<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119723</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/10/2021 13:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/10/2021 13:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>WHO รับรองวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า  ผลิตโดยสยามไบโอไซเอนซ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14ค.ค.64 - วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าที่ผลิตในประเทศไทย ได้รับการขึ้นทะเบียนให้น ามาใช้ในภาวะฉุกเฉิน (EUL) จากองค์การอนามัยโลก (WHO) แล้ว โดยการขึ้นทะเบียนดังกล่าวมีผลทันทีและครอบคลุมถึงวัคซีนที่ผลิตในประเทศไทยก่อนหน้านี้ด้วยเช่นเดียวกัน&amp;nbsp;
องค์การอนามัยโลกได้ขึ้นทะเบียนวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าให้นำมาใช้ในภาวะฉุกเฉิน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นมา เพื่อเร่งการเข้าถึงวัคซีนและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และในขณะนี้ได้เพิ่มเติมในส่วนของการรับรองวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าที่ผลิตในประเทศไทยโดยสยามไบโอไซเอนซ์ซึ่งเป็นการยืนยันว่าวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า หรือ Vaxzevria เป็นวัคซีนที่มีคุณภาพสูง และผลิตตามเกณฑ์มาตรฐานเดียวกันทั่วโลกไม่ว่าจะผลิตจากที่ใดก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายเจมส์ ทีก ประธาน บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แอสตร้าเซนเนก้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่องค์การอนามัยโลกได้ให้การรับรองวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าที่ผลิตในประเทศไทยเพื่อใช้ในภาวะฉุกเฉิน แม้ว่าที่ผ่านมา รัฐบาลในหลายประเทศจะให้การรับรองผู้ที่ได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าที่ผลิตในประเทศไทยว่าเป็นผู้ที่ได้รับวัคซีนครบถ้วนแล้ว และตามมาตรการควบคุมการเดินทาง ผู้ที่ได้รับวัคซีนดังกล่าวสามารถเดินทางระหว่างประเทศได้ แต่การรับรองวัคซีนโดยองค์การอนามัยโลกในครั้งนี้ก็จะช่วยอำนวยความสะดวกให้รัฐบาลในประเทศต่างๆ ยอมรับและรับรองวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของ แอสตร้าเซนเนก้าเพื่อประโยชน์ในการเดินทางที่ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นางนวลพรรณ ล่า ซา ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองคก์รกิตติมศักดิ์บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์จำกัด กล่าวว่า วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าที่ผลิตในประเทศไทยในทุก ๆ รอบการผลิตนั้นได้ผ่านการตรวจรับรองคุณภาพจากหน่วยงานที่กำกับดูแล รวมถึงห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา นับตั้งแต่วัคซีนชุดแรกที่ได้ทำการส่งมอบให้กับแอสตร้าเซนเนก้า ผลการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ครั้งนี้ถือเป็นข่าวดีที่ตอกย้ำถึงคุณภาพของวัคซีนที่ผลิตโดยสยามไบโอไซเอนซ์ในฐานะศูนย์การผลิตวัคซีนป้องกันโควิด 19 ของแอสตร้าเซนเนก้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศใกล้เคียง ที่ได้รับการรับรองจากองค์กรระดับโลกอย่าง WHO เรามีความภาคภูมิใจที่บริษัทของคนไทยได้รับเลือกจากแอสตร้าเซนเนก้าให้เป็นหนึ่งในผู้ผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 และสามารถผลิตวัคซีนคุณภาพสูงตามมาตรฐานสากล สยามไบโอไซเอนซ์ยังคงทำงานร่วมกับแอสตร้าเซนเนก้าอย่างใกล้ชิด และผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้สุขภาพและความเป็นอยู่ของคนในชาติกลับเข้าสู่ภาวะปกติอีกครั้ง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119723</URL_LINK>
