<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>96560</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2021 10:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2021 10:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไออาร์พีซี ผนึก อินโนบิกตั้ง บริษัท&#039;อินโนโพลีเมด&#039;รุกตลาดอุปกรณ์ทางการแพทย์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 มีนาคม 2564 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (ไออาร์พีซี) และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่ผ่านมา ได้มีมติอนุมัติจัดตั้ง &amp;ldquo;บริษัท อินโนโพลีเมด จำกัด&amp;rdquo; ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง ไออาร์พีซี และ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด (บริษัทย่อยที่ ปตท. ถือหุ้นทั้งหมด) เพื่อผลิตผ้าไม่ถักไม่ทอ (Non-woven Fabric) ที่ขึ้นรูปด้วยวิธี Melt Blown ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักสำหรับผ้าชั้นกรองหน้ากากอนามัย หน้ากาก N95 ชุดกาวน์ และแผ่นกรองอากาศ เป็นต้น นับเป็นก้าวสำคัญในการเข้าสู่อุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ ทดแทนการนำเข้าวัตถุดิบ เพิ่มเสถียรภาพและความสามารถในการแข่งขันการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ไทยให้ทัดเทียมกับสากล คาดว่าจะเริ่มจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บริษัท อินโนโพลีเมด จำกัด&amp;rdquo; จัดตั้งขึ้นด้วยทุนจดทะเบียน 260 ล้านบาท โดย ไออาร์พีซี ถือหุ้นสัดส่วนร้อยละ 60 และอินโนบิก (เอเซีย) ถือหุ้นร้อยละ 40 เพื่อดำเนินธุรกิจอุปกรณ์ทางการแพทย์ อาทิ แผ่นกรองหน้ากากอนามัยที่ขึ้นรูปด้วยวิธี Melt Blown&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบุรณิน รัตนสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารกลยุทธ์กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลายบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด หรือ อินโนบิก (เอเซีย) กล่าวว่า &amp;ldquo;การจัดตั้ง บริษัท อินโนโพลีเมด จำกัด เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการรุกเดินหน้าการลงทุนธุรกิจ Life Science ของกลุ่ม ปตท. โดยผสานความรู้ด้านวัสดุศาสตร์กับความรู้ด้านการแพทย์และสุขภาพของทั้งสองบริษัทมารวมกัน ขับเคลื่อนธุรกิจการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ ซึ่งเป็น 1 ใน 4 กลุ่มธุรกิจใหม่ในด้าน Life Science ของ ปตท. ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญของการลงทุนครั้งนี้ คือ การสร้าง Product Champion ที่สามารถต่อยอดเป็นวัสดุและชิ้นส่วนประกอบที่สำคัญในอุปกรณ์ทางการแพทย์และสุขภาพอื่น ๆ ลดการพึ่งพาการนำเข้า และส่งเสริมนโยบายการพัฒนา New S-Curve ทางด้าน Medical Technology ของประเทศไทย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ ไออาร์พีซี กล่าวว่า &amp;ldquo;ความร่วมมือดังกล่าวเป็นการขยายธุรกิจโดยต่อยอดนวัตกรรมให้เกิดประโยชน์กับประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจสุขภาพ สุขอนามัยและการแพทย์ &amp;nbsp;ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจใหม่ที่ ไออาร์พีซี ให้ความสำคัญ และเล็งเห็นโอกาสในการสร้างนวัตกรรมเม็ดพลาสติกชนิดพิเศษไปสู่ Smart Material ที่ตอบสนองผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง ยังเป็นการขยายผลความร่วมมือทางธุรกิจที่มีอยู่ อาทิ บริษัท วชิรแล็บเพื่อสังคม จำกัด ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการกลางที่ให้บริการทดสอบคุณภาพอุปกรณ์ทางการแพทย์ครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลิตภัณฑ์ผ้าไม่ถักไม่ทอ (Non-woven Fabric) ที่ขึ้นรูปด้วยวิธี Melt Blown มีลักษณะเส้นใยขนาดเล็ก และละเอียดในระดับนาโนเมตรถึงไมโครเมตร มีคุณสมบัติในการกรองที่มีประสิทธิภาพสูง ผลิตจากเม็ดพลาสติกโพลีโพรพิลีนชนิดพิเศษ (PP melt blown grade) ที่บริษัท ไออาร์พีซี