<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>96455</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/03/2021 11:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/03/2021 11:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เชฟรอนเดินหน้าส่งมอบแหล่งเอราวัณให้ปตท.สผ.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18&amp;nbsp; มี.ค. 2564 เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด บรรลุข้อตกลงความร่วมมือเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Transition Support Agreement) กับบริษัท ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (PTTEP ED) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของ PTTEP ED ในการเข้าพื้นที่แหล่งเอราวัณเพื่อเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศนอกชายฝั่งสำหรับการเป็นผู้ดำเนินงานแหล่งเอราวัณในเดือนเมษายน พ.ศ. 2565

ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือเทคโนโลยีสารสนเทศ เชฟรอนประเทศไทยจะสนับสนุนการดำเนินงานของ PTTEP ED ในการเตรียมความพร้อมด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศนอกชายฝั่ง ซึ่งรวมถึงการออกแบบและติดตั้งโครงสร้างพื้นฐานตลอดจนเครือข่ายระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้การสื่อสารและการจัดการข้อมูลมีประสิทธิภาพ อันเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของปฏิบัติงานนอกชายฝั่งอย่างต่อเนื่อง โดย PTTEP ED ได้เข้าพื้นที่แหล่งเอราวัณเพื่อเริ่มสำรวจและวางแผนด้านเทคโนโลยีสนเทศในกลางเดือนมีนาคมนี้

ทั้งนี้ เชฟรอนจะยังคงทำงานร่วมกับ ปตท. สผ. และ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อประสานความร่วมมือกันในการส่งมอบแหล่งเอราวัณในช่วงของการเปลี่ยนผ่านนี้ ซึ่งมีความคืบหน้าในกิจกรรมสำคัญต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเตรียมการสำหรับการถ่ายโอนสิ่งติดตั้งที่ใช้ในกิจการปิโตรเลียมและข้อมูลการดำเนินงานในการบริหารแหล่งเอราวัณ ตลอดจนประสานความร่วมมือในการเตรียมการด้านบุคลากรให้กับ ปตท.สผ. ซึ่งทั้งสองบริษัทได้ร่วมมือกันในกระบวนการสมัครงานและคัดเลือกบุคลากรเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของแหล่งเอราวัณ โดยในส่วนของพนักงานบนฝั่งได้ดำเนินการแล้วเสร็จ ส่วนพนักงานนอกชายฝั่งและพนักงานรับเหมานั้นคาดว่ากระบวนการจะแล้วเสร็จภายในกลางปีนี้ นอกจากนี้ เชฟรอนยังได้ให้ความร่วมมือในการอนุญาตให้พนักงานบางส่วนสามารถไปทำงานกับ ปตท. สผ. ได้ตั้งแต่กลางปีนี้เป็นต้นไป เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานในช่วงเตรียมการ ก่อนสิ้นสุดอายุสัมปทานของแหล่งเอราวัณ อีกด้วย

ถึงแม้ว่าการส่งผ่านแหล่งเอราวัณจะมีความท้าทายด้วยรายละเอียดต่างๆ ที่ซับซ้อน อย่างไรก็ดี เชฟรอนยังคงมุ่งมั่นที่จะส่งมอบแหล่งเอราวัณให้สำเร็จลุล่วงด้วยความปลอดภัยในเดือนเมษายน พ.ศ. 2565 ควบคู่ไปกับการดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายระยะยาวในการจัดหาพลังงานอย่างปลอดภัยและเชื่อถือได้ และยังคงมองหาโอกาสในการลงทุนใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานของประเทศต่อไปในอนาคต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96455</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท เชฟรอนประเทศไทย, ปตท.สผ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210318/image_big_6052d4ff15621.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79567</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2020 18:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2020 18:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.พลังงานเตรียมรับมือเชฟรอนฯยื่นอนุญาโตตุลาการ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ต.ค.2563 นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงกรณีที่ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ได้เข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการเนื่องจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ(ชธ.) ให้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการรื้อถอนแท่นผลิตปิโตรเลียมหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานแหล่งเอราวัณ ภายในเดือนเม.ย. 2565 ว่าขณะนี้กระทรวงพลังงานได้เตรียมขั้นตอนต่าง ๆ ไว้เพื่อสู้คดีแล้วซึ่งรายละเอียดไม่สามารถเปิดเผยได้เพราะเป็นเรื่องประเด็นทางกฏหมาย โดยมั่นใจว่าจะมีแนวทางที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ในที่สุด ซึ่งเรื่องของความมั่นคงด้านพลังงานนั้นหากเกิดผลกระทบกับการผลิตที่ไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ก็มั่นใจว่าจะไม่กระทบกับความมั่นคงด้านเชื้อเพลิงเพราะบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ได้เตรียมพร้อมสถานีรับ-ส่งก๊าซธรรมชาติเหลว เพื่อนำเข้าไว้อยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เรื่องนี้ได้เข้าสู่ขั้นตอนอนุญาโตตุลาการ การให้ข้อมูลจึงต้องระมัดระวัง กระทรวงพลังงานก็ได้เตรียมแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวไว้หมดแล้ว โดยมอบหมายให้นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงานในฐานะประธานคณะกรรมการปิโตรเลียม ไปเร่งดำเนินการ&amp;quot;นายสุพัฒนพงษ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่าขณะนี้ปลัดกระทรวงพลังงานได้ตั้งคณะทำงาน ทีมกฏหมายทั้งในและต่างประเทศ และทีมอนุญาโตตุลาการฝ่ายไทยไว้สู้คดีดังกล่าวพร้อมแล้ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยในรายละเอียดได้ซึ่งยังคาดหวังว่าจะสามารถเจรจากันได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่เรื่องดังกล่าวเริ่มจากการที่สัญญาสัมปทานของแหล่งก๊าซเอราวัณที่เชฟรอนฯได้รับสัปทานจะสิ้นสุดเม.ย. 2565 รัฐบาลโดยกระทรวงพลังงานจึงได้เปิดการประมูลขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแหล่งเอราวัณ(แปลง G1/61)สัญญาแบ่งปันผลผลิต(PSC ) ซึ่งเชฟรอนพ่ายแพ้การประมูลให้กับกลุ่มบมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม(ปตท.สผ.)ส่งผลให้ตามกฏหมายการเปลี่ยนผ่านต้องมีการรื้อถอนแท่นปิโตรเลียมโดยที่ผ่านมากรมเชื้อเพลิงธรรมชาติและเชฟรอนฯได้หารือเพื่อตกลงการส่งมอบแท่นเพื่อให้กลุ่มปตท.สผ.เข้ามาใช้ในการผลิตต่อจำนวน 142 แท่น ส่วนอีก 49 แท่นทางเชฟรอนรับภาระรื้อถอนเองทั้งหมดโดย 7 แท่นในจำนวนนี้ได้รื้อถอนไปทำปะการังเทียมแล้ว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามปัญหาที่เชฟรอนฯยื่นร้องต่ออนุญาโตตุลาการเป็นประเด็นใน 142 แท่นเพราะไม่สามารถตกลงกับกระทรวงพลังงานได้ว่าจะต้องวางเงินค่ารื้อถอนในสัดส่วนเท่าใดเพราะเชฟรอนมองว่า แม้ใช้ประโยชน์มานาน 40 ปีแต่ปตท.สผ.เข้ามาใช้ประโยชน์ต่ออีก 10-20 ปีดังนั้นสัดส่วนการจ่ายก็ควรจะน้อยลง แต่รัฐกลับให้จ่ายก่อนและจ่ายเต็ม โดยคิดเป็นเงินที่ต้องจ่ายสูงถึง 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว &amp;nbsp;48,000 ล้านบาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพงศธร ทวีสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน)หรือปตท.สผ. &amp;nbsp;กล่าวว่าการยื่นอนุญาโตตุลาการเป็นการตั้งคณะขึ้นมาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่าง 2 ฝ่าย ไม่ใช่เป็นการฟ้องร้อง &amp;nbsp; โดยมั่นใจว่าจะสามารถผลิตก๊าซฯในแหล่งเอราวัณหลังรับโอนจากเชฟรอนฯได้ตามที่รัฐกำหนดไว้ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันตั้งแต่เดือนเม.ย. 2565 เป็นต้นไป ซึ่งขณะนี้ปตท.สผ.ได้เข้าพื้นที่เพื่อทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ)แล้ว และเตรียมเจรจากับเชฟรอนฯเพื่อขออนุญาตนำแท่นผลิตปิโตรเลียมในเฟสแรกจำนวน 8 แท่น มูลค่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐไปติดตั้งในพื้นที่ก่อนภายในกลางปี 2564 เพื่อให้สามารถผลิตก๊าซฯได้ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันหลังรับโอนแหล่งเอราวัณที่จะสิ้นสุดสัญญาในปี2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ปตท.สผ.ยังไม่ได้ลงนามสัญญาข้อตกลงการเข้าพื้นที่ ระยะที่ 2 กับทางเชฟรอนฯ เพราะอยู่ระหว่างการเจรจา ซึ่งมีสัญญาณที่ดีและมีการพูดคุยบ่อยขึ้น และใกล้ชิดกันมากขึ้น คาดว่าจะน่าจะลงนามสัญญากันได้ในเร็วๆนี้ &amp;nbsp;โดยข้อตกลงการเข้าพื้นที่ ระยะที่2 &amp;nbsp;ประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญ 2ส่วน คือ 1.กิจกรรมที่ทำในทะเลเปิด ได้แก่ การติดตั้งแท่นหลุมผลิตใหม่ การวางท่อ การเจาะหลุมผลิตบนแท่นที่ติดตั้งใหม่ การวางท่อในพื้นที่เปิด และ2.กิจกรรมที่กระทบกับการผลิตปัจจุบัน ได้แก่ การวางท่อข้ามท่อปัจจุบัน การเชื่อมต่อท่อเข้ากับแท่นหลุมผลิตปัจจุบัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79567</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ(ชธ.), ค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนแท่นผลิตปิโตรเลียม, บริษัท เชฟรอนประเทศไทย, สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201003/image_big_5f77ea525d779.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79369</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2020 10:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2020 10:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เชฟรอนยื่นอนุญาโตตุลาการเคลียร์พิพาทค่าใช้จ่ายรื้อถอนแท่นผลิตปิโตรเลียมด้านพลังงานตั้งทีมสู้  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ต.ค. 2563 - เชฟรอนประเทศไทย (บริษัทฯ) ได้ทำงานร่วมกันกับรัฐบาลไทยอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมการส่งมอบสิ่งติดตั้งที่ยังใช้ประโยชน์ได้ในแหล่งเอราวัณให้รัฐบาลอย่างปลอดภัยหลังจากสัมปทานสิ้นสุดลงในเดือนเมษายน พ.ศ. 2565 ทั้งนี้ ข้อตกลงในสัญญาสัมปทานปิโตรเลียมได้ระบุไว้ว่าผู้รับสัมปทานมีหน้าที่รับผิดชอบการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่จะมิได้ส่งมอบให้แก่รัฐบาลแต่เพียงเท่านั้น &amp;nbsp;ซึ่งเชฟรอนมุ่งมั่นในการปฏิบัติตามข้อผูกพันดังกล่าว &amp;nbsp;ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการอีกครั้ง เพื่อให้ได้รับความชัดเจนเกี่ยวกับหน้าที่ความรับผิดชอบในการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่จะส่งมอบให้กับรัฐบาลภายหลังสัญญาสัมปทานสิ้นสุดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมา เชฟรอนประเทศไทยได้เริ่มดำเนินการรื้อถอนสิ่งติดตั้งในแหล่งเอราวัณที่จะมิได้ส่งมอบให้แก่รัฐบาลในปีพ.