                <HASHTAG>WHO, บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์, วัคซีนแอสตร้าเซนเนกา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210617/image_big_60cb0b527ecc6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118234</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2021 16:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2021 16:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>5 วิจัยวัคซีนโควิด ในไทย เล็งขอ อย.ข้ามไปผลิตเข็ม 3 เข็ม 4  เหตุคนไทยฉีดครบ 2เข็มเกิน 70% สิ้นปีนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 &amp;nbsp;ก.ย.64- &amp;nbsp;สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดเสวนา THAILAND COVID-19 VACCINE FORUM 2021 เพื่อสถานการณ์ความก้าวหน้าการพัฒนาวัคซีนไทยสู้โควิด โดยมี &amp;ldquo;ตัวแทนทีมประเทศไทย&amp;rdquo; 5 แพลตฟอร์ม ที่ทำการวิจัยวัคซีนป้องกันโควิดในประเทศไทยมาอัพเดทความคืบหน้าสถานการณ์การพัฒนาวัคซีน ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.นพ. เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ศูนย์วิจัยวัคซีน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงความคืบหน้าการวิจัยวัคซีน Chulacov19 ว่า ขณะนี้ได้เริ่มเข้าสู่การทดลองในคนระยะที่ 2 โดยการทดสอบอาสาสมัคร และได้เตรียมโรงงานผลิตวัคซีนในไทยไปพร้อมๆกัน ซึ่งโรงงานไทยที่เป็นพันธมิตรคือ Bionet Asia รวมถึง เพื่อไม่ประมาท เราก็จะทำวัคซีน ChulaCov รุ่น 2 ถ้ารุ่น 1 ไม่สามารถป้องกันโควิดข้ามสายพันธุ์ได้ &amp;nbsp;โดยวัคซีนที่วิจัย สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันสูง และสามารถป้องกันโรคยับยั้งเชื้อไม่ให้เข้ากระแสเลือด ป่วยหรือล้มตายได้ จากการทดลองในหนูพันธุ์พิเศษ (hACE2 Trangenic Mice) คือหนูที่ใส่โปรตีนที่ทำให้ไวรัสเข้าเซลล์ สามารถป้องกันโรคไม่ให้เจ็บป่วยได้ 100 % แม้ใช้โดสต่ำเพียงแค่ 1 ไมโครกรัม รวมถึงลดปริมาณเชื้อที่เข้าไปในจมูกและปอด ได้ถึง 10 ล้านเท่า อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลทดลองในลิงเมื่อภูมิขึ้นสูง ก็จะลดลงตั้งแต่ 6-8 เดือนขึ้นไป สำหรับคำถามที่ว่าสามารถป้องกันข้ามสายพันธุ์ได้หรือไม่ &amp;nbsp;จากการตรวจสอบเลือดในหนู และลิงที่ฉีดวัคซีน พบว่าสามารถป้องกันสายพันธุ์เดลต้า(อินเดีย)ได้ดีมาก รวมถึงสามารถป้องกันทุกสายพันธุ์ได้ จากผลวิจัยพบว่า เดลต้าภูมิอยู่ 977 อัลฟ่า (อังกฤษ) 964 และเบต้า (แอฟริกาใต้) 343 ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่สูงจนเป็นที่น่าพอใจ ขณะนี้ในเฟส 2 ในมนุษย์ฉีดในอายุ 18-59 เข็มที่ 2 เสร็จเรียบร้อยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทั้งนี้จากผลการทดลองฉีดวัคซีนรายบุคคลจำนวน 10 ราย ที่มีการให้วัคซีนตั้งแต่ 10-50 โมโครกรัม จะเห็นว่าในคนที่ได้รับวัคซีนในโดสสูง 50 ไมโครกรัมหลังเข็ม2 ตัวเลขภูมิคุ้มกันขึ้นสูงมาก ไม่ว่าจะเป็น RBD 94% &amp;nbsp;BAU มากถึง 2,500 และใน Neutralizing ก็ได้มากถึง &amp;nbsp;4,500 ซึ่งสามารถยับยั้งเชื้อไม่ให้เข้าเซลล์ได้ แต่หากฉีดในโดสต่ำใช้เวลากว่า 1 เดือนกว่าที่ภูมิคุ้มกันจะขึ้นได้สูง &amp;nbsp;&amp;quot;ศ.นพ.เกียรติกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่วนผลข้างเคียงตั้งแต่เฟส 1 ทั้ง 2 เฟส และในเฟสที่ 2 จากอาสาสมัครประมาณ 200 คน ยังไม่เจอผลข้างเคียงที่รุนแรง แต่ไม่แนะนำให้ออกกำลังกายหนักในช่วง 1 สัปดาห์แรกหลังฉีด เพราะข้อมูลล่าสุดเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว CDC สหรัฐอเมริกา รายงานล่าสุดพบว่าวัคซีนชนิด mRNA ผู้ที่มีอาการแพ้ อาทิ ลมพิษขึ้น หายใจไม่ออก ความดันตกอยู่ประมาณ 5 ใน 1 ล้านคน และอาการกล้ามเนื้ออักเสบ ส่วนใหญ่จะเจอได้ในคนหนุ่มอายุต่ำกว่า 30 ปี ประมาณ 10-30 ใน &amp;nbsp;1 ล้านคน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าขณะนี้คนไทยได้รับวัคซีนไปจำนวนมาก และคาดว่ากว่า 70% &amp;nbsp;ได้รับวัคซีนสองเข็มแล้ว ในสิ้นปีนี้ และกว่าวัคซีนจะผลิตได้กลางปี 2565 &amp;nbsp;แล้ววัคซีนที่ไทยพัฒนาขึ้นจะมีการนำไปใช้อย่างไร ศ.นพ.เกียรติ &amp;nbsp;กล่าวว่า นับว่าเป็นความท้าทายของไทยในการทำวัคซีน ซึ่งตามหลังต่างประเทศประมาณเกือบปี และจากที่มีการคาดการณ์ไว้ว่าคนไทยจะได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม ภายในสิ้นปีกว่า 70% และเมืองใหญ่ๆกว่า 80% &amp;nbsp;ซึ่งการจะหาอาสาสมัครมาทดลองวัคซีน จึงค่อนข้างยาก ดังนั้นในการขึ้นทะเบียนกับทาง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)ในปี 2565 วัคซีนที่ไทยผลิตเองก็อาจจะเป็นเข็มที่ 3 หรือ เข็มที่4 ไปแล้ว &amp;nbsp; จึงได้มีการหารือกับทาง อย. เพิ่มเติมว่าหากมีการทดลองความปลอดภัยถึงในระยะที่ 2 อยากจะขอเริ่มทำระยะ 1 &amp;nbsp;ของเข็มบูสเตอร์เลย เพื่อหาขนาดโดสที่เหมาะสม คู่ขนานไปด้วย &amp;nbsp;เพราะว่าข้อมูลวัคซีนหลายตัวเมื่อต้องฉีดเข็มที่ 3 โดยเฉพาะ mRNA &amp;nbsp;ฉีดเพียงครึ่งโดสก็ได้ผลเพียงพอ เทียบกับวัคซีนChulacov19 หากให้ในโดสต่ำที่ 10-25 &amp;nbsp;ไมโครกรัม ในคนที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อนเมื่อฉีดเข็มที่ 2 จะใช้เวลาประมาณ 1 เดือนภูมิคุ้มกันจะขึ้นสูงมาก จึงเป็นอีกการพัฒนาที่สำคัญในเข็มบูสเตอร์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านภญ.สุธีรา เตชคุณวุฒิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด กล่าวว่า เริ่มมีการทดสอบในมนุษย์กลุ่มแรกจำนวน 4 คนเมื่อวันที่ 27 ก.ย. ที่ผ่านมา พบว่าวัคซีนของบริษัทใบยา มีความปลอด สำหรับวันพรุ่งนี้ (30 ก.ย.)จะฉีดอีก 2 คนที่เหลือในกลุ่มโดสแรก นอกจากนี้ทีมวิจัยของเรายังได้พัฒนาวัคซีนโควิดรุ่นที่ 2 โดยมีการปรับเปลี่ยนสูตรให้สามารถกระตุ้นภูมิได้ดีขึ้น &amp;nbsp;ขณะนี้ได้ทำการทดสอบในสัตว์ทดลอง และเตรียมจะผลิตเพื่อทดสอบในมนุษย์ในเฟสที่ 1 คาดว่าผลการทดสอบในอาสาสมัครอายุ 18-65 ปี จะเป็นผลที่ทำให้เราตัดสินใจว่าจะเอาวัคซีนรุ่นที่ 2 มาทดสอบต่อไปหรือไม่ คาดว่าไตรมาสที่ 3 ในปีหน้า น่าจะเป็นอีกวัคซีนหนึ่งที่น่าจะนำไปใช้กับประชาชนได้ ส่วนโรงงานผลิตของทางใบยาเราสามารถผลิตได้ถึง 1.5 ล้านโดสต่อเดือน ซึ่งจะเป็นโรงงานผลิต first plant-produced protein แห่งแรกในเอเชีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนันต์ จงแก้ววัฒนา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์ และการจัดการ ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า &amp;nbsp;จากการทดสอบวัคซีนแบบพ่นในหนู พบว่ามีคุณสมบัติในการป้องกันโรคในปอดได้ค่อนข้างดี โดยการพ่นที่จมูก 2 เข็ม มีปริมาณแอนติบอดี้ ต่อไวรัสค่อนข้างสูงกว่าการฉีดวัคซีนเข้ากล้ามเนื้อ 2 เข็ม &amp;nbsp;ซึ่งสอดคล้องกับการดลองในหนูขาว พบว่าการพ่นเข้าจมูก 2 เข็ม สร้างแอนติบอดี้อีกชนิดหนึ่งคือ IGA ซึ่งอยู่บริเวณเยื่อเมือกสูงเช่นเดียวกับบริเวณในปอดของหนู ซึ่งสามารถป้องกันไวรัสได้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามทีมไบโอเทคมีความเชี่ยวชาญในการทำไวรัสไข้หวัดใหญ่มาก่อน โดยในช่วงการระบาดโควิด-19 ในช่วงเริ่มต้น นอกจากแอนติโนไวรัสแล้ว ทีมวิจัยมีความคิดว่าถ้าเราสามารถปรับแต่งไวรัสไข้หวัดใหญ่ ให้สามารถแสดงออกของโปรตีน โควิด-19 ได้พร้อมกัน จะแสดงว่าตัวไวรัลเวกเตอร์ &amp;nbsp;สามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นวัคซีนที่สามารถป้องกันทั้ง 2 โรคในเวลาเดียวกัน โดยหนูที่ได้รับการวัคซีนแบบพ่นจมูก 2 เข็ม มีภูมิคุ้มกันต่อไข้หวัดใหญ่ ขณะนี้อยู่ในช่วงของการทดลองว่าภูมิคุ้มกันโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่ &amp;nbsp;เมื่อนำไปสู้กับเชื้แโควิด-19 ตัวจริง ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่เราสามารถไปต่อได้ โดยร่วมมือกับองค์การเภสัชกรรมในการทดสอบในระดับ GMP ส่วนการทดสอบในระดับมนุษย์ &amp;nbsp;เพื่อดูประสิทธิภาพและความปลอดภัยเราร่วมมือกับราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ซึ่งจะเป็นทีมที่จะช่วยหาอาสาสมัครการศึกษาวิจัยทางคลินิกระยะที่1/2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภญ. พรทิพย์ วิรัชวงศ์ หัวหน้าโครงการวัคซีนโควิด-19 องค์การเภสัชกรรม กล่าว เราพัฒนาวัคซีนโควิด-19 (HXP- GPOVac) ซึ่งมี2 จุดหลักคือ สามารถผลิตได้ในไข่ไก่ฟัก ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำหรับผลิตไข้หวัดใหญ่ และเป็นเชื้อไวรัสที่ไม่ก่อให้เกิดโรค โดยมีการปรับแต่งพันธุกรรมเพื่อให้สามารถสร้างโปรตีนส่วนหนามของโควิด-19ขึ้นที่ผิว เพื่อให้มีความเสถียรสูง ซึ่งเมื่อเทียบกับโปรตีนที่พบในไวรัสโควิดตามธรรมชาติแล้ว ตัวนี้จะมีความเสถียรสูง จึงเชื้อว่าจะสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าโปรตีนหนามทั่วไปที่อยู่โควิด-19 ที่มีการนำมาใช้เป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภญ. พรทิพย์ &amp;nbsp;กล่าวอีกว่า เมื่อวัคซีนต้นแบบของเราได้ทดสอบในสัตว์ทดลองแล้ว เราก็ได้รับอนุญาตจากอย.ในการศึกษาวิจัยในคลินิกลำดับถัดมา โดยอยู่ในช่วงการศึกษาวิจัยทางคลินิกระยะที่ 2 ซึ่งมีอาสาสมัคร 250 คน อยู่ช่วงการให้วัคซีนในเข็มที่ 2 คาดว่าทราบผลในช่วงปลายปี 2564 โดยอภ. ได้พัฒนาแพลตฟอร์ม สำหรับการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ มาใช้พัฒนาวัคซีนโควิด19 จะเห็นว่าขั้นตอนการผลิตมีความคล้ายคลึงกันมาก และผ่านการควบคุมคุณภาพในขั้นตอนต่างๆเสร็จสิ้นแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในส่วนการทดสอบในสัตว์วัคซีนในอาสาสมัครครบ 2 โดส พบว่าภูมิคุ้มกันจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปริมาณ 10 ไมโครกรัมจะให้ผลดีที่สุด &amp;nbsp;สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันค่อนข้างสูง โดยในอาสาสมัคร 30 กว่าคน ที่ได้รับวัคซีนทุกขนาดผลแอนติบอดี้ต่อโปรตีนเพิ่มสูงถึง 4 เท่า &amp;nbsp;นอกจากนั้นผลภูมิต้านทานไวรัสสายพันธุ์ต่างๆ จะสูงขึ้นเมื่อเจอกับสายพันธุ์อู่ฮั่น หลังจากนั้นภูมิคุ้มกันค่อยๆลงมาเมื่อเจอสายพันธุ์อื่นๆ ต่ำสุดคือสายพันธุ์เบต้า&amp;rdquo; ภญ. พรทิพย์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิฑูรย์ วงศ์หาญกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไบโอเนท-เอเชีย จำกัด กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นทั้งผู้วิจัย