<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>24018</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทำไมมะกันจึงกลัว 5G ของหวาเว่ยนัก?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บริษัทหวาเว่ย (华为) ซึ่งทำธุรกิจโทรคมนาคมระดับโลก เป็นเสมือนสัญลักษณ์แห่งอิทธิพลทางเศรษฐกิจของรัฐบาลจีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ต่างอะไรกับ Alibaba ที่มีแจ็ก หม่าเป็นผู้ก่อตั้ง และกลายเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ระดับโลกของจีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ต้องสงสัยว่าบริษัทใหญ่ๆ ของจีนเหล่านี้มีความผูกพันกับรัฐบาลจีน หรือพรรคคอมมิวนิสต์ของจีนทั้งทางตรงและทางอ้อม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะไม่ว่าคุณจะเป็นอภิมหาอำนาจด้านธุรกิจของจีนที่ยิ่งใหญ่เพียงใด ก็หนีไม่พ้นว่าจะต้องอยู่ใต้แนวทางที่กำหนดโดยทางการจีนไม่ว่าปักกิ่งจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เพิ่งมีการเปิดเผยว่าแจ็ก หม่าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะนั่นคือการแสดงความ &amp;quot;จงรักภักดี&amp;quot; ต่อพรรค ซึ่งมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่และการขยับขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศของบริษัทจีนเหล่านี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นเมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ขอให้แคนาดาช่วยจับนางเมิ่งหว่านโจวที่มีตำแหน่งเป็นถึง Chief &amp;nbsp;Financial Officer (CFO) และเป็นทายาทของผู้ก่อตั้งหวาเว่ย จึงกลายเป็นเรื่องใหญ่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะแปลว่าวอชิงตันต้องการจะแสดงให้จีนเห็นว่า ไม่มีใครจะใหญ่โตเกินการเล่นงานของวอชิงตันได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นชัดว่าสหรัฐฯ ต้องการจะใช้เธอเป็น &amp;quot;ตัวประกัน&amp;quot; เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในเรื่องสงครามการค้า และประเด็นผลประโยชน์อื่นๆ ทั้งหลายได้ทุกขณะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หวาเว่ยถูกมองว่าเป็น &amp;quot;ภัยคุกคาม&amp;quot; สำหรับหลายประเทศในตะวันตก รวมถึงญี่ปุ่นที่มีความสงสัยว่ารัฐบาลจีนได้ใช้เทคโนโลยีของบริษัทไฮเทคจีน เช่น 5G เพื่อทำจารกรรมต่อประเทศอื่นๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หวาเว่ยปฏิเสธเรื่องนี้มาตลอด แต่ก็ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังถูก &amp;quot;เตะขา&amp;quot; หลายเรื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดือนมกราคมปีนี้ หวาเว่ยเกือบจะได้ซื้อธุรกิจมือถือของ AT&amp;amp;T ในสหรัฐฯ แต่ก็ถูกทางการสหรัฐฯ สกัดไม่ยอมให้มีการทำข้อตกลงกันได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะอเมริกากลัวว่าหากยอมให้หวาเว่ยกระจายอิทธิพลทางด้านไอทีเข้าไปในอเมริกา ก็เท่ากับเป็นการเปิดทางให้รัฐบาลจีนสามารถล้วงความลับทางราชการผ่านระบบไซเบอร์ของบริษัทโทรคมนาคมจีนได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หวาเว่ยปฏิเสธข้อกล่าวหานี้มาตลอด แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความสงสัยคลางแคลงประเด็นนี้ลดน้อยถอยลงแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ หลายแห่งออกข่าวเป็นทางการ บอกให้ประชาชนอย่าได้ใช้โทรศัพท์มือถือของหวาเว่ย