<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91003</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สยามไบโอฯแจงไม่กำไร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สยามไบโอไซเอนซ์&amp;rdquo; แถลงแล้ว เผยเป็นบริษัทผลิตยาชีววัตถุแห่งแรกและแห่งเดียวที่ก่อตั้งตามพระราชปณิธาน &amp;ldquo;พ่อหลวง ร.9&amp;rdquo; ย้ำนโยบายไม่กำไร&amp;nbsp; ไม่ขาดทุน no profit, no loss &amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; ฮึ่มอย่าโยงไปพันการเมือง เพราะบริษัทอยู่ในพระปรมาภิไธย โวยอาจทำให้ไทม์ไลน์ฉีดวัคซีนสะดุดหาก AstraZeneca ระอา &amp;ldquo;ก้าวไกล-ม็อบ 3 นิ้ว&amp;rdquo; แท็กทีมส่ง ก.ก.บุก สธ.ขอดูสัญญา ส่วน&amp;nbsp; &amp;ldquo;เพนกวิน&amp;rdquo; ลุยที่ตั้งบริษัทสยามไบโอฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ที่ 25 ม.ค.ถือเป็นครั้งแรกที่บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ซึ่งถูกนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าคณะก้าวหน้า วิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องวัคซีนป้องกันโควิด-19 ได้มีการชี้แจง โดยนางนวลพรรณ ล่ำซำ ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรกิตติมศักดิ์บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ได้ส่งเอกสารข้อมูลชี้แจงสถานะของบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด โดยระบุว่า &amp;quot;เป็นบริษัทผู้ผลิตยาชีววัตถุแห่งแรกและแห่งเดียวของไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2552 ตามพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสุขภาพของคนไทย
ผลิตภัณฑ์ที่บริษัทฯ ผลิต ได้แก่ ยารักษาโรคชีววัตถุ&amp;nbsp; อาทิ ยาเพิ่มเม็ดเลือดแดงให้ผู้ป่วยที่มีอาการไตวายเรื้อรัง&amp;nbsp; และยาเพิ่มเม็ดเลือดขาวให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด โดยยาทั้ง 2 ตัวผลิตด้วยเทคโนโลยีชีวภาพชั้นสูง สามารถบำบัดรักษาโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ไทยลดการพึ่งพายาจากต่างชาติ ช่วยสร้างความมั่นคงให้ระบบสาธารณสุขของประเทศอย่างยั่งยืน และด้วยคุณภาพและมาตรฐานระดับโลกของโรงงาน บริษัทฯ จึงได้รับการรับรองมาตรฐานสากล PIC/S GMP, ISO9001, ISO17025 และ ISO13485 อีกทั้งได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ผลิตยาและชุดตรวจโรคให้แก่องค์กรต่างๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศตั้งแต่ปี 2563 ที่ทั่วโลกรวมถึงไทยต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ไวรัสโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ ได้ร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พัฒนาและผลิตชุดตรวจเชื้อไวรัสโควิด-19 แบบ RT-PCR ซึ่งเป็นวิธีตรวจวินิจฉัยโรคตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลก (WHO)&amp;nbsp; และได้มอบให้หน่วยงานราชการใช้ในการตรวจคัดกรองผู้ป่วยในประเทศมากกว่า 100,000 ชุด ก้าวสำคัญต่อมาคือ การผลิตวัคซีนป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และบริษัท แอสตร้าเซเนก้า ผู้ผลิตชีวภัณฑ์ชั้นนำของโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเดือนตุลาคม 2563 บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์,&amp;nbsp; บริษัท เอสซีจี, แอสตร้าเซเนก้า และกระทรวงสาธารณสุขได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงในความร่วมมือเพื่อที่จะให้วัคซีนนี้ได้มีใช้อย่างแพร่หลายในภูมิภาคอาเซียน จากหนังสือแสดงเจตจำนงดังกล่าว ได้นำไปสู่สัญญารับจ้างผลิตระหว่างแอสตร้าเซเนก้า และสยามไบโอไซเอนซ์ ซึ่งสัญญานี้แสดงให้เห็นว่าสยามไบโอไซเอนซ์ เป็นบริษัทที่มีความสามารถทางเทคโนโลยีชั้นสูงสามารถดำเนินการผลิตได้อย่างมีคุณภาพและมาตรฐานสากล จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีของแอสตร้าเซเนก้าส่งผลให้สยามไบโอไซเอนซ์ เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการผลิตวัคซีนของแอสตร้าเซเนก้าที่มีมากกว่า 20 แห่งทั่วโลก&amp;quot;
ยึดหลักไม่กำไร-ไม่ขาดทุน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สำหรับวัคซีนป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ของแอสตร้าเซเนก้าใช้เทคโนโลยีในการผลิตใกล้เคียงกับการผลิตยาชีววัตถุจากเซลล์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งสยามไบโอไซเอนซ์มีประสบการณ์ในการผลิตยาชีววัตถุด้วยเทคโนโลยีนี้และมีผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดแล้วทั้งในประเทศ และส่งออก สยามไบโอไซเอนซ์จึงเป็นส่วนหนึ่งในการต่อสู้กับการระบาดของโควิด-19 โดยสยามไบโอไซเอนซ์ได้ดำเนินการผลิตวัคซีนโดยยึดนโยบายไม่กำไร ไม่ขาดทุน&amp;nbsp; หรือ no profit, no loss ในช่วงที่มีการระบาดนี้ซึ่งเป็นนโยบายเดียวกันกับของแอสตร้าเซเนก้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภารกิจผลิตวัคซีนป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข จำนวนเงินประมาณ 600 ล้านบาท และจากบริษัท เอสซีจี 100 ล้านบาท เพื่อต่อยอดศักยภาพของโรงงานให้มีความพร้อมในการผลิตวัคซีนให้ได้เร็วที่สุด&amp;nbsp; เมื่อผลิตวัคซีนได้สำเร็จ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์จะสั่งซื้อวัคซีนป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 จากแอสตร้าเซเนก้าเป็นมูลค่าเท่ากับจำนวนเงินทุนที่ได้รับเพื่อส่งมอบให้กับรัฐบาลในการดูแลสุขภาพของคนไทยต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สยามไบโอไซเอนซ์มีความภาคภูมิใจที่ได้รับเลือกจากแอสตร้าเซเนก้าให้เป็นฐานการผลิตวัคซีน ป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ที่ตรงตามมาตรฐานระดับโลกในขณะนี้ เจ้าหน้าที่ของสยามไบโอไซเอนซ์ทุกคนเร่งทำงานแข่งกับเวลา&amp;nbsp; โดยที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ตัดสินใจปรับแผนการผลิตยาชีววัตถุเดิม โดยทุ่มสรรพกำลังในการผลิตวัคซีนที่ได้ตรงตามมาตรฐานของแอสตร้าเซเนก้าในเวลารวดเร็วที่สุด เพื่อที่ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชาติ เศรษฐกิจไทย รวมถึงประชาชนและเศรษฐกิจระดับภูมิภาคจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติอีกครั้ง ดังปณิธานของบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ที่มุ่งมั่นที่จะทำให้คนไทยและทั่วโลกมีวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า&amp;quot; นางนวลพรรณระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ.