<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>40727</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2019 17:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/07/2019 17:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุทธรณ์ยกฟ้อง&#039;สมบัติ&#039; คุก 1 ปี &#039;บรรเจิด-ผอ.หลักสูตร&#039;คดีวิทยานิพนธ์นศ.ปริญญาโทนิด้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ , บรรเจิด สิงคะเนติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11&amp;nbsp;ก.ค.62 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำพิพากษาอุทธรณ์คดีหมายเลขดำ&amp;nbsp;อท.281-282/2561 ที่นายธนกฤต ปัญจทองเสมอ หรือนายสมศักดิ์ ทองเสมอ นักศึกษาระดับปริญญาโท สาขาวิชากฎหมายสำหรับนักบริหาร คณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เป็นโจทก์ฟ้องนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตอธิการบดี (อธก.) นิด้า จำเลยที่ 1,&amp;nbsp;นายประดิษฐ์ วรรณรัตน์ อดีตรอง อธก.นิด้า และประธานกรรมการที่ประชุมคณบดีและผู้อำนวยการสำนักการศึกษา (ทคอ. การศึกษา) ที่ 2&amp;nbsp;,&amp;nbsp;นายบรรเจิด สิงคะเนติ&amp;nbsp;อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์และประธานกรรมการบริหารหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต ที่ 3&amp;nbsp;,นายนเรศร์ เกษะประกร อดีต ผอ.หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต ที่ 4&amp;nbsp;,&amp;nbsp;นายสุนทร มณีสวัสดิ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ที่ 5&amp;nbsp;,&amp;nbsp;น.ส.วริยา ล้ำเลิศ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์และกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงฯ ที่ 6,&amp;nbsp;น.ส.วราภรณ์ วนาพิทักษ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์และกรรมการบริหารหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต ที่ 7 ( โจทก์ถอนฟ้องระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง)&amp;nbsp;,นายกิตติภูมิ เนียมหอม อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์และกรรมการบริหารหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต&amp;nbsp;ที่ 8&amp;nbsp;&amp;nbsp;,&amp;nbsp;นางอัจชญา สิงคาลวานิช ผอ.กองบริหารการศึกษาและกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงฯ ที่ 9,&amp;nbsp;น.ส.ภัทริน&amp;nbsp;&amp;nbsp;วรเศรษฐมงคล เลขานุการคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงฯ ที่ 10&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธวัชชัย ศุภดิษฐ์ ที่ 11&amp;nbsp;,&amp;nbsp;น.ส.บุญอนันต์ พินัยทรัพย์ ที่ 12 , นายบุญชัย หงส์จารุ ที่ 13&amp;nbsp;,&amp;nbsp;น.ส.อมรรัตน์ อภินันท์มหกุล ที่ 14&amp;nbsp;,&amp;nbsp;น.ส.วัชรีภรณ์ ไชยมงคล ที่15,&amp;nbsp;นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ที่ 16,&amp;nbsp;นายสมบัติ กุสุมาวลี ที่ 17,&amp;nbsp;นายสุดสันต์ สุทธิพิศาล ที่ 18&amp;nbsp;,&amp;nbsp;นางอุบลวรรณ เปรมศรีรัตน์ ที่ 19,&amp;nbsp;นายปราโมทย์ ลือนาม ที่ 20 โดยจำเลยที่ 11-20 เป็นกรรมการ ทคอ.การศึกษา&amp;nbsp;,น.ส.รุ่งทิพย์ ศิริปิ่น หัวหน้าสำนักงานเลขานุการคณะนิติศาสตร์ นิด้า ที่ 21&amp;nbsp;,และ น.ส.