<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>95175</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/03/2021 11:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/03/2021 11:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กยศ.&#039;จุกลูกหนี้เบี้ยวจ่าย45% เร่งส่งหนังสือให้เอกชนหักเงินเดือนเพิ่มอีก 9 หมื่นบริษัท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
6 มี.ค.2564 นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กล่าวชี้แจงกรณีที่มีผู้แสดงความไม่เห็นด้วยกรณีที่ กยศ. ออกหนังสือแจ้งให้ภาคเอกชนหักเงินเดือนพนักงานที่กู้ยืมเงินและนำส่งเงินชำระคืนกองทุน ทั้งที่ภาคเอกชนไม่ได้เกี่ยวข้องและบังคับภาคเอกชนเก็บหนี้ให้แทน ถือเป็นการผลักภาระให้ภาคเอกชน ว่า กยศ. ได้จัดประชุมชี้แจงให้นายจ้างได้รับทราบและเข้าใจถึงเหตุผลและความจำเป็น ซึ่งตลอด 2 ปีที่ผ่านมา นายจ้างทุกภาคส่วนได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกองทุนได้มีหนังสือถึงหน่วยงานองค์กรนายจ้างภาคเอกชนในการหักเงินเดือนเพื่อชำระเงินคืนกองทุนตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา 2560 โดยการดำเนินการแจ้งหักเงินเดือนได้ดำเนินการมาแล้วตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2561 เริ่มจากหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานเอกชนขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็กตามลำดับ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มีหน่วยงานที่กองทุนต้องแจ้งหักเงินเดือนทั้งหมดประมาณ 107,000 แห่ง และมีผู้กู้ยืมที่เป็นพนักงานของหน่วยงานเหล่านี้ที่อยู่ในเกณฑ์หักเงินเดือนทั้งหมด 1,735,000 ราย ในช่วงที่ผ่านมา กองทุนได้แจ้งหักเงินเดือนไปยังนายจ้างแล้ว 14,813 แห่ง เป็นจำนวนผู้กู้ยืมทั้งสิ้น 1,268,000 ราย และอยู่ในระหว่างการแจ้งหักเงินเดือนในเดือน มี.ค. 2564 อีก 92,935 แห่ง ซึ่งมีผู้กู้ยืมจะอยู่ในเกณฑ์หักเงินเดือนจำนวน 466,000 ราย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับขั้นตอนการหักเงินเดือนของพนักงานหรือลูกจ้างที่เป็นผู้ยืมเงิน กยศ. ผ่านองค์กรนายจ้างนั้น กองทุนจะจัดส่งหนังสือแจ้งหักเงินเดือนไปตามที่อยู่ในทะเบียนราษฎร์ของผู้กู้ยืมเงินได้รับทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน จากนั้นกองทุนจะจัดส่งหนังสือแจ้งให้นายจ้างทราบถึงข้อมูลของผู้กู้ยืมเงินรวมทั้งจำนวนเงินที่ต้องหักนำส่งล่วงหน้าประมาณ 30 วัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจ้างสามารถตรวจสอบข้อมูลที่ต้องหักและนำส่งผ่านระบบรับชำระเงินกู้ยืมคืนกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาผ่านกรมสรรพากร (e-PaySLF) โดยเข้าใช้งานได้ที่เว็บไซต์ กยศ. www.studentloan.or.th ซึ่งกองทุนจะมีการปรับข้อมูลผู้กู้ยืมให้เป็นปัจจุบันและจะแจ้งข้อมูลที่ต้องหักและนำส่งให้นายจ้างได้ทราบผ่านระบบดังกล่าวในทุกวันที่ 5 ของเดือน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อพนักงานได้รับเงินเดือน ลำดับการหักเงินเดือนกองทุนอยู่ในลำดับ 3 โดยลำดับแรกเป็นการหักภาษี ณ ที่จ่าย ลำดับที่ 2 หักกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และประกันสังคม และลำดับที่ 3 หักเงินกองทุน กยศ.