<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105250</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2021 14:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2021 14:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โออาร์ ห่วงใยผู้ใช้แรงงาน มอบหน้ากากอนามัย 100,000 ชิ้น สู้ภัยโควิด-19 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 4 มิถุนายน 2564 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย&amp;nbsp;นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ให้เกียรติรับมอบ หน้ากากอนามัย (Surgical Mask) จำนวน 100,000 ชิ้น จาก นายสมยศ คงประเวศ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ศักยภาพองค์กร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ณ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อนำไปมอบให้กับผู้ใช้แรงงานซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ &amp;nbsp;ซึ่งปัจจุบันยังมีแนวโน้มการติดเชื้อโควิด &amp;ndash; 19 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ที่ผ่านมา โออาร์ ได้มอบเงินบริจาคและสิ่งของจำเป็นต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงโรงพยาบาลสนามทั่วประเทศ มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ โออาร์ ที่จะดูแลด้านสุขภาพและความปลอดภัยของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภายในและภายนอกองค์กร และพร้อมดูแลคุณภาพชีวิตคนไทยให้ร่วมกันก้าวผ่านสถานการณ์อันยากลำบากนี้ไปด้วยกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105250</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสุชาติ ชมกลิ่น, บริษัท ปตท., รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210604/image_big_60b9d0c275237.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105249</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2021 14:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2021 14:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โออาร์ ห่วงใยผู้ใช้แรงงาน มอบหน้ากากอนามัย 100,000 ชิ้น สู้ภัยโควิด-19 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 4 มิถุนายน 2564 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย&amp;nbsp;
นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ให้เกียรติรับมอบ หน้ากากอนามัย (Surgical Mask) จำนวน 100,000 ชิ้น จาก นายสมยศ คงประเวศ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ศักยภาพองค์กร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ณ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อนำไปมอบให้กับผู้ใช้แรงงานซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ &amp;nbsp;ซึ่งปัจจุบันยังมีแนวโน้มการติดเชื้อโควิด &amp;ndash; 19 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ที่ผ่านมา โออาร์ ได้มอบเงินบริจาคและสิ่งของจำเป็นต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงโรงพยาบาลสนามทั่วประเทศ มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ โออาร์ ที่จะดูแลด้านสุขภาพและความปลอดภัยของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภายในและภายนอกองค์กร และพร้อมดูแลคุณภาพชีวิตคนไทยให้ร่วมกันก้าวผ่านสถานการณ์อันยากลำบากนี้ไปด้วยกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105249</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายสุชาติ ชมกลิ่น, บริษัท ปตท., รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210604/image_big_60b9d0c275237.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99462</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/04/2021 12:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/04/2021 12:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>PTT Station - EVLOMO ร่วมนำร่องสร้างเครือข่าย EV Station ใน อีอีซี รองรับการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในโครงการพัฒนา EV City บ้านฉาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายบุญมา พนธนกรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR และ นางสาวนิโคล หวู่ กรรมการบริษัท อีวีโลโม เทคโนโลยีส์ จำกัด หรือ EVLOMO