<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>10594</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปัจจัยเสี่ยงยังรอเพียบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เรียกได้ว่าตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ที่ประเดประดังเข้ามาไม่เว้นแต่ละวัน โดยปัจจัยภายในประเทศที่ฉุดเป็นหลัก คือ ประเด็นข่าว บมจ.ปตท. ที่ถูกกระพือข่าวในโซเชียลมีเดียอย่างหนัก ทั้งราคาน้ำมันแพง บอยคอตไม่เติมน้ำมันปั๊ม ปตท. และใส่ร้ายผู้บริหาร ทำให้ราคาหุ้น ปตท.ร่วงลงแรง ฉุดดัชนีหุ้นไทยให้ลงตาม เพราะสัดส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานค่อนข้างมีน้ำหนักต่อดัชนีเป็นอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่การเมืองเริ่มคลี่คลายลง หลังจากร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดความหวังกันอีกครั้งว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และจะเป็นไปตามโรดแมปที่รัฐบาลเคยสัญญาไว้แน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และอีกปัจจัยที่กดดันอย่างหนักจากต่างประเทศ คงหนีไม่พ้นความเอาแต่ใจของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่ก่อความวุ่นวายทางการค้ากับหลายประเทศ โดยเริ่มที่สงครามการค้ากับจีน โดยจะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน จากนั้นก็มีการตอบโต้กันเรื่อยมา ต่อด้วยประกาศถอนตัวจากการทำข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน แล้วจะใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจในระดับสูงสุดต่ออิหร่าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จนมาถึงล่าสุด กับการเดินหน้าแผนสั่งเก็บภาษีเหล็กกล้า 25% และอะลูมิเนียม 10% โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่ประเทศเม็กซิโก แคนาดา และสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งแผนการดังกล่าวจะมีผลนับตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.เป็นต้นไป เรียกได้ว่าปั่นป่วนกันทั่วโลกจริงๆ ส่วนหลังจากนี้ก็ต้องจับตารอดูการประชุมกับผู้นำเกาหลีเหนือว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งกว่าตลาดหุ้นทั้งไทยและทั่วโลกจะผ่านสถานการณ์กดดันมาได้ ถือว่าล้มลุกคลุกคลานกันมามาก พอๆ กับวิ่งหลบกระสุนในสนามรบกันเลยทีเดียว ที่สำคัญนักลงทุนจำนวนไม่น้อยที่ต้องบาดเจ็บกับความไม่แน่นอนในแต่ละวัน เพราะการติดตามข่าวอย่างเดียว ไม่สามารถช่วยได้ 100% ที่เหลือต้องอาศัยดวงล้วนๆ เช่นกัน และถึงแม้ที่ผ่านมาสถานการณ์ในตลาดหุ้นจะหักปากกาเซียนมากี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ตาม การติดตามบทวิเคราะห์ต่างๆ ก็ยังคงพึ่งพาได้บ้าง ไม่มากก็น้อย ตามวิจารณญาณของแต่ละบุคคลไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยในเดือน มิ.ย.นี้ บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า คาดกรอบดัชนีหุ้นไทยเดือน มิ.ย. อยู่ที่ 1,710-1,780 จุด โดยตัวแปรสำคัญคือนักลงทุนต่างประเทศจะขายหุ้นต่อหรือไม่ และผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะออกมาแบบไหน ดังนั้น ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด จึงอยู่ในช่วงครึ่งเดือนแรก เพราะถ้านักลงทุนจะขายหนักที่สุด หรือดัชนีหุ้นไทยจะลงไปหา 1,710 จุด หรือต่ำกว่า 1,720 จุด ก็น่าจะอยู่ช่วงนี้ แต่หากเกิดขึ้นจริง จะเป็นจังหวะในการเข้าสะสมหุ้น ซึ่งมองว่าช่วงครึ่งหลังของเดือน มิ.ย.