ศ.2565 ภายใต้ข้อตกลงที่ระบุไว้ในสัญญาสัมปทานปิโตรเลียม และบริษัทจะยังคงมุ่งมั่นในภารกิจจัดหาพลังงานอย่างรับผิดชอบและปลอดภัย เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานในระยะยาวของประเทศอย่างต่อเนื่องต่อไป ดังที่ได้ปฏิบัติมาแล้วกว่า 5 ทศวรรษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน และประธานคณะกรรมการปิโตรเลียม ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงกรณีที่ &amp;nbsp;เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด มีหนังสือถึงกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติว่าทางบริษัทเชฟรอน ที่สหรัฐอเมริกาได้เข้าสู่กระบวนการ อนุญาโตตุลาการ ยื่นฟ้องรัฐไทยในประเด็นเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนแท่นผลิตปิโตรเลียม ที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติให้ทางเชฟรอนต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดภายหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน ตามกฎหมายของไทย ว่า กระทรวงพลังงานได้มีการตั้งคณะทำงาน ทีมกฏหมายทั้งในและต่างประเทศ และทีมอนุญาโตตุลาการฝ่ายไทยไว้สู้คดีดังกล่าวพร้อมแล้ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยในรายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นที่ทางเชฟรอนยื่นฟ้องได้เนื่องจากจะมีผลต่อรูปคดี &amp;nbsp;แต่ยังเปิดทางที่จะให้มีการเจรจาระหว่างกันเพื่อหาข้อยุติ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79369</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนแท่นผลิตปิโตรเลียม, บริษัท เชฟรอนประเทศไทย, อนุญาโตตุลาการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201003/image_big_5f77ea525d779.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46874</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2019 15:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2019 15:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สัญญาณดี&#039;เชฟรอน&#039;ระงับฟ้องอนุญาโตตุลาการ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ย. 2562 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยถึงกรณีที่บริษัทเชฟรอนของสหรัฐระงับการฟ้องร้องอนุญาโตตุลาการกรณีข้อพิพาทเรื่องค่าใช้จ่ายรื้อถอนแท่นปิโตเลียมแหล่งเอราวัณในอ่าวไทย ว่า เรื่องนี้นับเป็นสัญญาณที่ดีต่อกระบวนการทำงานร่วมกัน ระหว่างกระทรวงพลังงานและผู้รับสัมปทานคือบริษัทเชฟรอน ซึ่งสัญญาสัมปทานจะหมดอายุลงในปี 2565 ดังนั้น การเริ่มต้นเจรจาหาทางออกร่วมกัน ทั้งด้านกฎหมายและแผนดำเนินการรื้อถอนอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อส่งมอบพื้นที่ จึงนับเป็นแนวทางที่ถูกต้อง

&amp;ldquo;ปัญหาข้อพิพาทการรื้อถอนแท่นปิโตรเลียม เป็นประเด็นสำคัญตั้งแต่ผมเข้ามารับตำแหน่งรมว.พลังงาน ก็ได้พยายามหาทางออกอย่างต่อเนื่อง แม้เป็นเรื่องที่ยากแต่ผมรับฟังแนวทางจากทุกฝ่าย ทั้งข้อดีข้อเสีย และเงื่อนไขทางกฎหมายอย่างรอบด้าน ดังนั้นการที่บริษัทเชฟรอนสหรัฐประกาศว่าจะชะลอการฟ้องร้องอนุญาโตตุลาการออกไปก่อน เพื่อนำไปสู่การเจรจา จึงถือเป็นเรื่องน่ายินดีและผมเชื่อว่าเราจะได้ข้อตกลงที่ดีที่สุด โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก&amp;rdquo;

สำหรับระยะเวลาในการเจรจากับทางบริษัทเชฟรอนนั้น ขณะนี้ได้มอบให้ นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นหัวหน้าคณะทำงานร่วมกับอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เร่งหาทางออกโดยเร็วเพื่อให้ขั้นตอนการส่งมอบพื้นที่และแท่นปิโตรเลียมเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด ไม่เกิดภาวะสุญญากาศ จนส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติหรือความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทยทั้งระบบ
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46874</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัท เชฟรอนประเทศไทย, แหล่งเอราวัณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190924/image_big_5d8a0eedd8c4d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24158</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/12/2018 17:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/12/2018 17:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เชฟรอนลั่นผิดหวังหลังชวดแหล่งปิโตรเลียมไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เชฟรอน ลั่นผิดหวัง หลังพลาดท่าชวด 2 แหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ-บงกช ให้กับ ปตท.สผ. ชี้ทำเต็มที่แล้ว พร้อมเคารพการตัดสินใจภาครัฐของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ธ.ค. 2561 - นายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอน ไทยแลนด์ โฮลดิ้งส์ จำกัด กล่าวว่ารู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมากที่ไม่ได้รับเลือกให้เป็นผู้ดำเนินการของแหล่งเอราวัณและบงกชในการประมูลครั้งนี้ ทั้งนี้ เชฟรอนได้ยื่นข้อเสนอที่มีแผนการดำเนินงานและการลงทุนอย่างเหมาะสมในทางปฏิบัติ สามารถนำทรัพยากรปิโตรเลียมขึ้นมาใช้ได้มากที่สุด ด้วยประสบการณ์และองค์ความรู้ในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทยมาอย่างยาวนาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อย่างไรก็ดี บริษัทฯ เคารพการตัดสินใจของภาครัฐ และจะยังคงมุ่งมั่นในภารกิจจัดหาพลังงานอย่างปลอดภัยและเชื่อถือได้ให้กับราชอาณาจักรไทยต่อไป และเชื่อมั่นว่าบุคลากรชาวไทยที่เปี่ยมด้วยความสามารถของเชฟรอน มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของราชอาณาจักรไทยมามากกว่าครึ่งศตวรรษ นับเป็นความสำเร็จที่น่าภูมิใจยิ่ง&amp;rdquo;นายไพโรจน์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24158</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชวด 2 แหล่งปิโตรเลียม, บริษัท เชฟรอนประเทศไทย, เชฟรอน, เอราวัณ-บงกช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181213/image_big_5c1233b739657.