<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103182</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2021 13:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2021 13:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>    โรงงานหลวงฯ เต่างอย ชูโมเดลพลังงานทดแทน  ผลิตแก๊สไบโอมีเทนใช้หุงต้ม จากน้ำเสีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรงผลิตก๊าซไบโอมีเทน 5&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุตสาหกรรมอาหารของไทย ถือว่ามีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ทั้งนี้ในกระบวนการผลิตไม่ว่าจะเป็นอาหาร ผัก ผลไม้ พืชแปรรูป เครื่องดื่ม เครื่องเทศ ผลิตภัณฑ์นม อาหารทะเล และอื่นๆ ย่อมมีของเสียเกิดขึ้น อาทิ เศษผัก ผลไม้ น้ำเสียต่างๆ รวมไปถึงของเสียที่เป็นแก๊ส &amp;nbsp; ทำให้การแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับกำจัดของเสียจากอุตสาหกรรมเป็นหนึ่งในเป้าหมายของภาคอุตสาหกรรมนี้ในแก้ปัญหาและสร้างประโยชน์ให้กับสังคมมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
จึงเป็นเหตุให้ภาคอุสาหกรรมและภาคธุรกิจหันมาสนใจ ตระหนักถึงในปัญหาสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศบนโลกอย่างยั่งยืน โดยมีการลงทุนสร้างและผลิตแหล่งพลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึง จากของเสียที่เกิดขึ้นในจากกระบวนการผลิตภาคอุตสากรรมอาหาร โดยโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 3 (เต่างอย) จังหวัดสกลนคร หนึ่งในโรงงานแปรรูปผลไม้อบแห้ง ภายใต้ตราสินค้า ดอยคำ โดยมีสายการผลิตสำคัญ ได้แก่ สายการผลิตมะเขือเทศเข้มข้น ผลไม้อบแห้ง น้ำผลไม้บรรจุกระป๋อง และข้าวกล้องบรรจุถุง ซึ่งในกระบวนการผลิตเกิดของเสียและขขยะต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนบริเวณโดยรอบโรงงาน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
หนึ่งในนโยบายที่ชัดเจน คือ เป้าหมายการศึกษา และค้นคว้าการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก เพื่อปรับปรุงใช้ในการผลิต ลดต้นทุน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และชุมชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โดยที่ผ่านมีการผลิตและใช้เชื้อเพลิงเหลว(ก๊าซธรรมชาติ) เชื้อเพลิงแข็งจากปาล์ม ที่นำใช้ในโรงงาน รวมไปถึงพลังงานทดแทน ที่ได้มีการติดตั้งติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ 768 แผง ซึ่งสามารถผลิตกระแสไฟฟ้า และจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ประมาณ 70,000 กิโลวัตต์/ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในแต่ละฤดู เพื่อนำรายได้กลับมาพัฒนาชุมชนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ล่าสุดโรงงานหลวงฯ เต่างอย ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน (สนพ.) และสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดทำสถานีผลิตและจ่ายก๊าซไบโอมีเทนอัด (CBG) หรือ โรงจ่ายก๊าซศิลาธรหิรันย์ ภายใต้โครงการส่งเสริมและสาธิตการใช้ประโยชน์จากก๊าซไบโอมีเทนด้วยระบบท่อส่งก๊าซเพื่อทดแทนก๊าซหุงต้ม(LPG)ในชุมชนต้นแบบ &amp;nbsp;สู่เต่างอยโมเดล CBG สร้างสุข พลังงานทดแทนเพื่อชุมชน จำนวน 280 ครัวเรือน &amp;nbsp;ในพื้นที่ชุมชนบ้านนางอย และบ้านโพนปลาโหล ตำบลเต่างอย อำเภอเต่างอย จังหวัดสกลนคร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายพิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด กล่าวว่า ได้ตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องของขยะและของเสียต่างๆ โดยที่โรงงานหลวงฯ เต่างอยมีแนวทางการดำเนินงานในเรื่องของสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะที่นี่ซึ่งมีน้ำเสียที่ออกมาจากระบบ หรือกระบวนการผลิตในขั้นตอนต่างๆ ซึ่งในการทำแก๊สไบโอมีเทนครั้งนี้จะช่วยให้ชาวบ้านลดค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังเป็นการบริการผ่านวิสาหกิจชุมชนพลังงานไบโอมีเทนนางอย-โพนปลาโหล เพื่อบริหารกองทุนก๊าซอย่างเป็นรูปธรรม อย่างยั่งยืน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บ่อบำบัดน้ำเสีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับน้ำเสียที่เกิดจากโรงงานนั้น พิพัฒพงศ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับช่วงฤดูแปรรูปผลิตมะเขือเทศ หรือผลไม้อื่นๆด้วย แบ่งเป็นเดือนมกราคม-เมษายน จะเป็นฤดูของการผลิตมะเขือเทศ โดยจะมีชาวบ้านนำมะเขือเทศมาส่ง ซึ่งต้องเขาสู่กระบวนการต่างของทางโรงงาน ทำให้มีน้ำเสียที่ประมาณ 600-800 คิว/วัน หลังจากนั้นจะเป็นช่วงเดือนของนำมาอบแห้ง ทำให้เกิดน้ำเสียน้อยกว่า คือจะไม่เกิน 200 คิว/วัน แต่ค่าความสกปรกในช่วงอบแห้งจะมากกว่าทำให้ผลิตก๊าซไบโอมีเทนได้มากขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เตาแก๊สสำหรับใช้กับแก๊สไบโอมีเทน และอุปกรณ์ทำท่อส่งแก๊ส.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
พิพัฒพงศ์ ได้อธิบายถึง ในส่วนกระบวนการบำบัดน้ำเสีย &amp;nbsp;โดยน้ำเสียจากโรงงานจะถูกส่งผ่านมายังท่อที่ฝังอยู่ใต้ดิน เข้าสู่บ่อหมักที่ 1 คือ น้ำเสียจะอยู่ใต้ผืนผ้าใบสีดำหนาขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดปฏิกิริยาทางจุลินทรีย์ (ไม่ต้องการอากาศ) ซึ่งจะมีบำบัดน้ำเสียไปก่อนในบางส่วน ก่อนจะเข้าสู่บ่อหมักที่ 2 ที่แปรสภาพเป็นก๊าซ ซึ่งจะมีทั้งก๊าซที่มีประโยชน์และไม่มีประโยน์ โดยมีก๊าซไบโอมีเทนปะปนอยู่ และถูกนำไปใช้ประโยชน์ในสถานีผลิต โดยมีการแจกจ่ายก๊าซไบโอมีเทน &amp;nbsp;ผ่านกระบวนการผลิตก๊าซไบโอมีเทน อัดด้วยเทคโนโลยีเมมเบรน ส่วนแก๊สอื่นๆ ก็จะเข้าสู่บ่อเติมอากาศ ซึ่งจะใช้ระบบจุลินทรีย์(ที่ต้องการอากาศ)ในการบำบัดเช่นเดียวกัน โดยน้ำจะมีสีน้ำตาล ถือว่าเป็นสภาพน้ำที่ปกติ หลังจากนั้นจะถูกส่งไปที่บ่อตกตะกอน เพื่อให้น้ำใสไหลลงในสระ และนำไปใช้ประโยชน์ในส่วนต่างๆภายในโรงงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.พฤกษ์ อักกะรังสี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้าน ผศ.ดร.พฤกษ์ อักกะรังสี &amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า เนื่องจากสถาบันฯ ได้คิดค้นวิจัยในการดำเนินการผลิตก๊าซไบโอมีเทนอัด (CBG) ซึ่งเป็นก๊าซได้พัฒนานำก๊าซชีวภาพมาปรับปรุงคุณภาพ โดยการกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) และความชื้นออกจากก๊าซชีวภาพ เพื่อให้ได้ก๊าซไบโอมีเทนอัด (CBG) &amp;nbsp;ที่มีคุณสมบัติเทียบเท่าก๊าซ NGV (Natural Gas for Vehicles) สามารถนำไปใช้สำหรับยานยนต์ และนำไปบรรจุถังสำหรับใช้ในภาคครัวเรือน เพื่อทดแทนก๊าซหุงต้ม (LPG) ซึ่งกำลังประสบปัญหาด้านราคา และมีแนวโน้มจะขาดแคลนในอนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มิเตอร์ติดตั้งสำหรับใช้งานแก๊สไบโอมีเทนในพื้นที่หน้าบ้านแต่ละหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร.พฤกษ์ กล่าวถึงการดำเนินงานที่โรงงานหลวงฯ เต่างอย ว่า ได้เริ่มดำเนินการศึกษาและทดลองมาเป็นระยะเวลากว่า 3 ปี ซึ่งเป็นการนำก๊าซชีวภาพซึ่งเกิดจากน้ำเสียจากกระบวนการผลิตแปรรูปมะเขือเทศ มาผ่านกระบวนการของระบบผลิตก๊าซไบโอมีเทนอัดด้วยเทคโนโลยีเมมเบรน (Membrane System) สามารถผลิตได้ 262.81 kg Biomethane/day เมื่อเดินระบบเป็นเวลา 10 hr/day โดยมีราคาต้นทุน 12 บาทต่อกิโลกรัม สามารถมาทดแทนก๊าซหุงต้มได้ถึงประมาณ 75,000 กิโลกรัม/ปี ที่การเดินระบบเป็นเวลา 10 hr/day คิดเป็นมูลค่าประมาณ &amp;nbsp;1.6 ล้านบาท/ปี (คิดที่ราคา LPG 22.2a4 บาทต่อกิโลกรัม , ม.ค. 64) และจากการทดสอบก๊าซ CBG พบว่ามีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับก๊าซ LPG สามารถใช้ทดแทนกันได้ ซึ่งปัจจุบันได้แจกจ่ายให้กับชุมชนบ้านนางอยและบ้านโพนปลาโหล ใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนก๊าซหุงต้ม (LPG) จำนวน 280 ครัวเรือน ในราคา 12-15 บาท ต่างจากแก๊สแอลพีจีราคาตลาดอยู่ที่ 18 บาท ยังไม่ร่วมค่าขนส่ง จึงอยากให้แก๊สจากที่ผลิตส่งให้ชาวบ้านถูกกว่าราคาตลาดประมาณ 30%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.สิริชัย คุณภาพดีเลิศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผศ.ดร.สิริชัย คุณภาพดีเลิศ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มว่า สำหรับในประเทศไทยการวางท่อส่งแก๊สยังเป็นเรื่องที่พบไม่มากนัก &amp;nbsp;ในขณะที่ต่างประเทศมีการวางท่อส่งแก๊สเป็นจำนวนมาก ที่เรียกว่า ซิตี้แก๊ส โดยบ้านทุกหลังจะมีการต่อท่อแก๊ส และมีมิเตอร์ในการควบคุมการใช้งาน &amp;nbsp;ดังนั้นมาตรฐานต่างๆที่ดำเนินการในโครงการครั้งนี้ จึงอ้างอิงจากต่างประเทศ เพื่อให้เป็นไปตามาตรฐานสากล ซึ่งการวางท่อส่งแก๊สทั้ง 280 ครัวเรือนไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีแนวทางการปฏิบัติและกฎหมายที่ระบุเกี่ยวกับการวางท่อส่งแก๊ส จึงต้องมีการดำเนินเรื่องยื่นของกับทางกรมทางหลวงชนบทโดยตรง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในด้านความปลอดภัย ผศ.ดร.สิริชัย บอกว่า ได้มีการควบคุมมาตรฐานท่อที่ขนาดประมาณ 2 นิ้ว ส่งแก๊สในปริมาณ 2-3 บาร์ วางลึกลงดินประมาณ 1 เมตร ซึ่งถือว่าปริมาณการส่งแก๊สน้อยกว่าปกติถึง 10 เท่า และได้มีการทดสอบส่งแก๊สเต็มที่ได้ถึง 6 บาร์ ดังนั้นหากเกิดการรั่วไหลของแก๊สจะมีปริมาณนิดเดียว จะไม่มีลักษณะการระเบิด สามารถดำเนินการซ่อมได้ปกติ ส่วนอีกท่อที่แก๊สจะจ่ายไปยังบ้านเรือนจะเป็นท่อเหล็ก ที่แข็งแรงและปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;ทั้งนี้แก๊สไบโอมีเทนที่ผลิตได้จะมีค่าความร้อนใกล้เคียงกับแก๊สธรรมชาติ ไม่มีกลิ่น จึงได้มีการเติมกลิ่นลงไปเพื่อให้รับรู้ได้หากเกิดแก๊สรั่ว และด้วยลักษณะของแก๊สที่เบา จึงต้องใช้เตาที่ผลิตเฉพาะ จึงได้ร่วมกับลัคกี้เฟลม ผลิตเตาแก๊ส ให้มีรูในการพ่นเชื้อเพลิง หรือไส้ไก่ &amp;nbsp;ที่แตกต่างจากเตาแก๊สเท่าไป เพราะอัตราส่วนการผสมอากาศกับเชื้อเพลิงไม่เท่ากัน และหากชาวบ้านมีการนำไปใช้กับเตาแก๊สทั่วไป อาจจะไม่มีอันตรายเพียงเปิดไม่ติดเท่านั้น &amp;nbsp;ซึ่งยังไม่มีวางขายในท้องตลาด โดยราคาจะประมาณ 800-1,000 บาท &amp;nbsp;เบื้องต้นได้มีการมอบเตาแก๊สให้กับชาวบ้านครบทุก 280 ครัวเรือน&amp;rdquo; ผศ.ดร. สิริชัย &amp;nbsp;กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มารศรี งอยจันทรศรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
มารศรี งอยจันทรศรี หนึ่งในชาวบ้านที่ได้รับติดตั้งแก๊สไบโอมีเทน บอกว่า &amp;nbsp;รู้สึกยินดีที่ทางโรงงานหลวงฯ เต่างอย ได้มีการดำเนินโครงการเรื่องแก๊ส ที่จะมาใช้ทดแทนแก๊สหุงต้ม เพราะด้วยการบำบัดน้ำเสียจากโรงงานมีกลิ่นที่รบกวน และราคาแก๊สหุ่งต้มในท้องตลาด รวมค่าขนส่งด้วยก็จะมีราคาแพงกว่า ซึ่งหลังจากดอยคำได้เริ่มทำโครงการนี้ กลิ่นน้ำเสียไม่มีแล้ว และยังแก๊สให้ใช้ด้วยในราคาที่ถูกกว่า เมื่อทดลองใช้ได้ 4-5 วัน ก็ใช้ง่ายเพียงเปิดวาล์วจากมิเตอร์ที่ติดตั้งให้ ไฟแรง กับข้าวสุกไว