วิจัยและพัฒนาเป็นผู้ผลิตแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไออาร์พีซี และ อินโนบิก (เอเซีย) เชื่อว่าการร่วมทุนจัดตั้งบริษัท อินโนโพลีเมด จำกัด ในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มความมั่นคงและแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์และสาธารณสุขให้กับประเทศตามนโยบาย Thailand 4.0 สู่การเป็น Medical Hub รวมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย และสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในที่สุดสำหรับโรงงานผลิตผ้าไม่ถักไม่ทอ (Non-woven Fabric) ที่ขึ้นรูปด้วยวิธี Melt Blown นี้จะตั้งอยู่ที่ เขตประกอบการอุตสาหกรรม ไออาร์พีซี จังหวัดระยอง คาดว่าจะเริ่มผลิตและจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2564&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96560</URL_LINK>
                <HASHTAG>จัดตั้งบริษัทใหม่, บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด, ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์, อินโนโพลีเมด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210319/image_big_605418c125a64.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92577</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/02/2021 11:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/02/2021 11:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> IRPC โชว์Q4/63 กำไร 1,608 ล้านบาทเตรียมจ่ายปันผล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.พ. 2564 นายชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC เปิดเผยว่า &amp;ldquo;บริษัทฯ มีรายได้จากการขายสุทธิในไตรมาส 4 ปี 2563 ที่ 40,661 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 จากไตรมาสก่อน ที่มีรายได้สุทธิ 37,671 ล้านบาท เป็นผลมาจากราคาขายที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยมี Market GIM อยู่ที่ 6,144 ล้านบาท (11.01 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล) เพิ่มขึ้นร้อยละ 24 จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กลุ่มปิโตรเคมีปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเวชภัณฑ์ กลุ่มบรรจุภัณฑ์ และกลุ่มเครื่องใช้ในบ้าน รวมทั้งต้นทุน Crude Premium ที่ปรับตัวลดลง มี Accounting GIM จำนวน 7,507 ล้านบาท หรือ 13.45 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 1,608 ล้านบาท เทียบกับไตรมาสก่อนที่มีผลกำไรสุทธิ 1,556 ล้านบาท &amp;nbsp;เพิ่มขึ้นร้อยละ 3&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการดำเนินงานปี 2563 เทียบกับปี 2562 บริษัทฯ มี Market GIM และ Accounting GIM ลดลง ซึ่งเป็นผลจากหลายปัจจัย ได้แก่ ราคาและปริมาณการขายลดลง ซึ่งเป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 &amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้ง สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในปี 2563 ปรับตัวลดลงอย่างมาก โดยราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงต้นปีจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมถึงสงครามราคาระหว่างซาอุดิอาระเบียและรัสเซีย โดยราคาน้ำมันดิบดูไบลดลงต่ำสุดอยู่ที่ 13.55 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในเดือนเมษายน และเริ่มฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง หลังจากผู้ผลิตน้ำมันดิบร่วมมือปรับลดกำลังการผลิต เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำมัน ประกอบกับหลายประเทศ มีรายงานความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิ 6,152 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปี 2563 บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นการดำเนินกลยุทธ์ ด้านการเติบโต (Growth) เทคโนโลยีดิจิทัลและกระบวนการทำงาน (Digital &amp;amp; Process) และทรัพยากรมนุษย์ (People) ควบคู่กับการสร้างสมดุลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลที่ดี