<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>33403</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนกรุงอ่วม! ขึ้นค่ารถเมล์ ดีเดย์22เม.ย.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนกรุงร้องจ๊าก! คมนาคมแจกของขวัญหลังสงกรานต์ ไฟเขียว 22 เม.ย.ขึ้นค่ารถเมล์ 1 บาท รถร่วม บขส.ไม่เกิน 10% อ้างบริการดีขึ้นแล้ว หวังประคอง ขสมก.-ผู้ประกอบการที่ขาดทุนหนัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 10 เมษายน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงการปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารรถโดยสารสาธารณะทุกประเภท ได้แก่ รถโดยสารขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.), รถโดยสารประจำทางที่ใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (รถเมล์เอ็นจีวี) ของ ขสมก., รถร่วมบริการ ขสมก. ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล, รถโดยสารของบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) และรถโดยสารร่วมบริการของ บขส. ซึ่งจะมีผลในวันที่ ‪22 เม.ย.นี้ ว่าเป็นการปรับขึ้นค่าโดยสารตามมติคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางได้ประกาศไว้ เนื่องจากตอนนี้บริการดีขึ้น ต้องการให้ประชาชนสนับสนุน ขสมก. ทั้งกำลังใจหรือการร้องเรียน และการปรับขึ้นค่าโดยสารบ้าง ทำให้องค์กรมีฐานะการเงินดีขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการปรับอัตราค่าโดยสารมีดังนี้ รถโดยสาร ขสมก. และรถร่วมบริการ อัตรา 1 บาท, รถเมล์ไม่ปรับอากาศ (รถร้อน) เดิม 9 ปรับเป็น 10 บาท, รถ ขสมก.เดิม 6.50 บาท ปรับเป็น 7.50 บาท ส่วนรถปรับอากาศปรับระยะทางละ 1 บาท จากเดิม 11-23 บาทเป็น 12-24 บาทต่อเที่ยว, รถเอ็นจีวีจากเดิม 11-23 บาทต่อเที่ยว ปรับตามระยะทาง เริ่มต้นที่ 15 บาท สูงสุดที่ 25 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีที่ผู้โดยสารใช้ทางด่วน ให้กำหนดค่าทางด่วน เพิ่มจากค่าโดยสารปกติ 2 บาทต่อคนต่อเที่ยว ส่วนรถบริการตลอดคืน (เวลา 23.00-05.00 น.) ให้กำหนดค่าธรรมเนียมบริการตลอดคืน เพิ่มจากค่าโดยสารปกติ 1.50 บาทต่อคนต่อเที่ยว ขณะที่รถร่วม บขส. ปรับไม่เกิน 10% เนื่องจากต้นทุนในปัจจุบันไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ส่งผลกระทบของคุณภาพบริการผู้โดยสาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ได้ประกาศ ณ วันที่ 10 เมษายน 2562 โดยได้มีการติดป้ายประกาศปรับอัตราค่าโดยสารบนรถโดยสารประจำทางสาธารณะ เพื่อแจ้งให้ผู้โดยสารทราบเรียบร้อยแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า สาเหตุที่ต้องปรับค่าโดยสารขึ้น เพราะที่ผ่านมาไม่ได้มีการปรับอัตราค่าโดยสารให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบันที่ต้นทุนสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการรถโดยสารได้รับผลกระทบถึงขั้นหยุดวิ่ง และเลิกกิจการออกนอกระบบการให้บริการไปแล้ว 565 คัน จากทั้งหมด 3,712 คัน คิดเป็นประมาณ 18% ขณะเดียวกันยังมีรถเมล์บางส่วนที่หยุดวิ่งให้บริการโดยไม่แจ้งอีกกว่า 1,000 คัน ทำให้เกิดผลกระทบกับประชาชนต้องรอรถเมล์เป็นเวลานาน และต้องไปใช้ระบบขนส่งมวลชนโหมดการเดินทางอื่นที่มีราคาสูงขึ้น ดังนั้นเพื่อไม่ให้ผลกระทบเกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่าย จึงจำเป็นต้องปรับราคาขึ้น เพราะหากไม่ปรับอาจมีรถเมล์ออกจากระบบการให้บริการอีกจำนวนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เดิมที่ประชุมคณะกรรมการควบคุมขนส่งทางบกกลาง มีมติให้ปรับขึ้นค่าโดยสารตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค.62 ต่อมาได้มีมติเลื่อนออกไป 3 เดือน ให้ปรับขึ้นตั้งแต่วันที่ 22 เม.ย.62 เป็นต้นไป โดยให้เหตุผลว่า ห่วงว่าประชาชนจะหันไปใช้รถส่วนตัวมากขึ้น และกลายเป็นการซ้ำเติมปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่กำลังวิกฤติอยู่ในขณะนั้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33403</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท ขนส่ง จำกัด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190410/image_big_5cae047d42584.