การไม่ระบุวันที่ ขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธ เป็นให้การภาคเสธ โดยขอให้การรับสารภาพว่า จำเลยที่ 2 ได้ขับรถยนต์ยี่ห้อฟอร์ด รุ่นเอฟเวอร์เรส พาจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไปรับจำเลยที่ 4 และที่ 5 และพบจำเลยที่ 6 ที่หน้าสถานีอนามัย ต.หนองกรด อ.เมือง จ.นครสวรรค์ เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2563 เวลาประมาณ 9.00 น.แล้วขับรถคันดังกล่าวไปส่งจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 ที่บ้านเลขที่ 9/3 ซอยคลังมนตรี ถนนประชาชื่น เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ถึงบ้านพักหลังดังกล่าวเวลาประมาณ 13.30 นาฬิกา จำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกไปซื้อข้าว ซื้อน้ำ และซื้อบัตร Easy Pass ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 จริง จำเลยที่ 2 รับว่าได้พาจำเลยที่ 3 ไปเฝ้าติดตาม น.ส.พนิดา และนายวีรชัยในช่วงวันที่ 7, 13, 14, 15, 16, 17 และ 20 ม.ค. 2563 โดยได้รับคำสั่งจากจำเลยที่ 1 ให้เป็นผู้บอกทางแก่จำเลยที่ 3 ในการขับรถเพื่อเฝ้าติดตาม น.ส.พนิดา กับนายวีรชัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2563 จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ยี่ห้อฟอร์ด รุ่นเอฟเวอร์เรส ออกจากบ้านเลขที่ 9/3 ซอยคลังมนตรี เวลาประมาณ 15.30 นาฬิกา เพื่อไปจอดรอจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ที่แยกลำสาลี จ.สุพรรณบุรี โดยทำตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 2 รับจำเลยที่ 5 ขึ้นรถที่แยกลำสาลี จากนั้นขับรถไปรอรับจำเลยที่ 4 ที่แยกชัยนาท-ตาคลี ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ,4 &amp;nbsp;และที่ 5 ไปส่งที่บ้านหนองกรด ในคืนวันที่ 4 ก.พ. 2563 จริง จำเลยที่ 2 เป็นผู้นำรถยนต์โตโยต้า รุ่นสปอร์ตไรเดอร์คันก่อเหตุ จากบ้านของจำเลยที่ 1 ไปเก็บไว้ที่บริษัทสัตตะพลัง จำกัด ต.นครสวรรค์ตก อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ในคืนวันที่ 4 ก.พ. 2563 และเป็นผู้นำแร๊คหลังคา บันไดและแผ่นป้ายทะเบียนไปติดตั้งรถยนต์คันดังกล่าวที่บริษัทสัตตะพลัง จำกัด ในวันที่ 5 ก.พ. 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยที่ 2 ขอให้การปฏิเสธว่า ไม่ได้ร่วมหรือรับรู้ในการตระเตรียมการกับ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่เตรียมซื้อน้ำมัน สังกะสี ยางรถยนต์ และอิฐบล็อกไปเพื่อเผาอำพรางศพนายวีรชัย ไม่มีส่วนร่วมประชุมหรือรับรู้ในการแบ่งหน้าที่กันทำในการก่อเหตุครั้งนี้ ทั้งอั้งยี่หรือซ่องโจร ไม่ได้ร่วมประชุมขณะอยู่บ้านเลขที่ 9/3 ซอยคลังมนตรี ก่อนที่จะไปจับตัวนายวีรชัยที่หน้าศาลอาญากรุงเทพใต้ ไม่ได้ไปร่วมไปจับกุมตัวนายวีรชัยที่หน้าศาลอาญากรุงเทพใต้ ไม่ได้ร่วมบังคับขู่เข็ญและหน่วงเหนี่ยวกักขัง น.ส.พนิดาและนายวีรชัย ไม่ได้ร่วมฆ่าโดยไตร่ตรอง ไม่ได้เรียกค่าไถ่จนเป็นเหตุให้นายวีรชัยถึงแก่ความตาย ไม่ได้แต่งกายเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ไม่ได้ไปร่วมเผาทำลายศพนายวีรชัยที่เขาใบไม้ ไม่ได้นำชิ้นส่วนเถ้ากระดูกและกระดูกของศพนายวีรชัยและเศษวัสดุไปทิ้งข้างทางหรือแม่น้ำเจ้าพระยา และไม่ได้นำกระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์ของนายวีรชัย โทรศัพท์ของจำเลยที่ 3 กับแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ไปทิ้งที่แม่น้ำปิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยที่ 4 และที่ 5 ยื่นคำให้การฉบับลงวันที่ 14 ส.