จารุณี พันธ์ศิริ เจ้าหน้าที่ธุรการประจำหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ นิด้า ที่ 22 เป็นจำเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้ผู้หนึ่งผู้ใดได้รับความเสียหาย&amp;nbsp;ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157&amp;nbsp;&amp;nbsp;พร้อมเรียกค่าสินไหมทดแทนทางแพ่ง จากกรณีโจทก์ได้ทำการสอบวิชาวิทยานิพนธ์ตามกระบวนการและระเบียบของคณะนิติศาสตร์ นิด้า เรียบร้อยแล้ว โดยคณะกรรมการสอบมีมติให้ผ่านการสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์ เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2555&amp;nbsp;โดยให้ปรับปรุงแก้ไขแต่ไม่ต้องสอบใหม่และให้สอบป้องกันวิทยานิพนธ์ในวันที่ 25 เม.ย. 2555 ซึ่งผ่านในระดับดี&amp;nbsp;โจทก์จึงดำเนินการเกี่ยวกับรูปเล่ม ซึ่งได้รับการอนุมัติจนมีสิทธิ์ที่จะจบการศึกษา ตามข้อบังคับสถาบันว่าด้วยการศึกษา พ.ศ.2549 โดยจำเลยที่ 3 และเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการเพื่อขอนุมัติสำเร็จการศึกษาให้โจทก์เพื่อเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในปีการศึกษา&amp;nbsp;2555 แต่พวกจำเลยไม่ดำเนินการดังกล่าวให้โจทก์ตามปกติ มีเจตนากลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์&amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยมีมูลเหตุจากที่โจทก์เคยร้องเรียนเรื่องการสอบทุจริตการเงินในคณะนิติศาสตร์ต่อดีเอสไอ&amp;nbsp;,&amp;nbsp;สน.ลาดพร้าว และ ป.ป.ช. โดยจำเลยก็ให้ข้อมูลกล่าวหาว่าโจทก์ร่วมกับผู้อื่นร้องเรียนให้ร้าย มุ่งทำลายคณะนิติศาสตร์ให้เสียหาย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่จำเลยอ้างว่าการจัดสอบวิทยานิพนธ์ให้โจทก์นั้นขัดต่อข้อบังคับของนิด้า ที่ว่าห้ามอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลักและอาจารย์ที่ปรึกษาร่วมเป็นประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ฯ ซึ่งจำเลยรู้อยู่แล้วว่า อาจารย์ที่ปรึกษาของโจทก์ไม่ได้เป็นประธานกรรมการสอบ ขณะที่ประธานกรรมการสอบครั้งนั้นก็ไม่ได้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาหลักหรืออาจารย์ที่ปรึกษาร่วมของโจทก์ โดยจำเลยยังมีเจตนาให้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและคณะกรรมการ ทคอ. การศึกษา ร่วมกระทำผิดเพื่อไม่ให้โจทก์สำเร็จการศึกษา จนเมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2555 พวกจำเลยซึ่งเป็นคณะกรรมการบริหารหลักสูตรฯ พิจารณายกเลิกคำสั่งสอบวิทยานิพนธ์ของโจทก์ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าไม่มีกฎหมายให้อำนาจและพ้นระยะเวลาแล้ว&amp;nbsp;โดยการศึกษาดังกล่าวโจทก์ต้องชำระค่าเรียนเป็นเงิน 234,700&amp;nbsp;บาท ซึ่งหากสำเร็จการศึกษาโจทก์ก็จะมีโอกาสได้รับเงินเดือนเพิ่ม ดังนั้นโจทก์จึงขอให้ศาลพิพากษาการกระทำของจำเลยและให้ชดใช้ค่าการศึกษาและการที่ต้องขาดประโยชน์รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,484,700&amp;nbsp;บาท จำเลยที่ 1-22 สู้คดีให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 11 ต.ค.2560 ว่า นายสมบัติ อดีตอธิการบดี (อธก.) นิด้า จำเลยที่ 1&amp;nbsp;,&amp;nbsp;นายประดิษฐ์ อดีตรอง อธก.