<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>93970</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/02/2021 14:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/02/2021 14:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทม. จับมือสปสช. บริการสุขภาพเชิงรุก New normal  3 บริการ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
23 ก.พ. 64 - พล. ต. อ. อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ประธาน เปิดโครงการบริการสุขภาพวิถีใหม่ (New Normal) ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของหน่วยงานบริการสังกัดกรุงเทพมหานคร ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ณ ห้องประชุมพิทยรักษ์ชั้น 4 อาคารสำนักการแพทย์เขตป้อมปราบศัตรูพ่ายกรุงเทพมหานคร (กทม.)&amp;nbsp;โดยโครงการจะเริ่มดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2564 เป็นต้นไป ที่จะเริ่มต้นในโรงพยาบาลสังกัดทั้ง 9 แห่ง ซึ่งได้เริ่มเปิดให้บริการไปแล้ว 3 บริการ ประกอบด้วย 1.บริการเจาะเลือดถึงบ้าน 2.บริการรักษาทางไกลผ่านระบบ Telemedicine และ3.บริการรับยาที่ร้านยาใกล้บ้านหรือทางไปรษณีย์ เบื้องต้นเน้นกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานความดันผู้สูงอายุผู้พิการและทุพพลภาพ เพื่อเป็นการลดความแออัดและลดความเสี่ยงของผู้ป่วยที่อาจสัมผัสเชื้อในพื้นที่โรงพยาบาล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล. ต. อ. อัศวิน &amp;nbsp;กล่าวว่า โรงพยาบาลในสังกัดกทม. มีผู้มารับบริการเป็นจำนวนมากเฉลี่ยการให้บริการผู้ป่วยนอก 3.9-4 ล้านครั้ง / ปีผู้ป่วยในปีละประมาณ 1 แสนราย ส่วนมากป่วยเป็นโรคเรื้อรัง ส่งผลให้โรงพยาบาลเกิดความแออัดประชาชนที่มารับบริการต้องรอคิวนาน ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด -19 ทำให้ผู้ป่วยที่มารับบริการเสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อ จึงได้พัฒนารูปแบบบริการในเชิงรุก โดยให้บริการผู้ป่วยถึงบ้านและในชุมชน ซึ่งมีคุณภาพมาตรฐานการรักษาเทียบเท่าการมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเช่นกัน &amp;nbsp;เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่มีความลำบากในการเดินทาง ลดการมารอพบแพทย์จนเกิดความแออัดที่โรงพยาบาล อีกทั้งจะช่วยลดความเสี่ยงที่ผู้ป่วยซึ่งมีความอ่อนไหวทางสุขภาพ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โดยโครงการดังกล่าวจะเน้นกลุ่มผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับเมตาบอลิก โรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง ในโรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานครทั้ง 8 แห่งประกอบด้วย โรงพยาบาลกลาง, โรงพยาบาลตากสิน, โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์, โรงพยาบาลหลวงพ่อทวีศักดิ์ชุตินฺธโรอุทิศ, โรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ, โรงพยาบาลลาดกระบังกรุงเทพฯ, โรงพยาบาลราชพิพัฒน์, โรงพยาบาลสิรินธร และโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน&amp;rdquo; ผู้ว่าฯ กทม. กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวต่อว่า โดยการให้บริการ อาทิ โครงการเจาะเลือดถึงบ้าน จะเน้นไปที่กลุ่มผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง หรือจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ ประกอบด้วย กลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้พิการและทุพพลภาพ และผู้ที่มีภาวะเสี่ยงโรคอ้วน ทั้งนี้แพทย์เป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมผู้ป่วยก่อน ส่วนขั้นตอนการเจาะเลือดนั้น นักเทคนิคการแพทย์จะนัดหมายรับข้อมูลผู้ป่วยแผนที่บ้าน พร้อมอุปกรณ์เก็บสิ่งส่งตรวจ จากนั้นจะโทรประสานนัดหมายและเดินทางไปเจาะเลือดหรือเก็บสิ่งส่งตรวจถึงบ้านแล้วนำส่งไปยังห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาลเพื่อตรวจวิเคราะห์ผลต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ว่าฯ กทม. เพิ่มเติมว่า ในกรณีที่ผู้ป่วยมีผลตรวจทางห้องปฏิบัติการปกติ และแพทย์เห็นสมควรก็สามารถรับบริการรักษาทางไกลหรือ Telemedicine ได้ข้อมูลผลตรวจทางห้องปฏิบัติการจะถูกส่งต่อให้แพทย์เพื่อใช้ในการวินิจฉัยและติดต่อสื่อสารกับผู้ป่วยผ่านระบบ Video Call ในส่วนบริการรับยาที่ร้านยาใกล้บ้านหรือทางไปรษณีย์ ข้อมูลการสั่งจ่ายยาของแพทย์จะถูกส่งไปที่ห้องยาของโรงพยาบาลทางเภสัชกรจะแพ็คยาแล้วจัดส่งไปยังร้านยาที่อยู่ใกล้บ้านผู้ป่วย หรือที่บ้านผู้ป่วยทางไปรษณีย์ ทำให้ผู้ป่วยสามารถเดินทางไปรับยาที่ร้านยาหรือรอรับยาที่บ้านได้เลยโดยไม่ต้องมาโรงพยาบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนพ. ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า การจัดบริการสุขภาพแบบ New Normal เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่สปสช. เน้นหนักในปี 2564 โดยได้นำร่องในพื้นที่กรุงเทพมหานครปริมณฑลและต่างจังหวัด เพื่อแก้ไขปัญหาที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 เพื่อให้เกิดผลในระยะยาว โดยเน้นประชาชนสำคัญ ในการให้ได้รับบริการตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป &amp;nbsp;โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางทำให้โครงการเกิดความยั่งยืน 2. ปรับเข้าสู่ New normal ที่จะมาช่วยเสริมบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขให้ประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;สำหรับบริการ Telemedicine ในส่วนขั้นตอนการรับบริการนั้นแพทย์จะเป็นผู้ประเมินอาการผู้ป่วยว่ามีอาการคงที่พร้อมที่จะรับการรักษาผ่านระบบ หรือไม่ หากประเมินแล้วพบว่าผู้ป่วยมีความพร้อมก็จะแจ้งให้ทราบ และสอบถามความสมัครใจเข้าร่วมโครงการ จากนั้นพยาบาลจะติดต่อชี้แจงข้อตกลงวิธีการตรวจทางไกลและนัดหมายผู้ป่วย ขั้นตอนก็ไม่ยุ่งยากเพียงแค่มีสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อื่น ๆ ที่รองรับได้จากนั้นดาวน์โหลดแอปพลิเคชันตามที่โรงพยาบาลกำหนด&amp;rdquo; เลขา สปสช. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้โครงการรับยาใกล้บ้านและรับยาทางไปรษณีย์ เลาขา สปสช. บอกว่า ได้ดำเนินการมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ปัจจุบันมีร้านยาในเขตกทม. 30 แห่งที่พร้อมให้บริการผู้ป่วยจากโรงพยาบาลในสังกัดกทม. ซึ่งข้อดีอีกประการของการรับยาที่ร้านยาคือผู้ป่วยจะมีเวลาพูดคุยรับคำปรึกษาเรื่องยากับเภสัชกรได้นานกว่าที่โรงพยาบาลอีกทั้งเภสัชกรจะช่วยติดตามอาการเบื้องต้นและประเมินผลการใช้ยาให้อีกทางหนึ่งด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เลขา สปสช. กล่าวอีกว่า ยังได้มีการปรับระบบการจ่ายเงินชดเชยค่าบริการแก่หน่วยบริการ เพื่อสนับสนุนให้บริการสุขภาพแบบ New Normal เกิดขึ้นได้จริงประกอบด้วย การปรับระบบการจ่ายเงินชดเชยค่าบริการเจาะเลือดและเก็บสิ่งตรวจนอกหน่วยบริการในระยะแรก และจ่ายเงินชดเชยค่าบริการระบบสาธารณสุขทางไกลหรือ Telemedicine โดยเน้นกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังรายเก่าที่มีอาการคงที่สามารถควบคุมโรคได้ดี แพทย์สามารถตรวจรักษาผ่านระบบทางไกลได้ไม่จำเป็นต้องเดินทางมาหาถึงโรงพยาบาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93970</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., บริการตรวจสุขภาพเชิงรุก, พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210223/image_big_6034ab68564a0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
