<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>99734</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2021 11:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2021 11:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทอท.ร่ายยาวสาเหตุดึงบริษัทลูกAOTGA บริหารงานภาคพื้นสนามบินภูเก็ต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่มาภาพ AOT&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 เมษายน 2564 รายงานข่าวจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) แจ้งว่าพร้อมสนับสนุนบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ในการประกอบกิจการบริการภาคพื้นและคลังสินค้า ณ ท่าอากาศยานภูเก็ต (ทภก.) ภายใต้กระบวนการในประกาศคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการโครงการร่วมลงทุนที่มีมูลค่าต่ำกว่าที่กำหนดในมาตรา 9 (5,000 ล้านบาท) แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การร่วมลงทุนฯ พ.ศ.2562 ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2563 และประกาศอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เพื่อสร้างเสถียรภาพในการดำเนินกิจการให้บริการภาคพื้นและคลังสินค้า ณ ทภก.ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดชะงัก และเพื่อป้องกันความเสียหายอันอาจเกิดขึ้นกับประเทศโดยรวม AOT จึงจำเป็นต้องให้บริษัท บริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จำกัด( AOTGA )ซึ่งมีความพร้อมเข้าประกอบกิจการแทน และเพื่อรองรับในทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น แม้ว่าการประกอบการของบริษัท AOTGA &amp;nbsp;ในปัจจุบันจะอยู่ในสภาวะขาดทุนก็ตาม และเมื่อผู้โดยสารกลับมาเป็นปกติและสามารถทำกำไรได้แล้ว การบินไทยก็สามารถร่วมทุนกับ AOT ในกิจกรรมดังกล่าวได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งคณะกรรมการ AOT ได้มีมติเมื่อวันที่ 17 มิ.ย.63 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเปิดโอกาสให้ บกท.สามารถเข้าร่วมลงทุนกับบริษัทร่วมของ AOT ได้ในอนาคต หรือหาก การบินไทย ไม่ประสงค์จะร่วมทุนฯ การบินไทยก็สามารถยื่นความจำนงเข้าขอประกอบกิจการตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนดได้ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ตามที่ AOT ได้ให้สิทธิประกอบการบริการภาคพื้น ณ ทภก.แก่ บกท. มีอายุสัญญาตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2563 - 29 เมษายน 2564 โดยได้ผูกอยู่กับสัญญาอนุญาตให้บริการคลังสินค้า ณ ทภก.ด้วย นั้น เมื่อวันที่ 14 ก.ย.63 การบินไทยได้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ทำให้ไม่มีสิทธิได้รับเลือกเป็นคู่สัญญาของรัฐตามประกาศคณะกรรมการ นโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน เรื่อง ลักษณะของเอกชนที่ไม่สมควรให้ร่วมลงทุนในโครงการร่วมลงทุน พ.ศ.2562 ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 6 ก.ย.62&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามโดยเมื่อวันที่ 8 ต.ค.63 การบินไทยได้มีหนังสือขอต่ออายุสัญญาประกอบการฯ แต่เนื่องจากจะขัดกับประกาศคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนฯ ข้างต้น ดังนั้น AOT จึงไม่สามารถพิจารณาการให้สิทธิดำเนินการประกอบกิจการทั้ง 2 กิจกรรมแก่ บกท.ต่อเนื่องได้ ซึ่ง AOT ได้แจ้งประเด็นดังกล่าวให้ บกท.รับทราบแล้วในการประชุมร่วมกันระหว่าง AOT และ การบินไทยมาโดยตลอด ได้แก่ (1) การประชุมเมื่อวันที่ 19 ต.ค.63 (2) การประชุมเมื่อวันที่ 21 ม.ค.64 และ(3) การประชุมเมื่อวันที่ 16 มี.ค.64 ซึ่ง การบินไทยรับทราบปัญหา แต่มิได้ดำเนินการใดๆ ตามกระบวนการกฎหมายจนสัญญาหมดอายุลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบันได้มีประกาศคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน เรื่อง ลักษณะของเอกชนที่ไม่สมควรให้ร่วมลงทุนในโครงการร่วมลงทุน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 26 มี.ค.64 โดยยกเว้นให้นิติบุคคลที่ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการหรือถูกศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ แต่เป็นนิติบุคคลที่หน่วยงานของรัฐมีทุนรวมอยู่ด้วยเกินกว่า25% และเป็นหรือเคยเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐในกิจการเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.การร่วมลงทุนฯ พ.ศ.2562 สามารถร่วมลงทุนกับหน่วยงานรัฐได้ แต่การให้สิทธิประกอบการยังคงต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีดำเนินโครงการร่วมลงทุนที่มีมูลค่าต่ำกว่าที่กำหนดในมาตรา 9 ฯ โดย AOT มีความยินดีและพร้อมที่จะพิจารณาให้สิทธิ บกท.ประกอบกิจการตามขั้นตอนของกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การให้บริการภาคพื้นและคลังสินค้า ณ ทภก.เป็นกิจกรรมที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการให้บริการของสนามบิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมให้บริการภาคพื้น ซึ่งมี บกท.