กล่าวถึงการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้คนไทยตามแผนที่กำหนดไว้&amp;nbsp; 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ช่วงเดือน ก.พ.-เม.ย.64 ซึ่งวัคซีนยังมีปริมาณจำกัด จะดำเนินการในพื้นที่ที่มีการระบาด&amp;nbsp; โดยฉีดให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้าทั้งภาครัฐและเอกชน ประชาชนกลุ่มเสี่ยง และเจ้าหน้าที่ที่มีโอกาสสัมผัสผู้ป่วย โดยตั้งเป้าหมายฉีดในวันที่&amp;nbsp; 14 ก.พ.64 ระยะที่ 2 ช่วงเดือน พ.ค.-ธ.ค.64 เมื่อจัดหาวัคซีนได้มากขึ้นจะขยายพื้นที่และกลุ่มเป้าหมายจากระยะที่ 1 ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และระยะที่ 3 ช่วงเดือน&amp;nbsp; ม.ค.65 เป็นต้นไป เมื่อมีวัคซีนอย่างเพียงพอจะฉีดให้แก่ประชาชนทั่วไปทุกคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประยุทธ์&amp;nbsp; จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม แถลงข่าวถึงการชุมนุมเกี่ยวเนื่องกับวัคซีนโควิด-19 ว่า ยังไม่ใช่เวลานี้&amp;nbsp; ต้องเข้าใจว่าการใช้วัคซีนต้องตรวจสอบให้ชัดเจน เพราะเราต้องระมัดระวังผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้เราก็ทำตามไทม์ไลน์ที่เรากำหนดอยู่แล้ว ไม่อยากให้เรื่องนี้เกี่ยวพันกับเรื่องการเมืองหรือเรื่องอื่น เพราะอันตราย เนื่องจากเราไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์วัคซีน เราเพียงแต่อยู่ในวงโซ่การผลิตของเขา และของบริษัท AstraZeneca ภายนอก และการนำเข้ามาจำเป็นต้องมีโรงงานในการผลิต ซึ่งเป็นการรับจ้างการผลิตบริษัท AstraZeneca
&amp;ldquo;ขออย่านำไปเกี่ยวข้องกับสถาบันอะไรทั้งสิ้น ให้เป็นเรื่องของการดำเนินการทางธุรกิจ เนื่องจากบริษัทนี้เป็นบริษัทที่อยู่ในพระปรมาภิไธย รัฐบาลจำเป็นต้องขอพระราชทานเพื่อเข้ามาอยู่ในการพิจารณาการผลิตวัคซีน&amp;quot;&amp;nbsp; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
ผวากระทบไทม์ไลน์ฉีดวัคซีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงการบังคับใช้มาตรา 112 ว่าต่อไปจะบังคับใช้กับทุกรายใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า คนละเรื่องกัน ต้องเข้าใจว่ากฎหมายมีทุกมาตรา ที่ผ่านมาในช่วงแรกได้ให้โอกาสไม่ต้องการใช้มาตรา 112 ปิดปากคน หรือทำร้ายใครทั้งสิ้น ต้องไปดูว่าสิ่งที่เขาทำมา ทำซ้ำมากี่ครั้งแล้ว&amp;nbsp; ไม่ว่าจะเด็กหรือใครก็ตามก็ผ่านการให้โอกาสมาหลายครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้หลายคนอาจมีอยู่หลายคดีที่ต่างกรรมต่างวาระ ซึ่งเช่นเดียวกับทุกคดีที่มีการดำเนินการตามกฎหมาย หากคิดว่าตัวเองถูกกฎหมายก็ต่อสู้ด้วยกระบวนการยุติธรรม และรัฐบาลไม่ต้องการที่จะเอาเรื่องนี้มาพันกับเรื่องการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น ตราบใดก็ตามที่มีการทำความผิด ทุกคนก็ต้องได้รับการลงโทษตามกฎหมายไทยที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่อยากให้เอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็นสำคัญและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า การชุมนุมจะส่งผลกระทบต่อไทม์ไลน์เรื่องวัคซีนที่วางเอาไว้จนต้องเลื่อนหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า &amp;quot;ก็นั่นน่ะสิ อย่านำมาเกี่ยวกับการเมือง วันนี้การเจรจาการตกลงก็เป็นไปได้ด้วยดี พอเราประโคมข่าวเรื่อยๆ ก็จะเกิดปัญหาความหวาดระแวง ก็ไม่อยากให้ไปอยู่ในเรื่องของการเมือง นักการเมืองก็ต้องระมัดระวังด้วย&amp;nbsp; การพูดจาอะไรต่างๆ ออกไปบางครั้งทำให้เกิดผลกระทบ&amp;nbsp; ซึ่งตอนนี้ยังคาดว่าเราชี้แจงทำความเข้าใจกับเขาได้ เพราะฉะนั้นคนของเราเองอย่าทำในเรื่องเหล่านี้ เรามีผลกระทบกับคนทั้งประเทศ ในการที่จะได้รับวัคซีนเพื่อฉีดตามระยะเวลาที่ได้กำหนดไว้ ตามไทม์ไลน์ของเรา หากทําให้เกิดความเสียหายทุกคนก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบตรงนี้ด้วย ไม่เช่นนั้นรัฐบาลก็ทำอะไรไม่ได้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า นายธนาธรเรียกร้องให้เปิดรายละเอียดเอกสารการจัดซื้อวัคซีน พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า รายละเอียดต่างๆ ให้ไปว่ากันในสภา ซึ่งจะมีคนชี้แจงอยู่แล้ว&amp;nbsp; เมื่อถามย้ำว่า นายธนาธรบอกพร้อมขอโทษหากเข้าใจผิด&amp;nbsp; พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า &amp;quot;ไม่ต้อง ผมคิดว่าผมไม่ได้ผิดอะไร&amp;quot; ส่วนที่แจ้งความดำเนินคดีกับนายธนาธรนั้นก็ไม่ได้เลือก&amp;nbsp; หากการดำเนินการเข้ากับกฎหมายใดก็แจ้งกฎหมายนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งก็มีทั้งหมด 112, 116 มีอยู่หลายมาตรา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หากผิดตรงไหนก็ต้องโดน ถ้าไม่อยากถูกดำเนินคดีก็อย่าทำ กฎหมายมีให้ทุกคนต้องปฏิบัติตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไม่อยากให้ไปให้เครดิตในเรื่องเหล่านี้ ให้เครดิตกับคนที่ทำความผิดโดยเจตนา ถูกต้องหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่รู้ว่าผิดหรือถูกเพราะเป็นการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ ผมได้ย้ำไปว่าให้เจ้าหน้าที่ทำตามกฎหมาย และทุกคนก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หากคิดว่าตัวเองไม่ผิดก็ไปสู้คดีกันไป ก็เช่นเดียวกับคดีอื่น&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สธ.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร โฆษกพรรคก้าวไกล ยื่นหนังสือต่อปลัด สธ.เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับสัญญาและข้อตกลงระหว่างบริษัท AstraZeneca และสยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ว่าตามกฎหมายนั้นมี พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารอยู่แล้ว ซึ่งมีขั้นตอนว่าถ้าอยากได้ข้อมูลข่าวสารแบบไหนต้องทำอย่างไร ไม่ใช่ใครมาพูดแค่นี้แล้วเราต้องจัดให้เลย นอกจากนี้เรื่องของสัญญาจัดซื้อจัดจ้างที่มีหมวดที่เป็นความลับระหว่างคู่สัญญา ถ้าเราจะมาเปิดเผยอะไรต้องได้รับความเห็นชอบจากคู่สัญญาก่อน ซึ่งทุกอย่างมีขั้นตอน เราพร้อมอยู่แล้ว แต่ต้องทำตามกฎหมาย คนที่มาขอก็ต้องทำตามกฎหมาย เราไม่มีปัญหา แต่อยู่ดีๆ ถ้าเราให้ไปก่อนเราอาจจะทำผิดกฎหมาย ก็ต้องไปดูขั้นตอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สมมติถ้าเราทะเล่อทะล่าออกไปเลย แล้วคู่สัญญาบอกว่ายังไม่ยอม ไปเปิดเผยข้อมูลโดยที่ยังไม่ได้รับความเห็นชอบ แล้วเขาขอยกเลิก ขอปรับราคา เดี๋ยวมันจะเป็นเรื่องวุ่นวายหมด ดังนั้นเราทำตามขั้นตอนดีที่สุด&amp;quot; นายอนุทินกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้านายวิโรจน์ได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อปลัด สธ.เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับสัญญาข้อตกลงและเงื่อนไขผูกพันระหว่างรัฐบาลกับบริษัท AstraZeneca และสยามไบโอไซเอนซ์ เกี่ยวกับการจัดหาและซื้อวัคซีนป้องกันโควิด-19 โดยขอข้อมูล 1.สัญญาระหว่างรัฐบาลกับ AstraZeneca ที่ระบุการจัดซื้อ เงื่อนไขการส่งมอบ&amp;nbsp; เงื่อนไขราคา เงื่อนไขผูกพันต่างๆ 2.สัญญาระหว่างรัฐบาลกับสยามไบโอไซเอนซ์ ที่ระบุเงื่อนไขการจัดซื้อ เงื่อนไขการส่งมอบ เงื่อนไขผูกพันต่างๆ และ 3.สัญญาระหว่าง AstraZeneca กับสยามไบโอไซเอนซ์ ที่มีผลกระทบต่อรัฐ&amp;nbsp; งบประมาณหรือประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาในช่วงบ่าย ที่หน้าอาคารศรีจุลทรัพย์ นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน น.ส.เบนจา อะปัญ แกนนำกลุ่มราษฎร 63 เดินทางมาทำกิจกรรม &amp;quot;กระชากหน้ากากสยามไบโอไซเอนซ์&amp;quot; โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ พร้อมกำลังตำรวจชุดควบคุมฝูงชนรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนารอบอาคาร โดยผู้ชุมนุมได้ทำกิจกรรมและกล่าวโจมตีความล่าช้าของรัฐบาลในการจัดการเรื่องวัคซีน ก่อนจะพยายามขอเข้าไปในอาคารเพื่อยื่นป้ายข้อความที่เตรียมมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาต แต่ตัวแทนของฝ่ายบริหารอาคารศรีจุลทรัพย์ได้ออกมารับป้ายข้อความแทน ซึ่งก่อนกลับ 2 แกนนำยืนยันจะเกาะติดเรื่องนี้ต่อไป.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91003</URL_LINK>
                <HASHTAG>AstraZeneca, COVID-19, no profit no loss, บริษัทในพระปรมาภิไธย, พ่อหลวง ร.9, ร.9, สยามไบโอไซเอนซ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19, ไม่กำไร  ไม่ขาดทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210125/image_big_600ed44819c7e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85256</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลงนามจองซื้อวัคซีนโควิด อึ้ง!ผู้ติดเชื้อใหม่พุ่ง19ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; ประธานลงนามสัญญาจองวัคซีนโควิด เผยพระมหากรุณาธิคุณในหลวง พระราชทานให้บริษัทในพระปรมาภิไธยผลิตต่อแจกจ่าย ศบค.พบติดเชื้อเพิ่ม 19 ราย กลับจากต่างประเทศอยู่ในสถานกักกัน สธ.เปิดแพลตฟอร์มจองแพ็กเกจโรงแรมกักตัวประเทศแรกของโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน เวลา 14.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานในพิธีลงนามในสัญญาการจัดหาวัคซีนโควิด-19 โดยการจองล่วงหน้ากับบริษัท AstraZeneca จำกัด และสถาบันวัคซีนแห่งชาติของไทย โดยมี พ.ต.อ.ธรรมนิธิ วนิชย์ถนอม รองราชเลขาธิการ สำนักพระราชวัง,&amp;nbsp;&amp;nbsp; พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ประธานกรรมการ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด, นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข, นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง, ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และอธิบดีกรมการแพทย์, อธิบดีกรมควบคุมโรค,&amp;nbsp; อธิบดีกรมยุโรป และอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ ร่วมพิธี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาถือเป็นวิกฤตการณ์ที่สร้างความเสียหายทางด้านสังคมและเศรษฐกิจแก่ประเทศต่างๆ ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญในการแพร่ระบาด จึงได้มีมาตรการในการป้องกันตนเอง การดูแลสุขภาพ พร้อมทั้งสนับสนุนให้กระทรวงสาธารณสุขและทุกภาคส่วนช่วยกันผลักดันให้โครงการจะทำวัคซีนในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งสำคัญในการลงนามร่วมกันระหว่างประเทศผู้ค้นคว้าวิจัยและผลิตวัคซีนโควิด-19 ที่ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ซึ่งเราได้ทำสัญญาเรื่องการจองซื้ออยู่หลายประเภทด้วยกัน โดยกลุ่มนี้มีความก้าวหน้าในระดับที่สูงมาก มีแนวโน้มว่าจะผลิตได้ในต้นปีหน้านี้ ซึ่งคาดว่าคนไทยจะมีวัคซีนใช้ในปี 2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีการเตรียมความพร้อมภายในประเทศรับวัคซีน โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในพระปรมาภิไธย ทำการผลิตต่อ แจกจ่าย หรือบรรจุ ซึ่งต้องมีการเตรียมความพร้อมเอาไว้ และวันนี้ทุกอย่างถือว่าพร้อมรับหากวัคซีนผลิตได้สำเร็จ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถือเป็นสายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ซึ่งรัชกาลที่ 10 ก็ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอดตรงนี้มา และพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ฯ เป็นผู้ที่จะทำการผลิตต่อ ถ่ายทอดเทคโนโลยีเข้ามาด้วย และคงไม่ใช่แค่ตรงนี้ เพราะวันหน้าเราไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นมาอีก แต่อันนี้ถือเป็นความพร้อมของเราแล้ว ให้เห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อมในเรื่องของวัคซีน ก็ขอให้คนไทยทุกคนได้ช่วยกันตั้งจิตให้ทุกอย่างสำเร็จด้วยดี&amp;quot; นายกฯ ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากที่ดูแลและจ่ายประชาชนในประเทศ ยังมีสัญญากับอาเซียนว่าจะต้องดูแลซึ่งกันและกัน และวัคซีนจะต้องเป็นสินค้าสาธารณะ เพื่อให้คนทุกคนนั้นเข้าถึง ส่วนด้านการวิจัย พัฒนายา และวัคซีน หรือการวิจัยอื่นๆ รัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าว มีการจัดทำกองทุนและระเบียบใหม่ในการวิจัยและพัฒนา ซึ่งในขณะนี้มีหลายผลิตภัณฑ์ทางสุขภาพที่มีการผลิตภายในประเทศ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประเทศด้วย พร้อมกับในอนาคต หลังจากสถานการณ์โควิดคลี่คลายลง เพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าและสามารถฟื้นฟูได้ ประเทศไทยจะต้องพึ่งตัวเองให้ได้ในเรื่องวัคซีน และจะต้องเพียงพอต่อประชาชนทั้งในภาวะปกติและในภาวะฉุกเฉิน
ติดเชื้อเพิ่ม 19 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เปิดเผยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย ล่าสุดพบผู้ป่วยรายใหม่ 19 ราย จึงทำให้ยอดผู้ป่วยยืนยันสะสมมีจำนวน 3,961 ราย ส่วนผู้ที่รักษาหายแล้วเพิ่ม 2 ราย จึงมียอดสะสมผู้ที่ได้รับการรักษาหายแล้ว 3,790 รายส่วนผู้เสียชีวิตยังมียอดสะสมอยู่ที่ 60 ราย รักษาตัวในโรงพยาบาล 111 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้ป่วยรายใหม่ 19 ราย ได้แก่ 1.ผู้ที่มาจากประเทศเยอรมนี 2 ราย เป็นหญิงไทย อายุ 26 และอายุ 52 ปี&amp;nbsp; 2.ผู้ที่มาจากประเทศอินเดีย 2 ราย เป็นชายสัญชาติอินเดีย อายุ 32 ปี อาชีพพนักงานบริษัท รายที่ 2 เป็นชายสัญชาติอินเดีย อายุ 44 ปี อาชีพวิศวกร 3.ผู้ที่มาจากประเทศสวีเดน 1 ราย เป็นหญิงไทย อายุ 31 ปี อาชีพพนักงานนวด เดินทางต่อเครื่องที่ประเทศกาตาร์