พัฒนา และผลิตวัคซีนครบวงจร ซึ่งนอกจากจะร่วมกับจุฬาฯ ในการผลิตวัคซีน ทางบริษัทก็ยังได้พัฒนาวัคซีน Covigen ซึ่งเป็น DNA vaccines Covid19 โดยในปี 2563 ได้พัฒนา Covigen ที่ป็นวัคซีนแบบดีเอ็นเอ โดยใช้เวลาเพียง 90 วัน ต่อมาในต้นปี 2564 ได้เริ่มทดลองเฟส1 ในมนุษย์ที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งได้ผลค่อนข้างดี แต่ก็มีปัญหาซึ่งทางออสเตรเลียแม้ว่าจะมีผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม ก็ยังมีการติดเชื้ออยู่ จึงได้มีการขอวัคซีน Covigen เพื่อฉีดเป็นเข็มที่ 3 &amp;nbsp;ซึ่งทางบริษัทก็กำลังพิจารณาว่าอาจจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือก พร้อมกับกาพัฒนาวัคซีน &amp;nbsp;เวอร์ชั่น 2 ที่สามารถเก็บในอุณหภูมิ -20 องศา หรือ 2-8 &amp;nbsp;องศาได้ดี สำหรับความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีน Covigen &amp;nbsp;ได้มีการเตรียมผลการศึกษาในความเป็นพิษ &amp;nbsp;เรียบร้อยแล้วอยู่ในขั้นตอนส่งอย. พิจารณา หากไม่ติดขัดก็จะทดลองเฟส1 ได้ประมาณต้นปี 2565 และคิดว่าหากไทยเป็นได้ทั้งผู้ผลิตต้นน้ำปลายน้ำไม่ว่าจะสถานการณ์ก็สามารถรับมือได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ทรงพล ดีจงกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้การพัฒนาวัคซีนถือว่าเป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ เพราะในอดีตวัคซีนบางตัวใช้เวลาพัฒนานานมาก หากเปรียบเทียบการพัฒนาวัคซีนโควิด19 ที่ใช้เวลาสั้นกว่ามาก ไม่ถึง 1 ปี จะเห็นได้ว่ามีวัคซีนโควิด19 เกิดขึ้นหลายตัวในโลก เนื่องจากมีความรู้ที่สะสมมาจากไวรัสซาร์ส และไวรัสเมอร์ส &amp;nbsp;และสามารถถอดรหัสพันธุกรรมของไวรัสโควิดได้รวดเร็ว ทำให้ออกแบบวัคซีนได้เร็วขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับสยามไปโอไซเอนซ์ ที่ทางแอสตร้าเซนเนก้า ได้มาเป็นคู่ค้าในการถ่ายทอดเทคโนโลยีในกลุ่มวัคซีนไวรัลเวกเตอร์ เพื่อผลิตในประเทศไทย โดยใช้เทคโนโลยีของวัคซีน &amp;nbsp;Oxford-AstraZeneca ซึ่งเป็นการนำไวรัสอ่อนๆ(Adenovirus) เป็นตัวนำส่ง DNA เพื่อให้ร่างกายสร้าง Spike Protein ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นภูมิ &amp;nbsp;เป็นเทคโนโลยีที่มีมานานแล้ว แต่หากไม่มีโควิด19 เทคโนโลยีนี้จะถูกนำไปใช้ในการนำส่งพันธุกรรมในร่างกายมนุษย์ที่ไม่สามารถผลิตโปรตีนบางตัวได้ ซึ่งเทคโนโลยีไวรัลเวกเตอร์ จะใช้กระบวนการ Recombinant Technology คือการตัดต่อพันธุกรรมเข้าไปในเซลล์ และใช้ Mammalian Cells เป็นเซลล์ผู้ผลิต โดยมีกำลังการผลิตหลังจาก Bioreactor ขนาด 2,000 ลิตร จำนวน 2 สายการผลิต ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกันในการผลิตยาชีววัตถุสำหรับรักษาโรค เช่น ยาโมโนโคนอล แอนติบอดี้ ที่ใช้รักษาโควิด19 และสยามไบโอไซเอนซ์ เป็นบริษัทเดียวในประเทศไทยที่สามารถผลิตชีววัตถุนี้ได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ และมีการส่งออกตั้งแต่ปี 2561 นอกจากนี้ยังสามารถผลิตวัตถุดิบยาชีววัตถุและวัตถุดิบสารชีวภัณฑ์ เช่น ชุดตรวจโควิด19 เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ทรงพล กล่าอีกว่า สำหรับกระบวนผลิตวัคซีนที่เรามียังสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ต่อไปได้ ในการวิจัยพัฒนา &amp;nbsp;ผลิต และถ่ายทอดเทคโนโลยี ทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นการสร้าง Value Chain และ Supply Chain แบบใหม่ แบ่งเป็น 4 ประเด็นหลัก คือ 1.