<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>22055</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นางแบบฟ้องแบงก์ปล่อยถูกหลอกเงินล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางแบบสาวยื่นฟ้องแบงก์ไทยพาณิชย์เรียกค่าเสียหาย หลังถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกโอนเงินจากบัญชีเกือบ 2 ล้าน ศาลนัดไกล่เกลี่ย 16 ก.พ.62
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ ที่ศาลแพ่งแผนกคดีผู้บริโภค ถนนรัชดาภิเษก น.ส.ธนิตา จิรพณิช อายุ &amp;nbsp;37 ปี อาชีพนางแบบโฆษณา พร้อมนายเฉลิมพงษ์ กลับดี หัวหน้ามูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัท ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กับบริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยพาณิชย์ฯ เป็นจำเลยที่ 1-2 เรื่อง ผิดสัญญา, เรียกทรัพย์คืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนางแบบสาวระบุในคำฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 15 ส.ค.2549 โจทก์เปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์กับจำเลยที่ 1 สาขาเอกมัย พร้อมเปิดบัตรเอสซีบีอีซี่การ์ด ต่อมาวันที่ 26 มิ.ย.2550 โจทก์เปิดใช้บริการซื้อขายหน่วยลงทุนเปิดเอสซีบีเอฟพี กับจำเลยที่ 2 ที่สาขาเหม่งจ๋าย จากนั้นวันที่ 14 ก.ย.2557 ได้เปิดใช้บริการซื้อขายหน่วยลงทุนดับบลิวไอเอ็นอาร์ และกองทุนตราสารหนี้กับจำเลยที่ 2 ที่สาขาเซ็นทรัล พระรามเก้า ต่อมาวันที่ 29 &amp;nbsp;มิ.ย.2559 โจทก์เปิดบัญชีออมทรัพย์กับจำเลยที่ 1 สาขาบิ๊กซี รัชดาภิเษก แต่ต่อมาจำเลยกลับเพิกเฉยไม่ระมัดระวัง ทำให้เกิดความเสียหาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กล่าวคือ เมื่อเดือน ธ.ค.2560 มีกลุ่มคนร้ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้หลอกลวงเอาข้อมูลของโจทก์ เช่น หมายเลขบัตรประชาชน ข้อมูลเอทีเอ็ม รหัสโอทีพี สมัครอินเทอร์เน็ตแบงกิ้งผ่านแอปพลิเคชันในสมาร์ทโฟนของคนร้าย แล้วเข้าทำธุรกรรมทางการเงินกับจำเลยโดยช่องทางอีซี่แอป โดยโอนเงินโจทก์ออกจากบัญชีไปหลายครั้งหลายหนรวม 50 ครั้ง ระหว่างวันที่ 27 ธ.ค.2560-4 ม.ค.2561 ครั้งละ 10,000-373,000 บาท รวม 1,670,200 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของกลุ่มคนร้าย ทั้งที่จำเลยมีหน้าที่ตรวจสอบ รักษาความมั่นคงปลอดภัย ควบคุมการเข้าถึงข้อมูล แต่กลับไม่แจ้งเตือน ไม่ตรวจสอบ ภายหลังมาทราบจึงแก้ไขระบบอินเทอร์เน็ตแบงกิ้ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การกระทำของจำเลยในฐานะผู้รับฝากเงิน ควรใช้ความระมัดระวังตรวจสอบการเข้าถึงข้อมูล แต่กลับใช้ความระมัดระวังต่ำกว่าผู้รับฝาก ดังนั้นจำเลยจึงต้องรับผิดในเงินจำนวน 1,670,200 บาทของโจทก์ที่สูญเสียไป พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี รวมทั้งสิ้น 1,780,830 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลรับฟ้องคดีไว้ และนัดเจรจาไกล่เกลี่ยคู่ความวันที่ 16 ก.พ.2562 เวลา 09.00 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลัง น.ส.ธนิตากล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อปลายปีที่แล้ว ตนถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรศัพท์มาหลอกว่าตนถูกดำเนินคดีกู้เงินไปซื้อที่ดินที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ก่อนหลอกล่อพูดคุยเรื่องการทำธุรกรรมทางการเงิน จนถามรหัสยืนยันตัวตนเพื่อเข้าใช้แอปพลิเคชันธนาคารทางโทรศัพท์ ต่อมาตนมาทราบว่าเงินในบัญชีของตนที่ฝากไว้ดังกล่าวถูกโอนไปทั้งหมด รวมเป็นเงินเกือบ 2 ล้านบาท เมื่อสอบถามไปยังธนาคาร กลับไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆ ตนจึงนำคดีมายื่นฟ้อง ในฐานะประชาชนผู้ใช้บริการ ตนอยากให้ธนาคารมีวิธีป้องกันที่มีมาตรฐาน โดยเฉพาะหากพบว่ามีการทำธุรกรรมที่ผิดปกติ ควรต้องรีบแจ้งหรือตรวจสอบกับเจ้าของบัญชี เพื่อป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมทั้งทุกครั้งที่มีการเข้าระบบเพื่อทำธุรกรรม ควรมีข้อความหรืออีเมลแจ้งมายังเจ้าของบัญชี แต่กรณีนี้กลับไม่มีการดำเนินการใดๆ เลย กระทั่งตนมาตรวจสอบบัญชีเองจึงทราบเรื่องและสูญเงินจำนวนมากไปแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22055</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB), บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยพาณิชย์ฯ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เฉลิมพงษ์ กลับดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181115/image_big_5bed79a4e49ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