โดยการเพิ่มขีดความสามารถและประสิทธิภาพการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงด้วยความเป็นเลิศด้านนวัตกรรม และขยายขอบเขตการลงทุนเพื่อการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรและการพัฒนาธุรกิจ ให้พร้อมตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เช่น โครงการ IRPC 4.0 นำระบบดิจิทัลและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการดำเนินงานทั่วทั้งองค์กร และพัฒนาการบริการลูกค้าสู่ความเป็นดิจิทัลทั้งระบบ โครงการเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง โดยมุ่งเน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูงผ่านกระบวนการทำงานแบบ Cross Function หรือ Agile New Way of Working Team (ANT) เพื่อช่วยขับเคลื่อนให้บรรลุวัตถุประสงค์ รวมทั้งโครงการ New Organization Agile Human (NOAH) พัฒนาระบบบริหารทรัพยากรบุคคล เพิ่มศักยภาพของพนักงาน สร้างแรงจูงใจในการทำงาน พัฒนาภาวะผู้นำ นำไปสู่วัฒนธรรมองค์กรที่ดี และสอดรับกับการเติบโตของบริษัทฯ ต่อไปในอนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการช่วยเหลือสังคมจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดระยอง &amp;nbsp; ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดสูง ที่ศูนย์ตรวจโรคทางเดินหายใจความดันลบแบบ &amp;ldquo;One Stop Service&amp;ldquo; หรือ &amp;ldquo;อาคารระยองรวมใจพัฒน์&amp;rdquo; ที่บริษัทฯ มอบให้กับโรงพยาบาลระยอง ได้ถูกใช้เป็นอาคารหลักในการตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสโควิด&amp;ndash;19 ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อทางเดินหายใจทั้งของบุคลากรทางการแพทย์ และผู้เข้ารับการตรวจได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี 2564 บริษัทฯ ยังคงมองหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจใหม่ตามแผนกลยุทธ์การมุ่งสู่ปิโตรเคมีปลายน้ำเพื่อใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น โดยได้ร่วมมือกับ ปตท. ในการศึกษาการลงทุนผลิต Melt Blown ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตหน้ากากอนามัย หน้ากาก N95 และ Nitrile Butadiene Latex ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตถุงมือทางการแพทย์ตามแผนการลงทุนในธุรกิจใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นอกจากนี้ ยังร่วมกับมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช จัดตั้งห้องปฏิบัติการกลางเพื่อตรวจสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น หน้ากากอนามัย หน้ากาก N95 และชุดกาวน์ เพื่อยกระดับคุณภาพการผลิตให้ได้ตามมาตรฐาน ลดการพึ่งพาการนำเข้า และเพิ่มเสถียรภาพด้านสาธารณสุขของประเทศอย่างยั่งยืน และจะสร้างการเติบโตให้กับ IRPC ในอนาคต&amp;rdquo; นายชวลิต กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติเห็นชอบการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลดำเนินงานปี 2563 ในอัตรา 0.06 บาทต่อหุ้น โดยจะเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติในวันที่ 31 มีนาคม 2564 ต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92577</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำไร, ชวลิต ทิพพาวนิช, บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด, ปันผล, ผลประกอบการไตรมาส 4</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200807/image_big_5f2d376aab6b8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77461</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2020 23:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2020 23:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;IRPC&#039;ยอดจองหุ้นกู้เกินเป้าปิดการขาย 12,000 ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.