นิด้า และ&amp;nbsp;&amp;nbsp;นายบรรเจิด คณบดีคณะนิติศาสตร์และประธานกรรมการบริหารหลักสูตรศิลปะศาสตร์มหาบัณฑิต ที่ 3 ผิดตามมาตรา 157 โดยเจตนาที่จะยังไม่ให้โจทก์สำเร็จการศึกษา อันอยู่ในขอบข่ายของความรับผิดทางอาญา แต่เนื่องจากจำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;และที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;เป็นข้าราชการและนักวิชาการที่ไม่ปรากฏว่ามีการกระทำความผิดจึงให้รอการกำหนดโทษไว้เป็นเวลา 3 ปี (ศาลตัดสินว่ามีความผิด แต่ยังไม่กำหนดอัตราโทษว่าควรจะจำคุกเท่าใดหรือปรับเท่าใด) ส่วนจำเลยที่ 2&amp;nbsp;,4, 5-22&amp;nbsp;ให้ยกฟ้องและให้ยกฟ้องคำขอชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนแพ่งด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยื่นอุทธรณ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว กรณีที่นายบรรเจิด คณบดีนิติศาสตร์ จำเลยที่&amp;nbsp;3 ,&amp;nbsp;นายนเรศร์ ผอ.หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต จำเลยที่ 4 ถูกฟ้องว่าก่อนสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ ร่วมกับจำเลยที่ 21-22 ขัดขวางการสอบของโจทก์ และหลังจากโจทก์สอบวิทยานิพนธ์ผ่านแล้ว จำเลยได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ส่งวิทยานิพนธ์ตรวจสอบรูปเล่ม&amp;nbsp;และไม่ส่งผลการอนุมัติต่อสภามหาวิทยาลัยนั้น ศาลอุทธรณ์เห็นว่ากรณีที่อ้างมีการขัดขวางยังไม่มีความชัดเจนถึงการกระทำของจำเลยจนถึงขนาดว่า ไม่สามารถดำเนินการสอบต่อไปได้ โดยโจทก์ก็ยังได้สอบป้องกันวิทยานิพนธ์ได้ตามกำหนด กรณีนี้จึงยังไม่พอฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่การที่นายบรรเจิด คณบดีนิติศาสตร์ จำเลยที่ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp;ยึดถือเอารายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการฯ ที่แต่งตั้งขึ้น ซึ่งไม่ตรงประเด็นตามที่โจทก์ร้องเรียนและคลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริง รายงานต่อนายสมบัติ อดีต อธก.นิด้า จำเลยที่ 1 ว่าคำสั่งคณะนิติศาสตร์ในการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นผู้ให้ข้อมูลต่อที่ประชุม ทคอ.การศึกษา จนที่ประชุมมีมติเห็นด้วยว่าการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ของโจทก์ตามคำสั่งนั้นไม่ถูกต้อง แล้วจำเลยที่ 3 ก็นำเอามติที่ประชุมดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารหลักสูตรศิลปศาตรมหาบัณฑิต สาขาวิชากฎหมาย เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2555 โดยยังยืนยันว่าคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบเค้าโครงและสอบป้องกันวิทยานิพนธ์เป็นการลงนามที่ไม่ชอบ การแต่งตั้งไม่ถูกต้องตามองค์ประกอบ กระทั่งที่ประชุมนั้นมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ของโจทก์ใหม่เพื่อยกเลิกคำสั่งเดิม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำสั่งคณะนิติศาสตร์ ซึ่งแต่งตั้งอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ร่วมของโจทก์น่าจะเป็นการออกคำสั่งที่ผิดพลาดไม่ตรงต่อความเป็นจริงเท่านั้น โดยอยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขให้ถูกต้องหรือยกเลิกตั้งแต่แรกได้&amp;nbsp;แต่คณะนิติศาสตร์ โดยจำเลยที่ 3 ไม่ทำเช่นนั้น ซึ่งได้อ้างว่าไม่ทราบเรื่องการสอบวิทยานิพนธ์ของโจทก์มาก่อน เพิ่งรู้ในวันที่ 24 เม.ย. 2555 ซึ่งขัดกับรายงานการประชุมอาจารย์คณะนิติศาสตร์ เมื่อวันที่ 19 เม.ย. 2555 ขณะที่การสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์ของโจทก์ก็ทำโดยเปิดเผยที่ห้องประชุมของคณะ&amp;nbsp;ข้ออ้างของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น หากจำเลยที่ 3 เพิ่งรู้ก็น่าที่จะสอบถามอาจารย์ที่ปรึกษาหรือตัวโจทก์โดยตรง แต่กลับเลือกที่จะโทรศัพท์ไปแจ้งบุคคลภายนอก จึงทำให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 มีทัศนคติด้านลบต่อโจทก์ มองว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาภายในคณะนิติศาสตร์ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นในสถาบันการศึกษาชั้นนำเช่นนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นายนเรศร์ ผอ.หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต จำเลยที่ 4 ซึ่งทราบข้อเท็จจริงเรื่องอาจารย์ที่ปรึกษาและการสอบวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาหลักสูตรที่ตนเป็นผู้อำนวยการ แต่ปกปิดไม่บอกข้อมูลแก่คณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริง กลับให้ข้อมูลการสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์ของโจทก์ว่าเป็นการนัดหมายกันเอง&amp;nbsp;ระหว่างโจทก์กับคณะกรรมการฯ ไม่มีการแจ้งให้ผอ.หลักสูตรทราบ และไม่มีผอ.หลักสูตรอยู่ด้วยในการสอบ ต่างจากการสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาคนอื่น ซึ่งขัดกับรายงานการประชุมอาจารย์คณะนิติศาสตร์ และเมื่อทราบรายงานผลการสอบสวนหาข้อเท็จจริงว่าคำสั่งคณะนิติศาสตร์คลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริงจำเลยที่ 4 ในฐานะ ผอ.หลักสูตรที่รู้ข้อเท็จจริงดีก็ไม่ได้ทักท้วงหรือโต้แย้งกลับลงมติในการประชุมคณะกรรมการบริหารหลักสูตรฯ ให้ตั้งกรรมการสอบวิทยานิพนธ์กับโจทก์ใหม่ ทั้งที่น่าจะรู้ว่าหากยึดถือตามผลการสอบสวนหาข้อเท็จจริงนั้นย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ การกระทำของจำเลยที่&amp;nbsp;3-4 จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ โดยมีเจตนาเดียวกันคือไม่ให้โจทก์สำเร็จการศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณี นายสมบัติ อดีต อธก.นิด้า จำเลยที่ 1 ที่โจทก์อ้างว่า แจ้งให้ทราบเกี่ยวกับการกระทำไม่ชอบของจำเลยที่ 3 และ 4 ในการปฏิบัติหน้าที่แล้วได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่แก้ไขเยียวยาให้โจทก์แต่กลับสั่งให้จำเลยที่&amp;nbsp;3 ซึ่งเป็นคู่กรณีดำเนินการตรวจสอบและชี้แจงต่อที่ประชุม ทคอ.การศึกษา ทั้งที่ที่ประชุมดังกล่าวไม่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยที่ 1 ได้เกษียนสั่งในหนังสืออุทธรณ์ของโจทก์ เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2555 ว่าขอความเห็นในส่วนของการดำเนินการของคณะเกี่ยวกับเรื่องนี้ซึ่งจำเลยที่ 3 ได้รายงานข้อเท็จจริงให้จำเลยที่ 1 ทราบถึงความเป็นมาและปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการสอบวิทยานิพนธ์ของโจทก์และดำเนินการในส่วนของคณะนิติศาสตร์แล้ว โดยจำเลยที่ 1 เห็นว่าเป็นปัญหาที่ควรให้ที่ประชุม ทคอ.การศึกษาพิจารณาจึงได้สั่งการไป ส่วนที่ประชุมจะมีความเห็นอย่างไรก็เป็นอำนาจอิสระที่จะพิจารณาตามหลักฐานและเมื่อได้รับรายงานผลประชุมแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ได้แจ้งผลการพิจารณาให้โจทก์ทราบซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ไปตามอำนาจ โดยไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 กระทำการไม่ชอบที่สั่งการต่อจำเลยที่ 3 ที่จะมีเจตนากลั่นแกล้งตามที่โจทก์อ้าง การที่โจทก์ไม่สำเร็จการศึกษา แม้จะเป็นเพราะคณะนิติศาสตร์มีคำสั่งยกเลิกแต่งตั้งคณะกรรมการสอบเค้าโครงและสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ปี&amp;nbsp;2555 ส่วนหนึ่งก็มาจากที่โจทก์ไม่ยอมเข้าสอบวิทยานิพนธ์ใหม่ตามที่คณะกำหนด ไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 โดยตรง นายสมบัติ อดีต อธก.