&amp;rdquo; นายชัยณรงค์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการคำนวณยอดหักเงินเดือนนั้น กยศ. จะใช้ยอดหนี้ตามตารางชำระรายปี หารด้วย 12 เดือน หรือจำนวนเดือนที่เหลือก่อนวันครบกำหนดชำระ (5 ก.ค. ของทุกปี) และในงวดปีถัดไปจะเริ่มหักเงินเดือนตั้งแต่เดือน ก.ค. ของทุกปีจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผู้กู้ยืมเงินที่ไม่สามารถชำระตามอัตราที่แจ้ง สามารถขอปรับลดจำนวนเงินได้โดยแจ้งความประสงค์ขอลดจำนวนการหักเงินเดือนได้ด้วยตนเองผ่านแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;กยศ. Connect&amp;rdquo; โดยกองทุนอนุโลมให้ชำระขั้นต่ำเพียง 100 บาท แต่ผู้กู้ยืมเงินยังมีหน้าที่ต้องไปชำระเงินในส่วนที่ขาดไปของงวดนั้นให้ครบตามจำนวนที่ต้องชำระก่อนวันครบกำหนดชำระหนี้รายปี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาพรวมการดำเนินงานของ กยศ. ปัจจุบันมีการปล่อยกู้ให้นักเรียนนักศึกษาไปแล้ว 5.9-6 ล้านราย คิดเป็นวงเงิน 6.5 แสนล้านบาท โดยอยู่ระหว่างการชำระหนี้ 60% มีลูกหนี้ชำระหนี้ปกติ 55% และผิดนัดชำระหนี้อีก 45% มีการชำระหนี้และปิดบัญชีไปแล้วประมาณ 1 ล้านราย ส่วนปีการศึกษา 2564 กองทุนได้เตรียมเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา จำนวน 38,000 ล้านบาท สำหรับนักเรียน นักศึกษาผู้กู้ยืมจำนวน 624,000 รายไว้เรียบร้อย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95175</URL_LINK>
                <HASHTAG>กยศ., บริษัทเอกชน, ลูกหนี้, หนังสือหักเงินเดือน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210306/image_big_604303ee1cd98.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92245</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/02/2021 10:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/02/2021 10:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมอธีระเตือนถึงเวลาภาคธุรกิจต้องพร้อมในเรื่องมาตรการคัดกรองและดูแลรักษาความสะอาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ก.พ. 2564 รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยมีรายละเอียดดังนี้ สถานการณ์ทั่วโลก 7 กุมภาพันธ์ 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทะลุ 106 ล้านคนไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่ 21 ของโลกที่มีติดเชื้อเกิน 1,000,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่ม 452,593 คน รวมแล้วตอนนี้ 106,301,024 คน ตายเพิ่มอีก 11,622 คน ยอดตายรวม 2,318,021 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อเมริกา เมื่อวานติดเชิ้อเพิ่ม 127,096 คน รวม 27,508,101 คน ตายเพิ่มอีก 2,976 คน ยอดตายรวม 473,126 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อินเดีย ติดเพิ่ม 11,948 คน รวม 10,827,170 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บราซิล ติดเพิ่ม 50,630 คน รวม 9,497,795 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัสเซีย ติดเพิ่ม 16,627 คน รวม 3,951,233 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สหราชอาณาจักร ติดเพิ่มอีก 18,262 คน รวม 3,929,835 คน ยอดตายรวมขณะนี้ 112,092 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 6-10 เป็น ฝรั่งเศส ตุรกี อิตาลี สเปน และเยอรมัน ส่วนใหญ่ติดกันหลายพันถึงหลักหมื่นต่อวัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แถบอเมริกาใต้ ยุโรป เอเชีย อย่างโคลอมเบีย เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ ยูเครน แคนาดา รวมถึงอิหร่าน บังคลาเทศ อิสราเอล อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และมาเลเซีย ยังติดกันเพิ่มหลักพันถึงหลักหมื่น&amp;nbsp;