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21290</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/11/2018 23:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/11/2018 09:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟื้นเขาหัวโล้นอุทยานฯ ศรีน่าน  นำร่อง &#039;บ้านห้วยเลา&#039; ตามศาสตร์พระราชา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;พื้นที่กสิกรรมนำร่องของวริศรา จันธี ในอุทยานฯ ศรีน่าน จ.น่าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;6 แสนไร่ของอุทยานแห่งชาติศรีน่าน จ.น่าน ยังเผชิญปัญหาชาวบ้านใช้ประโยชน์ทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์แห่งนี้ถึง 12,000 ไร่ การแผ้วถางรุกล้ำผืนป่าเพื่อทำเกษตรปลูกข้าวโพดยังมีอยู่ กลายเป็นพื้นที่เขาหัวโล้น อย่างไรก็ตาม มีความพยายามร่วมด้วยช่วยกันแก้ไขและฟื้นฟูป่าเมืองน่านให้กลับมาสมบูรณ์เหมือนอดีต รวมถึงขยายแนวคิดเปลี่ยนผู้บุกรุกเป็นผู้พิทักษ์ป่า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด จับมือสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน ภาคศาสนา และสื่อมวลชน จัดกิจกรรม &amp;quot;เอามื้อสามัคคี&amp;quot; ครั้งที่ 4 ในโครงการ &amp;quot;พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน&amp;quot; ปี 6 ณ อุทยานฯ ศรีน่าน บ้านห้วยเลา ต.เชียงของ อ.นาน้อย ถ่ายทอดตัวอย่างการประสบความสำเร็จผ่านพื้นที่กสิกรรมนำร่องของวริศรา จันธี ขนาด 6 ไร่ 2 งานในเขตอุทยานฯ มีทั้งป่า สวนผลไม้ นา หนองน้ำ ไม่นานพื้นที่นี้จะเขียวขจี มีผลผลิตให้พึ่งพาตนเองได้ และเตรียมขยายผลไปยังชาวบ้านที่สนใจในหมู่บ้าน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การออกแบบพื้นที่ มีป่า สวน โคก นา หนองน้ำ ตามศาสตร์พระราชา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แรงกายแรงใจของกลุ่มที่เข้าร่วมกิจกรรมเอามื้อสามัคคีครั้งนี้รวม 600 คน ทั้งพนักงานและผู้บริหารเชฟรอน เครือข่ายโคกหนองนาทีมศรีน่าน กลุ่มชุมชนต้นน้ำน่าน กลุ่มนักศึกษาจาก ม.แม่โจ้ แพร่ กลุ่มเครือข่ายสระบุรี เครือข่ายฟื้นฟูป่าสัก เครือข่ายลุ่มน้ำบางปะกง ฉะเชิงเทรา&amp;nbsp; แล้วยังมีผู้สนใจสมัครมาทางสื่อออนไลน์ ช่วยกันปรับพื้นที่นี้ให้สมบูรณ์มากขึ้น ทั้งหมักดองดินเพื่อปรับสภาพดิน ขุดคลองไส้ไก่ และสร้างฝายชะลอน้ำ กระจายน้ำ แก้ไขหนองน้ำเดิมให้ใช้งานได้จริง ปั้นหัวคันนา ทำคอกหมักปุ๋ยจากเปลือกข้าวโพด รวมถึงหยอดเมล็ดพันธุ์ทั้งข้าวเปลือก ถั่วเขียว พริก มะเขือ และฟักทอง ให้เป็นปุ๋ยบำรุงดิน ในพื้นที่มีโปรยเมล็ดพันธุ์ดอกดาวกระจาย ดอกบานชื่น ล่อแมลงมาผสมเกสร เพิ่มผลผลิตให้พืชอีกด้วย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;วิวัฒน์ ศัลยกำธร รมว.เกษตรและสหกรณ์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในพื้นที่จังหวัดน่านมีการเพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยวบนพื้นที่เขาสูงชันจำนวนมหาศาล ทำให้เสียพื้นที่ป่าไม้ถึง 1.5 ล้านไร่ ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำ เป็นต้นกำเนิดของน้ำร้อยละ 40 ของแม่น้ำเจ้าพระยา เกิดความสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งทำให้น้ำแล้ง น้ำท่วม จ.น่าน และภาคกลางของไทย การแก้ปัญหาจะต้องสร้างหลุมขนมครกบนพื้นที่สูงเปลี่ยนเขาหัวโล้นไปเขาหัวจุก เหตุที่เลือกพลิกฟื้นเขาหัวโล้นในอุทยานฯ ศรีน่าน ทั้งที่วิกฤติหนัก เพราะที่นี่มีชุมชนต้นน้ำน่าน (ชตน.) ที่ประสบผลสำเร็จในการใช้ศาสตร์พระราชาแก้ไขพื้นที่ อีกทั้งเป็นศูนย์ฝึกอบรมเปลี่ยนความคิดคนให้ทำกสิกรรมธรรมชาติเพื่อดำรงชีวิต อีกจุดแข็งมีนายบัณฑิต ฉิมชาติ หัวหน้าอุทยานฯ ศรีน่าน เป็นผู้นำขับเคลื่อน เคยประสบความสำเร็จจากการจัดการลุ่มน้ำโดยชุมชนมีส่วนร่วมที่บ้านน้ำมีด ต.เปือ อ.เชียงกลาง จ.น่าน ใช้แนวทางพระราชดำริในหลวง ร.9 ส่งเสริมปลูกข้าวไร่ ทำเกษตรสมัยใหม่ เขาก็ใช้ศาสตร์พระราชาทำต่อในพื้นที่อุทยานฯ ศรีน่าน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; ในวิกฤติก็มีโอกาส ก็เลือกพื้นที่นี้ หากทำสำเร็จ การขยายตัวไปลุ่มน้ำอื่นๆ ก็ง่าย ที่ยากกว่านี้ก็ลุ่มน้ำป่าสัก จัดการยากที่สุดดังที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 รับสั่ง แต่เราไม่ท้อ ทำรอบนอกลุ่มน้ำป่าสัก ล้อมเข้ามา กลับมาที่ลุ่มน้ำน่านเป็นลุ่มน้ำที่ใหญ่สุด 47% มีปริมาณน้ำกักเก็บถึง 9,500 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่ 3 ลุ่มรวมกัน ปิง วัง ยม 53% เท่านั้น เขาหัวโล้น ฝนตก ตะกอนไหลลงเขื่อนเต็มไปหมด กรุงเทพฯ จะอยู่ยังไง จะเอาน้ำจากไหน พื้นที่ 1 ไร่ มีอัตราตะกอน 20 ตันต่อปี ล้านไร่ก็ 20 ล้านตัน แต่ถ้าป่าสมบูรณ์ น้ำที่ไหลลงมาจะไม่มีตะกอน อย่างป่าต้นน้ำมีดหลังดูแลรักษาป่ามีน้ำไหลลงน้ำน่าน 4 แสน ลบ.ม.ต่อวัน น้ำใสแจ๋ว เราต้องช่วยกันหยุดการทำลายป่า&amp;quot; นายวิวัฒน์กล่าว ทั้งยังฝากปัจจุบันในไทยมีหลายพื้นที่หลายหมู่บ้านเดินตามศาสตร์พระราชา แต่ยังไม่เข้าใจแก่นแท้ ฉะนั้น ต้องมาศึกษา เรียนรู้ และลงมือทำ เพื่อให้สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาในพื้นที่ได้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สภาพพื้นที่ป่าอุทยานฯ ศรีน่าน มีชาวบ้านใช้ประโยชน์บนพื้นที่สูง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน บัณฑิต ฉิมชาติ หน.