ร่วมเยี่ยมชมการดำเนินงาน EV Station ณ PTT Station สาขาระยอง - บ้านฉาง กม.192 (ขาเข้า) โดยมี นายเรืองฤทธิ์ ประกอบธรรม นายอำเภอบ้านฉาง ร่วมงาน โดย EV Station แห่งนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง OR และ EVLOMO ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจด้าน EV Charging Solution ครบวงจร เพื่อร่วมสร้างเครือข่าย EV Station รองรับการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าทั้งภาคขนส่งและภาคประชาชน สนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตามแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy : BCG Model) ในโครงการพัฒนา EV City บ้านฉาง เพื่อให้ อีอีซี ก้าวสู่พื้นที่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ของภาคอุตสาหกรรมแห่งแรกในภูมิภาค ส่งเสริมการลดมลพิษในเขตอุตสาหกรรมและท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ โดยได้ทดลองติดตั้งเครื่องชาร์จความเร็วสูง (Quick Charge) ขนาด 75 กิโลวัตต์ (kW) ที่ PTT Station 2 แห่ง ซึ่งยังอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมการให้บริการ ได้แก่ PTT Station สาขาระยอง - บ้านฉาง กม.192 (ขาเข้า) และ PTT Station สาขาแยกหาดจอมเทียนซึ่งเป็นการติดตั้งเพิ่มอีก 1 ตัวจากที่มีอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ ปัจจุบัน OR เปิดให้บริการ EV Station ใน PTT Station รวมทั้งสิ้น 30 แห่งทั่วประเทศ และได้พัฒนาแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;EV Station&amp;rdquo; เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า ในด้านต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และแม่นยำ อาทิ การค้นหาและนำทางสถานีชาร์จไฟฟ้า การจองช่วงเวลาชาร์จ และการสั่งเปิดปิดการชาร์จ เป็นต้น อีกทั้งยังมุ่งมั่นขยายเครือข่าย EV Station ให้ครอบคลุมเส้นทางหลักทั่วประเทศ เพื่อรองรับความต้องการของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพร้อมแสวงหาและร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อสร้างระบบนิเวศการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยให้สมบูรณ์ และตอบโจทย์ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทให้ได้รับความสะดวกสบายในการเดินทางมากที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99462</URL_LINK>
                <HASHTAG>BCG Model, Bio-Circular-Green Economy :BCG, EEC, EV Charging Solution, EV Station, EVLOMO, Net Zero Emission, OR, PTT Station, ก๊าซเรือนกระจก, นางสาวนิโคล หวู่, นายบุญมา พนธนกรกุล, นายเรืองฤทธิ์ ประกอบธรรม, บริษัท ปตท., บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), บริษัท อีวีโลโม เทคโนโลยีส์ จำกัด, ปตท., สถานีชาร์จไฟฟ้า, อำเภอบ้านฉาง, โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210414/image_big_607683179b2a4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83795</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/11/2020 12:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/11/2020 12:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท. ติดอันดับดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ “DJSI” ต่อเนื่องปีที่ 9</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 พฤศจิกายน 2563 นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า ปตท. ได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกในดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices หรือ DJSI) ประจำปี 2563 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 ในกลุ่มดัชนีโลก (World Index) และดัชนีตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market Index) โดยได้คะแนนสูงสุดเป็น Industry Leader ในกลุ่ม Oil &amp;amp; Gas Upstream &amp;amp; Integrated (OGX) นำมาซึ่งความภาคภูมิใจขององค์กรและประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก สะท้อนความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการท่ามกลางช่วงเวลาที่ท้าทาย และการให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายใต้การกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของ ปตท. ตามแนวคิด &amp;ldquo;Powering Thailand&amp;rsquo;s