นิด้า จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิด ตามมาตรา 157 นั้นศาลอุทธรณ์ฯ ไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของจำเลยที่&amp;nbsp;1 ฟังขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรณีของจำเลยอื่น ฟังได้ว่าเป็นเรื่องที่สืบเนื่องมาจากที่ประชุม ทคอ.การศึกษาโดยไม่ปรากฏว่ามีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์แต่อย่างใด จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่โจทก์อ้างว่าที่ประชุม ทคอ.การศึกษาไม่มีอำนาจพิจารณาเรื่องอุทธรณ์ของโจทก์นั้นศาลเห็นว่ามีอำนาจพิจารณาได้ตามข้อบังคับนิด้า ว่าด้วยการศึกษา พ.ศ.2549 เพราะเป็นปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติและการตีความตามข้อบังคับ ซึ่งจำเลยส่วนที่เกี่ยวข้องก็เป็นเพียงเจ้าหน้าที่ดำเนินการในส่วนงานธุรการเกี่ยวกับเรื่องขอจบการศึกษาของโจทก์ ซึ่งต้องปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาเท่านั้น&amp;nbsp;ไม่มีอำนาจที่จะกระทำโดยพละการได้ อุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2&amp;nbsp;,5-22&amp;nbsp;ฟังไม่ขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิพากษาแก้เป็นว่า นายบรรเจิด อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์และประธานกรรมการบริหารหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต จำเลยที่ 3&amp;nbsp;,&amp;nbsp;นายนเรศร์ อดีต ผอ.หลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต จำเลยที่&amp;nbsp;4&amp;nbsp;มีความผิดตามมาตรา 157 อันเป็นความผิดกรรมเดียว ให้จำคุกคนละ 1 ปี และให้ปรับคนละ 10,000 บาท ซึ่งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3-4 เคยกระทำความผิดมาก่อน จึงเห็นควรให้โอกาสได้ทำงานด้านวิชาการที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทางราชการต่อไปโทษจำคุกนั้น&amp;nbsp;จึงให้รอลงอาญาคนละ 1 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ให้ยกฟ้องนายสมบัติ อดีต อธก. จำเลยที่ 1&amp;nbsp;นอกจากที่แก้แล้วก็ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผลคดีนั้นยังไม่ถือเป็นที่สุด ซึ่งตามขั้นตอนกฎหมายคู่ความยังฎีกาได้ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา เนื่องจากเป็นการยื่นฟ้องก่อนที่จะมีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40727</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนกฤต ปัญจทองเส, นิด้า, บรรเจิด สิงคะเนติ, สมบัติ ธำรงธัญวงศ์, สมศักดิ์ ทองเสมอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190711/image_big_5d2713c90af15.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14332</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปูดพรบ.ตำรวจ ส่อเค้าลากยาว เทือกขอลอกใช้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฉบับ &amp;rdquo;มีชัย&amp;rdquo; ส่อเค้าถูกเก็บเข้าลิ้นชัก &amp;ldquo;คำนูณ&amp;rdquo; ปูดเหตุไม่ได้ตีกรอบเวลา ชี้หาก สนช.ปรับแก้อาจลากยาวไปไกล วอนประชาชนช่วยจับตา &amp;ldquo;บรรเจิด&amp;rdquo; ชี้ไม่ปฏิรูปเชื่อมีลุงโดดตึกอีกแน่ &amp;ldquo;สุเทพ&amp;rdquo; ลั่นหากไม่สำเร็จยุคบิ๊กตู่ ขอลอกกฎหมายไปใช้หาเสียง