ซึ่งนับว่าเป็นโครงการที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะผู้บริหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103182</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก๊าซมีเทน, จังหวัดสกลนคร, บริษัทดอยคำ, สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, สนพ., เตาแก๊ส, เต่างอยโมเดล CBG สร้างสุข พลังงานทดแทนเพื่อชุมชน, โรงงานหลวงเต่างอย, โรงจ่ายก๊าซศิลาธรหิรันย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210517/image_big_60a201e4caa4d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86103</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/12/2020 15:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/-0001 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เส้นทางต่อสู้กว่าจะเป็น&quot;สตรอเบอร์รี่ดอยคำ&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สตรอว์เบอร์รีพรีเมียม พันธุ์พระราชทาน 80 สร้างอาชีพ รายได้มั่นคให้ชาวไทยภูเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กว่าจะได้สตรอว์เบอร์รีสดลูกใหญ่คัดพิเศษ พันธุ์พระราชทาน 80 &amp;nbsp; ปราศจากสารตกค้าง &amp;nbsp;ส่งตรงมายังผู้บริโภคทุกวันในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ของทุกปี &amp;nbsp;กลุ่มเกษตรกรสวนสตรอว์เบอร์รีโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่งอน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ &amp;nbsp;ต้องดูแลเอาใจใส่ ประคบประหงมสตรอว์เบอร์รีในแปลงไม่ให้เสียหาย ซึ่งถ้าผลผลิตออกมาดี นั่นหมายถึง ความอยู่ดี กินดีในปีนั้นของเกษตรกร &amp;nbsp;เพราะบริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด &amp;nbsp;ซึ่งส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก จะรับซื้อผลผลิตในราคาที่เป็นธรรม ตามคุณภาพของผลผลิต

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เส้นทางสตรอว์เบอร์รีลูกแดงๆ สวย รสชาติแสนอร่อยนั้น มีเบื้องหลังที่ต้องต่อสู้กับอุปสรรคและปัญหา &amp;nbsp;ผลผลิตเสียหายจำนวนมากจากสภาพอากาศที่แปรปรวน &amp;nbsp;ซึ่งเป็นผลพวงจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น &amp;nbsp;อีกทั้งปัจจัยจากสภาพแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมได้ หลายแปลงถูกแมลงศัตรูพืชบุกถล่ม &amp;nbsp;ไม่รวมโรคพืชระบาด &amp;nbsp;นอกจากนี้ การที่เกษตรกรผลิตต้นพันธุ์เองในแต่ละฤดูกาล ทำให้ต้นพันธุ์สตมีปัญหาไม่ปลอดโรค &amp;nbsp;แสดงลักษณะด้อย ให้ผผลิตต่ำ คุณภาพไม่สม่ำเสมอ เกษตรกรบางคนต้องยอมทิ้งสวน &amp;nbsp;ทิ้งอาชีพเพราะขาดทุนอย่างหนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางดอยคำ ไม่นิ่งนอนใจ เข้าช่วยเหลือเกษตรกร โดยใช้ความรู้ทางวิชาการเกษตร &amp;nbsp;โดยสร้างโรงปฏิบัติการวิจัยทางพืช &amp;nbsp; เพื่อผลิตต้นพันธุ์สตรอว์เบอร์รีปลอดโรค ตลอดจนพัฒนาเทคนิค เทคโนโลยีทันสมัย มาเพิ่มปริมาณ และคุณภาพผลผลิต &amp;nbsp;จนปัจจุบัน ดอยคำสามารถควบคุมผลผลิตสตรอว์เบอร์รีตราดอยคำ ให้มีคุณภาพระดับเกรดพรีเมียม &amp;nbsp;ทำให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงมีสภาพความเป็นอยู่ที่ลืมตาอ้าปาก ถึงขั้นกินดีอยู่ดีเลยทีเดียว &amp;nbsp;
ปัจจุบันภายในโรงปฏิบัติการฯ มีการก่อสร้างโรงเรือนควบคุมสภาพแวดล้อมจำนวน 14 หลัง บนที่ดิน 13 ไร่ ให้กับกลุ่มเกษตรกร ภายใต้&amp;quot;โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่งอนฯ&amp;quot; &amp;nbsp;ทดลองปลูกสตรว์เบอ์รีในโรงเรือนตั้งแต่ปี 2562 โดยมีนักวิชาการดอยคำ และหน่วยงานต่างๆ เป็นผู้แนะนำ และร่วมคิดค้นทดลองหาทางเอาชนะธรรมชาติ โรคแมลงและความไม่แน่นอนของสภาพอากาศจนเป็นผลสำเร็จ