ตลาดหุ้นไทยเมื่อผ่านการรับรู้ข่าวในเชิงลบไปมากแล้ว จะสูงกว่าช่วงครึ่งเดือนแรก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกัน แรงขายของนักลงทุนต่างชาติยังมีอย่างต่อเนื่อง โดยเหตุผลหลักๆ คือ หมดยุคของดอกเบี้ยต่ำ และการปรับพอร์ตของนักลงทุน โดยเฉพาะการนำหุ้นจีนเข้าคำนวณดัชนี MSCI สัดส่วนประมาณ 0.7% ของดัชนี ส่งผลให้นักลงทุนต่างประเทศที่ซื้อขายอิงดัชนีตัวนี้มีการขายปรับพอร์ต เพื่อไปรอซื้อหุ้นจีน ซึ่งประเมินว่าแรงขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ จะมีต่อในเดือน มิ.ย. แต่คาดว่าจะเริ่มชะลอ เพราะปัจจัยด้านเศรษฐกิจที่ดี และการเมืองดูเป็นบวกมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ จำกัด ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยเดือน มิ.ย. ว่า คาดดัชนีหุ้นไทยจะแกว่งตัวในกรอบ 1,680-1,780 จุด โดยมีกรอบแนวรับที่ 1,700 และ 1,680 จุด ส่วนกรอบแนวต้านอยู่ที่ 1,750 และ 1,770 จุด สำหรับปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การประชุมเฟดในวันที่ 12-13 มิ.ย. ความวุ่นวายทางการเมืองในยุโรปเริ่มจากอิตาลีที่ล่าสุดการจัดตั้งรัฐบาลมีทีท่าว่าจะล้มเหลว และอาจนำไปสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ และความเสี่ยงในการออกจากยูโรโซนที่มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เห็นได้ว่าความวุ่นวายต่างๆ ที่จะเป็นตัวกระทบกับตลาดหุ้นยังมีมาไม่ขาดสาย จบเรื่องหนึ่งก็ยังมีเรื่องหนึ่งมารอเสมอ ดังนั้น นักลงทุนต้องพิจารณาให้รอบคอบ หรือหากไม่มั่นใจก็ควรจะถือเงินสดในมือไปก่อน รอให้สถานการณ์ดีขึ้นก่อนค่อยลงทุนยังไม่สาย.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปฏิญญา สิงห์พิสาร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10594</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ณัฐชาต เมฆมาสิน, ตลาดหุ้นไทย, บมจ.ปตท., บริษัทหลักทรัพย์, บล.ทรีนีตี้ จำกัด, ปฏิญญา สิงห์พิสาร, ส.ส., สหภาพยุโรป, เม็กซิโก, แคนาดา, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7961</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แบงก์เล็กมาแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จบไปแล้วกับการรอคอยผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ทั้ง 11 แห่ง ประจำงวดไตรมาสแรกของปี 61 ที่ต่างตั้งตารอว่าจะออกมาเป็นอย่างไร เพราะที่ผ่านมามีประเด็นข่าวออกมาไม่ขาดสาย ทำให้นักลงทุนต่างจับตากันเป็นพิเศษ ซึ่งผลกำไรสุทธิออกมายังคงทำได้ดีตามคาดการณ์ แต่กลายเป็นธนาคารขนาดกลางและเล็กที่มีการเติบโตดีกว่าธนาคารขนาดใหญ่ เพราะจากการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญที่เพิ่มขึ้นของธนาคารใหญ่นั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยในไตรมาส 1/61 มีกำไรสุทธิรวม 55,030 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 992 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/60 ที่อยู่ที่ 54,038 ล้านบาท มาจากการปล่อยสินเชื่อที่ขยายตัวเร่งขึ้น ทำให้รายได้ดอกเบี้ย รายได้จากค่าธรรมเนียมและบริการปรับตัวเพิ่มขึ้น สะท้อนถึงทิศทางของเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งส่งออกและการท่องเที่ยว รวมถึงภาครัฐเร่งเดินหน้าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ภาคเอกชนเกิดการลงทุนและความต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นที่แน่นอนว่าธนาคารใหญ่อย่างธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB) จะต้องมีกำไรสุทธิสูงที่สุดอยู่แล้ว อยู่ที่ 11,364 ล้านบาท กอดคอมากับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBANK) ที่มีกำไรสุทธิ 10,766 ล้านบาท และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BBL) กำไรสุทธิ 9,004 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่เมื่อเทียบอัตราการเติบโต กลับพบว่าธนาคารที่มีการเติบโตมากที่สุด 3 อันดับ คือ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) (CIMBT) โต 39.3% บมจ.แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป (LHBANK) โต 31.5% และ บมจ.ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) โต 18.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กลายเป็นมาแรงแซงทางโค้งพวกบิ๊กๆ ไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTB) ยังคงครองตำแหน่งกำไรลดลงมากที่สุด โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 7,398 ล้านบาท ลดลง 16.95% ตามมาด้วย SCB กำไรสุทธิ 11,364 ล้านบาท ลดลง 4.6% และธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) (KKP) กำไรสุทธิ 1,518 ล้านบาท ลดลง 0.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการตั้งสำรองหนี้เผื่อสงสัยจะสูญในไตรมาสแรกรวมอยู่ที่ 40,346 ล้านบาท โดยธนาคารที่ตั้งสำรองสูงสุดคือ KBANK จำนวน 7,800 ล้านบาท BBL จำนวน 7,322 ล้านบาท และ KTB จำนวน 6,908 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถึงแม้ในไตรมาสแรกกำไรจะออกมาดีก็ตาม แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ เพราะนี่ไม่ใช่ตัวชี้วัดของทั้งปี เพราะยังไม่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกค่าธรรมเนียมการใช้บริการผ่านช่องทางดิจิทัล ที่คาดว่าในไตรมาส 2 จะโดนแบบเต็มๆ โดยนางภรณี ทองเย็น อุปนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน และรองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สมาคมนักวิเคราะห์คาดการณ์กลุ่มธนาคารพาณิชย์ปีนี้เหลือโต 8% จากเดิมคาดโต 14%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน นายเกียรติศักดิ์ เจนวิภากุล กรรมการ สมาคมนักวิเคราะห์ และกรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การลดค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์ จะกระทบกำไรธนาคารพาณิชย์ปีนี้ โดยธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBANK) กระทบ 7%, ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB) กระทบ 5%, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BBL) และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTB) กระทบ 4% และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) (BAY) กระทบ 2%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในขณะที่คาดการณ์กันว่ากำไรในส่วนของค่าธรรมเนียมจะหายไป กลับกันในส่วนของยอดการทำธุรกรรมทางแอปพลิเคชันกลับเพิ่มขึ้น โดย KBANK โชว์ยอดตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย.61 มีลูกค้าใหม่สมัครใช้แอป KPLUS เพิ่มขึ้น 37% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสมัครผ่านช่องทางสาขาเป็นหลัก โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม แหล่งท่องเที่ยว และมหาวิทยาลัยต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านจำนวนการทำธุรกรรมทุกประเภทผ่านแอป KPLUS อยู่ที่ 20 ล้านรายการต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 2.5 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยประเภทบริการของ KPLUS ที่มีปริมาณการใช้บริการเพิ่มขึ้น คือ โอนต่างธนาคารแบบทันที (ORFT) เพิ่มขึ้น 63% ส่วนเติมเงินและจ่ายบิลค่าสินค้าและบริการ เพิ่มขึ้น 26% ทั้งนี้ ตั้งเป้าในปีนี้จะมีจำนวนลูกค้าที่ใช้บริการแอป KPLUS เพิ่มขึ้นเป็น 10.8 ล้านราย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถึงแม้การเปลี่ยนแปลงจะนำไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น