คนทั่วไปให้ความสำคัญ ติดตาม และค้นคว้าหาข้อมูลเทคโนโลยี 2.มีความร่วมมือระหว่างกันแบบไร้พรมแดน 3.การถ่ายทอดเทคโนโลยีไม่จำเป็นต้อง on-site อีกต่อไป 4.กระจายโรงงานผลิตทั่วโลก โดยเจ้าของผลิตภัณฑ์ไม่ต้องสร้างโรงงานเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สุดท้ายวัคซีนที่ไทยผลิตเองนั้นจะได้ผลิตให้ใช้อย่างเร็วประมาณกลางปี 2565 ดังนั้นการวิจัยพัฒนาเข็มบูสเตอร์ก็จะเป็นการตอบโจทย์ทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศด้วย&amp;rdquo; ดร.ทรงพล ทิ้งท้าย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118234</URL_LINK>
                <HASHTAG>(HXP- GPOVac, CU COV19, บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์, วัคซีนโควิดแบบพ่นจมูก สวทช., วัคซีนใบยา, ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม, สถาบันวัคซีนแห่งชาติ, อภ., ไบโอเน็ท เอเชีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210929/image_big_61542a20823b0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113153</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2021 11:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2021 11:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟังทางนี้ก่อน!&#039;บวรศักดิ์&#039;ยก4ข้อดีห้ามการส่งออก Astra แต่มี6ข้อเสียที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ส.ค.64 - ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมการคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2558 โพสต์ข้อความผ่านเพซบุ๊กส่วนตัว&amp;nbsp; มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมไม่เคยเขียนเฟสบุ๊คยาวๆ แต่วันนี้ต้องทำเพื่อให้คิดกันดีๆให้รอบด้านก่อนที่จะตัดสินใจทำตามที่บางคนเสนอให้รัฐบาลใช้อำนาจตามพรบ.ความมั่นคงทางวัคซีนฯมาตรา18วรรคหนึ่ง(2)และวรรค2สั่งกำหนดสัดส่วนการส่งออกวัคซีนAstra&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ผมพยายามส่งสัญญาณให้คนรอบข้างผู้มีอำนาจมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วว่าหัวหน้ารัฐบาลและรมว.สธ.ควรทำ2เรื่องเท่านั้นในเวลานี้คือหาวัคซีนมาฉีดให้มากที่สุด และเตรียมการเรื่องpost COVID recoveryให้พร้อม เมื่อโรคระบาดผ่านไปเราจะได้ฟื้นตัวเร็วที่สุด แต่คงไม่ไปถึงผู้มีอำนาจ วันนี้เราจึงเผชิญกับสภาพการระบาดหนักเช่นนี้ ก่อนจะตัดสินใจบริหารตามเสียงด่าอย่างที่เป็นมา ขอได้โปรดพิจารณาข้อดีข้อเสียของการทำตามข้อเสนอนั้นอย่างรอบคอบ
&amp;nbsp;
ถ้าห้ามหรือจำกัดการส่งออก Astraข้อดีก็คือ
1)เราอาจมีวัคซีนฉีดเพิ่มขึ้น
2)คนป่วยอาการหนักอาจน้อยลง แต่การระบาดจะลดลงหรือหมดไปยังไม่รู้แน่ เพราะหลายประเทศที่ฉีดเกินครึ่งประชากร ก็กลับมาติดใหม่มากมายเช่นอิสราเอล อังกฤษ
3)หมอและบุคคลากรการแพทย์คงเบาแรงลง
4)ห้องไอซียู เตียง เครื่องช่วยหายใจคงเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ข้อเสียก็มีมากไม่แพ้กันคือรัฐบาลอาจต้องรับผิดหลายด้านเพิ่มจากความรับผิดทางสังคมที่ถูกกระหน่ำด่าอยู่ในโซเชียล และความรับผิดทางการเมืองในสภาที่กำลังจะเกิดขึ้น คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1)ความรับผิดทางหลักศาสนาที่ยึด