&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงตรวจสอบโรคพืชด้วยเทคนิคอณูชีววิทยา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการ เสด็จฯ เปิด โรงเรือนควบคุมสภาพแวดล้อม ที่โรงงานหลวงฯ ที่ 1 (ฝาง) จ.เชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เมื่อเร็วๆ นี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นประธานพิธีเปิดโรงเรือนควบคุมสภาพแวดล้อมและโรงคัดบรรจุ ณ โรงเก็บผลิตภัณฑ์เกษตรและโรงปฏิบัติการวิจัยทางพืช โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 1 &amp;nbsp;(ฝาง) จ.เชียงใหม่ เสด็จทอดพระเนตรกิจกรรมต่างๆ ในโรงเรือน เช่น การทดลองปลูกสตรอว์เบอร์รี ห้องเพาะเลี้ยงต้นพันธุ์พืชปลอดโรค ห้องปฏิบัติการอณูชีววิทยา(Molecular Laboratory) ทรงตรวจสอบโรคพืชด้วยเทคนิคอณูชีววิทยา(RNA) &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรงได้รับการถวายรายงานความก้าวหน้าในการดำเนินงานจากนายพิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา &amp;nbsp;กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด &amp;nbsp;นักวิชาการดอยคำ และเกษตรกรที่ร่วมโครงการ พระองค์สนพระทัยและทรงมีข้อซักถามหรือข้อคิดเห็นเพื่อให้งานสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายพิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ ดอยคำ &amp;nbsp;กล่าวว่า การพัฒนาสายพันธุ์และการปลูกสตรอว์เบอร์รีในโรงเรือนควบคุมสภาพแวดล้อม เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะสามารถควบคุมผลผลิตสตรอว์เบอร์รีให้มีคุณภาพดี ลดการใช้สารเคมีในระบบการผลิต ปลอดภัยทั้งต่อเกษตรกรและผู้บริโภค อีกทั้งเพิ่มปริมาณผลผลิต &amp;nbsp;รวมถึงยังสามารถผลิตต้นพันธุ์ที่ปลอดโรคเพื่อนำไปจำหน่ายให้แก่เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจ ปลูกในฤดูกาลถัดไป และเป็นต้นแบบของแหล่งการเรียนรู้การผลิตสตรอว์เบอร์รีแบบ Smart Farmer อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.นายนิวัฒน์ ขันโท ผู้จัดการฝ่ายนวัตกรรมเกษตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน นายนิวัฒน์ ขันโท ผู้จัดการฝ่ายนวัตกรรมเกษตร ได้มีโอกาสถวายรายงาน กล่าวว่า &amp;nbsp;สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับสั่งว่า เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตรดำเนินการคืบหน้าไปมากน้อยแค่ไหน &amp;nbsp;รวมถึงเรื่องความปลอดภัยในการผลิตอาหารจากพืช โดยเฉพาะสตรอว์เบอร์รี ทรงรับสั่งว่ามีคนทูลว่า มีการใช้สารเคมีผลิตสตรอว์เบอร์รีเยอะ ตนถวายรายงาน ดอยคำทำต้นพันธุ์พืชปลอดโรคอยู่ &amp;nbsp;ผลิตต้นพันธุ์พืชที่แข็งแรง จะช่วยลดการใช้สารเคมี โดยใช้ในการกำจัดศัตรูพืชเท่านั้น ส่วนการป้องกันไม่ใช้ &amp;nbsp;เพราะควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิทยา(IPM) ส่วนด้านเทคโนโลยีถวายรายงานมีการทำเมล็ดเทียม เป็นการรักษาเซลล์พืชที่มีชีวิตอยู่อีก 6 เดือนถึง 1 ปี เพื่อนำมาใช้ใหม่ &amp;nbsp;พระองค์ท่านสนพระทัยเป็นพิเศษ ทรงตรวจสอบโรคพืชด้วยเทคนิคอณูชีววิทยาในห้องทดลอง ซึ่งดอยคำจะนำต้นพันธุ์พืชปลอดโรคทดลองของพระองค์ไปขยายพันธุ์และส่งเสริมให้เกษตรกรต่อไปด้วย &amp;nbsp;