แต่ก็ยังต้องติดตามกันต่อไป ว่าธนาคารต่างๆ จะงัดลูกเล่นอะไรออกมาเพื่อดึงลูกค้า และเพิ่มกำไรให้มากขึ้น ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายมากทีเดียว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7961</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, การตั้งสำรองหนี้, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BBL), ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBANK), ธนาคารขนาดกลาง, นางภรณี ทองเย็น, นายเกียรติศักดิ์ เจนวิภากุล, บริษัทหลักทรัพย์, ปฏิญญา สิงห์พิสาร, สมาคมนักวิเคราะห์คาดการณ์กลุ่มธนาคารพาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5006</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/03/2018 19:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/03/2018 19:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โบรกเผยหุ้นกลุ่มทีวีดิจิทัลคึกคัก รับข่าวไทยทีวีได้เงินคืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โบรกเผยหุ้นกลุ่มทีวีดิจิทัลคึกคัก รับข่าวไทยทีวีได้เงินคืน ชี้มีโอกาสช่องอื่นทำตาม คืนใบอนุญาต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 มี.ค.2561- นายพบชัย ภัทราวิชญ์ ผู้จัดการสายงาน วิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเชีย พลัส เปิดเผยว่า หุ้นกลุ่มทีวีดิจิตอลปรับเพิ่มขึ้นยกแผง หลังจากศาลปกครองกลางอ่านคำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำที่ 652/2559 ระหว่าง บริษัท ไทยทีวี จำกัด กับ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยให้ผู้ร้องมีสิทธิ์บอกเลิกการให้บริการทีวีดิจิตอลได้ และคืนหนังสือสัญญาการชำระเงินที่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่เป็นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตงวดสาม และงวดถัดมา จำนวนประมาณ 1500 ล้านบาท อีกทั้งผู้ร้องประสบปัญหาขาดทุนจนต้องบอกเลิกการให้บริการ เป็นการขาดทุนจากการดำเนินธุรกิจของตัวเอง จึงเห็นว่าผู้ถูกร้องไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าเสียหายตามที่ผู้ร้องต้องการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม มองว่ากรณีนี้ จะช่วยให้ทีวีดิจิตอลบางช่องที่ประสบปัญหาขาดทุน สบโอกาสคืนใบอนุญาตได้ในอนาคต เนื่องจากความผิดพลาดของกสทช.ในการขยายระยะเวลาที่ล่าช้า รวมถึงการแจกจ่ายกล่องทีวีดิจิตอลที่ไม่เป็นไปตามกำหนด แต่ยังต้องรอดูการยื่นอุทธรณ์ของกสทช. ว่าจะเป็นไปในทิศทางไหน เพราะหากเกิดการคืนใบอนุญาตได้ จะทำให้รัฐเสียรายได้ไปมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กลุ่มทีวีดิจิตอลยังมีปัจจัยเฉพาะตัวที่ทำให้ราคาปรับขึ้นได้ เล่น BEC ที่มีเรตติ้งจากละครบุพเพสันนิวาส RS ที่ไม่ได้พึ่งพิงทีวีเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีธุรกิจเสริมความงามเพิ่มเติม ส่วน WORK ไม่ได้มีผลกระทบใดๆ และกำไรยังดี ส่วน MONO ยังมีแนวโน้มที่ดี ขณะที่ MCOT มีช่องทีวีดิจิทัล 2 ช่อง มองว่ามีโอกาสที่จะคืนช่อง 1 ช่อง เพราะมีผลขาดทุนมาก หากคืนได้ จะเป็นผลดีต่อช่อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5006</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสทช., ติ๋ม ทีวีพูล, ทีวีดิจิตอล, บริษัท ไทยทีวี จำกัด, บริษัทหลักทรัพย์, หุ้น, โบรกเกอร์, ไทยทีวี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://tpn-data.s3-ap-southeast-1.amazonaws.com/uploads/photos/big/20171208/5a2a76a2220aa.png</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