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21179</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปีใหม่เดินทางปลอดภัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกไม่กี่เดือนก็ถึงเทศกาลปีใหม่ 2562 หลายคนก็คงเตรียมพร้อมที่จะเดินทาง บ้างก็กลับบ้าน บ้างก็ไปเที่ยว โดยแต่ละปีนั้นประชาชนจะหลั่งไหลเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากกว่าช่วงปกติ นอกจากรถยนต์ส่วนตัวที่เป็นพาหนะในการเดินทางแล้ว ที่ได้รับความนิยมกันอย่างมากก็หนีไม่พ้นรถไฟ และรถ บขส. &amp;nbsp;ดังนั้นเพื่อเป็นการดูแลการเดินทางของประชาชนให้ได้รับความสะดวก ปลอดภัย ตรงเวลา หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมพร้อม อย่างการรถไฟแห่งประเทศไทย และบริษัท ขนส่ง จำกัด ได้จัดเตรียมแผนเพื่อรองรับการเดินทาง ระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม 2561-4 มกราคม 2562&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเดิมเริ่มด้วย บริษัท ขนส่ง จำกัด หรือ บขส. ได้อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้ใช้บริการรถโดยสารของ &amp;nbsp;บขส. ที่ต้องการเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลปีใหม่ เปิดจองตั๋วล่วงหน้า 90 วัน เพื่อจะได้จัดรถโดยสารได้เพียงพอตามความต้องการของประชาชน โดยสามารถสำรองที่นั่งได้ที่ช่องจำหน่ายตั๋ว ภายในสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ และที่ทำการสถานีเดินรถของ บขส.ทั่วประเทศ, เว็บไซต์ www.transport.co.th, เคาน์เตอร์เซอร์วิส และ Call Center 1490 เรียก บขส. ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ล่าสุดมีประชาชนทยอยจองตั๋วรถโดยสาร บขส.ล่วงหน้าแล้วประมาณ 30% และคาดว่าจะมีประชาชนจองตั๋วล่วงหน้าเต็มทุกที่นั่งประมาณปลายเดือนพฤศจิกายนนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้ถือบัตรสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถนำบัตรมาใช้สิทธิจองตั๋วโดยสารล่วงหน้า เดินทางกับรถโดยสารของ บขส.ได้เช่นกัน โดย 1 คน จะได้รับสิทธิค่าเดินทางคนละ 500 บาท/เดือน ติดต่อจองตั๋วล่วงหน้าได้ที่ช่องจำหน่ายตั๋วของ &amp;nbsp;บขส.ทุกแห่ง หรือที่สถานีเดินรถ บขส.ทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบัน &amp;nbsp;บขส.มีเครื่องรูดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้บริการจำนวน 121 จุดทั่วประเทศ และในเร็วๆ นี้ บขส.จะติดตั้งเครื่องรูดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มขึ้นอีก 150 จุด เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ ซึ่งจะสามารถอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้มากยิ่งขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ ร.ฟ.ท. ได้เพิ่มขบวนรถเพื่อรองรับเทศกาลไว้ 1 แสนคนต่อวัน จากปกติอยู่ที่ 9 หมื่นคนต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 1 หมื่นคนต่อวัน โดยจัดขบวนรถให้บริการวันละ 244 ขบวน พร้อมพ่วงเพิ่มตู้โดยสารในทุกขบวน และเพิ่มขบวนพิเศษอีก 8 ขบวน ส่วนวันที่ 29-31 ธันวาคม 2561 จะมีการเดินทางมากที่สุดประมาณ 1.5 แสนคนต่อวัน มั่นใจให้บริการเพียงพอไม่มีผู้โดยสารตกค้าง โดยผู้โดยสารสามารถจองล่วงหน้าได้ไม่เกิน 90 วัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังได้สั่งเพิ่มตู้โดยสารพ่วงเพิ่มเติมในขบวนประจำ โดยเฉพาะขบวนรถเร็วทุกสายอีกขบวนละ 1-2 ตู้ ซึ่งรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มเติมประมาณ 10,000 คนต่อวัน ขณะเดียวกันยังได้เปิดเดินขบวนรถพิเศษเสริมช่วยการโดยสารในเส้นทางสายเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ เที่ยวไปช่วงวันที่ 28-29 ธันวาคม 2561 เพิ่มอีก 4 ขบวน รองรับผู้โดยสารได้ 5,200 คน และเที่ยวกลับช่วงวันที่ 1-2 มกราคม 2562 อีก 4 ขบวน รองรับผู้โดยสารได้ 5,200 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และยังได้เพิ่มความเข้มงวดในการดูแลรักษาความปลอดภัย และการให้บริการเดินรถตรงต่อเวลาในช่วงเทศกาลปีใหม่ พร้อมกับงดเว้นการเสพสุรา เครื่องดื่ม มึนเมา ขณะปฏิบัติหน้าที่อย่างเด็ดขาด ตลอดจนให้ความสอดส่องความเคลื่อนไหวของบุคคลที่มีพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจ หรือวัตถุต้องสงสัย และขอความร่วมมือผู้โดยสาร หากพบเห็นสิ่งใดผิดปกติสามารถแจ้งมาที่เจ้าหน้าที่การรถไฟฯ หรือสายด่วนการรถไฟฯ โทร 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากเตรียมพร้อมในด้านยานพาหนะสำหรับการเดินทาง แล้วในด้านความปลอดภัยจากการใช้ถนนก็เป็นหน้าที่หลักของกระทรวงคมนาคม ซึ่งก็คงไม่ต่างจากทุกปี พอใกล้เทศกาลหลายหน่วยงานในสังกัด เช่น กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมการขนส่งทางบกก็คงออกมาประกาศถึงมาตรการดูแลความปลอดภัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งมาตรการก็คงไม่แตกต่างจากปีที่ผ่านมา อาทิ เร่งคืนผิวจราจรบนทางหลวงสายหลักและสายรอง ติดตั้งป้ายเตือน ไฟแสงสว่างและไฟกะพริบเตือนในเขตพื้นที่ก่อสร้าง ตรวจเข้มพนักงานขับรถให้แล้วเสร็จอย่างน้อย 7 วัน ก่อนถึงช่วงเทศกาลปีใหม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ามาตรการกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคมในปีนี้ จะทำให้พี่น้องประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาอย่างปลอดภัย และก็ได้แต่หวังว่ามาตรการเหล่านี้ที่กำลังจะออกมาคงอยู่ตลอดทั้งปี ไม่ใช่เทศกาลที่ค่อยมาดูแลกันที.