อุทยานฯ ศรีน่าน กล่าวว่า ปัจจุบันการแก้ปัญหาชาวบ้านทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์มียุทธศาสตร์ชาติกำหนดให้ภาครัฐร่วมวางแผนกับชุมชนในป่าเพื่อดำเนินการอนุรักษ์ตามแนวพระราชดำริในหลวง ร.9 ได้ ในส่วนของกรมอุทยานฯ จะขับเคลื่อนต้นแบบคนอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน 2 แห่งคือ อุทยานฯ ศรีน่าน จ.น่าน และอุทยานศรีล้านนา จ.เชียงใหม่ แนวคิดจะไม่ไล่ชาวบ้านที่มาทำกิน เพราะชาวบ้านอยู่มาก่อนจัดตั้งอุทยานฯ สิ่งที่ทำได้คือ ไม่ให้ชาวบ้านเปิดพื้นที่ แล้วใช้แนวทางปลูกป่าในใจคนตามพระราชดำริในหลวง ร.9 สำหรับที่บ้านห้วยเลา ตนลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับชาวบ้าน 10 เดือน มีชาวบ้านสมัครใจไปอบรมแล้ว 9 คน พร้อมที่จะลงมือทำตาม ส่วนพื้นที่กสิกรรมธรรมชาติของวริศรา จันธี ก็มาช่วยกัน&amp;nbsp; พาไปดูบ้านน้ำมีด ไปอบรม จะบอกชาวบ้านไม่ต้องพูดถึงว่าจะขายผลผลิต แต่ปลูกข้าวกิน มีข้าวเต็มยุ้ง ปลูกถั่ว ข้าวโพดหลังนา ปลูกพืชผักสวนครัว ถ้าทำตามศาสตร์พระราชา ป่าไม่หาย อุทยานฯ ได้พื้นที่ป่าเพิ่ม&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; เราต้องเปลี่ยนความคิดชาวบ้านให้ได้ที่จะขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดเพื่อเอาเงินมาซื้อข้าวกิน ใช้ศาสตร์พระราชาทำจริงจัง 14 ปี สำเร็จที่บ้านน้ำมีด จะขยายผลมาบ้านห้วยเลา การรักษาและฟื้นฟูป่าต้องให้ชาวบ้านมีส่วนร่วม เจ้าหน้าที่ฝ่ายเดียวไม่มีทางดูแลผืนป่าทั้งหมด&amp;quot; หน.อุทยานฯ ศรีน่าน เผยความตั้งใจฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำน่านด้วยศาสตร์พระราชา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;อาทิตย์ กริชพิพรรธ แกนนำภาคเอกชนร่วมกิจกรรมเอามื้อสามัคคีที่น่าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับ กานต์-วริศรา จันธี อายุ 29 ปี ผู้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่อุทยานฯ บ้านห้วยเลา ที่เลิกปลูกข้าวโพดมาทำเกษตรทฤษฎีใหม่ กล่าวว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำไร่ข้าวโพด มีนายทุนเอาเมล็ดข้าวโพดมาให้ แต่กำหนดราคาขายต่ำ ชาวบ้านไม่มีอำนาจต่อรอง ทำแล้วมีแต่หนี้ และยังมีปัญหากับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เพราะถางป่าขยายไร่ข้าวโพด ตัดไม้ขายใช้หนี้ ต้องซื้อข้าวกิน หมู่บ้านห้วยเลามี 52 ครัวเรือน อาศัยจริง 21 ครัวเรือน ประชากรกว่า 50 คน ทุกบ้านเป็นหนี้ไม่ต่ำกว่า 400,000 บาท ตนทำข้าวโพด 7 ไร่ มีรายได้ 30,000 บาทต่อปี หักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือปีละ 10,000 บาทเท่านั้น มีแต่หนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วริศรา เล่าอีกว่า เดิมชาวบ้านกับ จนท.อุทยานฯ ไม่ถูกกัน ทั้งด่าว่า สาบแช่ง อุทยานฯ รังแกรังควานชาวบ้าน จนหัวหน้าฉิมเข้ามาเป็นหัวหน้าอุทยานฯ เข้าพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้าน บอกว่ามีทางออก ไม่ต้องกู้เงินมาซื้อข้าวกิน ไม่ต้องปลูกข้าวโพด มาชวนให้ไปดูที่บ้านน้ำมีด กลับจากอบรมก็ลองทำ แม่ไม่เห็นด้วย ก็กลับไปอบรมที่ชุมชนต้นน้ำน่านอีกครั้ง พอกลับมาก็ขอแบ่งที่จากนางกัลยรัตน์ ติ๊บอ้าย ผู้เป็นแม่ 1 ไร่ ใช้จอบขุดปรับพื้นที่เดือนธันวาคม ปี 2560 ลงมือปลูกเดือนพฤษภาคม 2561 ชาวบ้านสบประมาทว่าจะมาช่วยเกี่ยวข้าว จะรอกินข้าว จะมาจับปลานะ เพราะน้ำไม่มี ท้อ หัวหน้าฉิมส่งคนมาช่วยปรับพื้นที่ แต่รูปแบบผิด จนเดือนกรกฎาคม มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติจัดทีมมาเอามื้อใหญ่ 30 คน ได้คลองไส้ไก่ ทำหนองเก็บน้ำจากฟ้า ตอนนี้กานต์ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ทำสวนผลไม้กว่า 50 ชนิด เงาะ มะขาม มะม่วง การเอามื้อครั้งนี้ก็ขุดคลองไส้ไก่ ขุดหนองให้ลึกขึ้น ทำฝายเพิ่มอีก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;กานต์-วริศรา จันธี เปลี่ยนจากผู้บุกรุก มาทำเกษตรตามศาสตร์พระราชา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; 11 เดือนที่ทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ก็เห็นผล ได้กินพืชผักสวนครัว มีถั่วฝักยาว มะเขือ แตงกวา ผัก พริก ชะอม ชะพลู บนดอยก็ปลูกผักกูด จากที่แม่ให้ 1 ไร่ ก็ยกให้เลย 6 ไร่ 2 งาน ตอนนี้พักชำระหนี้ทั้ง ธ.ก.ส.และกองทุนหมู่บ้าน ประมาณ 500,000 บาท อยากปลดหนี้ให้ได้ภายใน 5 ปี แต่สำคัญสุดไม่สร้างหนี้เพิ่มแล้ว ไม่ต้องจ่ายค่าเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด ค่าปุ๋ย ค่าหยอด พ่นยา แต่ในพื้นที่ยังมีชาวบ้านทำไร่ข้าวโพด ตนก็นำเศษเปลือกทำเป็นปุ๋ย แล้วยังมีอาชีพเสริมเลี้ยงด้วงมะพร้าว รายได้ 2,500 บาทต่อเดือน เชื่อมั่นว่าจะทำได้สำเร็จ และจะใช้พื้นที่ตรงนี้เป็นศูนย์เรียนรู้ของชาวบ้านด้วย &amp;quot; กานต์-วริศรา ไม่ย่อท้อและจะชักชวนชาวบ้านทำตามศาสตร์พระราชาให้กว้างขวาง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เปลี่ยนจากข้าวโพดเป็นทำนาปลูกข้าวไร่พันธุ์มัดน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เชฟรอนภาคเอกชนที่ขับเคลื่อนโครงการ &amp;quot;พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน&amp;quot; จนเข้าสู่ปีที่ 6 อาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวภายหลังร่วมกิจกรรมเอามื้อสามัคคีสร้างหลุมขนมครกบนที่สูงที่อุทยานฯ ศรีน่านว่า เป้าหมายของโครงการในปี 6 ยังคงเน้นการขยายพื้นที่การพัฒนาจากลุ่มน้ำป่าสักไปยังลุ่มน้ำอื่นๆ ตามแนวคิดแตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี เพื่อสืบสานศาสตร์พระราชาที่เกิดจากความห่วงใยราษฎรของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ผ่านมาจัดกิจกรรมเอามื้อสามัคคีแล้วใน 4 พื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพฯ จันทบุรี สระบุรี และน่าน แต่ละพื้นที่สภาพภูมิสังคมต่างกัน เพื่อจะสร้างต้นแบบที่หลากหลาย เป็นแรงบันดาลใจในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot; 6 ปีผลของโครงการคืบหน้าเกินคาด แต่ละพื้นที่ลงมือทำเพื่อพิสูจน์ศาสตร์พระราชาและกสิกรรมธรรมชาติไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางหลักนำพาชีวิตชาวบ้าน เกษตรกรรอดปลอดภัย มีแหล่งอาหารแหล่งน้ำของตัวเอง&amp;nbsp; จะขยายผลต่อไปเพื่อแก้ปัญหาจัดการน้ำของประเทศ และให้ทีมงานเกาะติดสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ เพื่อเข้าไปแนะนำ ปรับแก้ หนุนเสริม จัดการปัญหาคอขวดให้ได้ นอกจากนี้ เชฟรอนยังสนับสนุนโครงการวิจัยเพื่อติดตามประเมินผลการปรับปรุงพื้นที่ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ งานวิจัยจะสิ้นสุดปีนี้ ผลวิจัยและการถอดบทเรียนต่างๆ ถือเป็นความรู้ทางวิชาการ หวังใช้ขยายผลให้พื้นที่ต่างๆ นำไปใช้ในอนาคต&amp;quot; อาทิตย์ ผู้บริหารเชฟรอนยืนยันจะร่วมเผยแพร่ความรู้ศาสตร์พระราชาสานต่อพระราชปณิธานในการทำงานไม่รู้จบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21290</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชตน., ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร, บริษัท เชฟรอนประเทศไทย, บ้านห้วยเลา, มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุทยานแห่งชาติศรีน่าน จ.น่าน, เขาหัวโล้นน่าน, เปลี่ยนเขาหัวโล้นเป็นเขาหัวจุก, แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181102/image_big_5bdc41bfa6d54.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17208</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2018 12:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2018 12:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;เอามื้อสามัคคี&quot; ที่หมู่บ้านสุขสมบูรณ์ สระบุรี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการ &amp;ldquo;พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน&amp;rdquo; ปี 6 โดยบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ร่วมกับสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน จัดกิจกรรม &amp;ldquo;เอามื้อสามัคคี&amp;rdquo; ครั้งที่ 3 ร่วมสร้างชุมชนกสิกรรมวิถี ตามศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่หมู่บ้านสุขสมบูรณ์ ต.หนองหัวโพ อ.หนองแซง จ.สระบุรี เพื่อรณรงค์ให้ความรู้และสร้างความเข้าใจให้ประชาชนตระหนักและเห็นความสำคัญในการฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำป่าสัก ด้วยแนวทางศาสตร์พระราชา เพื่อการแก้ปัญหาหยุดท่วม หยุดแล้งในลุ่มน้ำป่าสักอย่างยั่งยืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับโครงการสอดคล้องกับกรอบดำเนินงานฟื้นฟูลุ่มแม่น้ำป่าสัก 9 ปี ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือ อ.ยักษ์ กล่าวว่า ในหลวง ร.9 ได้ทรงรับสั่งกับรัฐบาลที่แล้วเมื่อ 7-8 ปีก่อนว่า &amp;lsquo;ลุ่มน้ำป่าสัก เป็นลุ่มน้ำที่จัดการยากที่สุด เพราะมีความชันเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน เพราะปริมาณน้ำไหลลงอ่างสูงมากหลายเท่าของความจุอ่าง ท่านรับสั่งว่าถ้าออกจากโรงพยาบาลเมื่อไร คงจะช่วยได้มากกว่านี้&amp;rsquo; ตนได้ฟังพระองค์รับสั่งแล้วจะไม่ทำอะไรเลยคงเป็นไปไม่ได้ เพราะทำงานกับพระองค์มานาน ตามเสด็จ และจดบันทึกงานตามตลอด เลยตัดสินใจทำเอง ชวนคนมากมายมาทำโครงการต่างๆ ตนคิดว่า ลุ่มน้ำป่าสักมีส่วนทำให้กรุงเทพฯ และพื้นที่อื่นๆ น้ำท่วม หากจัดการได้ไม่ดี ในอดีตกว่าจะมีเขื่อนป่าสัก ก็โดนต่อต้านอย่างรุนแรง ท่านก็ทรงรับสั่งว่าลุ่มนี้จัดการยากถ้าไม่มีเขื่อน เมื่อแล้งจะแล้งอย่างดุเดือด เมื่อท่วมก็จะท่วมอย่างดุเดือด ถึงอย่างไรก็ต้องทำ แต่ทำอย่างไรให้ประชาชนเดือดร้อนน้อยที่สุด แล้วก็ดูแลประชาชนให้ดี ต้องไม่มีคอร์รัปชั่นและคอมมิชชั่นแม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว ถ้าหากมี โครงการจะมีปัญหาทันที ก็เลยมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลทุกข์สุขพี่น้อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจารย์ยักษ์ - ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.วิวัฒน์กล่าวต่อว่า ท่านก็ยังรับสั่งเรื่องปัญหาน้ำท่วมอีกว่า &amp;lsquo;ถ้าทำทฤษฎีใหม่ ขั้นก้าวหน้า&amp;rsquo; ก็อาจจะช่วยได้ ซึ่งทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้าก็คือ ทุกบ้านต้องมีแหล่งน้ำขนาดเล็ก หรือเรียกว่าหลุมขนมครก ถ้าฝนตกแล้วไหลมารวมกันจะเหมือนถาดขนมครก ถ้าในถาดไม่มีหลุมเลย ฝนตกก็จะมารวมกันอยู่ที่เดียว แล้วตรงที่ต่ำก็จะท่วมหมด แล้วก็การทำโคก หนอง นา คือปั้นคันนาสำหรับเก็บน้ำไว้ในนา แล้วขุดหนองเก็บน้ำไว้ในหนอง แล้วก็ขุดคลองเก็บไว้ในคลอง ดินที่ขุดก็เอาไปทำโคกสูงๆ ปลูกป่า แล้วป่าก็จะซึมซับน้ำลงไปใต้ดิน ทั้งในโคก หนอง นา จะกลายเป็นที่เก็บน้ำ ถ้าเป็นเช่นนั้นทุกบ้านจะไม่มีแล้งเลย แล้วอาชีพจะมั่นคงตามด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า ในปีที่ 6 ของการดำเนินโครงการยังคงยึดแนวคิด &amp;lsquo;แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี&amp;rsquo; ในการจัดกิจกรรมใน 4 พื้นที่ คือ กรุงเทพมหานคร จันทบุรี สระบุรี และน่าน ซึ่งแต่ละแห่งมีสภาพภูมิสังคมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพื่อจะได้สร้างต้นแบบที่หลากหลาย เป็นแรงบันดาลใจต่อไปในทุกกลุ่มสังคมในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยโครงการมี 3 ระยะ คือ ระยะแรก ตอกเสาเข็ม สร้างความรับรู้, ระยะสอง แตกตัว ขยายผล และระยะสาม ขยายผลเชื่อมทั้งระบบ โดยปีนี้เป็นปีสุดท้ายของระยะสองเน้นการขยายผลในระดับทวีคูณ ด้วยการ สร้างคน สร้างครู หรือคนต้นแบบ และสร้างเครื่องมือในการยกระดับศูนย์เรียนรู้สู่การศึกษาตลอดชีวิตด้วยโครงสร้าง &amp;lsquo;บวร&amp;rsquo; หรือบ้าน วัด โรงเรียน และได้ทำต่อเนื่องโดยนำภารกิจเอามื้อสามัคคี หรือการลงแขกช่วยเหลือกันในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งเป็นประเพณีดั้งเดิมของไทยมาเป็นกลวิธีในการขับเคลื่อน โดยกิจกรรมปีนี้อยู่ในลุ่มน้ำป่าสัก ที่ จ.