Transformation&amp;rdquo; ในการสร้างความเข้มแข็งด้านพลังงานพร้อมยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และมุ่งพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อพัฒนาสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ บริษัทในกลุ่ม ปตท. ประกอบด้วย บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (จีซี) ยังได้ผ่านการประเมินเป็นสมาชิก DJSI ต่อเนื่องครบทุกบริษัท โดย ไทยออยล์ ได้คะแนนสูงสุดเป็น Industry Leader ในกลุ่ม Oil &amp;amp; Gas Refining &amp;amp; Marketing (OGR) และ จีซี ได้คะแนนสูงสุดเป็น Industry Leader ในกลุ่ม Chemicals (CHM) อีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ DJSI จัดทำขึ้นด้วยความร่วมมือของ S&amp;amp;P Global และ SAM ถือเป็นดัชนีที่ใช้ประเมินประสิทธิผลการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของบริษัทชั้นนำระดับโลก เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม สามารถสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้กับผู้ลงทุน รวมถึงการสร้างคุณค่าระยะยาวให้กับผู้มีส่วนได้เสีย&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83795</URL_LINK>
                <HASHTAG>DJSI World, บริษัท ปตท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200405/image_big_5e89fa70f17a6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78595</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2020 17:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2020 13:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปตท.-อภ.ทุ่ม2.5พันล้าน สร้างโรงงานผลิตยารักษามะเร็งแห่งแรกของไทย คาดวางจำหน่ายปี 2570 ตั้งเป้าป้อนพลเมืองอาเซียน 500ล้านคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;
25ก.ย.63- องค์การเภสัชกรรม (อภ.)และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)ได้ลงนามสัญญา &amp;nbsp;การก่อสร้างโรงงานผลิตยาที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง เป็นแห่งแรกของประเทศไทย เพื่อให้ผู้ป่วยคนไทย เข้าถึงยาที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูงมากขึ้น &amp;nbsp;คาดว่า ลดภาระด้านค่าใช้จ่ายในการนำเข้ายาจากต่างประเทศที่มีมูลค่าปีละกว่า 21,000 ล้านบาท ลงมากกว่า 50% เพิ่มจีดความสามารถในการแข่งขัน ในอุตสาหกรรมยาของประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) และนายสุพัฒนพงษ์ &amp;nbsp;พันธ์มีเชาว์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีลงนาม พร้อมด้วย &amp;nbsp;นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม(อภ. )นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ &amp;nbsp;ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายอนุทิน &amp;nbsp; &amp;nbsp;กล่าวว่า โรคมะเร็งเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เป็นปัญหาสำคัญของระบบสาธารณสุข และเป็นสาเหตุการตายสูงเป็นอันดับ 1 ต่อเนื่องนาน 20 ปี คนไทยต้องเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งกว่า 80,000 คนต่อปี &amp;nbsp;และมีค่าใช้จ่ายด้านยาที่สูงมาก ความร่วมมือในการสร้างโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็งในครั้งนี้ &amp;nbsp;จะทำให้ประเทศไทยมีโรงงานที่สามารถผลิตยารักษาโรคมะเร็งที่ครอบคลุมการรักษาทุกกลุ่มโรคมะเร็งในปัจจุบัน และในทุกกลุ่มการผลิต ทั้งรูปแบบยาเคมีบำบัด ซึ่งเป็นยาพื้นฐานในการรักษาโรคมะเร็งที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย และกลุ่มยารักษาแบบจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง เมื่อผลิตได้สำเร็จคาดว่าจะช่วยลดราคายาลงได้มากกว่า 50% &amp;nbsp; ลดภาระการนำเข้ายาจากต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าปีละมากกว่า 21,000 ล้านบาท &amp;nbsp;และเพิ่มโอกาสให้คนไทยเข้าถึงยาได้มากขึ้น &amp;nbsp;เป็นการพึ่งพาตนเอง และยังเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมยาของไทยให้ทัดเทียมสากล สร้างความมั่นคงทางยา ถือเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
