<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>50675</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/11/2019 20:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/11/2019 20:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &quot;ก.ล.ต.&quot; ชวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ทำ “ถนนวิภาวดีฯ ไม่มีขยะ”ร่วมเฉลิมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกและเป็นตัวอย่างรักษ์สิ่งแวดล้อม   </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
19พ.ย.62-ก.ล.ต. เชิญชวนบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในบริเวณถนนวิภาวดีฯ เข้าร่วมโครงการ &amp;ldquo;ถนนวิภาวดีฯ ไม่มีขยะ&amp;rdquo; ซึ่งเป็นการดำเนินการภายใต้โครงการเสริมสร้างตลาดทุนธรรมาภิบาลเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันสิ่งแวดล้อมไทย วันที่ 4 ธันวาคม 2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า การทำความดีเพื่อแผ่นดินสามารถเริ่มต้นจากเรื่องใกล้ตัวภายในองค์กรตนเอง ดังนั้น ก.ล.ต. ซึ่งมีสำนักงานอยู่บนถนนวิภาวดีรังสิต จึงได้ริเริ่มโครงการ &amp;ldquo;ถนนวิภาวดีฯ ไม่มีขยะ&amp;rdquo; และเชิญชวนบริษัทจดทะเบียนที่ตั้งอยู่ในบริเวณถนนวิภาวดีฯ มาร่วมกันบริหารจัดการขยะภายในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ และลดขยะที่ไม่สามารถหมุนเวียนไปใช้หรือทำประโยชน์อย่างอื่นให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งจะเป็นตัวอย่างที่ดีและสามารถขยายผลไปยังองค์กรอื่นได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ โครงการ &amp;ldquo;ถนนวิภาวดีฯ ไม่มีขยะ&amp;rdquo; เป็นการดำเนินการภายใต้ &amp;ldquo;โครงการเสริมสร้างตลาดทุนธรรมาภิบาลเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก&amp;rdquo; ที่ ก.ล.ต. และหน่วยงานในตลาดทุน 12 องค์กรร่วมกันจัดทำและมีพิธีเปิดโครงการไปเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2562 เพื่อให้หน่วยงานและบุคลากรในตลาดทุนร่วมกันทำความดี โดยการขับเคลื่อนตลาดทุนไทยสู่ความยั่งยืนตามบทบาทของแต่ละหน่วยงาน สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ และจะพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือระหว่างกันเพื่อสนับสนุนองค์กรที่ได้ประกาศเจตนารมณ์ไว้แล้วให้สามารถนำไปปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ โครงการ &amp;ldquo;ถนนวิภาวดีฯ ไม่มีขยะ&amp;rdquo; จะเป็นส่วนสำคัญในการเริ่มต้นกิจกรรมที่เป็นรูปธรรมของเครือข่ายเพื่อความยั่งยืนแห่งประเทศไทย (TRBN) ที่สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย ได้ร่วมกับ ก.ล.ต. และอีก 7 องค์กรจัดตั้งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50675</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ล.ต., งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก, บริษัทจดทะเบียน, โครงการถนนวิภาวดีไม่มีขยะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191119/image_big_5dd3e987c2dd8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13753</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2018 09:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2018 09:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตลท.จ่อคลอด ดีอาร์ ซื้อขายหุ้นเพื่อนบ้านไตรมาส 3</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลท.คลอดดีอาร์ ซื้อขายหุ้นเพื่อนบ้าน พร้อมขนสินค้าไทยขายด้วย คาดกองทุนไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ ฟันด์ ระดมทุนไตรมาส 3 ปีนี้

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่าช่วงไตรมาส 3 จะมีการเปิดซื้อขายสินค้าใหม่ ที่ ตลท.ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์พัฒนาขึ้น โดยเป็นตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ (ดีอาร์) เพื่อรองรับการลงทุนของนักลงทุน เบื้องต้นจะเป็นสินค้าต่างประเทศกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านก่อน และนำสินค้า ตลท.ของไทยไปซื้อขายรูปแบบดีอาร์ยังประเทศเพื่อนบ้านเช่นกัน รวมทั้งคาดว่ากองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ ฟันด์ เสนอขายผ่านตลาดหุ้นไทยเช่นกัน ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ภาครัฐระดมทุน เพื่อลงทุนในโครงการต่าง ๆ