แถบสแกนดิเนเวีย บอลติก และยูเรเชีย ก็ยังมีติดเชื้อเพิ่มต่อเนื่องแบบทรงตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เกาหลีใต้ และไทย ติดเพิ่มหลายร้อย ส่วนจีน ฮ่องกง และสิงคโปร์ ติดเพิ่มหลักสิบ ในขณะที่เวียดนาม กัมพูชา และออสเตรเลีย ติดเพิ่มต่ำกว่าสิบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดเดนมาร์กทะลุสองแสนไปแล้ว ในขณะที่เกาหลีใต้ยอดรวมเกินแปดหมื่น ส่วนญี่ปุ่นกำลังจะแตะสี่แสนในวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เวียดนามสามารถกดการระบาดของสายพันธุ์ใหม่ครั้งนี้ได้จนเหลือหลักเดียวในเวลา 10 วัน เนื่องจากดำเนินมาตรการอย่างเข้มงวดเคร่งครัด รวมถึงขยายการกักตัวคนเดินทางจากต่างประเทศเป็น 21 วันตั้งแต่เจอสายพันธุ์ใหม่ระบาดในวันที่ 28 มกราคมเป็นต้นมา ซึ่งตอนนี้กำลังจะลดเป็น 14 วันเช่นเดิม การระบาดครั้งนี้มีคนติดเชื้อไป 394 คน ทางการเวียดนามวางแผนที่จะทำการฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนของเค้าภายในเดือนมีนาคมนี้โดยได้รับมาจาก COVAX&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอพูดถึงเรื่องไวรัสสายพันธุ์สหราชอาณาจักร ที่เรียกว่า B.1.1.7 นั้น ล่าสุดมีการกระจายไปทั่วโลกหลายสิบประเทศ ทางสหราชอาณาจักรได้มีการศึกษาวิจัยแล้วพบว่า นอกจากจะมีอัตราการแพร่ที่เร็วขึ้นกว่าเดิมแล้ว ยังมีความรุนแรงกว่าสายพันธุ์เดิมอีกด้วย โดยจะทำให้คนติดเชื้อมีโอกาสเสียชีวิตได้สูงขึ้นกว่าเดิมถึง 36% โดยเป็นทุกช่วงอายุ ทุกเพศ และทุกเชื้อชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิเคราะห์สถานการณ์ของเรา...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะอยู่รอดปลอดภัยได้ ประชาชนทุกคนคงต้องช่วยกันดูแลตนเองอย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วัคซีนที่มีในแผนที่ประกาศมานั้น คงใช้เวลาอีกนาน คาดว่าอาจไปถึงกลางหรือปลายปีหน้ากว่าจะฉีดในประชาชนจำนวนมากเพียงพอ ดังนั้นจึงอาจมีโอกาสที่จะเกิดระบาดซ้ำไปได้เรื่อยๆ หากป้องกันไม่เคร่งครัดพอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธุรกิจห้างร้าน ทั้งเล็ก กลาง และใหญ่ ไม่ว่าจะอยู่ในวงการใดก็ตาม อาจจำเป็นต้องปรับตัวขนานใหญ่ เพราะต้องใช้เวลาไปอีก 1-1.5 ปี ที่ต้องเน้นการอยู่อย่างระแวดระวังสูง
หนึ่ง &amp;quot;มาตรการคัดกรองและดูแลรักษาความสะอาด&amp;quot; ทั้งในบุคลากรที่ทำงาน และผู้มารับบริการ ควรทำเป็นระบบอย่างถาวร อันไหนจำเป็นต้องลงทุนจัดซื้อจัดหามาก็ควรทำ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องวัดอุณหภูมิ เจล สเปรย์แอลกอฮอล์ ตารางการทำความสะอาดสถานที่และสิ่งของสาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง &amp;quot;ระบบงาน&amp;quot;คงต้องเปลี่ยนไปยาวๆ แบ่งทีมผลัดกันมาทำงาน บางส่วนทำที่ที่ทำงาน บางส่วนทำที่บ้าน