ย. 2563 นายนพดล ปิ่นสุภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากการเสนอขายหุ้นกู้ จำนวน 5 รุ่น ระหว่างวันที่ 8-10 กันยายนที่ผ่านมา โดยได้รับความสนใจจองซื้อเกินกว่าเป้า 10,000 ล้านบาทที่ตั้งไว้ สะท้อนถึงความมั่นใจในฐานะการเงินและโอกาสเติบโตของบริษัทฯ จากทั้งผู้ลงทุนสถาบัน และผู้ลงทุนทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้เสนอขายหุ้นกู้ รวมจำนวน 5 รุ่น มูลค่าเสนอขายรวมทั้งสิ้น 12,000 ล้านบาท ประกอบด้วยหุ้นกู้อายุ 3 ปี และ 5 ปี เป็นรุ่นที่เสนอขายแก่ผู้ลงทุนทั่วไป รวม 6,000 ล้านบาท ซึ่งบริษัทฯ ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ 3.00% และ 3.50% ต่อปี ตามลำดับ และรุ่นอายุ 2 ปี 10 ปี และ 15 ปี เสนอขายแก่ผู้ลงทุนสถาบันและ/หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่ รวม 6,000 ล้านบาท&amp;nbsp;อัตราดอกเบี้ย 2.76% 3.93% และ 4.40% ต่อปี ตามลำดับ โดยหุ้นกู้ของบริษัทฯ ได้รับความสนใจจากทั้งกลุ่มผู้ลงทุนทั่วไปและกลุ่มผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือผู้ลงทุนรายใหญ่เป็นอย่างมาก บริษัทฯ &amp;nbsp;จึงตัดสินใจเพิ่มจำนวนหุ้นกู้จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ 10,000 ล้านบาท เป็น 12,000 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการของผู้ลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;IRPC ขอขอบคุณผู้ลงทุนทุกท่านที่ให้การตอบรับหุ้นกู้ IRPC อย่างดียิ่ง แสดงถึงความเชื่อมั่นที่ผู้ลงทุนมีต่อปัจจัยพื้นฐานของบริษัทฯ โดยเชื่อว่าหุ้นกู้ IRPC เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีสำหรับนักลงทุนในสภาวะตลาดที่มีความไม่แน่นอน และผันผวนสูงเช่นนี้ เนื่องจากให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอจากบริษัทฯ ที่มีความมั่นคง โดยหุ้นกู้ IRPC ได้รับการจัดอันดับเครดิตที่ระดับ A-(tha)จาก บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด &amp;nbsp;ซึ่งสะท้อนถึงความได้เปรียบในการแข่งขันในฐานะบริษัทฯ ที่ดำเนินธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันและธุรกิจปิโตรเคมีแบบครบวงจร และขอขอบคุณสถาบันการเงินผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ในครั้งนี้ ประกอบด้วย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารทหารไทย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย และบริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทร ที่มีส่วนสำคัญทำให้การเสนอขายหุ้นกู้ในครั้งนี้ประสบความสำเร็จเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้&amp;rdquo; นายนพดลกล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77461</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายหุ้นกู้, บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด, ยอดจองทะลุเป้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200914/image_big_5f5f93cc11369.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25701</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก่อนเผาหลอก ปีนี้เผาจริง?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เปิดมาปีใหม่ คนไทยทุกวิชาชีพต้องช่วยกันประเมิน &amp;ldquo;ความเสี่ยง&amp;rdquo; ของแวดวงตัวเอง เพราะแรงกระทบจากนวัตกรรมใหม่จนเกิดความปั่นป่วนไปทั่วที่เรียกว่า technological disruption นั้นจะหนักหน่วงรุนแรงมากขึ้นในปีนี้อย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เริ่มด้วยแวดวงใกล้ตัวคือสื่อเอง ผมเห็นว่าในปีใหม่นี้อาจจะเกิดกรณี &amp;ldquo;เผาจริง&amp;rdquo; หลังจาก &amp;ldquo;เผาหลอก&amp;rdquo; มาในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันก่อนผมเห็นข่าวที่เป็นการเตือนภัยจากคนที่รู้เรื่องดีในวงการนี้คนหนึ่ง จึงอยากจะนำมาเล่าต่อให้ฟังเพื่อประกอบการพิจารณาของผู้คนในทุกวงการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข่าวชิ้นนั้นบอกว่า พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัล ได้บรรยายในหัวข้อ &amp;ldquo;Digital Marketing 4.0&amp;rdquo; ให้ฝ่ายธุรกิจปิโตรเลียมของบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด เพื่อกำหนดทิศทางกลยุทธ์ใน 5 ปี &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(ทุกวันนี้บริษัทไหนยังคิดจะวางกลยุทธ์ 5 ปี คงต้องคิดใหม่แล้ว เพราะทุกอย่างเปลี่ยนได้ภายใน 3-6 เดือน!