สระบุรี เป็นจุดเริ่มต้นของการรณรงค์ให้สร้างหลุมขนมครกเพื่อหยุดท่วม หยุดแล้ง มาตั้งแต่การดำเนินโครงการในปีแรก และขยายผลออกไปยังลุ่มน้ำอื่นๆ ทั่วประเทศ ทำให้เกิดพื้นที่และคนต้นแบบมากมาย อาทิ อ.บุญล้อม เต้าแก้ว แห่งสวนล้อมศรีรินทร์ จ.สระบุรี ซึ่งเป็นตัวอย่างของผู้ที่ใช้ศาสตร์พระราชาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต และปัจจุบันท่านเป็นคณะทำงานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการเผยแพร่ศาสตร์พระราชา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายอาทิตย์กล่าวอีกว่า ทำโครงการนี้แบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 9 ปี เท่าที่ผ่านมาโครงการประสบความสำเร็จพอสมควร มีตัวอย่างความสำเร็จให้เห็นหลายแห่งกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ ทั้งนี้ เชฟรอนจะยังทำงานร่วมกับพันธมิตร พร้อมทั้งเรียนรู้ระหว่างทางไปตลอดว่าต้องทำอย่างไรจึงจะสำเร็จ นอกจากนี้ยังจะมองหา &amp;ldquo;คอขวด&amp;rdquo; หรืออุปสรรคต่อการพัฒนา เพื่อเข้าไปช่วยแก้ไขต่อไป ซึ่งคอขวดระยะแรกคือ ประชาชนขาดการตระหนักรู้ จากเดิมที่มีคนที่สนใจเพียงกลุ่มเล็กๆ เชฟรอนได้เชิญดาราเข้าร่วมโครงการเพื่อสร้างจุดสนใจ ทำให้โครงการเป็นที่รับรู้มากขึ้น และเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่วนคอขวดในระยะที่สองคือ การขาดแคลนวิทยากร เนื่องจากมีคนสนใจอยากลงมือทำมากขึ้น จึงต้องเพิ่มจำนวนศูนย์เรียนรู้ เพิ่มการเรียนการสอน เพิ่มวิทยากร สร้างคน เพื่อให้สามารถออกแบบและอบรมคนได้อย่างเพียงพอกับความต้องการ ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดีที่มีคนให้ความสนใจมากมาย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผจก.ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ เชฟรอน เสริมอีกว่า หลังจากนั้นต้องมีการขับเคลื่อนระดับชาติ เพื่อให้เกิดการยอมรับมากขึ้นทั้งในวงการวิชาการและอื่นๆ เชฟรอนจึงได้สนับสนุนให้สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ทำวิจัยที่มีผลทางวิชาการยืนยันชัดเจนว่า ศาสตร์พระราชาช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นจริง ทั้งมิติด้านสภาพแวดล้อม คือ ดินดี มีแหล่งน้ำ และผลผลิตที่มากขึ้น, มิติด้านสังคม คือ การได้กลับมาเป็นครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา และมิติด้านเศรษฐกิจ คือ ปลดหนี้ได้ สร้างรายได้ พึ่งพาตนเองได้ และกิจกรรมเอามื้อสามัคคีที่บ้านสุขสมบูรณ์ครั้งนี้ มีพนักงานเชฟรอนกว่า 200 คน เข้าร่วมด้วย และยังมีเครือข่ายคนมีใจจากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ และผู้ที่สนใจสมัครผ่านทางเฟซบุ๊กโครงการ รวมทั้งสิ้นกว่า 1,000 คนเข้าร่วมกิจกรรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกิจกรรมเอามื้อสามัคคีที่บ้านสุขสมบูรณ์ มีขนาดพื้นที่ 47.5 ไร่ เกิดจากคนหลากหลายอาชีพ อาทิ ธุรกิจส่วนตัว รับจ้างอิสระ นักวิเคราะห์แผนงาน นักแสดง นักบิน รวมทั้งเจ้าของที่ดินเดิม รวม 15 ครอบครัว เพื่อทำตามความฝันของตนเองในการร่วมกันสร้างหมู่บ้านสุขสมบูรณ์เป็นชุมชนกสิกรรมวิถี และเป็นชุมชนต้นแบบตามศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมช.กระทรวงเกษตรฯ ยังได้กล่าวถึงการรวมกลุ่มของชุมชนอีกว่า หมู่บ้านสุขสมบูรณ์คือหมู่บ้านกสิกรรมวิถี ชุมชนกสิกรรมวิถี ก็คือการรวมตัวกันของกลุ่มคนหลากหลายอาชีพที่มีแนวคิดและอุดมการณ์เดียวกัน สร้างชุมชนพอเพียงที่พึ่งตนเองได้แม้ยามเกิดภัยพิบัติ โดยนำแนวคิดเรื่องทฤษฎีใหม่ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับสภาพภูมิสังคม ด้วยการทำกสิกรรมธรรมชาติ เพื่อการดำรงชีวิตให้อยู่รอดได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งรณรงค์ให้เกษตรกรเลิกใช้สารเคมี หันกลับมาพึ่งพาตนเอง โดยใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบทอดกันมา เพื่อเน้นการทำเกษตรแบบยั่งยืนบนผืนแผ่นดินไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากการที่ติดตามสภาพวิกฤติโลก ตอนนี้กำลังเป็นสงครามแบ่งค่ายทั้งโลก สภาพสังคมไทยตอนนี้ทุกคนก็รู้ดี อดีตสังคมไทยเป็นสังคมที่เอื้อเฟื้อกัน ใครมาถึงก็ต้อนรับแบ่งปันกัน ปลูกพืชผักแบ่งกันกินได้ แต่ตอนนี้สังคมแบบนี้ได้หายไป อีกทั้งสภาพทางการเมืองก็แบ่งเป็นเหล่าอย่างชัดเจน สังคมไทยยังไม่เคารพกัน รวมถึงสภาพแวดล้อมก็ยังเลวร้าย บางพื้นที่น้ำท่วมหนัก บ้านพัง บางแห่งแล้งต้องขนน้ำไปช่วย ไปทำฝนเทียมให้ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อมมันรุนแรงขึ้นทุกวัน เราเชื่อว่าลำพังคนคนเดียวถ้าจะแก้ไขยังไงก็เอาตัวไม่รอด ต้องมีเพื่อน มีกลุ่ม มีสังคม มีชุมชน&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อ.