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ผู้ที่มาจากประเทศสหรัฐอเมริกา 3 ราย โดยรายที่ 1 เป็นชายไทย อายุ 30 ปี เดินทางต่อเครื่องบินที่กาตาร์, รายที่ 2 เป็นชายไทย อายุ 75 ปี มีประวัติติดเชื้อโควิด-19 เมื่อวันที่ 28 ต.ค.2563 เดินทางต่อเครื่องบินที่กาตาร์ ส่วนรายที่ 3 เป็นชายสัญชาติอเมริกัน อายุ 61 ปี เดินทางต่อเครื่องบินที่เกาหลีใต้ 5.ผู้ที่มาจากประเทศสหราชอาณาจักร 1 ราย เป็นหญิงไทย อายุ 27 ปี อาชีพธุรกิจส่วนตัว เดินทางต่อเครื่องบินที่เกาหลีใต้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;6.ผู้ที่มาจากประเทศอิตาลี 1 ราย เป็นชายสัญชาติอิตาลี อายุ 42 ปี อาชีพโปรแกรมเมอร์ เดินทางต่อเครื่องบินที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 7.ผู้ที่มาจากประเทศลักเซมเบิร์ก 1 ราย เป็นชายไทย อายุ 30 ปี อาชีพเชฟทำอาหาร เดินทางต่อเครื่องบินที่กาตาร์ 8.ผู้ที่มาจากประเทศโอมาน 1 ราย เป็นชายสัญชาติโอมาน อายุ 69 ปี อาชีพนักธุรกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;9.ผู้ที่มาจากประเทศซาอุดีอาระเบีย 4 ราย ประกอบด้วย นักเรียนชายไทย อายุ 5 ขวบ, นักเรียนชายไทย อายุ 10 ขวบ, นักเรียนหญิงไทย อายุ 12 ปี และหญิงไทย อายุ 40 ปี อาชีพครู ทั้งหมดเดินทางต่อเครื่องบินที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 10.ผู้ที่มาจากประเทศจอร์เจีย 2 ราย ได้แก่หญิงไทย อายุ 30 ปี อาชีพพนักงานนวด และหญิงไทย อายุ 37 ปี อาชีพธุรกิจส่วนตัว ทั้งคู่เดินทางต่อเครื่องบินที่กาตาร์ และ 11.ผู้ที่มาจากประเทศโปแลนด์ 1 ราย ชายไทย อายุ 41 ปี เดินทางต่อเครื่องบินที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงว่า ตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย.-25 พ.ย.2563 กระทรวงการต่างประเทศร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อำนวยความสะดวกคนไทยกลับมาแล้วทั้งสิ้น 128,103 คน จาก 141 ประเทศ รวมทั้งได้ออกหนังสือรับรองให้ชาวไทยเดินทางเข้าราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 9 ก.ค.-24 พ.ย.2563 รวม 40,401 ราย แบ่งตามสัญชาติมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ จีน 7,116 ราย, ญี่ปุ่น 5,472 ราย, สหรัฐอเมริกา 3,279 ราย, สหราชอาณาจักร 2,640 ราย และเกาหลีใต้ 2,169 ราย โดยทุกคนเข้ารับการกักตัวเรียบร้อยแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การต่างประเทศ ยังได้เสนอแนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่น (ธ.ค.2563-ม.ค.2564) สำหรับนักท่องเที่ยวประเทศตะวันตก โดยอยู่ระหว่างพิจารณาให้เข้ามาเป็นกลุ่มโดยเครื่องบินเช่าเหมาลำ และให้กักตัวในรีสอร์ตหรือสถานที่ที่จะมาท่องเที่ยว นอกจากนี้ ได้มีการผ่อนคลายเรื่องการตรวจลงตราประเภทต่างๆ รวมถึงปลดล็อกให้ชาวต่างชาติเข้ามาได้ทุกประเทศทั่วโลก จากเดิมที่อนุญาต 23 ประเภท โดยมีผลตั้งแต่ 2 พ.ย.2563 ซึ่งกลุ่มนี้เดินทางเข้ามาแล้ว 260 ราย