&amp;quot;ความร่วมมือครั้งนี้ ยังมีสถาบันการแพทย์ สถาบันวิจัยต่างๆ ที่จะมาร่วมมือด้วย ถ้าเรามีโรงงานที่ดี เชื่อว่า ต่อไป จะมีคนอยากเข้ามาร่วมด้วยไม่ได้มีแต่ปตท.เท่านั้น เพราะตอนนี้ วงการแพทย์ทั่วโลกเขาก็สนใจประเทศไทย &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; นายอนุทินกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่วนนายสุพัฒนพงษ์ &amp;nbsp; กล่าวว่า โรคมะเร็งเป็นโรคที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยการใช้ยาต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ร่วมกับการรักษาด้วยวิธีอื่น ทำให้การเข้าถึงยาที่มีคุณภาพทำได้ยากและมีราคาแพง ดังนั้น การส่งเสริมการวิจัยและการผลิตยาที่ทันสมัย จึงเป็นสิ่งจำเป็น สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาประเทศ ในการมุ่งเน้น เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy) ซึ่งเป็น New S-Curve ของประเทศไทย โดยอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (Comprehensive Medical Industry) เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและจะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจของไทยเป็นศูนย์กลางทางด้านสุขภาพและวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น (Life Science) ซึ่งเป็นยอดปิรามิดสูงสุดในอุตสาหกรรมชีวภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ผมเชื่อมั่นในศักยภาพคนไทย งานสาธารณสุขเราไม่เป็นรองใคร ทั้งในส่วน อภ.และปตท.ที่จะมาเติมเต็มความพร้อมให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น และดีใจที่อภ.มีเป้าหมายผลิตยารักษามะเร็ง ที่มีระดับสูง ไม่ใช่แค่ยารักษามะเร็งระดับพื้นๆ &amp;nbsp;เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าทั้งอภ.และปตท.มีเป้าหมายที่ไกลกว่านั้น ต่อไปไม่แน่ว่า การพัฒนายารักษามะเร็ง เราอาจทำใได้ เหมือนการให้ยาโรคไม่ติดเต่อเรื้อรัง คือ สามารถให้กินยาและดูแลต่อไปได้เรื่อยๆ&amp;quot; นายสุพัฒนพงษ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ. วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ &amp;nbsp;.ผู้อำนวยการ อภ. &amp;nbsp;กล่าวว่า การผลิตยารักษามะเร็ง อภ. &amp;nbsp;มุ่งเน้นการผลิตยารักษา ทั้งยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) และกลุ่มยารักษาแบบจำเพาะเจาะจง (Targeted Therapy) ประกอบด้วย ยาชนิดเม็ดประเภท Tyrosine Kinase Inhibitors (TKIs) ซึ่งเป็นยาชนิด small molecule สามารถแพร่เข้าเซลล์และจับกับเป้าหมายภายในเซลล์ได้โดยตรง และยาฉีดชีววัตถุคล้ายคลึงประเภท Monoclonal antibodies (Biosimilar) ซึ่งส่วนใหญ่ไม่สามารถผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ได้ แต่จะไปจับเป้าหมายที่อยู่ภายนอกเซลล์หรือบนผิวเซลล์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผอ.อภ.กล่าวอีกว่า สำหรับ &amp;nbsp;โรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็ง &amp;nbsp;จะมีคุณภาพมาตรฐานสากล ใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง ซึ่งอภ. กับ ปตท. ร่วมกันศึกษาและออกแบบ &amp;nbsp;ส่วนเทคโนโลยีการผลิต จะนำจากต่างประเทศ ขณะนี้ กำลังพิจารณามี 2แห่ง คือ ประเทศจีน กับอินเดีย ซึ่งทั้งสองประเทศ ถือว่ามีเทคโนโลยีและมีความเชี่ยวชาญ ในระดับมาตรฐานสากล&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ทั้งนี้ คาดว่าเราจะสามารถผลิตยาออกมาวางจำหน่ายได้ในปี2570 &amp;nbsp;ซึ่งเป้าหมายการผลิตเราไม่ได้มองเฉพาะประเทศไทย แต่มองพลเมืองอาเซียนทั้งหมด 500 ล้านคน เราน่าจะตอบโจทย์ตรงนี้ได้ ซึ่งเบื้องต้นตัวที่เป็นเคมีบำบัด จะผลิตได้&amp;nbsp; &amp;nbsp;30 ล้านยูนิตต่อปี &amp;nbsp;และในสวนที่เป็นยาเฉพาะเจาะจง ประมาณ 31 ล้านยูนิตต่อปี &amp;nbsp;เพียงพอรองรับคนไทย &amp;nbsp;แต่โรงงานยังมีศักยภาพมากกว่านั้น&amp;nbsp; สามารถขยายกำลังการผลิตส่งออกประเทศไปในภูมิภาคอาเซียนได้ทั้งหมด&amp;nbsp; ด้านราคายา แน่นอนว่าจะต้องถูกกว่าปัจจุบันไม่ต่ำกว่า 50% &amp;nbsp;แต่เชื่อว่าในอนาคตอาจถูกลงได้มากกว่านี้อีก ถ้าเรามีอำนาจต่อรองกับผู้ผลิตวัตถุดิบ &amp;nbsp; แต่เราก็เล็งที่จะเพิ่มศักยภาพผลิตวัตถุดิบเองด้วย ซึ่งตอนนี้ เราสามารถผลิตวัตถุดิบที่นำมาผลิตยารักษาธาลัสซีเมียได้เอง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) กล่าวว่า &amp;nbsp;โครงการก่อสร้างโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็งนี้ &amp;nbsp;ปตท.