ยักษ์กล่าวอีกว่า พลังอำนาจของแต่ละประเทศทั่วโลกกว่า 240 ประเทศ จะอ่อนแอลงเรื่อยๆ เพราะเก็บภาษีใครไม่ได้ ระบบอีคอมเมิร์ซ การค้าออนไลน์ รัฐบาลก็จะเก็บภาษียากขึ้นทุกวัน เพราะฉะนั้นชุมชนต่างต้องดิ้นรนเอาตัวรอดกัน แล้วประเทศไทยมีชุมชนในเมือง 1-2 หมื่นชุมชน ซึ่งพึ่งตนเองไม่ได้เลยเมื่อเกิดน้ำท่วม ภัยพิบัติ เพราะฉะนั้นจึงผลิตอาหารการกินไม่รอด ทำอะไรไม่เป็น ชุมชนชนบทกว่า 7 หมื่นชุมชนวันนี้ก็อ่อนแอ เหลือแต่คนแก่และเด็กเล็กๆ คนที่แข็งแรงพอจะเรียนรู้การอยู่กับดินกับน้ำที่ทำให้มนุษย์อยู่รอด ได้หายไปหมดแล้ว ที่สำคัญความคิดของคนก็ไม่เหมือนกัน คนในเมืองคิดว่าเงินจะทำให้อยู่รอด ขณะที่คนชนบทคิดว่าข้าวปลาอาหารทำให้อยู่รอด ตนคิดว่าถ้าใครศรัทธาแนวทางสองสิ่งคือ 1.แนวทางที่พระเจ้าอยู่หัวทรงสอนเอาไว้ 2.แนวทางศาสนาของตนเองที่สอนไว้ ให้กลับมาสู่ธรรมชาติ กลับมาสู่ชุมชน และมีเป้าหมายแบ่งปันช่วยเหลือกัน สังคมแบบนี้จะอยู่รอด การทำเป็นชุมชนกสิกรรมจะทำให้เกิดความสุข ตนหวังอยากให้มีชุมชนแบบนี้ 1-2 แห่งในตำบลหนึ่ง เพราะจะช่วยแก้ได้ทั้งเรื่องเกษตร เรื่องของน้ำด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.บุญล้อมสอนการทำปุ๋ยให้กับสมาชิกเอามื้อสามัคคี

&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการทำงานของหมู่บ้านสุขสมบูรณ์ นายบุญล้อม เต้าแก้ว คณะทำงานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ เครือข่ายภาควิชาการกล่าวว่า การออกแบบพื้นที่หมู่บ้านสุขสมบูรณ์ พื้นที่ 47.5 ไร่ เป็นไปตามวัตถุประสงค์และความต้องการของสมาชิกแต่ละคนว่ามีเป้าหมายอย่างไร และอยากจะทำอะไรบนพื้นที่ โดยนำองค์ความรู้เรื่องหลุมขนมครกมาช่วยออกแบบ ให้คำแนะนำและเป็นพี่เลี้ยง ซึ่งแต่ละแปลงจะขุดบ่อของตัวเองเพื่อกักเก็บน้ำ นอกจากนี้ยังจัดสรรพื้นที่ส่วนกลางที่จะต้องใช้ร่วมกันด้วย เช่น ถนนทางเข้า คูน้ำ คันดิน เป็นต้น สำหรับผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ได้เรียนรู้หลักการออกแบบพื้นที่ตามหลักภูมิสังคม โดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สจล. เข้าใจถึงวิธีการปรับปรุงบำรุงดิน ทำปุ๋ยแห้ง แบบไม่พลิกกลับกอง และทำปุ๋ยน้ำนมด้วยฮอร์โมนนมซึ่งเป็นวัตถุดิบที่มีมากในพื้นที่ นอกจากนั้น ยังได้ร่วมกันปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ทำฝายชะลอน้ำด้วยกระสอบและไม้ไผ่ และสร้างระบบนิเวศและแหล่งอาหาร ด้วยการดำนา ปั้นหัวคันนาทองคำ ทำกระชังเลี้ยงกบและทำแซนด์วิชปลาในนาข้าว ศาสตร์เหล่านี้สามารถนำไปใช้ได้ทุกแห่ง หากสนใจที่จะมาเรียนรู้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นารอบข้างน้ำท่วม แต่โคก หนอง นา แก้ปัญหาน้ำท่วมได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายกษิดิศร์ อนรรฆศิริ อาชีพอิสระ เจ้าของพื้นที่ 2 ไร่ในหมู่บ้าน กล่าวถึงแรงบันดาลใจว่า เพราะศาสตร์พระราชามีเป้าหมาย คือการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของคน โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ให้คนมีความสุข โดยคำนึงถึงเรื่องสภาพภูมิศาสตร์ ความเชื่อทางศาสนา เชื้อชาติ และภูมิหลังทางเศรษฐกิจ สังคม แม้ว่าวิธีการพัฒนามีหลากหลาย แต่ที่สำคัญคือผู้พัฒนาต้องมีความรัก ความห่วงใย ความรับผิดชอบ และการเคารพในเพื่อนมนุษย์ จะเห็นได้ว่าการพัฒนาเกี่ยวข้องกับมนุษยชาติ และเป็นเรื่องของจิตใจ และนี่คือจุดเริ่มที่ทำให้ศึกษาว่าศาสตร์พระราชาคืออะไร ส่วนแนวคิดในการออกแบบพื้นที่ของตน ได้ใช้หลัก โคก หนอง นา โมเดล โดยใช้ความสัมพันธ์ของ 5 ตัวแปรสำคัญ คือ 1.ไฟ หรือทิศทางของแสงแดดในแต่ละช่วงฤดู 2.ดิน ลักษณะของดิน การอุ้มน้ำของดิน 3.น้ำ ทิศทางการไหลของน้ำเข้าและออกจากพื้นที่ 4.ลม ทิศทางการพัดผ่านของลมหนาว ลมฝน และลมร้อน 5.คน เป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยการคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอย วัฒนธรรม ซึ่งแนวคิดเหล่านี้ก็ได้รับการถ่ายทอดมาจาก อ.ยักษ์ อ.ล้อม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมมีเป้าหมายที่จะใช้ที่ดินแปลงนี้ในช่วงเกษียณ ใช้เป็นที่ทำกินในอนาคตโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริของในหลวง ร.9 และใช้บางส่วนของพื้นที่ในการทดลองปลูกพืชเขตร้อน เพื่อการวิจัยและศึกษาผลการเจริญเติบโตและการขยายพันธุ์พืชเศรษฐกิจร่วมกับเพื่อนๆ ในต่างประเทศที่เคยศึกษาด้วยกันเพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยของมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ&amp;rdquo; นายกษิดิศร์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการจะเผยแพร่องค์ความรู้ศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยส่งเสริมให้ประชาชนลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีน่าน อ.เวียงสา จ.น่าน ในวันที่ 26-28 ตุลาคม 2561 นำโดยบัณฑิต ฉิมชาติ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีน่าน และสุดาพร พรหมรักษา เจ้าของพื้นที่บ้านน้ำปี้ ต.น้ำมวบ อ.เวียงสา จ.น่าน ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมได้ทางเฟซบุ๊ก : พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17208</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน, ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, บริษัท เชฟรอนประเทศไทย, มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ, อาจารย์ยักษ์, แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180910/image_big_5b96027e1d248.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