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 ก.ค. มูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยได้จัดเสวนาปฏิรูปประเทศไทย หัวข้อ &amp;quot;การปฏิรูปตำรวจ&amp;quot; โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิฯ กล่าวเปิดการเสวนาว่า ประชาชนต้องการเห็นตำรวจเป็นมืออาชีพและความเชี่ยวชาญงานแต่ละด้าน เช่น สันติบาลต้องเชี่ยวชาญด้านงานข่าว และสอบสวนกลางก็ต้องเชี่ยวชาญเรื่องการสอบสวน เป็นต้น แต่สภาพที่เป็นอยู่ จะพบว่ามีการโยกย้ายข้ามกันไปมา ตำรวจคนหนึ่งทำงานได้ทุกเรื่อง ซึ่งไม่ได้สะท้อนความเป็นมืออาชีพ ที่สำคัญประชาชนต้องการให้ตำรวจเป็นของประชาชน ไม่ใช่เครื่องมือของผู้มีอำนาจ ซึ่งประชาชนต้องการเป็นอย่างมากในเรื่องนี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เสียงเรียกร้องอย่างนี้มีทั่วประเทศ น่ายินดีที่รัฐธรรมนูญบัญญัติการปฏิรูปตำรวจไว้ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องการโยกย้ายที่ต้องใช้หลักอาวุโส และต้องขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เมื่อได้รับรายแนวทางการปฏิรูปตำรวจของ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ก็ได้ส่งให้กรรมการชุดใหม่ไปปรับปรุงแก้ไข ซึ่งมีการยกเครื่องใหม่ทั้งหมด&amp;rdquo; นายสุเทพกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายบรรเจิด สิงคะเนติ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ &amp;nbsp;สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า การปฏิรูปตำรวจเป็นประเด็นใหญ่ที่สุดประเด็นหนึ่ง เพราะเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม และเชื่อมโยงถึงประชาชนโดยตรง ถ้ากระบวนการนี้ไม่โปร่งใส ก็ยิ่งสร้างความทุกข์ให้กับประชาชนที่เป็นคนจนมากขึ้นไปอีก ดูได้จากกรณีลุงกระโดดตึก ซึ่งสะท้อนปัญหากระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะกระบวนการสอบสวน ถ้าไม่แก้ไขก็จะมีการเดิมพันด้วยชีวิตอีก เพื่อให้กลับมาเหลียวดูสำนวนการสอบสวน ดังนั้นคำกล่าวที่บอกว่าคนจนเท่านั้นที่ติดคุก จึงไม่ได้ไกลจากความจริงเท่าใดนัก
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายบรรเจิดกล่าวว่า ปัญหาของตำรวจมีด้วยกันหลายปัญหา ได้แก่ 1.โครงสร้างที่เป็นลักษณะพีระมิด ซึ่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นยอดพีระมิด และอยู่ใต้การเมือง ที่เหลือก็จะอยู่ใต้การเมืองเช่นกัน และระบบการบังคับบัญชาแบบชั้นยศไม่เอื้อต่อการทำงานสอบสวน 2.การเข้าสู่ตำแหน่งในบางพื้นที่มีต้นทุนสูงมาก ซึ่งมีผลให้กระบวนการสอบสวนเดินหน้าไม่ได้ ถ้าการเข้าสู่ตำแหน่งมาจากการลงขันของผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ต้นทางกระบวนการยุติธรรมเป็นที่พึ่งประชาชนได้ และ 3.ปัญหากระบวนการสอบสวนโดยแท้ คือเป็นปัญหาที่ไม่มีใครเข้าไปถ่วงดุลตั้งแต่ต้นทาง ทำให้ปลายทางก็จะมีปัญหาเช่นกัน และทำให้ขาดหลักประกันความเป็นอิสระของพนักงานสอบสวน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายบรรเจิดย้ำว่า การแก้ไขปัญหาต้องเน้นไปที่โครงสร้างกระบวนการสอบสวนภายใต้หลักการสำคัญที่เป็นหลักสากลคือ ต้องพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัย ซึ่งการจะดำเนินการตามหลักดังกล่าวได้ต้องให้อัยการและตำรวจเข้ามาร่วมกันแสวงหาข้อเท็จจริง หรือตำรวจกับอัยการต้องเป็นกระบวนการเดียวกัน แต่ที่ผ่านมา ปรากฏว่าอัยการเห็นข้อเท็จจริงผ่านสำนวนการสอบสวนที่เป็นเอกสาร และเป็นช่วงก่อนส่งฟ้องศาลไม่กี่วัน ดังนั้น ในหลักสากลอัยการต้องเข้ามาร่วมแสวงหาข้อเท็จจริง และทำหน้าที่ถ่วงดุลด้วย โดยในทางปฏิบัติอัยการไม่จำเป็นต้องเข้ามาในทุกคดี แต่ให้เข้ามาทำหน้าที่เฉพาะคดีที่มีความสำคัญ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ถ้ากระบวนการนี้ถูกสถาปนาขึ้นมาได้จริง