เพราะอาจตกเป็นเหยื่อของการไล่ล่าหาข้อมูลที่รัฐบาลจีนต้องการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ให้การต่อคณะกรรมาธิการข่าวกรองของวุฒิสภาว่า หวาเว่ยและ ZTE ซึ่งเป็นบริษัทมือถือยักษ์อีกแห่งหนึ่งของจีนเป็น &amp;quot;ภัยคุกคามต่อความมั่นคง&amp;quot; ของสหรัฐฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาไม่นานบริษัท Best Buy ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งที่คนอเมริกันจะหาซื้อมือถือที่มาจากเมืองจีนได้ที่สหรัฐฯ ก็ประกาศเลิกขายอุปกรณ์ของหวาเว่ย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงเดียวกันนั้นเอง เจ้าหน้าที่ข่าวกรองของอังกฤษก็ออกมาเตือนว่า หวาเว่ยมีระบบวิศวกรรมที่ส่อไปในทางทำให้เครือข่ายโทรคมนาคมของอังกฤษ &amp;quot;เกิดความเสี่ยง&amp;quot; ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติอังกฤษ British Telecom (BT) ก็ตามมาด้วยคำประกาศว่าจะไม่ซื้ออุปกรณ์ของหวาเว่ยสำหรับระบบไร้สายของตนอีกต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แสดงว่าที่ผ่านมา บริษัทจีนแห่งนี้สามารถสร้างระบบและอุปกรณ์โทรคมนาคมทันสมัยระดับสากล &amp;nbsp;ถึงขั้นที่ทั้งสหรัฐฯ และอังกฤษต้องหันมาใช้กันอย่างกว้างขวาง ก่อนที่จะเกิดความสงสัยว่าน่าจะเกิดปัญหาขึ้นมาแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ผมเข้าใจอย่างนี้เพราะ BT บอกว่าจะโละเทคโนโลยีของหวาเว่ยจากเครือข่าย 4G ของตนภายใน 2 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แปลว่าที่ผ่านมาทั้งสหรัฐฯ และอังกฤษต้องพึ่งพาเทคโนโลยีด้านนี้ของจีนอย่างมากแล้วโดยที่ไม่ค่อยจะเป็นข่าวนัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามมาด้วยรัฐบาลออสเตรเลียที่ประกาศห้ามหวาเว่ยขายเทคโนโลยี 5G ให้เครือข่ายไร้สายของประเทศนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยความกลัวว่าออสเตรเลียเองไม่มีเทคโนโลยีป้องกันการแทรกแซง หรือการเข้าถึงข้อมูลที่เป็นความลับจากบริษัทจีนแห่งนี้ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หวาเว่ยออกแถลงการณ์ตอนนั้นว่า การตัดสินใจของทางการออสเตรเลียเรื่องนี้ได้สร้าง &amp;quot;ความผิดหวังอย่างแรงต่อผู้บริโภค&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หวาเว่ยบอกว่าอุปกรณ์ของตนเป็นที่ไว้วางใจของลูกค้าใน 170 ประเทศ อีกทั้ง 46 จาก 50 บริษัทโทรคมนาคมใหญ่ๆ ของโลกก็ใช้อุปกรณ์ของตนโดยไม่มีปัญหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหรัฐฯ ได้บอกกล่าวกับพันธมิตรตนเอง เช่น เยอรมนี, อิตาลี และญี่ปุ่นให้สกัดกั้นหวาเว่ยในทำนองเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น การที่อเมริกาสั่งจับทายาทของผู้ก่อตั้งหวาเว่ยที่แคนาดาเมื่อสัปดาห์ก่อนจึงกลายเป็นจุดหักเหที่สำคัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ว่าสำคัญเพราะการตัดสินใจเช่นนี้ของวอชิงตัน เท่ากับเป็นการเปิดศึกกับรัฐบาลจีนในขณะที่เทคโนโลยีจีนล้ำหน้ากว่าของตะวันตก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลองวาดภาพว่าหากเกิดสงคราม Cyber War ระหว่างจีนกับตะวันตก ใครจะเป็นฝ่ายได้เปรียบวันนี้?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตอบคำถามนี้ได้ก็เกิดความกระจ่างว่าทำไมวันนี้สหรัฐฯ จึงกลัวจีนนัก!
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24018</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, บริษัท Best Buy, หวาเว่ย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