ทั้งนี้ แหล่งระดมทุนสำคัญของไทยมี 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์มียอดหนี้รวม 12-15 ล้านล้านบาท,ตลาดตราสารหนี้ 9 ล้านล้านบาท,ตลท.ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) 17 ล้านล้านบาท ถือเป็นแหล่งระดุมทุนหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แม้ขณะนี้ตลาดหุ้นไทยยังมีความผันผวน แต่นักลงทุนก็สามารถเลือกลงทุนในหุ้นที่มีความมั่นคง เพราะปัจจุบันภาคเอกชนมีศักยภาพมากขึ้น สะท้อนจากบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ของไทยติด 50 อันดับสูงสุดของโลก ได้แก่ บมจ.ท่าอากาศยานไทย โรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เซ็นทรัล ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลเป็นต้น


นอกจากนี้ ยังพบว่ารายได้ของบริษัทจดทะเบียนที่ออกไปลงทุนต่างประเทศมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศถึง 46% ของรายได้รวมนับว่าเงินลงทุนต่างประเทศสูงมากเช่น กลุ่มอาเซียน เอเชียเหนือสหรัฐ เมื่อไทยต้องการชูจุดขายเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค จึงต้องมุ่งพัฒนาด้านการลงทุน โดยปัจจุบันตลาดทุนไทยไม่สามารถเปิดให้บริการได้ใน 2 ส่วน คือ การเปิดให้ผู้ประกอบการจากต่างประเทศเข้ามาระดมทุนในตลาดทุนไทย และผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) หรือ สตาร์ทอัพ ถือเป็นโจทย์ของตลท.ที่ต้องเร่งดำเนินการ


อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งปีหลังความผันผวนของตลาดหุ้นไทยจะน้อยกว่าครึ่งปีแรก ภายหลังภาพรวมตลาดมีความชัดเจน ทั้งทิศทางการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ, แต่ละประเทศเริ่มดึงสภาพคล่องกลับ และความขัดแย้งทางการค้า ที่ยังมีความไม่แน่นอน แม้ไทยจะไม่ได้รับผลกระทบทางตรง แต่คาดว่าจะมีผลกระทบทางอ้อม ส่วนข้อดีของ ตลท.คือบริษัทจดทะเบียนมีความสามารถทำกำไร เป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีคุณภาพดี ทำให้นักลงทุนเลือกลงทุนได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13753</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดหลักทรัพย์, ตลาดหุ้นไทย, บริษัทจดทะเบียน, ภากร ปีตธวัชชัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180221/image_big_5a8d1e8f19d58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10689</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2018 23:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2018 23:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บล.-บลจ.ประสานเสียงดัชนีหุ้นไทย มีสิทธิ์ดิ่งแตะ 1,700 จุด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บล.-บลจ.ประสานเสียงมองดัชนีหุ้นไทยเดือนมิ.ย.ดิ่งแตะ 1,700 จุด เหตุปัจจัยต่างประเทศกดดันนลท.ขายทิ้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอภิชัย เรามานะชัย รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.แอพเพิล เวลธ์ เปิดเผยว่า ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินภาวะตลาดหุ้นไทยเดือน มิ.ย.61 &amp;nbsp;มีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบแนวรับ 1,700 จุด แนวต้าน 1,750-1,770 จุด เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาดัชนีตลาดหุ้นไทยถูกแรงขายจากนักลงทุนต่างประเทศ เพราะมีปัจจัยความเสี่ยงค่าเงิน, อัตราดอกเบี้ยสหรัฐ รวมถึงบริษัททำดัชนีราคาหุ้นโลก (เอ็มเอสซีไอ) ได้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นจีน ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยช่วงก่อนหน้านี้ปรับฐานลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ความเสี่ยงของดัชนีตลาดหุ้นไทยน่าจะเริ่มลดลง เนื่องจากได้ปัจจัยหนุนจากแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในปีนี้ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ดี 9 &amp;ndash;10 % จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยจะได้รับอานิสงส์แนวโน้มเศรษฐกิจใประเทศที่คาดจะขยายตัวที่ระดับ 4.5% จากภาคส่งออก , การลงทุนภาครัฐและเอกชน รวมถึงภาคการท่องเที่ยว ที่มีแนวโน้มเติบโตดี รวมทั้งโรดแมปการเลือกตั้งใหม่น่าจะเกิดขึ้นในช่วง เม.ย. &amp;ndash; พ.