บุญช่วย ค้ายาดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21179</URL_LINK>
                <HASHTAG>www.transport.co.th, กระจกไร้เงา, บริษัท ขนส่ง จำกัด, บุญช่วย  ค้ายาดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19906</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หัวร้อนต้องจัดการให้หลาบจำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากกรณีที่มีข่าวในโลกออนไลน์ที่มีคลิปคนขับรถตู้หัวร้อนตบหน้า โดยเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา ผู้เสียหายที่ลงจากรถตู้โดยสารแล้วถูกคนขับรถตู้คนดังกล่าวลงจากรถแล้วเดินมาตบที่ใบหน้า 1 ครั้ง สร้างความมึนงงให้ผู้โดยสาร และคนพบเห็นยิ่งนัก ทำให้เป็นที่สนใจในโลกออนไลน์ และมีคนมาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก ว่ากระกระทำดังกล่าวเกินกว่าเหตุหรือไม่ เรื่องนี้คงต้องพูดกันยาว หรือจะต้องสังคายนากันทั้งระบบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการตรวจสอบที่มาที่ไปพบว่า นางสาวนัทธมม นวลสาร อายุ 38 ปี อาชีพพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร เข้าพบ ร.ต.ท.รุจจิโรจน์ กิตติกนกกาญจน์ สารวัตรสอบสวน สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติม และระบุภาพคนขับรถผู้ที่ก่อเหตุดังกล่าว ส่วนผู้ก่อเหตุยอมรับว่าได้ตบหน้าจริง และได้นัดเข้าพบพนักงานสอบสวน แต่กลับเปลี่ยนใจไม่สามารถติดต่อได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และจากการสอบถาม ผู้เสียหายก็เล่าว่าตนเองขึ้นรถตู้มาจากวังน้อย เพื่อที่จะมาต่อรถที่รังสิต เมื่อมาถึงบริเวณหน้าเมเจอร์รังสิตจึงได้ลงจากรถ คนขับรถได้เดินลงมาจากรถ พร้อมตะโกนว่ามึงว่าอะไรกู เราซึ่งเดินอยู่คิดว่าคนอื่นเขามีเรื่องกัน ไม่คิดว่าจะเป็นเรา จึงหันไปมอง จู่ๆ คนขับรถคันดังกล่าวใช้มือขวาตบหน้าเราอย่างแรง หน้าชา มึนงง จากนั้นคนขับรถยังถามอีกว่ามึงว่าอะไรกูอยู่แบบนี้อีก ก็งงไม่ทราบว่าไปว่าอะไรเขาตอนไหน เมื่อเรามาทบทวนเหตุการณ์ขณะที่อยู่บนรถ เราก็ไม่ได้พูดถึงเขาเลย ซึ่งขณะที่อยู่บนรถตนเองคุยโทรศัพท์กับเพื่อนตลอด แต่ก็เป็นเพียงเรื่องงานเท่านั้น ไม่มีการต่อว่าอะไรใครทั้งสิ้น ต้องยอมรับว่าตนเองโทรศัพท์ขณะอยู่บนรถ อยากถามคนขับรถคนดังกล่าวว่าสาเหตุที่ตบหน้าคืออะไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับรายละเอียดของผู้ก่อเหตุเราทราบหมายเลขทะเบียนรถตู้ดังกล่าว วิ่งระหว่างกรุงเทพฯ-ลพบุรี ได้ประสานงานไปยังนายท่าเดินรถตู้ของผู้ก่อเหตุที่จังหวัดลพบุรี ทราบตัวผู้ขับขี่ ทางนายท่าฯ ได้ติดตามว่าผู้ขับขี่ได้ก่อเหตุจริง เนื่องจากบันดาลโทสะด้วยอารมณ์โกรธ ส่วนทางผู้เสียหายนอกจากแจ้งดำเนินคดีอาญาแล้ว ยังสามารถฟ้องร้องทางแพ่งได้อีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเวลาต่อมา นายจิรศักดิ์ เยาว์วัชสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ที่มีหน้าที่รับผิดชอบการให้บริการรถตู้สาธารณะของ บขส. กล่าวว่า ตามที่มีผู้ร้องเรียนผ่านสื่อสังคมออนไลน์กรณีพนักงานขับรถตู้โดยสารประจำทาง เส้นทางกรุงเทพฯ-ลพบุรี คันหมายเลขทะเบียน 10-2748 กทม.ซึ่งเป็นรถร่วมบริการ บขส. มีพฤติกรรมทำร้ายร่างกายผู้โดยสารหญิงที่โดยสารมากับรถคันดังกล่าว เหตุเกิดเมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา ในเวลาประมาณ 16.42 น. บริเวณหน้าห้างฟิวเจอร์พาร์ครังสิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ บริษัทได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นทราบตัวพนักงานขับรถตู้โดยสารคันดังกล่าวแล้ว ชื่อนายมานะ นามเงิน ซึ่งบทลงโทษจากกรณี บริษัทจะดำเนินการปรับผู้ประกอบการเป็นเงินจำนวน 5,000 บาท พร้อมสั่งพักรถเป็นเวลา 7 วัน และให้ผู้ประกอบการทำการเลิกจ้างนายมานะ พนักงานขับรถตู้โดยสารที่ก่อเหตุ และห้ามผู้ประกอบการทุกรายรับเข้าทำงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ขณะที่นายท่ารถสายกรุงเทพฯ-ลพบุรี ให้ข้อมูลว่า ปกตินายมานะคนขับรถตู้คันดังกล่าวเป็นคนดี ใจเย็น ดูร่าเริง ไม่ได้ใจร้อนเหมือนในคลิปแต่อย่างใด แต่คาดว่าสาเหตุอาจมาจากที่นายมานะเลิกกับภรรยาเมื่อสัปดาห์ก่อน และอาจเครียดเรื่องส่วนตัวอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากที่ได้ฟังข้อมูลและเหตุผลต่างๆ นานา ถึงสาเหตุที่เพราะอะไรคนขับรถตู้ต้องตบผู้โดยสาร เรื่องนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้น แต่ก็เกิดขึ้นแล้ว แม้ที่ผ่านมาจะได้ยินได้ฟังกรณีรถตู้โดยสารสาธารณะเกิดการเขม่นกันเองสาเหตุเกิดจากการแย่งผู้โดยสารกันเกิดขึ้น แต่ครั้งนี้ผู้ที่ได้รับความเสียหายกลับกลายเป็นผู้โดยสาร เรียกว่าหน่วยงานที่เกิดขึ้นคงต้องหามาตรการเข้มข้นมาจัดการโดยด่วน