ลงทุนสนับสนุนโครงการเป็นวงเงิน 2,500 ล้านบาท &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตัวโรงงานจะตั้งอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมวนารมย์ของ ปตท. หรือ PTT WEcoZi อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนต่อไปในการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างโรงงา และ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 14 เดือนในการก่อสร้างแล้วเสร็จ&amp;nbsp; นอกจากการนำความชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมมาสนับสนุนการก่อสร้างโรงงาน เพื่อให้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนด&amp;nbsp;เพื่อให้สามารถผลิตยาวางจำหน่ายได้ในภายในปี 2570 &amp;nbsp;หลังจากนั้น ปตท.จะนำองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการ และความสามารถด้านการตลาด มาช่วยสนับสนุนการดำเนินงานอีกทีหนึ่ง&amp;nbsp; ซึ่งการทำการตลาดไม่ได้มีเฉพาะตลาดในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงตลาดในภูมิภาคนี้ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;เป็นเจตนามณ์ของ ปตท. ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทย&amp;nbsp; และช่วยการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศ ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายมุ่งสู่การเป็นเมดิคัลฮีบ &amp;nbsp;และการร่วมมือครั้งนี้ จะทำให้เราสามารถก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปสู่ขั้นที่สูงขึ้น รวมทั้งยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ&amp;nbsp; ตลอดจนเพิ่มคุณภาพชีวิตของคนไทย ให้มีโอกาสเข้าถึงยาได้มากขึ้น รวมถึง ประหยัดงบประมาณ &amp;nbsp;ลดการพึ่งพิงการนำเข้ายาจากต่างประเทศ สร้างความมั่นคงทางยา&amp;nbsp;&amp;quot;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78595</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.วิฑูรย์ด่านวิบูลย์, นายอนุทิน- ชาญวีรกูล, บริษัท ปตท., สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์, อภ., อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200925/image_big_5f6d8ec6ef36a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43091</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/08/2019 18:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/08/2019 17:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมพระศรีสวางควัฒน ฯลงนามกับ อภ.-ปตท.ร่วมมือผลิตยาชีววัตถุรักษามะเร็งเต้านม  ช่วยคนเข้าถึงยาราคาถูก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9ส.ค.62- สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงลงพระนามร่วมมือผลิตยาชีววัตถุรักษามะเร็งเต้านม กับ อภ.-ปตท. สานพระปณิธานสร้างโรงงานนำยาออกสู่ตลาด ลดสูญเสียทางเศรษฐกิจ ช่วยคนเข้าถึงยาราคาถูกลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 15.00 &amp;nbsp;น. วันที่ 9 ส.ค. ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์เสด็จในพิธีลงพระนามและลงนามข้อตกลงความร่วมมือการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีววัตถุเพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ระหว่างสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) และองค์การเภสัชกรรม ณ ตำหนักจักรีบงกช จ.ปทุมธานี โดยมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็นสักขีพยานในพิธี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.เกียรติคุณดร. คุณหญิงมธุรส รุจิรวัฒน์ รองประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ฝ่ายวิจัยและวิชาการ กล่าวว่า เป็นระยะเวลากว่า 30 ปีที่ ศาสตราจารย์ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารีกรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี ทรงก่อตั้งสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ขึ้นเพื่อนำความรู้ที่ได้จากการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วยพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลต่อปัญหาสุขอนามัยของประชาชน ซึ่งขณะนี้มีอัตราในการตายจากโรคมะเร็งเป็นอันดับหนึ่งทรงเล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการทำให้ประเทศสามารถพึ่งพาตนเองด้านยาชีววัตถุซึ่งเป็นยาที่ทันสมัยและรักษาโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพแบบมุ่งเป้า แต่มีราคาสูงมากจนยากที่ประชาชนจะเข้าถึง