<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>42988</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2019 09:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2019 09:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>FETCO ถก “ขุนคลัง” ชงตั้งกองทุนหุ้นยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ส.ค. 2562 นายไพบูลย์ นลินทรางกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ จำกัด ในฐานะประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับ นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง ว่า ได้เสนอแนวทางในการจัดตั้งกองทุนหุ้นยั่งยืน (SEF) เพื่อทดแทนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่จะหมดอายุลงในสิ้นปี 2562 ซึ่งกองทุน SEF จะมีบทบาทในการตอบโจทย์การสนับสนุนการลงทุนของประเทศได้มากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องการสนับสนุนให้เกิดการออมเงินผ่านตลาดทุน ซึ่งได้ผลตอบแทนดี เพื่อให้มีเงินไว้ใช้ในวัยเกษียณ รวมทั้งเป็นการสร้างวินัยในการลงทุนของคนไทยด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เห็นตรงกันว่ากองทุน LTF สิ้นสุดบทบาทไปแล้ว หลังจากดำเนินการมากว่า 15 ปี มาถึงวันนี้โจทย์ของประเทศเปลี่ยน กองทุน SEF คือกองทุนใหม่ที่ได้มีการเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณา โดยยังคงแนวทางเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษีไว้ แต่จะมีการปรับเปลี่ยนให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ รมว.การคลังเห็นด้วย และขอนำไปพิจารณาต่อ เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้มีการนำเสนอรายละเอียด&amp;rdquo; นายไพบูลย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหลักการด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีของผู้ลงทุนในกองทุน SEF คือ การช่วยลดความเหลื่อมล้ำ โดยมีการเสนอให้ผู้ที่มีรายได้สูงจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีลดลงจากเดิมครึ่งหนึ่ง คือ เดิมจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุดไม่เกิน 5 แสนบาท ลดเหลือ 2.5 แสนบาท เพราะพิจารณาแล้วเห็นว่าที่ผ่านมานักลงทุนกลุ่มนี้ได้รับประโยชน์จากการลงทุนมาเยอะแล้ว ส่วนผู้ลงทุนที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง เดิมจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีไม่เกิน 15% ของรายได้ จะเพิ่มเป็น 30% เป็นเครื่องสะท้อนได้ชัดเจนว่ากองทุนใหม่นี้จะเอื้อประโยชน์ให้กับคนรายได้น้อยถึงปานกลางมากขึ้น โดยเงื่อนไขการลงทุนจะต้องถือหน่วยลงทุน 7 ปีปฏิทิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ จะมีการกำหนดแนวทางการลงทุนของกองทุน SEF อย่างชัดเจน ไม่ใช่การลงทุนอิสระเหมือนที่ผ่านมา โดยเบื้องต้น 65% จะต้องลงทุนในหุ้นที่มีความยั่งยืน มีธรรมาภิบาล เป็นต้น และอีกส่วนหนึ่งจะต้องลงทุนในกองทุนที่รองรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล เช่น กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFFIF) ส่วนที่นอกเหนือจากนี้ให้สามารถไปลงทุนอะไรก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า ยังได้มีการเสนออีกหลายประเด็นให้รัฐบาลพิจารณา เช่น การทำหน้าที่เป็นนักลงทุนสัมพันธ์ โดยมีบทบาทหลักในการสื่อสารข้อมูลกับกลุ่มนักลงทุนเกี่ยวกับสิ่งที่รัฐบาลได้ดำเนินการ โดยเฉพาะกับนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงการสร้างเครือข่ายภาคธุรกิจที่จะช่วยรัฐบาลผลักดันเรื่องความยั่งยืน กระตุ้นให้ภาคธุรกิจตระหนักรู้ถึงการทำธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช่เพื่อเงินเพียงอย่างเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ มองว่ากองทุนใหม่นี้จะไม่สร้างภาระที่มากขึ้นให้กับภาคการคลังของประเทศแน่นอน เพราะต้องเข้าใจว่าปัจจุบันคนที่ออมเงินผ่านการลงทุนส่วนใหญ่เป็นคนที่มีรายได้มาก ซึ่งในที่นี้จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ยังได้มีการเสนอให้ทบทวนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) เพื่อให้มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้นในเรื่องการบริหารเงิน ซึ่งเดิมตามกฎหมายเสนอให้มีการตั้งบริษัทขึ้นมาบริหารเงินในส่วนนี้ แต่ภาคเอกชนยังไม่เห็นด้วย และมองว่าควรจะเปิดกว้างในการจัดหาบริษัทที่เข้ามาบริหารเงินได้มากขึ้น ส่วนบริษัทที่มีกองทุนประเภทเดียวกันอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องบังคับให้มี กบช. อีก ซึ่ง รมว.การคลังเห็นด้วยในหลักการ แต่ยังไม่ได้มีการตอบรับอะไร
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42988</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนหุ้นยั่งยืน (SEF), ทดแทนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF), บริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้, ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO), ไพบูลย์ นลินทรางกูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180711/image_big_5b462ae00ec6b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