มิเช่นนั้นเหตุการณ์เช่นนี้ก็จะเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไหนๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะปรับปรุงพัฒนาการให้บริการของรถตู้โดยสารสาธารณะทั้งหมด ก็ลองเอาการบ้านเรื่องของการพัฒนาคนขับรถตู้ไปคิดทบทวนก็คงไม่หนักหนาเท่าไร เรื่องนี้มองว่าคงไม่จบง่ายๆ เพราะคนใช้บริการเมื่อเห็นข่าวนี้ออกไป ก็หวั่นๆ กันบ้างว่าวันไหนจะโดนคนขับรถตู้ตบบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้บริการและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของรถตู้โดยสารสาธารณะ ไม่ใช่แค่ว่าเมื่อเกิดปัญหาอะไรขึ้นก็แก้ปัญหาแค่ตอนนั้น แต่ไม่หาวิธีการขั้นเด็ดขาดมาจัดการกับกลุ่มคนพวกนี้ให้หลาบจำ ไม่ใช่อยู่ๆ ก็ลงไม้ลงมือตบตีผู้โดยสารแบบนี้ถือเป็นการไม่พัฒนาการให้บริการ ก็หวังว่าต่อไปคงไม่เจอข่าวแบบนี้เกิดขึ้นอีก.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กัลยา ยืนยง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19906</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัลยา ยืนยง, จิรศักดิ์ เยาว์วัชสกุล, บริษัท ขนส่ง จำกัด, มานะ นามเงิน, ร.ต.ท.รุจจิโรจน์ กิตติกนกกาญจน์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18425</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รถตู้เกิน10ปีต้องหยุดวิ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากที่มีกระแสข่าวครึกโครมกรณีรถตู้โดยสารปรับอากาศร่วมบริการสาธารณะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะหยุดให้บริการ 1,800 คัน ภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ เนื่องจากรถตู้ดังกล่าวมีอายุเกิน 10 ปีตามข้อกำหนดความปลอดภัยของกรมขนส่งทางบก ส่งผลให้ผู้โดยสารที่ใช้บริการเกิดความตระหนกตกใจหากไม่มีรถให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องนี้ร้อนถึงกรมขนส่งทางบก ที่ต้องตั้งโต๊ะแถลงข่าวด่วน นำโดยนายเชิดชัย สนั่นศรีสาคร รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ได้เรียกประชุมร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เพื่อเตรียมการจากกรณีชมรมรถตู้โดยสารปรับอากาศร่วมบริการสาธารณะเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลประกาศหยุดวิ่ง จากกรณีกรมขนส่งทางบกไม่อนุมัติขยายเวลาอายุใช้งานรถตู้ ต้องหยุดวิ่งให้บริการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับประชาชนที่กังวลว่าจะมีรถตู้วิ่งให้บริการหรือไม่นั้น ที่ประชุมเตรียมการรองรับด้วยการนำรถเมล์ ขสมก.มาให้บริการ และยืนยันประชาชนผู้ใช้บริการเส้นทางเดิมจะไม่ได้รับความเดือดร้อน เพราะเตรียมนำมินิบัส 2-3 คันต่อรถตู้ 1 คัน มาวิ่งให้บริการทดแทน โดยเฉพาะช่วงเวลาคับคั่งเช้าและเย็น วิ่งให้บริการตามเส้นทางเดิมของรถตู้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนผู้ประกอบการรถตู้ที่ยังดันทุรัง หากยังนำรถประกอบการขนส่งที่ครบกำหนดมาวิ่งให้บริการ โทษปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท จำคุก 2-5 ปี ซึ้งขณะนี้ได้ส่งนายตรวจลงพื้นที่ทุกเส้นทาง ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมผู้ประกอบการไม่เปลี่ยนรถตู้นั้น กรมขนส่งฯ ยอมรับว่าเจ้าของรถตู้ส่วนใหญ่ไม่อยากลงทุนเพิ่ม เพราะเกรงว่าเมื่อรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ สร้างเสร็จจะทับเส้นทางกับรถตู้หลายเส้นทาง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กรมขนส่งฯ ได้ทำการศึกษาปรับเส้นทางวิ่งให้บริการใหม่ทั้งหมดในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ช่วงกลางปีหน้า 2 เส้นทาง และในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นช่วงที่รถตู้ทยอยครบกำหนดอายุ 10 ปี ขณะนี้รถตู้หมวด 1 วิ่งให้บริการในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล หมดอายุการใช้งาน 10 ปี ตามข้อกำหนด 954 คัน รถตู้ร่วมบริการในต่างจังหวัดของ บขส.หมดอายุปี 2560, 2561 จำนวน 404 คัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะนี้รถตู้ ขสมก.วิ่งให้บริการจากจุดอนุสาวรีย์ฯ วิ่งออกไป 11 เส้นทาง หมดอายุ 10 ปี จำนวน 260 คัน รถตู้ในจุดจอดมีนบุรี 7 เส้นทาง ครบกำหนด 191 คัน และบริเวณจตุจักร 1 เส้นทาง ครบกำหนด 1 คัน รังสิตครบกำหนด 28 คัน รถตู้คันสุดท้ายที่ครบกำหนดจะออกจากระบบปี 2571&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน พ.อ.สมบัติ ธัญญะวัน เสนาธิการกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) ที่ได้ร่วมแถลงข่าวในครั้งนี้&amp;nbsp; กล่าวว่า สาเหตุของการไม่อนุญาตให้นำรถตู้ครบกำหนด 10 ปี ออกมาวิ่งให้บริการ เพราะสภาพรถอายุเกิน 10 ปี เสี่ยงอันตราย จึงไม่ควรนำออกวิ่งให้บริการ บริษัทประกันไม่รับทำประกันรถอายุเกิน 10 ปี จึงเสี่ยงต่อเรื่องการคุ้มครอง และยังสร้างมลภาวะกับสิ่งแวดล้อม โดยขณะนี้มีรถตู้บางส่วนตัดสินใจเปลี่ยนไปใช้รถมินิบัส เตรียมเริ่มวิ่งให้บริการ 1 ตุลาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะนี้รถร่วมบริการของ บขส.