หรือแยกการจ้างงานเป็นหลายประเภท เน้นการนำส่งผลงาน/สินค้า/บริการ มากกว่าเน้นสถานที่วันเวลาที่ทำงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาม ไม่ว่าจะภาครัฐหรือเอกชน &amp;quot;การประเมินผลงาน&amp;quot;ควรหันมาให้น้ำหนักเรื่องพฤติกรรมการป้องกันตัวส่วนบุคคล (Personal sanitation) โดยให้ประเมินเรื่องการใส่หน้ากากในที่ทำงาน การล้างมือ การรักษาระยะห่างระหว่างกัน และการรักษาสุขภาพตนเอง เพราะหากทำให้ทุกคนเคร่งครัดดูแลตนเองได้ โอกาสติดเชื้อและนำมาแพร่เชื้อในที่ทำงานก็จะลดลง กิจการต่างๆ ก็จะเสี่ยงที่จะต้องปิดหรือได้รับผลกระทบจากการติดเชื้อน้อยลงไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สี่ อาจต้องคิดยาวไปถึงการพัฒนามาตรการที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายและความปลอดภัยในการกินการอยู่การเดินทาง สำหรับบุคลากรของแต่ละที่ทำงาน การจัดอาหารแยกสำรับ โดยแชร์ค่าใช้จ่ายร่วมกันในองค์กรในราคาประหยัดกว่าแยกซื้อเอง หรือหากเคยมีการจัดรถขนส่งพนักงานรวมกัน อาจต้องหาวิธีการที่จะทำให้เกิดความปลอดภัยมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนนี้สถานการณ์ไม่ปลอดภัยนะครับ ไม่ใช่เวลาโต๋เต๋ ตะลอน ท่องเที่ยว สังสรรค์ พบปะกันเป็นกลุ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใส่หน้ากากเสมอ ล้างมือบ่อยๆ อยู่ห่างคนอื่นหนึ่งเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลดละเลี่ยงการกินดื่มในร้าน ซื้อกลับจะปลอดภัยที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอยสังเกตอาการตนเองและครอบครัว หากไม่สบาย ควรหยุดเรียนหยุดงานและรีบไปตรวจรักษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สวัสดีวันอาทิตย์ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92245</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธีระ วรธนารัตน์, บริษัทเอกชน, มาตรการคัดกรอง, และดูแล รักษาความสะอาด, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201223/image_big_5fe2a7525a04b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8372</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วินัย...สร้างชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทุกสังคมไม่ว่าตรงไหนบนโลกใบนี้ย่อมจะประกอบด้วยคนดี คนเลว คนมีน้ำใจและคนเห็นแก่ตัว ไม่ยกเว้นว่าจะเป็นชาติ ภาษาใด และนับถือศาสนาอะไรก็ตาม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงไม่แปลกที่ประสบการณ์ไปทัศนศึกษาดูงานและแวะเที่ยวเมื่อมีช่องว่างของโอกาสในประเทศของลุงปูติน สุดแฮนด์ซัมนั้น เราจะพบทั้งคนดีมาก ดีน้อย และไม่ค่อยดีสักเท่าไร แต่รวมๆ ก็ถือว่า โอเค!! นั่นเพราะเราแค่อาศัยระยะสั้นๆ 10 วันเท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สิ่งที่ดีงามเราก็รับมาด้วยความชื่นชม สิ่งที่ไม่ดี ตื่นเต้น ระทึกใจ เราก็เก็บเป็นประสบการณ์เล่าสู่กันฟัง &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ เขาเป็นประเทศมหาอำนาจที่แสนจะภาคภูมิใจในตัวเองนั้น มีความเป็นมาที่ยาวนาน และมีรากแห่งวัฒนธรรมที่น่าศึกษาเรียนรู้ ซึ่งบางเรื่องบางราวหากเราสามารถนำมาถอดเป็นต้นแบบในการประพฤติปฏิบัติตามได้ล่ะก็ ถือเป็นเรื่องดีมากกว่าไม่ดี...