ค.62 จะช่วยหนุนให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังกลับมาขยายตัวดี และนักลงทุนต่างชาติมีโอกาสที่จะให้น้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเพิ่มมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ประภา ปูรณโชติ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี กล่าวว่า ในครึ่งปีหลังสถานการณ์ตลาดหุ้นไทยคาดว่าจะแกว่งตัวในกรอบดัชนี 1,700 &amp;ndash; 1,850 จุด แม้ความชัดเจนในการเลือกตั้ง จะส่งผลต่อเนื่องมายังความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจและนักลงทุนต่างชาติ แต่มีปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนส่วนใหญ่คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ 3 ครั้ง แต่หากเฟด เริ่มส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 4 &amp;nbsp;มีโอกาสที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ และเงินดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวสูงขึ้น และกดดันต่อกระแสเงินทุนต่างชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ได้แก่ ความชัดเจนในการเลือกตั้ง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจและนักลงทุนต่างชาติ แนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ดีขึ้นทั้งภาคการส่งออก การท่องเที่ยว และการบริโภคภายในประเทศ ราคาน้ำมันที่คาดว่าจะทรงตัวอยู่ในระดับสูง จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงสภาพคล่องในประเทศที่อยู่ในระดับสูง สะท้อนจากการเติบโตของฐานเงินที่ทำสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิน &amp;nbsp;อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บล.เคทีบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า สัปดาห์นี้หุ้นไทย ตลาดยังผันผวน จากการปรับพอร์ตรับการลดคิวอี, ดอกเบี้ยสหรัฐฯปรับตัวขึ้น และการนำหุ้นของจีนเข้าคำนวณดัชนีเอ็มเอสซีไอ ทำให้ยังมีแนวโน้มที่จะมีการขายหุ้นไทยและหุ้นในตลาดเอเซีย &amp;nbsp;โดยปัจจัยสำคัญที่ควรติดตาม คือสัญญาณดอกเบี้ยของเฟดในการประชุมสัปดาห์หน้า และทิศทางราคาน้ำมัน &amp;nbsp;อาจทำให้ดัชนีใกล้ระดับที่ 1,700-1,710 ซึ่งเป็นแนวรับสำคัญ โดยแนะนำการถือหุ้นที่การขยายตัวของกำไรมีไม่มาก &amp;nbsp;หรือปรับพอร์ตลงทุนให้หาจังหวะซื้อหุ้นที่พื้นฐานดีหรือราคาลงมามาก &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาวะตลาดหุ้นไทยเมื่อวันที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนลบและบวกตลอดทั้งวัน โดยยังไร้ปัจจัยหนุนที่ชัดเจน ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,721.29 จุด เพิ่มขึ้น 1.47 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 0.09% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 53,420.10 ล้านบาท แตะจุดสูงสุดที่ 1,724.71 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,715.82 จุด โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 100.98 ล้านบาท กองทุนซื้อสุทธิ 2,454.80 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 1,802.34 ล้านบาท และรายย่อยขายสุทธิ 551.47 ล้านบาท
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10689</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีตลาดหลักทรัพย์, ตลาดหุ้นไทย, บริษัทจดทะเบียน, บล.แอพเพิล เวลธ์, บลจ.เอ็มเอฟซี, ประภา ปูรณโชติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180604/image_big_5b156132c3e58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9723</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2018 15:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2018 15:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บจ. ไทยไตรมาสแรกกำไรแตะ2.86 แสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บจ.ไทยไตรมาสแรก ปี 61 โกยกำไร 2.86 แสนล้านบาท โต 15.55% หลังหมวดพลังงานและสาธารณูปโภคมีกำไรเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 พ.ค. 61 - นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) งวดไตรมาสแรก ปี 61 มีกำไรสุทธิรวม 286,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.30% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก ปี 60 จากบจ. ใน SET ที่นำส่งงบการเงินจำนวน 544 บริษัท หรือ 93.79% จากทั้งหมด 580 บริษัท โดยมีบจ.