สธ.เปิดจอง รร.กักตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่โรงแรมเมอเวนพิค บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท กรุงเทพมหานคร นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) พร้อมด้วย นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) และนายจอห์น บราวน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อโกด้าฯ ร่วมแถลงข่าว &amp;ldquo;การดำเนินงานสถานกักกันโรคแห่งรัฐทางเลือก (Alternative State Quarantine) และเปิดตัวแพลตฟอร์มจองแพ็กเกจโรงแรมสถานที่กักกันโรคแห่งรัฐทางเลือก (ASQ)&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสาธิตกล่าวว่า สธ. โดย สบส. ได้ร่วมมือกับบริษัท อโกด้าฯ เปิดตัวระบบปฏิบัติการจองแพ็กเกจโรงแรมสถานกักกันโรคแห่งรัฐทางเลือก ประเทศแรกของโลกที่ใช้แพลตฟอร์มนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการจองโรงแรมสถานที่กักตัวแก่ชาวไทยที่ต้องการเดินทางกลับเข้าประเทศไทย และชาวต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในประเทศไทย ช่วยเพิ่มความสะดวก รวดเร็วในการค้นหาเปรียบเทียบแพ็กเกจ ASQ ในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังมีบริการที่ครอบคลุมความต้องการของผู้ใช้บริการ มีการแสดงผลมากถึง 39 ภาษา บริการดูแลลูกค้าใน 21 ภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษและจีนบริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง และมีกระบวนการชำระเงินที่สะดวกรวดเร็ว นับเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย ส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบกิจการในทุกระดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ธเรศกล่าวว่า ขณะนี้มีโรงแรมที่ได้รับการรับรองเป็น ASQ แล้ว 113 แห่ง สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศ 1,200 ล้านบาท สำหรับการเปิดตัวแพลตฟอร์ม เบื้องต้นมีสถานประกอบการเข้าร่วมแพ็กเกจ ASQ ให้เลือกรับบริการประมาณ 37 แห่ง และจะขยายเพิ่มจำนวน ASQ และสถานที่ควบคุมโรคทางเลือกในต่างจังหวัด อีกกว่า 100 แห่ง คาดว่าจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 30,000 ราย และสร้างรายได้ให้ประเทศเพิ่มอีกกว่า 1,000 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.ภูเก็ต พล.ร.ท.โทเชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ภาค 3 (ศรชล.ภาค 3) เปิดเผยว่า เป็นวันแรกของการเข้ามาของเรือยอชต์ จำนวน 3 ลำ ที่ขอเข้าจอดในภูเก็ต ดังนี้&amp;nbsp; 1.เรือ Crabby สัญชาติออสเตรีย 2.เรือ Investigator ll&amp;nbsp; สัญชาติมาเลเซีย และ 3.เรือ Cayenne สัญชาติมาเลเซีย โดยศรชล.ภาค 3 จัดตั้งหมู่เรือรักษาความปลอดภัยเรือยอชต์ที่เข้ามาในพื้นที่ และได้วางกำลังจัดหมู่เรือรวม 3 ชุด ซึ่งทุกลำที่เข้ามาต้องปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดเพื่อควบคุมป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด-19.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85256</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, บริษัทในพระปรมาภิไธย, บริษัทในพระปรมาภิไธยผลิตแจกจ่าย, สัญญาจองวัคซีน, สัญญาจองวัคซีนโควิด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201127/image_big_5fc112bf1acfe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