เพื่อช่วยสร้างความมั่นคงทางยาและลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศจึงทรงริเริ่มโครงการพัฒนายาชีววัตถุขึ้นเพื่อประเทศไทย สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์เป็นหน่วยงานแรกและแห่งเดียวของประเทศในขณะนี้ที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนายาชีววัตถุยาตัวแรกคือ ทราสทูซูแมบ &amp;ldquo;Trastuzumab&amp;rdquo; เป็นยาชีววัตถุคล้ายคลึงที่มีบทบาทสำคัญในการบำบัดรักษาโรคมะเร็งเต้านมเป็นนวัตกรรมชิ้นแรกที่ดำเนินการโดยนักวิจัยไทยในประเทศตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำโดยไม่ต้องอาศัยการซื้อหรือการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศซึ่งจะสามารถนำไปศึกษาทางคลินิกเพื่อความปลอดภัยในคนได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนทั้งงบประมาณจากรัฐบาลอย่างเพียงพอรวมทั้งในเชิงนโยบายในการให้หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ควบคุมมาตรฐานและความปลอดภัยของยาทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับสถาบันเพื่อนำวิทยาการและเทคโนโลยีแบบใหม่ในด้านRegulatory science มาพัฒนาการประเมินความปลอดภัยในคนอย่างถูกต้องแม่นยำกว่าการใช้หลักการทางสถิติและการแสดงออกในคนไข้เป็นหลักจะทำให้สามารถนำยาออกสู่การใช้ประโยชน์ได้ในระยะเวลาที่เหมาะสมและปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.เกียรติคุณดร. คุณหญิงมธุรส กล่าวว่า สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ได้แสวงหาความร่วมมือกับหน่วยงานสนองพระปณิธานซึ่งมุ่งเน้นและสนับสนุนการพัฒนาประเทศเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนชาวไทย ได้แก่ บริษัทปตท. จำกัด(มหาชน) ซึ่งสนใจที่จะขยายธุรกิจไปยังธุรกิจยาโดยต่อยอดธุรกิจจากความชำนาญในอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ที่มีอยู่และองค์การเภสัชกรรมซึ่งมีหน้าที่ในการผลิตจำหน่ายยาและเวชภัณฑ์และการผลิตยาในสถานประกอบการที่ได้มาตรฐานตามหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; ทั้งสองรัฐวิสาหกิจพร้อมร่วมมือในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีววัตถุที่มีคุณภาพมาตรฐานและมีประสิทธิภาพเหมาะสมตามความต้องการทางการแพทย์ของประเทศในทุกกระบวนการและผลิตในระดับอุตสาหกรรมเพื่อจำหน่ายในราคาที่เหมาะสมทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้มากขึ้นตลอดจนนำออกสู่การตลาดอย่างเต็มรูปแบบ &amp;ldquo; ศ.เกียรติคุณดร. คุณหญิงมธุรสกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.เกียรติคุณดร. คุณหญิงมธุรสกล่าวว่าสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์จะรับผิดชอบการดำเนินการวิจัยและพัฒนายาชีววัตถุที่เป็นต้นแบบและยาชีววัตถุคล้ายคลึงประกอบด้วยการสร้างพัฒนาหรือจัดหาเซลล์ต้นแบบเพื่อใช้ในการผลิตชีววัตถุพัฒนากระบวนการผลิตจนถึงระดับอุตสาหกรรมตลอดจนค้นคว้าวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เพื่อใช้ในการผลิตและควบคุมคุณภาพการตรวจสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ส่วน ปตท. จะผลักดันให้เกิดความสำเร็จในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีววัตถุจนสามารถนำออกสู่ประชาชนการดำเนินการเชิงพาณิชย์และการตลาดในต่างประเทศและใช้ความชำนาญทางวิศวกรรมและการบริหารโครงการขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนเพื่อสนับสนุนการผลิตเชิงอุตสาหกรรม องค์การเภสัชกรรมจะประสานงานวิจัยทางคลินิกการขึ้นทะเบียนตำรับยาการผลิตระดับอุตสาหกรรมให้เพียงพอต่อความต้องการของระบบสาธารณสุขไทยและการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ชีววัตถุทั้งภายในและต่างประเทศ เป็นมิติใหม่ความมั่นคงทางยาของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.วิฑูรย์ด่านวิบูลย์&amp;nbsp;ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม&amp;nbsp;กระทรวงสาธารณสุข (ซ้าย) และนายชาญศิลป์ตรีนุชกร&amp;nbsp; &amp;nbsp; ประธานเจ้าหน้าที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทปตท.&amp;nbsp;จำกัด(มหาชน) (ขวา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า นักวิจัยสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ประสบความสำเร็จในการพัฒนายาชีววัตถุ เมื่อมีข่าวดีนี้องค์การเภสัชกรรมร่วมกับ ปตท. จะสร้างโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็ง ในอนาคตหากยาตัวนี้เกิดขึ้นมาจะทำให้คนไทยผลิตยารักษาโรคมะเร็งได้ด้วยตัวเอง100% ตั้งแต่ต้นน้ำกลางน้ำปลายน้ำนอกจากนี้คนไทยจะสามารถต่อยอดเทคโนโลยีนี้เพื่อพัฒนาผลิตยาตัวอื่นๆตามมาซึ่งเป็นตำรับยาของไทยและเราเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์โดยเป็นการผลิตระดับอุตสาหกรรม &amp;nbsp;ซึ่งไม่ได้ส่งผลดีกับคนไทยเท่านั้นแต่เกิดประโยชน์กับมวลมนุษยชาติยาที่ผลิตได้นี้จะเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงยาของคนไทยและราคาไม่แพงองค์การเภสัชกรรมเชี่ยวชาญด้านการผลิตยาแต่มีจุดอ่อนด้านวิศวกรรมขณะที่ปตท.มีจุดแข็งด้านนี้จึงเป็นพันธมิตรกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; ปัจจุบันประเทศไทยนำเข้ายาจากต่างประเทศปีละกว่าหมื่นล้านบาทหากผลิตยาได้จะลดค่าใช้จ่ายได้ร้อยละ50 แต่คุณภาพยาจะไม่ลดลงสำหรับยาชีววัตถุนี้เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นไม่ใช่ยาเคมีแต่เป็นยาชีววัตถุต้องใช้เทคโนโลยีระดับสูง &amp;nbsp;พัฒนาจากเซลล์ซึ่งนักวิจัยไทยทำได้ยาชีววัตถุสร้างจากสิ่งมีชีวิตเช่นยาชีววัตถุคล้ายคลึงชนิดโมโนโคลนอลแอนติบอดีที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็งเต้านมชื่อทราสทูซูแมบจะออกฤทธิ์มุ่งเป้าเฉพาะจุดที่มีการเสื่อมสภาพถ้ายาเคมีที่รับประทานหรือฉีดเข้าสู่ร่างกายจะออกฤทธิ์ทั่วร่างกายการรักษาด้วยยาตัวนี้จะแม่นยำมากขึ้นการพัฒนานี้จะทำให้ประเทศไทยทัดเทียมสากล&amp;ldquo; นพ.วิฑูรย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.วิฑูรย์ กล่าวว่าสำหรับการผลิตยาปกติใช้เวลา10 ปีแต่จากความร่วมมือครั้งนี้ตั้งเป้าจะสร้างโรงงานให้แล้วเสร็จปี &amp;nbsp;2567 &amp;nbsp; หลังจากนั้นจะทดสอบยานี้กับสัตว์และคนก่อนจะขึ้นทะเบียนตำรับยาและจำหน่ายเชิงพาณิชย์ &amp;nbsp;เป็นขั้นตอนมาตรฐานการผลิตยา &amp;nbsp;ความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวแรกนำไปสู่การพัฒนาระบบสาธารณสุขไทยซึ่งมะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดติดหนึ่งในห้าของประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งที่พระองค์ได้ผลิตต้นน้ำมาให้เป็นนักวิจัยที่ทรงสร้างขึ้นมาเพราะสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์มีนักวิจัยที่มีศักยภาพทัดเทียมนานาประเทศซึ่งองค์การเภสัชกรรมได้มาสืบสานต่อยอดในเชิงอุตสาหกรรมเพื่อให้เกิดคุณค่าที่แท้จริงต่อสังคมไทยขณะนี้ทีมนักวิจัยจาก3 หน่วยงานเข้าทำงานอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ก้าวสำคัญนี้นำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมส่วนพื้นที่ในการก่อสร้างโรงงานขณะนี้คณะกรรมการอยู่ระหว่างพิจารณาคัดเลือกพื้นที่เหมาะสมโปร่งใสและตอบคำถามสังคมได้ &amp;nbsp;&amp;ldquo; &amp;nbsp;นพ.วิฑูรย์กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) กล่าวว่าด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารีกรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี องค์ประธานสถาบันวิจัยจุฬากภรณ์​ ทรงเล็งเห็นศักยภาพของกลุ่มปตท.ที่จะสามารถนำความเชี่ยวชาญทางด้านเคมีวิศวกรรมและประสบการณ์การบริหารจัดการโรงงานขนาดใหญ่มาสนับสนุนกับองค์กรของรัฐโดยสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์เป็นสถาบันวิจัยทางด้านยาชั้นนำของประเทศและของโลกความร่วมมือครั้งนี้จะเริ่มจากการนำสารตั้งต้นมาผลิตยาในการรักษาโรคมะเร็งเต้านม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; ในเรื่องของการผลิตยาพบว่าประชาชนคนไทยยังเข้าถึงยายากยาส่วนใหญ่จะนำเข้าจากต่างประเทศโดยเฉพาะยามะเร็งซึ่งมีราคาสูงและประชาชนระดับกลางถึงล่างยังเข้าไม่ถึงยาปตท.จึงร่วมมือกับสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ที่สามารถวิจัยต้นน้ำของยามะเร็งได้และร่วมมือกับองค์การเภสัชกรรมเพื่อสร้างโรงงานผลิตยามะเร็งเพื่อจำหน่ายทั้งในประเทศถ้าทำได้ดีก็สามารถจำหน่ายต่างประเทศได้ช่วยลดการนำเข้าได้เป็นอย่างดีครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีการร่วมมือกันผลิตยามะเร็ง&amp;ldquo;นายชาญศิลป์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชาญศิลป์ กล่าวว่า สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์เป็นสถาบันที่วิจัยสารตั้งต้นยามะเร็งในเชิงลึกองค์การเภสัชกรรมทำหน้าที่ในการผลิตยาส่วนปตท.