ค. 2563 รับสารภาพว่า ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ข่มขืนใจนายวีรชัยโดยใช้กำลังประทุษร้ายจับตัวนายวีรชัยขึ้นรถยนต์โตโยต้า รุ่นสปอร์ตไรเดอร์ คันเกิดเหตุ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังนายวีรชัยให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 309 วรรคแรก มาตรา 310 วรรคแรก จริง แต่ไม่ได้ทำร้ายนายวีรชัย ส่วนข้อหาอื่นนั้นจำเลยที่ 4 และที่ 5 ขอให้การปฏิเสธเสียทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1, ที่ 2, ที่ 4 และที่ 5 ให้การรับสารภาพ รวมทั้งคำแถลงโต้แย้งพยานหลักฐานของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ที่ยื่นต่อศาล ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 14 ส.ค. 2563 นั้น เปลี่ยนแปลงไป อันส่งผลให้ข้อเท็จจริงตามที่ให้การรับสารภาพนั้นยุติไปบางส่วน และทำให้ความจำเป็นในการสืบพยานหลักฐานตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมอ้างไว้เดิมเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน จึงให้ยกเลิกวันนัดสืบพยานหลักฐานตามที่กำหนดไว้เดิม และกำหนดวันนัดสืบพยานหลักฐานใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อสอบถามโจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยที่ 1, ที่ 2, และที่ 4 ถึงที่ 6 ถึงความจำเป็นในการสืบพยานหลักฐานแล้ว เห็นสมควรนัดสืบพยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมอ้างปาก โจทก์ร่วม ร.ต.อ.กิจติพล ,พ.ต.ต.ณัฐพงศ์ ,พ.ต.ท.หญิงปัทมาพ.ต.ท.ปรัชญ์ ,พ.ต.ท.ศราวุธ ,พ.ต.ต.พิทยา,พ.ต.อ. อเนก และนายนิมิตร เมณฑ์กูล ,นางประชุม วจีสัจจะ ซึ่งทั้งสองเป็นพยานที่จำเลยที่ 4-6 ยังโต้แย้งคัดค้านอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนพยานหลักฐานฝ่ายจำเลยคงให้ไต่สวนตามจำนวนที่กำหนดไว้เดิม ยกเว้นพยานของจำเลยที่ 1 ปาก พ.ต.ท.ภิรมย์ เมืองไสย&amp;nbsp;ที่จำเลยที่ 1 แถลงไม่ติดใจสืบพยานปากนี้&amp;nbsp;ให้เลื่อนไปนัดสืบพยานที่โจทก์และโจทก์ร่วมอ้างปากนายนิมิตและนางประชุม ในลักษณะการประชุมทางจอภาพ โดยให้พยานทั้งสองปากไปเบิกความที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ตามวิธีการที่กำหนดไว้เดิมในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 25 มิ.ย. 2563 ในวันที่ 12 ต.ค. 2563 เวลา 9.00 น.ให้ส่งพยานเอกสารไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพื่อให้พยานตรวจดูก่อนเข้าเบิกความ&amp;nbsp;หมายเรียกพยานทั้งสองปากไปศาลในวันนัด กับให้โจทก์ประสานพนักงานสอบสวนเพื่อติดตามตัวพยานให้เดินทางไปศาลในวันนัดอีกทางหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่ศาลนี้ ให้นัดสืบพยานที่โจทก์และโจทก์ร่วมอ้างปาก โจทก์ร่วม และ ร.ต.อ.กิจติพล ในวันที่ 12 ต.ค. 2563 ตั้งแต่เวลา 10.00-16.30 น. &amp;nbsp;สืบพยานปาก พ.ต.ต.ณัฐพงศ์, พ.ต.ท.หญิงปัทมา ,พ.ต.ต.ปรัชญ์ และ พ.ต.ท.ศราวุธ ในวันที่ 19 ต.ค. 2563 ตั้งแต่เวลา 9.00-16.30 น. และสืบพยานปาก พ.ต.ต.พิทยา ,พ.ต.ท.เอกสิทธิ์ และ พ.ต.อ.อเนก ในวันที่ 22 ต.ค. 2563 ตั้งแต่เวลา 9.30 น. นัดสืบพยานที่ฝ่ายจำเลยอ้างในวันที่ 26, 29 ต.ค. 2563 ตั้งแต่เวลา 9.00-16.30 น.&amp;nbsp;หมายเรียกพยานที่โจทก์และโจทก์ร่วมอ้างมาศาลในวันนัด เบิกตัวจำเลยทั้งหกมาศาลในวันนัด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77415</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีอุ้มฆ่า, บรรยิน ตั้งภากรณ์, ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200518/image_big_5ec205d30453e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