ในต่างจังหวัดเริ่มให้บริการ 30 กันยายน 2562 และเพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ประกอบการใหม่ที่ต้องการจัดรถมินิบัสมาวิ่งบริการเตรียมการวางระบบจราจรเชื่อมโยงทั้งระบบราง ทางเรือ ทางบกให้เชื่อมโยงกันทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับรถตู้โดยสารประจำทางทั่วประเทศ ณ 30 กันยายน 2560 มี 16,694 คัน พบว่าทยอยครบอายุการใช้งานตั้งแต่ปี 2559-2570 และเฉพาะปี 2561 มีรถตู้โดยสารครบอายุการใช้งานแบ่งเป็นหมวด 1 จำนวน 954 คัน และหมวด 2 จำนวน 379 คันเท่านั้น ปัจจุบันมีผู้ประกอบการเริ่มนำรถโดยสารขนาดเล็กมาให้บริการทดแทนรถตู้โดยสารหมวด 2 และหมวด 3 ที่ครบอายุการใช้งานแล้ว 70 คัน เป็นเส้นทาง หมวด 2 จำนวน 28 คัน และหมวด 3 จำนวน 42 คัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก็ได้รู้แล้วว่าเพราะเหตุใดจึงต้องมีการกำหนดกฎเกณฑ์เรื่องของการใช้งานรถตู้ที่มีอายุครบ 10 ปีเมื่อรู้แล้วผู้ใช้บริการก็คงจะเข้าใจ ว่ามาตรการดังกล่าวเพื่อความปลอดภัยของประชาชนที่ใช้บริการ ก็ไม่ต้องเป็นกังวลว่าจะไม่มีรถโดยสารมาให้บริการในเส้นทางที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากกรมขนส่งฯ ได้ประสานผู้ประกอบการนำรถโดยสารมาให้บริการในเส้นทางดังกล่าวแล้ว.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;กัลยา ยืนยง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18425</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, กัลยา ยืนยง, บริษัท ขนส่ง จำกัด, พ.อ.สมบัติ ธัญญะวัน, องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16669</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โลจิสติกส์ แข่งเดือด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อานิสงส์การเติบโตของอี-คอมเมิร์ส ซึ่งส่งผลทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องได้รับผลประโยชน์ตามไปด้วย โดยเฉพาะธุรกิจขนส่ง หรือเรียกรวมๆ ว่าโลจิสติกส์ ที่ตอนนี้นับว่าร้อนแรงที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากข้อมูลของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่า แนวโน้มธุรกิจอี-คอมเมิร์ซมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นมากแบบก้าวกระโดด และแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปี 2560 มีมูลค่าประมาณ 2.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.86% จากปีก่อนหน้า แยกเป็นอี-คอมเมิร์ซประเภท B2B (ธุรกิจสู่ธุรกิจ) มูลค่า 1.675 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.63% ประเภท B2C (ธุรกิจสู่ผู้บริโภค) &amp;nbsp;มูลค่า 8.12 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.54% และอี-คอมเมิร์ซ ประเภทอื่นๆ 3.24 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.24% และการเติบโตของอี-คอมเมิร์ซ ส่งผลให้ธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ขยายตัวตามไปด้วย และมีมูลค่ากว่า 2.8 หมื่นล้านบาท เติบโต 10-20% ต่อปี ดังนั้น ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทยต้องปรับตัวรองรับการแข่งขันที่มากขึ้นจากทั้งผู้ประกอบการในประเทศและต่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะเห็นได้ว่าเม็ดเงินในธุรกิจโลจิสติกส์นั้นพุ่งอย่างก้าวกระโดด มีการเติบโตเฉลี่ยถึง 20% นับมาร้องแรงมาก ก็ไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่ เพราะในเวลานี้พฤติกรรมนักช็อปมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ตอนนี้ทุกคนชอบในความสะดวกสบายในการสั่งซื้อสินค้าจากที่ไหนก็ได้ เวลาไหนก็ได้ จึงส่งผลให้ปริมาณการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว จึงไม่แปลกใจที่ในปัจจุบัน ในธุรกิจขนส่งจะมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาในตลาดค่อนข้างมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตอนนี้เราจึงเห็นการแข่งขันของธุรกิจโลจิกติกส์ดุเดือดมาก โดยเฉพาะการการันตีเรื่องความเร็ว และการเสริมทัพบริการอื่น โดยบริษัทที่มาแรงมากอย่างเคอรี่ โดยอเล็กซ์ อึ้ง ผู้อำนวยการบริหารสายงานธุรกิจรับ-ส่งพัสดุ เคอรี่ โลจิสติกส์กรุ๊ป ก็มองว่าการเติบโตของธุรกิจโลจิสติกส์คาดว่าจะเติบโตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องได้อีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งผู้ที่ชนะในเกม จะต้องปรับตัวให้สามารถดึงดูดลูกค้าให้ได้อย่างต่อเนื่อง ในส่วน Kerry คาดว่าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าจะเห็นจุดให้บริการรับส่งพัสดุบนสถานี BTS มากขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้กลุ่มลูกค้าที่พักอาศัยในเมือง และคอนโดมิเนียม รวมถึงบริษัทมีแผนจะขยายการให้บริการเก็บเงินแบบ e-Payment ซึ่งจะต่อยอดกับธุรกิจได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน รัสเซล รี้ด กรรมการผู้จัดการ ยูพีเอส ประเทศไทย ยักษ์ใหญ่ของธุรกิจขนส่ง ก็ปรับตัวรับการแข่งขัน ด้วยการแผนขยายเวลาเข้ารับพัสดุเพิ่มสูงสุดถึง 7 ชั่วโมง ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้ามีเวลามากขึ้นในการจัดเตรียมสินค้าตามคำสั่งซื้อ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับอุตสาหกรรมที่ต้องแข่งกับเวลา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่เจ้าตลาดอย่างไปรษณีย์ไทยก็ไม่อยู่เฉย ล่าสุด นางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ ก็เตรียมทุ่มเงินกว่า 7,000 ล้านบาท อย่างระบบเก็บเงินปลายทาง หรือ พัฒนาแอปพลิเคชัน Promptpost ที่ให้กับลูกค้ารายใหญ่หรือแม่ค้าพ่อค้าสามารถสั่งส่งของออนไลน์ล่วงหน้า เพื่อไม่ต้องรอคิว หรือบริการกล่องเหมาจ่าย รวมถึงจะรับทำหน้าที่เป็นตัวแทนธนาคารในการทำธุรกรรมการเงิน ฝากถอน ล่าสุดก็เพิ่งตกลงเซ็นสัญญากับธนาคารกสิกรไทยในการเป็นแบงกิ้งเอเยนต์ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และล่าสุดทาง บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ซึ่งก่อนหน้านี้ เน้นธุรกิจเดินทางขนส่งคน แต่ตอนนี้ก็ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจใหม่ หลังคนใช้บริการลดลง ก็หันมาทำธุรกิจขนส่งสินค้าด้วยเช่นกัน จึงได้เปิดศูนย์รับ-ส่งพัสดุภัณฑ์ส่งของทั่วไทยรับได้ในวันเดียว (One Day One Night) สาขาที่ 5 จังหวัดภูเก็ตเพิ่มขึ้น จากเดิมที่สาขาในภูมิภาค 4 จังหวัด สาขาที่ 1 จ.เชียงราย สาขาที่ 2 อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา สาขาที่ 3 จ.เชียงใหม่ และสาขาที่ 4 จ.นครพนม และเร็วๆ นี้จะเพิ่มสาขาศูนย์รับ-ส่งพัสดุภัณฑ์สถานีเดินรถจังหวัดอุบลราชธานี เป็นสาขาที่ 6 ด้วย ส่วนสาขาในกรุงเทพฯ มีจำนวน 3 แห่ง คือ &amp;nbsp;สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือหมอชิต 2, ถนนบรมราชชนนี (สายใต้), สถานีเดินรถรังสิต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรียกได้ว่าการแข่งขันรุนแรงมาก รายใหญ่อย่างไปรษณีย์ก็ถูกเอกชนเก่งๆ เข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาดไปค่อนข้างมาก &amp;nbsp;จากนี้คงต้องมาดูแต่ละบริษัทแล้วว่า จะปรับตัวรับการแข่งขันอย่างไรถึงจะเป็นผู้ชนะในเกมนี้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16669</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, บริษัท ขนส่ง จำกัด, ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13599</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนพายุเซินติญ ทำไทยฝนตกหนัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมอุตุฯ แจ้งเตือนพายุโซนร้อน &amp;quot;เซินติญ&amp;quot; จากทะเลจีนใต้ตอนบน เคลื่อนเข้าเวียดนาม ส่งผลกระทบอีสาน เหนือและภาคกลางของไทยในวันที่ 19-21 ก.ค.นี้ โดยจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเรื่อง &amp;quot;ฝนตกหนักบริเวณประเทศไทย และคลื่นลมแรง (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 17-20 กรกฎาคม 2561)&amp;quot; ฉบับที่ 23 ลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2561 ความว่า คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรงขึ้น โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงเวลาดังกล่าว สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตก ระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่งไว้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับประเทศไทยตอนบนยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านประเทศเมียนมา ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณอ่าวตังเกี๋ย ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้และอ่าวไทย มีกำลังแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อนึ่ง เมื่อเวลา 10.00 น.ของวันนี้ (17 ก.ค.61) พายุดีเปรสชันบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบนได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน &amp;ldquo;เซินติญ&amp;rdquo; (SON-TINH) แล้ว หรือที่ละติจูด 19.2 องศาเหนือ ลองจิจูด 117.2 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกด้วยความเร็ว 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะเคลื่อนผ่านเกาะไหหลำ และเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนบนในช่วงวันที่ 18-19 ก.ค.61 โดยเริ่มมีผลกระทบต่อภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลาง ในช่วงวันที่ 19-21 ก.