สำหรับโครงการพัฒนาการผลิตสตรอว์เบอร์รีในโรงเรือนควบคุมสภาพแวดล้อม ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาพันธุ์สตรอว์เบอร์รี กล่าวว่า &amp;nbsp;ปัจจุบันเกษตรกรยังเข้าถึงข้อมูลและเทคโนโลยีได้ยาก ยังคงใช้รูปแบบการเพาะปลูกแบบเก่ากันอยู่มาก เช่น ใช้ต้นพันธุ์ที่ขยายพันธุ์กันเองต่อเนื่องมายาวนาน ทำให้ต้นพันธุ์ที่เกษตรกรผลิตได้ไม่ปลอดโรคและอ่อนแอ เกิดการสะสมเชื้ออันเป็นสาเหตุโรคพืชในพื้นที่ปลูก อีกทั้งปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่เปลี่ยนไปในทุกๆ ปี จากสภาวะโลกร้อน ส่งผลให้พืชผลทางการเกษตรแปรผันไปตามสภาพแวดล้อม ทำให้ปริมาณและคุณภาพของผลผลิตลดลง

&amp;ldquo; ปัจจุบันเกษตรกรต้องรับมือโรคสตรอว์เบอร์รี ส่วนใหญ่เป็นโรคแอนแทรคโนส เชื้อไวรัสทำลายทุกส่วนของพืช ใบ ลำต้น ก้าน ดอก ผล ทำให้ต้นตาย ถ้าเข้าผลผลิต ทำให้ผลสตรอว์เบอร์รีมีแผล ไม่มีคุณภาพ ถ้าระบาดต้องทิ้งทั้งแปลง ส่วนโรคราสีเทาจะขึ้นผลผลิต &amp;nbsp; โรคราแป้งพบในแปลงปลูก ผลผลิตจะเสียหายทั้งหมด ฉะนั้น ในแล็ปดอยคำ ผลิตต้นพันธุ์พืชปลอดโรค ปลอดทั้งเชื้อราและแบคทีเรียสาเหตุโรคพืช รวมถึงไวรัสที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ อย่างไรก็ตาม &amp;nbsp;ต้นพันธุ์สตรอว์เบอร์รีปลอดโรคเมื่อนำไปปลูกในแปลงธรรมชาติ &amp;nbsp;จะแข็งแรงกว่าต้นพันธุ์ทั่วไป โรคแมลงทำร้ายน้อยลง เหมือนเพิ่มวัคซีนให้ต้นพันธุ์ &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ยังมีโอกาสป่วยด้วยโรคพืชได้อยู่ขึ้นกับสภาพแวดล้อมและการดูแลจัดการแปลงปลูกของเกษตรกร &amp;ldquo; นายนิวัฒน์ ให้ข้อมูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทดลองปลูกสตรอว์เบอร์รีในโรงเรือน ด้วยต้นพันธุ์ปลอดโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
แต่เป้าหมายสำคัญนอกจากการทำให้สตรอเบอร์รี่ ปลอดโรคแล้ว การวิจัยและปรับปรุงสายพันธุ์สตรอว์เบอร์รี ยังเน้นพัฒนาให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูง &amp;nbsp;ตั้งเป้าผลผลิต 1 กิโลกรัมต่อต้น ซึ่งตอนนี้ได้ประมาณ 500 กรัม ต่อต้น และ ปีนี้เป็นปีแรกที่ดอยคำผลิตต้นพันธุ์พืชที่ปลอดโรคส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรฯ ปลูก จำหน่ายให้กลุ่มเกษตรกรแล้วกว่า 50,000 ต้น ราคา 5 บาทต่อต้น &amp;nbsp; โดยมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมเกษตรจากดอยคำ เป็นผู้แนะนำ วางแผน และให้ความรู้แก่เกษตรกร ปัจจุบันต้นพันธุ์สตรอว์เบอร์รีปลอดโรคเริ่มให้ผลผลิตฤดูกาลแรกแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอจำหน่ายผลสด ทางดอยคำส่งเข้าโรงงานหลวงฯ เพื่อแปรรูป โดยจะเริ่มทำสตรอว์เบอร์รีพรีเมียมตั้งแต่มกราคม-มีนาคม 2564 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ดอยคำเริ่มผลิตต้นพันธุ์เสาวรสปลอดโรค ดำเนินการมา 4 เดือนแล้ว &amp;nbsp;เพราะเกษตรกรพบปัญหาการระบาดโรคไวรัสสูง โดยมีเพลี้ยอ่อนเป็นพาหะ แค่มีไวรัสต้นเดียว เพลี้ยอ่อนไปดูดกิน แล้วเกาะกินต้นอื่น ทำให้ระบาด ต้องผ่านกระบวนการทดสอบ วิจัย และทดลองปลูก ก่อนส่งเสริมสู่เกษตรกร

&amp;ldquo; การสร้างโรงปฏิบัติการวิจัยทางพืช จะแก้ปัญหาสตรอว์เบอร์รีเป็นอันดับแรก ต้นพันธุ์เสาวรสอันดับสอง เพื่อส่งเสริมเกษตรกรผลิตส่งให้โรงงานหลวงฯที่ 2 แม่จัน จ.เชียงราย พืชลำดับที่ 3 &amp;nbsp;ต้นพันธุ์มะเขือเทศปลอดโรค เพื่อสนับสนับโรงงานหลวงฯที่ 3 เต่างอย จ.สกลนคร ส่วนโรงงานหลวงฯ แห่งที่ 4 ซึ่งจะเกิดขึ้นที่ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ เกษตรกรปลูกเสาวรส ก็จะได้ประโยชน์จากสายพันธุ์ที่พัฒนาเช่นกัน เพื่อลดการใช้สารเคมีในประเทศ คุณภาพสิ่งแวดล้อมดีขึ้น เป็นการพัฒนาเกษตรแบบยั่งยืน &amp;ldquo; นายนิวัฒน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรงเรือนควบคุมสภาพแวดล้อม 14 หลัง ช่วยแก้ปัญหาของเกษตรกร