จะเกิดความโปร่งใส ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดหลักของไทย แต่ที่ผ่านมาไม่เคยแก้ปัญหาเส้นเลือดหลักอย่างจริงจัง ในทางกลับกัน กลับใช้วิธีการแก้ไขผ่านการตั้งองค์กรพิเศษขึ้นมาจำนวนมาก และไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ถ้าทศวรรษนี้เรายังแก้ไขไม่ได้ เชื่อว่าจะเกิดการพลีชีพอีก&amp;rdquo; นายบรรเจิดกล่าว และว่า โครงสร้างของตำรวจ ควรให้ไปขึ้นกับจังหวัด อย่างกรณีของถ้ำหลวง ถ้าเวลานั้นผู้ว่าราชการจังหวัดไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ก็อาจไม่สำเร็จอย่างทุกวันนี้ก็ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายคำนูณ สิทธิสมาน กรรมการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า คณะกรรมการที่พิจารณาร่างกฎหมายตำรวจแห่งชาติ ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน และมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ &amp;nbsp;มาร่วมนั้น ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นในกระบวนการของกฤษฎีกาแล้ว เหลือเพียงบางประเด็นเท่านั้น ส่วนร่าง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีอาญาเสร็จสิ้นไปแล้วประมาณ 3 ใน 4 โดยมีประเด็นการพิจารณามากพอสมควร
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคำนูณกล่าวว่า เมื่อร่างกฎหมายทั้งสองฉบับนี้ประกาศบังคับใช้แล้ว ประชาชนจะได้ประโยชน์ 6 ประการ คือ 1.ประชาชนจะได้ตำรวจอาชีพที่มีความรู้ความสามารถ เป็นตำรวจที่ไม่ต้องอาศัยระบบอุปถัมภ์ 2.ประชาชนจะได้กำลังของตำรวจมาทำภารกิจที่ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม และใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้น 3.ประชาชนจะได้กระบวนการสอบสวนคดีอาญาในชั้นตำรวจที่มีความเป็นอิสระ ไม่ต้องขึ้นต่อผู้บังคับบัญชาตามปกติ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ประชาชนจะได้ระบบการสอบสวนที่รัดกุม และไม่สร้างภาระให้กับประชาชน คือกำหนดให้อัยการเข้ามามีส่วนร่วมกระบวนการสอบสวนตั้งแต่ต้นในคดีอุกฉกรรจ์ 5.ประชาชนจะได้ระบบที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพมากขึ้น หลังจากที่ผ่านมาการจับกุมผู้ต้องหาและให้ผู้ต้องหามาแถลงข่าว รวมถึงการละเลยพยานหลักฐาน และ 6.ประชาชนจะได้กลไกการตรวจสอบจากภายนอกองค์กรตำรวจมากขึ้น โดยหากประชาชนเห็นตำรวจที่มีประพฤติตนเสื่อมเสีย จะมีกลไกให้ประชาชนร้องเรียนได้โดยตรง และมีคณะกรรมการที่เป็นบุคคลภายนอกเข้ามาทำหน้าที่ตัดสิน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;6 ประการที่ประชาชนจะได้จากร่างกฎหมายใหม่ทั้งสองฉบับ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับเปลี่ยนเพื่อนำไปสู่เป้าหมายสำคัญในระยะยาว ที่สุดแล้วการปฏิรูปตำรวจจะต้องเป็นการแก้ไขทุกข์ให้กับตำรวจและประชาชนไปพร้อมกัน โดยให้ตำรวจสามารถได้เลื่อนขั้นตามความรู้ความสามารถ อันจะเป็นการแก้ทุกข์ให้ประชาชนไปในตัวในการได้รับความยุติธรรม&amp;rdquo; นายคำนูณกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคำนูณย้ำว่า สายงานสอบสวนเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด ซึ่งการพิจารณากฎหมายก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ คือจะทำให้พนักงานสอบสวนได้รับการยกระดับเป็นวิชาชีพเฉพาะเสมือนงานส่วนอื่นในกระบวนการยุติธรรม เป็นผู้ประกอบวิชาชีพกระบวนการยุติธรรม เหมือนกับศาลและอัยการ โดยจะมีหลักประกันความเป็นอิสระในการทำงาน เรียกได้ว่าเป็นสายงานเฉพาะแม้จะอยู่ภายใต้สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ตาม