ค.61 ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสมที่ไว้ด้วย สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปเกาะไหหลำและประเทศเวียดนามตอนบนควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทางด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือสายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตราด เกิดฝนตกหนักในทุกอำเภอตั้งแต่เช้า เป็นเวลา 2-3 ชั่วโมง ทำให้ระบายน้ำไม่ทัน โดยเฉพาะในตัวเมืองตราด ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังในถนนทุกสาย เช่น ถนนสายวิวัฒนะ ตั้งแต่สามแยก รพ.ตราด ถึงหน้าศาลากลาง จ.ตราด มีน้ำท่วมเป็นช่วง เฉพาะบริเวณศาลากลาง สภ.เมืองตราด ศาลเด็กและเยาวชนฯ จวนผู้ว่าฯ ตราด มีน้ำท่วมทั้งหมด ส่วนถนนสุขุมวิททั้งเข้าเมืองและออกจากเมือง หน้า รพ.ตราด ถึงบริษัท ขนส่ง จำกัด น้ำท่วมสูง 30-50 ซม. การจราจรติดขัด เคลื่อนตัวช้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ อ.คลองใหญ่ น้ำป่าจากภูเขาไหลเข้าท่วมถนนและบ้านเรือนในเขตเทศบาล ต.คลองใหญ่ และเขต อบต.คลองใหญ่ โดยที่ตลาดสดเทศบาลคลองใหญ่ พ่อค้าแม่ค้าต้องรีบเก็บสินค้าหนีน้ำ ขณะเดียวกัน บ้านเรือนชาวบ้านนับสิบหลังที่ติดกับคลองใหญ่ น้ำไหลล้นคลองเข้าท่วมบ้านเรือน แต่ไม่ได้รับความเสียหายมากนัก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พังงา ฝนตกหนักและคลื่นลมแรงตลอดแนวชายหาดย่านเขาหลัก ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า ทำให้ทางโรงแรม รีสอร์ตต่างๆ ที่ตั้งบริเวณใกล้ชายหาด จัดชุดลาดตระเวนตามแนวชายหาด พร้อมติดธงแดงตลอดแนว เตือนนักท่องเที่ยวห้ามลงเล่นน้ำทะเลโดยเด็ดขาด หวั่นเกิดอันตรายจะไปกระแทกโขดหิน หรือจมน้ำทะเลได้ พร้อมจัดเรือท้องแบนและอุปกรณ์ห่วงยางช่วยชีวิตไว้ตามแนวชายหาด เพื่อป้องกันอันตรายจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13599</URL_LINK>
                <HASHTAG>SON-TINH, บริษัท ขนส่ง จำกัด, พายุเซินติญ, รพ.ตราด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เวียดนาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180717/image_big_5b4df59bc5616.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6185</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2026 19:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร่วมมือรณรงค์ขับขี่ปลอดภัย ตรวจสภาพรถก่อนเที่ยวสงกรานต์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;มิชลิน ผนึกกำลังบริษัท ขนส่ง จำกัด, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และมูลนิธิเมาไม่ขับ เดินหน้ารณรงค์การขับขี่ปลอดภัยช่วงเทศกาลหยุดยาวอย่างต่อเนื่อง โดยจัดกิจกรรมตรวจสภาพรถยนต์และยางฟรี ให้กับรถตู้โดยสารสาธารณะ ณ บริเวณชานชาลาที่ 3 สถานีขนส่งรถตู้หมอชิต กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 26-28 มีนาคมที่ผ่านมา
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเซบาสเตียน เอโน ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจ B2B บริษัท สยามมิชลิน จำกัด เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมตรวจสภาพรถฟรีเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรณรงค์ขับขี่ปลอดภัยบนท้องถนน ภายใต้นโยบายที่มุ่งสร้างการสัญจรที่ดีกว่าอย่างยั่งยืน โดยเน้นสร้างจิตสำนึกให้แก่ผู้ขับขี่รถตู้โดยสารสาธารณะและรถยนต์ทั่วไปให้ตระหนักถึงความสำคัญในการหมั่นตรวจสภาพรถยนต์
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การดำเนินกิจกรรมดังกล่าวยังสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม กระตุ้นผู้ขับขี่ให้ตระหนักถึงความปลอดภัย และเตรียมความพร้อมของรถก่อนการเดินทางไกล เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บ เสียชีวิต และสูญเสียทางเศรษฐกิจโดยรวมอย่างมหาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังให้ความสำคัญอย่างมากสำหรับความปลอดภัยของรถตู้โดยสารสาธารณะ ซึ่งนอกจากการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังแล้ว การตรวจสภาพรถถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับขี่ปลอดภัย ควบคู่ไปกับการรณรงค์สร้างจิตสำนึกและวัฒนธรรมด้านความปลอดภัย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ภายใต้โครงการ Michelin Safe on the Road มิชลินจัดกิจกรรมตรวจสภาพรถและยางฟรีเป็นประจำทุกปี มุ่งหวังกระตุ้นให้ผู้ขับขี่ตระหนักถึงความสำคัญในการเตรียมความพร้อมก่อนการเดินทางโดยเฉพาะในช่วงเทศกาลต่างๆ โดยได้รับความร่วมมือจากสาขาวิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมยานยนต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ซึ่งนอกจากการตรวจสภาพรถแล้ว