ปัจจัยที่ทำให้สตรอว์เบอร์รีมีรสชาติและรสสัมผัสที่นุ่มกำลังดี นายนิวัฒน์ บอกว่า ขึ้นกับสภาพอากาศ ประเทศไทยมีความแตกต่างของสภาพอากาศระหว่างวันสูงมาก กลางคืนต่ำสุด 10 องศา กลางวัน 30 องศา ปริมาณฝนมากก็มีผลต่อรสชาติ &amp;nbsp;การปลูกในโรงเรือนควบคุมสภาพแวดล้อมมีระบบควบคุมแสง อุณหภูมิ ความชื้น โดยอุณหภูมิที่เหมาะสมในการออกดอกสตรอว์เบอร์รีอยู่ระหว่าง 5 - &amp;nbsp;28 องศา อย่างพันธุ์พระราชทาน 80 ใช้เวลา 80 &amp;nbsp;ชั่วโมงในช่วงอุณหภูมิดังกล่าว &amp;nbsp;จะกระตุ้นให้เกิดตาดอก &amp;nbsp;ถ้าต่ำกว่า 5 องศา จะจำศีล เกิน 28 องศา ตาดอกจะกลายเป็นต้นไหลแทน ไม่เกิดผล &amp;nbsp; สำหรับเกษตรกรที่สนใจสร้างโรงเรือนควบคุมสภาพแวดล้อม ดอยคำสามารถแนะนำทั้งระบบและพื้นที่ที่เหมาะสมได้ อย่างไรก็ตาม งบประมาณก่อสร้างโรงเรือนประมาณ 3 ล้านบาทต่อโรง

เกษตรกรที่ได้รับการส่งเสริมการเกษตรจากบริษัทฯ เข้าร่วมโครงการทดลองการผลิตสตรอว์เบอร์รีในโรงเรือนจำนวน 6 ราย ใช้พื้นที่ในโรงเรือน 10 หลัง และบริษัทฯ ใช้พื้นที่โรงเรือนจำนวน 4 หลัง ทดลองปลูกสตรอว์เบอร์รีที่ได้ปรับปรุงสายพันธุ์ ประภาวัลย์ ปัญญา เกษตรกรชาวฝาง อายุ 49 ปี ที่เข้าร่วมโครงการวิจัยปลูกในโรงเรือน บอกว่า &amp;nbsp;เดิมทำสวนลิ้นจี่ แต่ผลผลิตตกต่ำ ก่อนจะมาปลูกสตรอว์เบอร์รีพันธุ์พระราชทาน 80 โดยเป็นสมาชิกกลุ่มเกษตรกรสวนสตรอว์เบอร์รีโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่งอนฯ &amp;nbsp;ผลผลิตสตรอว์เบอร์รีฤดูกาลหนึ่งสร้างรายได้หลักแสน ทำให้ชีวิตดีขึ้น มีอาชีพ มีรายได้มั่นคง &amp;nbsp;ส่งเสียลูกเรียนจนจบปริญญา &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการปลูกโรงเรือน โรค แก้ปัญหาโรค ไม่มีแมลงรบกวน ทำเกษตรได้สะดวกขึ้น ลดต้นทุนสารเคมีและค่าแรงในการกำจัดวัชพืช หญ้าในแปลง จากแตก่อนปลูกในแปลงธรรมชาติ มีปัญหาโรคพืช และแมลง &amp;nbsp;ต้องใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช &amp;nbsp;แต่ใช้ไม่เกินค่ามาตรฐาน

&amp;ldquo; การทดลองปลูกเรายังต้องเรียนรู้ ลองผิดลองถูกไป &amp;nbsp;เพราะเป็นเรื่องใหม่ คาดหวังให้การปลูกสตรอว์เบอร์รีประสบผลสำเร็จ ถ้าทำได้เท่ากับได้พัฒนาตัวเอง ก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง ผมก็ไม่เข้าใจหรอกว่า สมาร์ท ฟาร์มเมอร์ คืออะไร แต่ถ้าปลูกแล้วไม่ต้องใช้สารเคมี ได้พันธุ์ดี ได้ผลสตรอว์เบอร์รีพรีเมียม เราไม่เสี่ยงอันตรายจากสารพิษ คนกินก็ปลอดภัย จะลุยต่อไม่ย่อท้อ &amp;nbsp; &amp;ldquo; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นางประภาวัลย์ กล่าวด้วยรอยยิ้มแห่งความหวังและภาคภูมิใจที่ได้ดูแลสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.นางประภาวัลย์ ปัญญา และเกษตรกรชาวฝางทีร่วมโครงการทดลองเพาะปลูกในโรงเรือน




&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86103</URL_LINK>
                <HASHTAG>บริษัทดอยคำ, สตรอเบอร์รี่ดอยคำ, สตรอเบอร์รี่พันธุ์พระราชทาน 80, สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201206/image_big_5fcc935523edb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43959</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2019 17:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2019 17:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกษตรกรเฮลั่น! &#039;ดอยคำ&#039; โครงการพระราชดำริ ร.9 รับซื้อมังคุดชุมพร 160 ตัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ดอยคำ&amp;rdquo;โครงการพระราชดำริ ร.9 &amp;nbsp;รับซื้อมังคุดชุมพรกว่า 160 ตัน แก้ปัญหาราคามังคุดตกต่ำ ทำราคาขยับสูงขึ้น ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ส.