ที่มีกำไรสุทธิจำนวน 449 บริษัท คิดเป็น 82.45% ของบริษัทที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด มาจากราคาน้ำมันยังเพิ่มสูงขึ้น อัตราแลกเปลี่ยนที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 23.72% ลดลงเล็กน้อยจาก 24.33% ในช่วงเดียวกันในปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม บจ. มียอดขายรวม 2.83 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.61% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งส่วนใหญ่มียอดขายปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในหมวดธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี ด้านฐานะการเงินของกิจการ ณ สิ้นไตรมาสแรก โครงสร้างเงินทุนยังคงแข็งแรง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (ดีอี) ลดลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ 1.15 เท่า เทียบกับสิ้นปีก่อนอยู่ที่ 1.17 เท่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ผลการดำเนินงานของ บจ. ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ภาพรวมปรับดีขึ้น โดยในไตรมาสแรกมีกำไรสุทธิ 1,810 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.45% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 69.56% จากไตรมาส 4 ปี 60&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9723</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลท., ตลาดหลักทรัพย์, บริษัทจดทะเบียน, ไตรมาสแรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180522/image_big_5b03d8f94583e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9287</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2018 09:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/05/2018 09:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หุ้นน้ำหวาน กำไรร่วงถ้วนหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หุ้นน้ำหวานโอดเศรษฐกิจไม่ฟื้น กำลังซื้อชะลอ เจอภาษีสรรพสามิตและภาษีน้ำตาลเพิ่มขึ้น ฉุดกำไรร่วงถ้วนหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย ในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ได้ประกาศผลการดำเนินงานงวดไตรมาสแรก ปี 61 ซึ่งส่วนใหญ่มีผลกำไรปรับลดลงหลังจากเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ยังชะลอตัว โดย บมจ.ทิปโก้ฟูดส์ (TIPCO) ไตรมาสแรก มีกำไรสุทธิ 50 ล้านบาท ลดลง 87% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มาจากรายได้จากการขายและบริการรวม 978 ล้านบาท ลดลง 23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการลดลงของธุรกิจผลิตภัณฑ์จากพืช ผัก และผลไม้ที่ราคาขายปรับลดลงตามราคาวัตถุดิบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บมจ. มาลีกรุ๊ป (MALEE) ในไตรมาส 1/61 มีกำไรสุทธิจำนวน 9 ล้านบาท ลดลง 92% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังจากสัดส่วนการขายต่างประเทศลดลง ค่าเสื่อมราคาที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนเพิ่มเติมในโรงงาน เครื่องจักร และสำนักงาน ค่าใช้จ่ายจากการทดสอบและเริ่มการผลิตของเครื่องจักรใหม่ ต้นทุนภาษีสรรพสามิตและภาษีน้ำตาลที่เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนา และต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากภาระเงินกู้ที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนเพิ่มเติมในเครื่องจักร รวมถึงการทยอยลงทุนในธุรกิจการร่วมค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บมจ.อิชิตัน กรุ๊ป (ICHI) ไตรมาส 1 มีกำไรสุทธิ 32.9 ล้านบาท ลดลง 47.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังจากรายได้จากการขายอยู่ที่ 1,312.5 ล้านบาท ลดลง 11.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากตลาดชาพร้อมดื่มในประเทศไม่เติบโต มีการแข่งขันด้านราคา รวมถึงการปรับราคาขายปลีกที่ได้รับผลกระทบจากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต และภาษีน้ำตาลของภาครัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านบมจ.โออิชิ กรุ๊ป (OISHI) ไตรมาส 2/61 (สิ้นสุด มี.ค. 61) มีกำไรสุทธิ 245.6 ล้านบาท ลดลง 41% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 418.83 ล้านบาท ส่งผลให้งวด 6 เดือน ปี 61 มีกำไรสุทธิ 543 ล้านบาท ลดลง 21.