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยที่ท่านสรุปว่า จากการที่ธุรกิจต่างๆ ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนแล้วจากการดิสรัปชั่น (disruption) ที่ทำให้ธุรกิจหลายธุรกิจต้องเสื่อมถอยลง ซึ่งถือได้ว่าเป็น &amp;ldquo;ระลอกแรก&amp;rdquo; ที่ผิวเผินเท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.เศรษฐพงค์บอกว่า แรงกระเพื่อมเริ่มต้นมีผลกระทบในธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และบันเทิง อย่างชัดเจน จนทำให้เกิดการเลิกจ้างงานขึ้นอย่างมากมาย แต่ความเสี่ยงยังมีต่อเนื่องและจะทวีความรุนแรงมากขึ้นตามลำดับในปีต่อๆ ไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะ &amp;ldquo;ดิสรัปชั่นระลอกที่สอง&amp;rdquo; กำลังจะตามมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ดิสรัปชั่นระลอกแรกที่เกิดในวงการสื่อ ทำให้สื่อสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์แบบดั้งเดิมขาดทุนและทยอยปิดตัวเป็นจำนวนมาก ซึ่งการปิดตัวดังกล่าวที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นผลกระทบที่เบาบางมาก แต่ความรุนแรงจะทวีมากขึ้นตั้งแต่ปีใหม่นี้เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม การดิสรัปชั่นระลอกแรกก็ได้ทำให้เกิดผลบวกในการสร้างงานรูปแบบใหม่ในลักษณะฟรีแลนซ์ ซึ่งเป็นงานในรูปแบบอิสระ และส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับเด็กรุ่นใหม่ในเจนแซด (Gen Z) และ เจนวาย (Gen Y) ดังนั้นคนยุคเจนเอ็กซ์ (Gen X) ในอุตสาหกรรมสื่อแบบดั้งเดิมกำลังได้รับผลกระทบอย่างแรง&amp;rdquo; ดร.เศรษฐพงค์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนทำสื่อจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม ท่านบอกต่อว่า ผลการวิจัยที่เชื่อถือได้หลายแห่งยืนยันตรงกันว่า สื่อบนอินเทอร์เน็ตจะแซงหน้าโทรทัศน์ในปี 2019 เพราะผู้ชมจะอยู่กับสื่ออินเทอร์เน็ตเป็นเวลานานกว่าอยู่กับโทรทัศน์ต่อวัน และองค์กรต่างๆ จะจ่ายเงินค่าโฆษณาให้แก่โทรทัศน์น้อยกว่าที่จ่ายให้แก่ web video, social media และ web ads อย่างชัดเจนและทิ้งห่างมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นในปี 2019 อุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงรูปแบบเดิมๆ จะถูก &amp;ldquo;ป่วน&amp;rdquo; อย่างหนักและรุนแรงกว่าเดิม โดยงานในสื่อรูปแบบดั้งเดิม เช่น วิทยุ โทรทัศน์แบบดั้งเดิม เคเบิลทีวี บริษัทเอเยนซีด้านสื่อและบันเทิง หนังสือพิมพ์ และนิตยสาร จะต้องเสื่อมถอยลงในลักษณะ &amp;ldquo;แลนด์สไลด์&amp;rdquo; อันหมายถึงการถดถอดอย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าที่เคยเกิดมาแล้วในอดีต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในขณะเดียวกันก็จะเกิดงานในรูปแบบอิสระในอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงมากมาย โดย social media จะสร้างอาชีพใหม่ๆ ที่เราไม่เคยพบเห็นอย่างมากมายในคนรุ่น Gen Alpha และ Gen Z เช่น Influencer, YouTuber, celebrity, นักออกแบบ (stylist), ผู้สื่อข่าวอิสระเฉพาะด้าน (ผ่านทาง Live streaming), นักดนตรีและนักร้องอิสระ ไปจนถึงดาราและนักแสดงอายุน้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่นั่นย่อมแปลว่า คนเก่าที่ทำงานอยู่ในสื่อเดิมจะต้องปรับตัวอย่างแรง หากยังทำงานอยู่ใน comfort zone หรือ &amp;ldquo;บรรยากาศที่คุ้นเคยแบบเดิมๆ&amp;rdquo; ก็หนีไม่พ้นว่าจะต้องตกงานหรือหันไปหาอาชีพอื่น แต่อาชีพอื่นก็กำลังตกอยู่ในสภาพที่ปรับเปลี่ยนอย่างหนักหน่วงเช่นกันมิใช่หรือ?.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25701</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด, พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