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;งานปฏิรูปตำรวจครั้งนี้อาจยังไม่ตอบโจทย์ได้ทั้งหมด เพราะมีเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวพันจำนวนมา แต่ผมเชื่อว่ากฎหมายสองฉบับถ้าบังคับใช้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงแน่นอน ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ได้ทำอย่างดีที่สุด แต่กระบวนการตรากฎหมายต้องผ่านคณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นเรื่องที่ต้องเอาใจช่วยกัน และหวังว่าประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอยเหมือนในอดีต&amp;rdquo; นายคำนูณกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคำนูณกล่าวว่า ร่างกฎหมายตำรวจแห่งชาติ เป็นร่างกฎหมายที่รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดกรอบเวลาไว้เหมือนกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ กระบวนการพิจารณากฎหมายตามปกติของสภาต้องใช้ไม่ต่ำกว่า 3-4 เดือน และเมื่อใช้เวลานานเกินไป ก็อาจไม่ทันเวลาได้ อีกทั้งการพิจารณาของสภาต้องมีการแก้ไข ร่างกฎหมายตำรวจแห่งชาติมีการถักทอและสายใย ถ้าไปเปลี่ยนด้านในด้านหนึ่ง ก็อาจทำให้ดุลยภาพของกฎหมายเปลี่ยนไปได้ ดังนั้น ถ้าประชาชนเห็นว่าร่างกฎหมายฉบับนี้มีข้อดีมากกว่าข้อเสีย และคิดว่าประชาชนจะได้ประโยชน์ เสียงสนับสนุนของประชาชนก็จะเป็นเสียงสะท้อนไปยังรัฐบาลและ สนช.ได้เช่นกัน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคำนูณกล่าวตอนท้ายว่า การโยกย้ายข้าราชการตำรวจในปีนี้ คิดว่าร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติไม่น่าจะประกาศใช้ได้ทัน ทำให้ต้องกลับไปใช้การโยกย้ายตำรวจตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 260 วรรค 3 ที่กำหนดให้ใช้หลักอาวุโสโดยให้คณะรัฐมนตรีไปออกระเบียบและประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งขณะนี้มีนักกฎหมายตีความกันว่าจะใช้หลักอาวุโสเพียงอย่างเดียว หรือจะนำหลักอื่นมาพิจารณาด้วย จึงอยากให้สังคมช่วยกันติดตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายสุเทพกล่าวตอนท้ายยอมรับว่า ฟังเสวนาแล้วกังวลใจ เพราะกลัวว่าสิ่งที่คณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติจะยกร่าง พ.ร.บ.ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ประชาชนคาดหวังไว้ แต่เมื่อได้ฟังนายคำนูณแล้ว อยากเป็นตัวแทนประชาชนขอบคุณคณะกรรมการฯ และดีใจที่เห็นการปฏิรูป แม้อาจไม่ได้ดั่งใจ 100% ซึ่งเมื่อได้เห็นร่างฉบับเต็มก็จะชวนประชาชนจุดพลุใหญ่ เพราะเคยทำสำเร็จมาแล้วในการลงประชามติรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นเชื่อว่าการปฏิรูปครั้งนี้ก็น่าจะสำเร็จ ทำให้เกิดการปฏิรูปตำรวจ เพื่อปลดทุกข์ตำรวจและประชาชน&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ขอพูดในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ว่าหากร่างกฎหมายดังกล่าวไม่ผ่านการพิจารณาของ สนช. จะขอคัดลอกไปปรับปรุงใหม่ เพื่อเป็นนโยบายของพรรค รปช. เพราะไม่แน่ใจว่ารัฐบาลต่อไปจะดำเนินการต่อหรือไม่&amp;rdquo; นายสุเทพกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14332</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำนูณ สิทธิสมาน, บรรเจิด สิงคะเนติ, พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180729/image_big_5b5dcc6d879f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