เป็นผู้ให้บริการเพียงรายเดียว หากสิ้นสุดสัญญา ณ วันที่ 29 เม.ย.64 จะไม่มีผู้ประกอบการรายใดให้บริการเลย และ AOT มีความกังวลในเรื่องความพร้อมในการให้บริการของ บกท.ทั้งในส่วนของอุปกรณ์ และบุคลากร ซึ่งอาจไม่เพียงพอต่อการให้บริการได้ทันทีที่เที่ยวบินระหว่างประเทศเริ่มกลับมาทำการบินตามปกติ อันจะกระทบต่อความต่อเนื่องทางธุรกิจและการเปิดประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ AOT ในฐานะผู้บริหารสนามบินหลัก 6 แห่งของไทย ซึ่งถือเป็นประตูสู่ประเทศ มีความยินดีและพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของ บกท.ที่เป็นหน่วยงานที่ได้ทำงานเคียงข้างร่วมกันมาอย่างยาวนาน รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ในธุรกิจการบินให้สามารถผ่านพ้นวิกฤติต่างๆ ไปได้ เพื่อร่วมมือกันผลักดันให้อุตสาหกรรมการบินของไทยเติบโตไปสู่ระดับโลกต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99734</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด, บริษัท บริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จำกัด( AOTGA ), บริหารงานภาคพื้น, สนามบินภูเก็ต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210417/image_big_607a65012ace1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94055</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/02/2021 09:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/02/2021 09:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ระทึก!ศาลปกครองสูงสุดนัดชี้ขาด’สนามบินสุวรรณภูมิ’ก่อมลพิษทางเสียงหรือไม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.พ.2564 - &amp;nbsp;ในเวลา 13.00 น. วันพฤหัสบดีที่ 25 ก.พ. ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขดำที่ 1807/2553 คดีหมายเลขแดงที่ 386/2558 ระหว่าง สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน (ผู้ฟ้องคดี) กับ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติและการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ที่ 1 กับพวกรวม 545 คน ฟ้องว่า บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ที่ 1 กับพวกรวม 6 คน ไม่ได้กำหนดมาตรการคุ้มครองสิทธิของผู้ฟ้องคดีกับพวกรวม 545 คน ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบต่อโดยตรงจากมลภาวะทางเสียงของเครื่องบิน อันเนื่องมาจากการเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิ โดยมิได้เปิดโอกาสให้ประชาชนผู้มีส่วนได้เสียเข้าร่วมในการศึกษาหรือประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ทั้งที่ผู้ฟ้องคดีกับพวกรวม 545 คน ได้ร้องเรียนกรณีดังกล่าวไปยังหน่วยงานต่าง ๆ แล้วแต่ไม่ได้รับการแก้ไข เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคดีนี้ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เนื่องจาก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพิ่มเติม ซึ่งผู้ฟ้องคดีและประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดดำเนินการของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิก็มิได้โต้แย้งหรือคัดค้านการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในขั้นตอนของการดำเนินงานหรือภายหลังจากที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5) ได้ให้ความเห็นชอบ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่จำต้องนำโครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ&amp;nbsp;ไปดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนแต่อย่างใด ทั้งโครงการสนามบินสุวรรณภูมิตามข้อเท็จจริง&amp;nbsp;ที่ปรากฏ ยังไม่ถึงขั้นมีมลพิษร้ายแรงเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน ซึ่งอยู่ในวิสัยที่ปรับปรุงแก้ไขได้&amp;nbsp;การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 ไม่ประกาศให้สนามบินเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ จึงมิได้เป็นการละเลยต่อหน้าที่ ซึ่งหากการกำหนดห้ามบินในเวลากลางคืนอาจส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วนในวงกว้าง ซึ่งมีผลเสียมากกว่าเมื่อเทียบกับการคุ้มครองสิทธิในการพักผ่อนของประชาชนโดยรอบของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและเสียงมีค่าเกินมาตรฐานเพียงเล็กน้อยบางช่วงเวลาจึงไม่มีเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีต้องระงับการให้บริการขึ้นลงของเครื่องบินทุกประเภทในช่วงเวลา 12 นาฬิกาจนถึงเวลา 5 นาฬิกาดังกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94055</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด, มลพิษ, ศาลปกครองกลาง, ศาลปกครองสูงสุด, สนามบินสุวรรณภูมิ, สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210224/image_big_6035b1f211e6d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