มีหน้าที่ในการสร้างโรงงานโดยเข้ามาเติมเต็มเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมต่างๆรวมถึงการบริหารจัดการ ขณะนี้กำลังสำรวจที่ตั้งโรงงานและรูปแบบของโรงงานโดยจะเป็นรูปเป็นร่างในอีก 3-4 ปีข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังเสร็จพิธีลงพระนามศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯกรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารีทรงมีรับสั่งกับผู้เฝ้าฯรับเสด็จว่า &amp;quot; 30 ปีที่ก่อตั้งสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์เพื่อช่วยเหลือประชาชน รู้สึกดีใจที่ความพยายามจะนำไปสู่ความสำเร็จจะเป็นการนำยามาใช้ให้เป็นรูปธรรม คนไทยได้ใช้ยาในลักษณะที่เข้าถึงได้&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43091</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.วิฑูรย์ด่านวิบูลย์, นายชาญศิลป์  ตรีนุชกร, บริษัท ปตท., มธุรส รุจิรวัฒน์, สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์, สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี, อภ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190809/image_big_5d4d5cce30a4a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27978</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2019 13:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2019 13:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รฟท.เฮรับเงินจาก ปตท.ปีละ100ล้านขยายเช่าที่ต่อ30ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ม.ค.62-นายวรวุฒิ&amp;nbsp; มาลา รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจการบริหารทรัพย์สิน รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยภายหลังเป็นตัวแทนการรถไฟฯ รับเช็คชําระเงินเพื่อประโยชน์ในการดําเนินกิจการของการรถไฟแห่งประเทศไทยจาก บริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน)&amp;nbsp; งวดที่ 4 เป็นเงินปีละ 100,000,000 บาท โดยมีนายวรวัฒน์ พิทยศิริ รองคณะกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและดิจิตอล บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนในการมอบ


นายวรวุฒิ&amp;nbsp; กล่าวว่าการรับชําระเงินเพื่อประโยชน์ในการดําเนินกิจการของการรถไฟแห่งประเทศไทย จาก บริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) 100,000,000 บาท ครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจาก รฟท.ได้ทําบันทึกความเข้าใจระหว่างการถไฟแห่งประเทศไทยกับ บริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) ในการตกลงขยายอายุสัญญาเช่าที่ดินของการรถไฟฯ ให้กับบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) บริเวณที่ตั้ง ปตท. สำนักงานใหญ่ ถนนพหลโยธิน เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2558&amp;nbsp; ออกไปอีก 30 ปี สัญญาเช่ามีผลวันที่ 1 เมษายน 2556- ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2586

ทั้งนี้ ในบันทึกความเข้าใจดังกล่าว ได้ระบุเงื่อนไขให้ ปตท. ตกลงให้เงินช่วยเหลือเพื่อประโยชน์ในการดําเนินกิจการแก่การรถไฟฯ เป็นเงิน 757,700,000 บาท โดยแบ่งเป็นการชําระเงินช่วยเหลืองวดแรกในวันที่จดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินเมื่อปี 2558&amp;nbsp; เป็นเงิน 357,700,000 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; และการชําระเงินช่วยเหลืองวดถัดไปเป็นรายปี จํานวน 4 งวดเป็นเงินปีละ 100,000,000.00 บาท ภายในเดือนมกราคมของทุกปี โดยอยู่นอกเหนือจากค่าเช่าที่ดิน ซึ่ง ปตท. ได้ชำระครั้งเดียวตลอดอายุสัญญา 30 ปี ให้กับ รฟท. ครบถ้วนแล้ว 42,300,000 บาท

ทั้งนี้ส่งผลให้ปัจจุบันรฟท. ได้รับเงินช่วยเหลือจาก ปตท. เพื่อประโยชน์ในการดําเนินกิจการของการรถไฟแห่งประเทศไทย ตามบันทึกความเข้าใจระหว่างรฟท.กับ ปตท. ในการตกลงขยายอายุสัญญาเช่าที่ดินของการรถไฟฯ ให้กับ ปตท.บริเวณที่ตั้ง ปตท. สำนักงานใหญ่ ถนนพหลโยธิน ออกไปอีก 30 ปี ครบถ้วนแล้ว เป็นเงินจํานวน 757,700,000 บาท ซึ่งจะได้นำเงินไปใช้ประโยชน์ในกิจการของการรถไฟฯ ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27978</URL_LINK>
                <HASHTAG>การรถไฟแห่งประเทศไทย, ค่าเช่า, บริษัท ปตท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190131/image_big_5c5293bcdcdd2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