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 691.9 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของยอดขายของธุรกิจเครื่องดื่ม แต่บริษัทสามารถบริหารจัดการเพื่อควบคุมและลดต้นทุนขายในส่วนของวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ และค่าใช้จ่ายในการบริหารได้เป็นอย่างดีเนื่องมาจากการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพในการดาเนินงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ รายได้จากการขายรวมอยู่ที่ 3,123 ล้านบาท ลดลง 340 ล้านบาท หรือ 9.8 % จากงวดเดียวกันของปีก่อนซึ่งมีรายได้จากการขายรวม 3,463 ล้านบาท โดยธุรกิจเครื่องดื่ม มีรายได้จำนวน 1,516 ล้านบาท ลดลง 18.9% หลังตลาดชาเชียวโดยรวมลดลง ส่วนธุรกิจอาหารมีรายได้รวม 1,607 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.8% จากการขยายสาขาร้านอาหารต่อเนื่อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9287</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลท., ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ธุรกิจเครื่องดื่ม, บจ., บริษัทจดทะเบียน, ผลประกอบการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180516/image_big_5afb9254e3e07.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5326</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2018 14:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2018 14:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตลท.กระทุ้ง 20 บจ.เร่งส่งแก้ไขเหตุเพิกถอนภายในสิ้นเดือนนี้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลท.เตือนบจ. 20 แห่ง เร่งดำเนินการแก้ไขเหตุเพิกถอนและยื่นคำขอพ้นเหตุเพิกถอน หรือคำขอขยายระยะเวลาแก้ไขเหตุแห่งการเพิกถอนแล้วแต่กรณี ภายในวันที่ 31 มี.ค. 61&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 มี.ค. 61 - ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประกาศแจ้งเตือนบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จำนวน 20 บริษัท ให้เร่งดำเนินการแก้ไขเหตุเพิกถอนและยื่นคำขอพ้นเหตุเพิกถอน หรือคำขอขยายระยะเวลาแก้ไขเหตุแห่งการเพิกถอนแล้วแต่กรณี มายังตลท. ภายในวันที่ 31 มี.ค. 61 หากครบระยะเวลาดังกล่าว บจ.ยังไม่สามารถดำเนินการได้ ตลท.จะพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ขณะที่ หากบจ.ใดสามารถดำเนินการให้เหตุเพิกถอนหมดไปภายในระยะเวลาดังกล่าว ตลท.จะประกาศรายชื่อหลักทรัพย์ของบจ.ว่าเข้าสู่ช่วงดำเนินการให้มีคุณสมบัติเพื่อกลับมาซื้อขาย และจะให้เวลาดำเนินการให้มีคุณสมบัติเพื่อกลับมาซื้อขายตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรายชื่อบจ.ที่มีเหตุเพิกถอนเนื่องจากฐานะการเงิน จำนวน 12 บริษัท คือ บมจ.เค-เทค คอนสตรัคชั่น (KTECH) บมจ.ปุ๋ยเอ็นเอฟซี (NFC) บมจ.ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล (POMPUI) บมจ.โปรเฟสชั่นแนล เวสต์ เทคโนโลยี (1999) (PRO) บมจ.ซาฟารีเวิลด์ (SAFARI) บมจ.ซันไทยอุตสาหกรรมถุงมือยาง (STHAI) บมจ.ทุ่งคาฮาเบอร์ (THL) บมจ.เวนเจอร์ อินคอร์ปอเรชั่น (VI) บมจ.เวิลด์ คอร์ปอเรชั่น (WORLD) บมจ.วีรีเทล (WR) บมจ.ยงไทย (YCI) และบมจ.ยานภัณฑ์ (YNP)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ รายชื่อบจ.ที่มีเหตุเพิกถอนเนื่องจากไม่ส่งงบการเงินภายในกำหนด จำนวน 8 บริษัท คือ บมจ.เอเชียน อินซูเลเตอร์ (AI) บมจ.เอไอ เอนเนอร์จี (AIE) บมจ.บลิส-เทล (BLISS) บมจ.บางกอกสหประกันภัย (BUI) บมจ.ชูโอ เซ็นโก (ประเทศไทย) (CHUO) บมจ.อินเตอร์แนชั่นเนิลเอนจีเนียริง (IEC) บมจ.แอล.วี.เทคโนโลยี (LVT) และบมจ.ไทยยูนีคคอยล์เซ็นเตอร์ (TUCC) นอกจากนี้ NFC POMPUI SAFARI BLISS และ BUI ได้ยื่นคำขอพ้นเหตุเพิกถอนแล้วโดยตลท.อยู่ระหว่างพิจารณา ส่วน PRO STHAI และ YNP สามารถยื่นคำขอขยายระยะเวลาแก้ไขเหตุแห่งการเพิกถอนได้อีกไม่เกิน 1 ปี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5326</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบการเงิน, ตลท., ตลาดหลักทรัพย์, บจ., บริษัทจดทะเบียน, เพิกถอน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180319/image_big_5aaf63032ae00.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