&amp;ldquo;สัจจะ&amp;rdquo;เป็นคุณธรรมสำคัญ เพราะรัฐบาลไปทำสัญญากับสยามไบโอไซเอนซ์ผิดพลาดเองโดยสั่งวัคซีนน้อยกว่าที่ควร บัดนี้จะมาใช้อำนาจฝ่ายเดียวที่รัฐบาลมีบังคับเขาแทน ภาษาหยาบหน่อยก็เรียกว่า&amp;rdquo;ตระบัดสัตย์&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2)ความรับผิดในแง่รัฐธรรมนูญ รัฐบาลกำลังละเมิดหลักนิติธรรมตามมาตรา3วรรค2 และมาตรา26และละเมิดหน้าที่ของรัฐตามมาตรา53 ที่กำหนดให้ &amp;ldquo;รัฐต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด&amp;rdquo;เพราะแทนที่จะเคารพกฎหมายเกี่ยวกับสัญญา รัฐกลับละเมิดสัญญาเสียเอง อันถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างชัดแจ้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3)ความรับผิดทางกฎหมายปกครอง เมื่อรัฐบาลใช้อำนาจฝ่ายเดียวไปกระทบสัญญาทำให้เอกชนเสียหายที่ภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า &amp;ldquo;fait du prince&amp;rdquo;หรือ ทฤษฎี การกระทำของเจ้าผู้ปกครอง รัฐบาลทำได้ก็จริง แต่สยามไบโอไซเอนส์ได้รับความเสียหายเพราะส่งมอบวัคซีนให้คู่สัญญาในต่างประเทศไม่ได้ ถูกคู่สัญญานั้นเรียกค่าเสียหายเท่าใด รัฐบาลไทยก็ต้องถูกศาลปกครองพิพากษาให้ใช้ค่าเสียหายนั้นให้บริษัทเต็มจำนวน ซึ่งไม่รู้จำนวนค่าเสียหายจริงเวลานี้อาจเป็นพันล้าน หมื่นล้านบาทก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4)ความรับผิดระหว่างประเทศ รัฐบาลไทยไม่ให้ส่งออกวัคซีนไปยังประเทศอาเซียนและประเทศอื่นๆที่มาทำสัญญากับบริษัทไปแล้ว ประเทศเหล่านั้นเขาเดือดร้อน เราก็จะเป็นแกะดำตัวใหญ่ในอาเซียนและในวงการระหว่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5)ความน่าเชื่อถือในประเทศไทยในการลงทุนที่พยายามทำกันมาแทบตายเพื่อขยับฐานะในease of doing business ก็ดี ใน governance indicator ของworld bank ก็ดี indicator of competitiveness ของ Mdiก็ดี จะหายวับไป เพราะไม่รักษาสัญญา ไม่มีสัจจะ ไม่น่าลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6)ต่อไปสยามไบโอฯไปทำสัญญากับใคร ก็ไม่มีใครอยากคบค้าด้วย เพราะทำแล้ว รักษาสัญญาไม่ได้
&amp;nbsp;
ทั้งหมดนี้คือข้อดีข้อเสีย ท่านที่มีอำนาจ และท่านที่คิดจะเสนออะไรอีก กรุณาเอาไปตั้งสติ ตรึก และ ตรอง ให้&amp;nbsp; รอบคอบ รอบด้าน นะครับ
&amp;nbsp;
เมื่อคิดดีแล้ว จะตัดสินใจอย่างไร ก็ไม่ว่า แต่ต้องรับผิดชอบ ในผลการตัดสินใจกระทำนั้นนะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบพระคุณมากที่ทนอ่านยาวๆ
&amp;nbsp;บวรศักดิ์ อุวรรณโณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113153</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์, พ.ร.ก.นิรโทษกรรมโควิด, ห้ามส่งออกวัคซีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210813/image_big_6115f45a0efb5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109126</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2021 10:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2021 10:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข่าวดี!ขนวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าออกจากโรงงานสยามไบโอไซเอนซ์อีกล็อต </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ค.64- ช่วงเช้าที่ผ่านมา วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ถูกนำออกจากโรงงานสยามไบโอไซเอนซ์ ย่านศาลายา โดยรถขนวัคซีน 2 คัน มีรถตำรวจประกบหัวท้าย คาดว่าเป็นล็อตส่งมอบล่าสุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเดือนมิถุนายน แอสตร้าเซนเนก้า ส่งมอบวัคซีน 6 ล้านโดสให้ไทยครบตามกำหนด สำหรับเดือนกรกฎาคม ตามแผนจะส่งมอบอีก 10 ล้านโดส &amp;nbsp;แต่นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ เผยว่า อาจส่งมอบได้ไม่ครบตามจำนวน เพราะต้องส่งมอบบางส่วนให้ประเทศอื่นด้วย โดยกำลังการผลิตช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. คาดว่าน่าจะผลิตได้ 16 ล้านโดสต่อเดือน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109126</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์, รถขนวัคซีน, แอสตร้าเซนเนก้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210709/image_big_60e7b3c7c6b6e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105807</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/06/2021 16:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/06/2021 16:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มาเลเซียคาดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าจากไทยส่งมอบล่าช้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐมนตรีวิทยาศาสตร์ของมาเลเซียยอมรับกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันพุธว่า มาเลเซียคาดว่าการส่งมอบวัคซีนโควิด-19 แอสตร้าเซนเนก้าที่ผลิตโดยบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ ในไทย จะล่าช้ากว่ากำหนด ซึ่งเป็นเช่นเดียวกับฟิลิปปินส์ที่มีรายงานว่าน่าจะได้รับวัคซีนล่าช้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานรอยเตอร์อ้างการเปิดเผยของไครี จามาลุดดิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ของมาเลเซีย เมื่อวันพุธที่ 9 มิถุนายน แต่เขาไม่ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า การส่งมอบจะล่าช้ากว่ากำหนดเท่าใด หรือมีสินค้าปริมาณเท่าใดที่ได้รับผลกระทบจากความล่าช้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามกำหนดเดิม รัฐบาลมาเลเซียเคยเปิดเผยไว้ว่า จะได้รับวัคซีนจากไทยชุดแรก 610,000 โดสในเดือนนี้ ตามด้วย 410,000 โดสในเดือนกรกฎาคม และอีก 1.2 ล้านโดสระหว่างเดือนสิงหาคมถึงกันยายน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มาเลเซียสั่งซื้อวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 12.8 ล้านโดส โดยครึ่งหนึ่งซื้อผ่านโครงการโคแวกซ์ ที่เหลือมาเลเซียสั่งซื้อจากบริษัทผู้ผลิตโดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงขณะนี้ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ เพิ่งส่งมอบวัคซีนกว่า 1.8 ล้านโดสให้ราชการไทย และสัปดาห์ที่แล้ว บริษัทกล่าวว่าจะส่งมอบวัคซีนเพิ่มเติมในเดือนนี้ ส่วนการส่งมอบให้ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะเริ่มต้นในเดือนกรกฎาคม รอยเตอร์กล่าวว่า บริษัทยังไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับรายงานข่าวจากมาเลเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังรอวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า 200 ล้านโดสจากไทย รวมถึงฟิลิปปินส์ ซึ่งที่ปรึกษาของประธานาธิบดีบอกกับรอยเตอร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า วัคซีนชุดแรก ซึ่งกำหนดไว้ 17 ล้านโดสนั้น ถูกลดจำนวนลงและเลื่อนออกไปอีกหลายสัปดาห์ เนื่องจากความล่าช้าในการผลิตของไทย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105807</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์, มาเลเซีย, วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า, ส่งมอบล่าช้า, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210609/image_big_60c08478ca368.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