แน่นอน &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยกตัวอย่าง ความเป็นระเบียบวินัย และการรักษากฎกติกามารยาทที่เรียกว่า Protocal แบบเป๊ะ! ไม่มีข้อยกเว้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะการป้องกันย่อมดีกว่าแก้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเข้าไปดูงานในทุกสถานที่แบบปิด หรือเป็นหน่วยงานเฉพาะ ไม่ใช่เปิดกว้างให้ใครก็เข้าไปได้นั้น ทั้งกระทรวงและกรมกอง จนถึงบริษัทเอกชนต่างๆ นอกจากต้องส่งรายชื่อล่วงหน้าแล้ว เมื่อไปถึงหน้าบ้านหรือประตูสถานที่นั้นๆ ทุกคนต้องแสดงบัตรประจำตัวให้ตรงกับชื่อที่แจ้งไว้แล้ว ซึ่งคนไทยอย่างพวกเราก็คือโชว์พาสปอร์ตให้ดูทีละคนตามรายชื่อที่เขาเรียกขาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เท่านั้นยังไม่พอ การตรวจรักษาความปลอดภัยของเขาเข้มพอๆ กับฝ่ายตรวจคนเข้าเมืองเลยทีเดียว ทุกคนต้องถอดเสื้อโค้ด เสื้อนอก เสื้อหนาว ผ้าพันคอ หมวก ถุงมือ และนำกระเป๋าผ่านเข้าเครื่องสแกน ก่อนที่จะเดินเข้าไปในตัวตึกอีกชั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความโกลาหลเกิดขึ้นพอสมควรด้วยปัญหาอากาศที่หนาวจัด &amp;nbsp;กว่าเจ้าหน้าที่จะตรวจชื่อและพาสปอร์ตเสร็จทีละคน คนที่อยู่ข้างหลังก็ต้องยืนโต้ลมหนาวอยู่ด้านนอกประตู&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เบ็ดเสร็จใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมงสำหรับคน 30 คน ซึ่งเมื่อผ่านเข้าเครื่องสแกนแล้ว ใครจะคิดเดินเพ่นพ่านไปหาห้องน้ำก็ไม่ได้อีก เพราะเจ้าหน้าที่ของเขาจะกันให้พวกเราอยู่เป็นกลุ่ม เป็นสัดเป็นส่วน แล้วนำเข้าไปทีละ 10 คน ห้ามขาด ห้ามเกิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มนุษย์ลุงบางคนอารมณ์สวนกระแสกับอากาศหนาวเลยทีเดียว ด้วยรู้สึกว่าอะไรจะหนักหนา ข้าไม่ได้คิดจะมาปล้นหรือวางระเบิดเลยนา หรือถ้าคิดก็ไม่มีทางรอดออกจากประเทศนี้แน่นอนที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นี่ก็สะท้อนว่า ทำอะไรตามอำเภอใจคือไทยแท้ เพราะพี่ไทยถูกจับให้เดินตามกรอบก็เกิดอาการเหมือนจับปูใส่กระด้งกันเลยทีเดียวเชียวแหละ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่สำหรับมนุษย์ป้าแล้วกลับเห็นด้วยว่า สิ่งที่เขากระทำแบบไม่เลือกปฏิบัตินี้ คือการวางพื้นฐานของจิตใจที่จะก้าวสู่ความมีวินัย สร้างชาติด้วยความอดทน เข้มแข็งค่ะ เพราะระหว่างที่เรายังอยู่กับการถูกตรวจสอบ พนักงานของบริษัทก็มีการเดินเข้า-ออกเช่นกัน และทุกคนก็ต้องปฏิบัติแบบเดียวกับเรา เพียงแต่เขามีบัตรสแกนเข้าไป แต่เสื้อผ้าและกระเป๋าของเขาก็ต้องผ่านเครื่องสแกนเหมือนเราเช่นกัน ไม่มีการยกเว้นว่านี่คือพนักงานที่เห็นหน้ากันทุกวี่ทุกวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การรู้รักษากฎระเบียบเล็กๆ น้อยๆ ก็จะเป็นต้นทุนที่ดีในการที่จะเคารพในกฎหมายและกติกาสังคมนะคะ. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ป้าเอง&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8372</URL_LINK>
                <HASHTAG>Protocal, การวางพื้นฐานของจิตใจ, ทัศนศึกษาดูงาน, บริษัทเอกชน, ประเทศของลุงปูติน, ป้าเอง, มองมุมสูง, สุดแฮนด์ซัม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a37680816e92.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