ค.62 - จากกรณี บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ได้เปิดจุดรับซื้อมังคุดที่จังหวัดชุมพร บรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรชาวสวนมังคุด ภายหลังจากประสบปัญหาราคามังคุดตกต่ำ ซึ่งหลังจากดอยคำเข้าช่วยเหลือโดยเปิดจุดรับซื้อ 2 แหล่ง ที่อำเภอหลังสวน และ อำเภอพะโต๊ะ ทำให้เกษตรกรชาวสวนมังคุดทั่วไปที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกลุ่มมังคุดคุณภาพ ซึ่งมีจำนวนร้อยละ 60 ของเกษตรกรชาวสวนมังคุดใน จ.ชุมพร ได้มีแหล่งระบายผลผลิต&amp;nbsp;และทำให้ราคามังคุดขยับตัวสูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากเดิมที่ขายพ่อค้ารับซื้อทั่วไป มังคุดคละ กก.ละ 8-12 บาท ราคาสูงขึ้นราคา กก. 10-15 บาท ขณะที่บริษัทดอยคำเข้ามารับซื้อมังคุดคละ กก.ละ 18-19 บาท และมังคุดลูกจิ๋วลูกดำ ราคา 6-8 บาท ที่ผ่านมารับซื้อแล้วทั้งสิ้น 163.16 ตัน แยกเป็นจุดอำเภอหลังสวน จำนวน 86.57 ตัน จุดอำเภอพะโต๊ะ จำนวน 76.59 ตัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯเป็นหนึ่งในโครงการตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่&amp;nbsp;9 ที่ทรงตั้งขึ้นเพื่อรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร มาแปรรูปผ่านโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูป เป็นผลิตภัณฑ์สินค้าตรา &amp;ldquo;ดอยคำ&amp;rdquo; สืบสาน รักษาและต่อยอดตามพระปฐมบรมราชโองการ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งดอยคำมีความยินดีที่ได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือเกษตรกรไทย โดยครั้งนี้ได้ช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนมังคุด จ.ชุมพร ตั้งจุดรับซื้อมังคุดมาตั้งแต่วันที่ 9-21 สิงหาคม 2562 เพื่อนำไปจำหน่าย กระจายผลผลิตมังคุด พร้อมกับแปรรูปเป็นน้ำมังคุดสกัดเข้มข้น ดอยคำ และน้ำมังคุด 100% คอยคำ ให้กับผู้บริโภค เพื่อช่วยแก้ปัญหาราคามังคุดตกต่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิบูลย์ รัตนาภรณ์วงศ์ ผวจ.ชุมพร เปิดเผยว่าจังหวัดชุมพร เป็นแหล่งผลิตและแหล่งรวบรวมผลไม้ที่สำคัญของภาคใต้ ในฤดูการผลิตปี 2562 จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดประมาณ 296,243 ตัน แบ่งเป็นทุเรียน 241,354 ตัน มังคุด 48,444 ตัน &amp;nbsp;เงาะ 909 ตัน และลองกอง 5,536 ตัน ผลผลิตออกสู่ตลาดตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคม ถึง ตุลาคม 2562 และโดยเฉพาะผลผลิตมังคุดออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนสิงหาคม 2562 ซึ่งได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่อากาศแห้งแล้ง ทำให้ผลผลิตออกมากมีผลเล็ก มีปัญหาเรื่องคุณภาพ ส่งผลต่อราคาต่อเกษตรกรชาวสวนมังคุดของ จ.ชุมพร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จ.ชุมพร ได้จัดตั้งศูนย์กระจายมังคุด บูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อช่วยกระจายมังคุด ไปยังผู้บริโภคจังหวัดปลายทางจำหน่ายผ่านช่องทางสำนักงานพาณิชย์จังหวัด โดยกรมการค้าภายใน และหอการค้า จ.ชุมพร เครือข่ายสหกรณ์ ธนาคาร ธกส. ช่องทาง Online และช่องทางประมูลปกติ ของเครือข่ายมังคุดคุณภาพ จำนวน 20 กลุ่มอีกด้วย
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43959</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.ชุมพร, ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร, บริษัทดอยคำ, มังคุด, ราคามังคุดตกต่ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190821/image_big_5d5d17e766248.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