ยางรถยนต์เป็นอีกปัจจัยสำคัญซึ่งเป็นตัวเชื่อมระหว่างพาหนะกับพื้นผิวถนน เราจึงเน้นให้ผู้ขับขี่เห็นความสำคัญและประโยชน์ของการดูแลรักษายางรถยนต์ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเซบาสเตียนกล่าวอีกว่า มิชลินยังได้จัดทำคลิปวิดีโอเป็นตอนๆ ชื่อว่า &amp;ldquo;ภพกับปุ้ย&amp;rdquo; โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการบำรุงรักษายาง พร้อมทั้งให้คำแนะนำในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้ยางซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้จริงในปัจจุบัน โดยคลิปวิดีโอชุดนี้เป็นการให้ข้อมูลความรู้เรื่องยางทั่วๆ ไป เช่น คำแนะนำในการยืดอายุการใช้งานยางรถ หรือการดูแลยางให้อยู่ในสภาพดีเพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร โดยวิดีโอชุดนี้ประกอบด้วยคลิปสั้นรวมทั้งหมด 11 ตอน ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ youtube.com แล้วค้นคำว่า &amp;ldquo;มิชลินไขปัญหาเรื่องยาง&amp;rdquo;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุช สุวรรณสทิศกร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายบริหาร บริษัท ขนส่ง จำกัด กล่าวถึงมาตรการดูแลด้านความปลอดภัย ว่า รถตู้โดยสารสาธารณะทุกคันที่วิ่งให้บริการผู้โดยสาร ต้องติดตั้งระบบจีพีเอสเพื่อควบคุมความปลอดภัยตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม&amp;nbsp;


เว็บแทงบอล โดยหากพบว่าผู้ประกอบการรถตู้โดยสารสาธารณะรายใดไม่ปฏิบัติตามจะถูกลงโทษ และไม่อนุญาตให้วิ่งรับบริการผู้โดยสาร&amp;nbsp;


สล็อตออนไลน์
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ บขส.เตรียมความพร้อมจัดสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง


ซื้อหวยออนไลน์ ๆ ภายในสถานีขนส่งผู้โดยสารให้เพียงพอรองรับจำนวนผู้โดยสารที่มาใช้บริการ ขณะเดียวกัน บขส.ได้คำนึงถึงเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะการตรวจเช็กสภาพความพร้อมของรถโดยสาร ตามนโยบายกระทรวงคมนาคม มาตรการ 777 ยกกำลัง 3 ที่ได้ให้ความสำคัญเรื่องการตรวจสภาพรถให้มีความพร้อมก่อนใช้งาน ซึ่ง บขส.ได้มีการตรวจเช็กสภาพรถและยางก่อนการใช้งาน ทั้งรถโดยสารขนาดใหญ่&amp;nbsp;


สล็อตเว็บตรงทดลอง รถโดยสารไม่ประจำทาง (รถทะเบียน 30) และรถตู้โดยสารสาธารณะ พร้อมให้บริการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตั้งจุดตรวจวัดแอลกอฮอล์และสารเสพติดของพนักงานขับรถก่อนปฏิบัติหน้าที่และระหว่างการเดินทางด้วย การบูรณาการร่วมกันจัดโครงการตรวจเช็กสภาพความพร้อมของรถโดยสารก่อนการเดินทางในครั้งนี้จะสามารถช่วยลดความ เสี่ยงของการอุบัติเหตุบนท้องถนน และสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้บริการอีกทางหนึ่งด้วย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.ดร.กฤษชัย ศรีบุญมา รองอธิการบดีฝ่ายอาคารสถานที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) กล่าวว่า มจพ.ได้ร่วมกับมิชลิน จัดกิจกรรมตรวจสภาพรถและลมยางฟรีในช่วงก่อนเทศกาลหยุดยาวทุกปี โดยครั้งนี้เน้นการตรวจสภาพรถตู้โดยสารสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจในการขับขี่ และหากพบข้อบกพร่องก็สามารถแก้ไขก่อนการเดินทางได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยได้นำทีมนักศึกษาที่เชี่ยวชาญด้านการซ่อมบำรุง การดูแลรักษารถ ประมาณ 50 คน มาร่วมให้บริการ โดยจะตรวจสภาพเบื้องต้น ตั้งแต่ความดันลมยาง ดอกยาง น้ำมันเบรก น้ำมันเครื่องยนต์ น้ำมันเกียร์ ระบบไฟแสงสว่าง ระบบเบรก แตร ระดับน้ำหล่อเย็น สายพานขับต่างๆ ฯลฯ โดยทีมงานจะแจ้งรายละเอียดให้ผู้มาใช้บริการทราบว่ารถแต่ละคันมีปัญหาอะไรที่ต้องดูแลเป็นพิเศษหากต้องขับขี่ในระยะทางไกล
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสุรสิทธิ์ ศิลปะงาม ผู้จัดการมูลนิธิเมาไม่ขับ กล่าวว่า การเตรียมความพร้อมทั้งรถและคนขับเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะช่วงเทศกาลหยุดยาวที่มีปริมาณการเดินทางจำนวนมาก นับเป็นอีกกิจกรรมที่จะช่วยกระตุ้นให้ผู้ขับขี่ได้ตระหนักถึงการเตรียมความพร้อมในการให้บริการอยู่ตลอดเวลา โดยกิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการการรณรงค์ขับขี่ปลอดภัยที่มูลนิธิเมาไม่ขับกับมิชลิน ได้ร่วมรณรงค์กันมาอย่างต่อเนื่องทุกปี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6185</URL_LINK>
                <HASHTAG>Michelin Safe on the Road, บริษัท ขนส่ง จำกัด, ผศ.ดร.กฤษชัย ศรีบุญมา, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, วิถีไทย, สุรสิทธิ์ ศิลปะงาม, อนุช สุวรรณสทิศกร, เซบาสเตียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180331/image_big_5abf6cf7f0e6d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
